เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

เชิญชวนเพื่อนๆมาออกทริปแบบกันเอง ไม่มีทีมงานจัดการปั่นอย่างเป็นระบบมากนัก ดูแลกันเองพอสมควรในหมู่เพื่อนฝูง

ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย

รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

การให้อภัย

11/02/2009
View: 923


อภัยทาน
การยุติผลกรรมข้ามภพข้ามชาติ ทุกชีวิตล้วนมีภัย ภัยของชีวิตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที ภัยที่เกิดจากภายนอก ไม่ ร้ายแรง เท่ากับภัยภายใน ภัยที่ผู้อื่นสร้างขึ้น บางคนทำผิดแล้ว กลับมานั่งเสียใจในภายหลังก็บ่อย ภัยทั้งหลาย ล้วนเป็นยาพิษ ที่ปลิดชีวิตจิตใจเราได้ทั้งสิ้น มนุษย์อื่นทำลายเรา ก็ทำได้เพียงขณะหนึ่ง แต่จิตที่ตั้งไว้ผิดจะทำลายเราข้ามภพชาติ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนเรื่อง “อภัยทาน” คือการยกโทษ แสดงอโหสิกรรมต่อกัน ไทยเรามีประเพณีอย่างหนึ่งคือ เมื่อจุดธูปขอขมาศพ ก็จะขออโหสิกรรมต่อกัน คือ อย่าได้มีเวรต่อกันในภพหน้า ให้ทุกอย่างจบลงที่ภพชาตินี้ แม้ศัตรูคู่อาฆาตก็ต้องอโหสิกรรม ต่อกัน บางครั้ง พิธีสำคัญในชีวิต เรามักจะไปขอพรผู้ใหญ่ และกล่าวว่ากรรมใดที่เราได้ ล่วงเกิน ขอให้ท่านยกโทษให้คือสิ่งที่เราทำเป็นอโหสิกรรม ทำให้ใจเราว่างเพียงพอเพื่อ รองรับความดี ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เช่น พิธีบวช เป็นต้น

การแสดงอภัยทาน เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก หากไม่ฝึกทำจน เป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ขอให้เรามาพิจารณาเหตุผล ถึงความต่อเนื่อง ของผลกรรมที่มีผลข้ามภพ ข้ามชาติว่า ให้ผลเผ็ดร้อนเพียงใด และยังเป็นผลที่เราหนีไม่ได้ อีกด้วย เราต้องถามตนเองก่อนว่า เราต้องการยุติการเผล็ดผลของกรรมกับคนๆนั้นเพียงภพนี้ หรือต้องการจะพบเขา จะเจอเขาอีกในชาติต่อๆไป เราต้องการจะยุติปัญหาเหล่านี้เพียงภพ ชาตินี้ หรือต้องการลากยาวไปถึงภาพชาติข้างหน้า เรามีสิทธิเสรีในตัวเราที่จะหยุดหรือสร้าง เหตุต่อไปอีก

บางคน รักมาก หลงมาก เพราะเขาดีมาก ก็ปรารถนาให้พบกันทุกภพทุกชาติ บางคน ก็อธิษฐานไม่ขอร่วมเดินทาง แต่ก็ไม่ยกโทษ ในที่สุดผลของการไม่ยกโทษ คือไม่ยอมให้ อภัย ก็เหมือนการผูกสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ที่เอวตนเองตลอดเวลา การให้อภัย จะทำให้เราสามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ เหมือนคนล้างแก้วน้ำสะอาด ทำ ให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่ เหมือนการโยนของที่เราไม่ชอบทิ้งเสีย โดยไม่ต้องเสียดาย การให้อภัยคือการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ อภัยทานนั้นเวลาจะให้ไม่ ต้องไปขอใคร ไม่เหมือนใครมาขอเงินเราเราต้องควักกระเป๋าให้ แต่ให้อภัยเราไม่ต้องหา จากไหน และไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย

ขอให้เราภูมิใจเถิด เมื่อมีใครมาขอโทษ เมื่อมีใครให้อภัยเรา หรือเมื่อสำนึกได้ว่า เรา ได้ทำอะไรผิดพลาดไป ก็ขอโทษกัน การขอโทษ หรือการให้อภัย มิใช่การเสียหน้า หรือเสีย รู้ มิใช่การได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใด หากแต่เป็นการชำระใจให้สะอาด เหมือนภาชนะ สกปรก ก็ชำระล้างให้สะอาด ใครจะคิดอย่างไรมิใช่ประเด็น แต่สำหรับเราผู้แสดงออกว่าเราให้อภัยในเรื่องนี้ต่อ บุคคลผู้นี้แล้ว นั่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสิ่งนั้นจะถูกบรรจุลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์คือจิต ของเราทันที การผูกอาฆาต ความพยาบาท ความอิจฉา โกรธ เกลียด ความคิดแก้แค้น ทิฐิมานะ เป็นต้น เป็นเสมือนเชื้อไว้ อภัยทาน คือเครื่องมือแอนตี้ไว้ ส่วนจิตของเรา เหมือน คอมพิวเตอร์ ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ อาจจะดูเหมือนยาว แต่มีใครบอกได้ว่าเราจะอยู่ได้ปลอดภัยถึง วันไหน เราต้องการความทรงจำที่เลวร้าย หรือต้องการความทรงจำที่ดีในชีวิต เราต้องการนั่งนอนอย่างมีความสุข มีชีวิตอยู่ด้วยความอิ่มเอิบ หรือต้องการมีชีวิตอยู่ ด้วยการถอนหายใจ ด้วยความทุกข์และกังวลใจ สิ่งเหล่านี้ กำหนดได้ที่ตัวเราเอง กำหนดวิธี คิดให้ถูกต้อง ความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก สุขหรือทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่วิธีคิด คิดเป็นก็พ้นทุกข์ คิดไม่เป็น แม้แต่เรื่องมิใช่เรื่อง ก็อาจเกิดเรื่องได้ ขอให้เรามาคิดดูว่า ในชีวิตของเราคนหนึ่ง อย่างเก่งก็อยู่ได้ ๗๕ ปี เกินนี้ไปถือเป็น กำไรชีวิต ทำไมเราจะเสียเวลามาครุ่นคิดเรื่องไร้สาระ ทำไมเราจะต้องเสียเวลามาทำเรื่องที่ ทำให้เกิดทุกข์

การยอมกันเสียบ้าง ก็เป็นความสุขได้ไม่ยาก เราอาจคิดว่า การให้อภัยบ่อยๆ แก่คนบางคน เขาอาจจะไม่ปรับตัว ยังก่อเหตุอยู่เสมอๆ งานก็ไม่สำเร็จ ยังเหลวไหลอยู่เหมือนเดิมนั่นอาจเป็นเหตุผลในการทำงาน แต่สำหรับเหตุผลของใจนั่น เมื่อให้อภัย ใจเราก็เบา การยกโทษ อาจดูเหมือนเรายอม เราไม่ติดใจ ไม่เอาเรื่อง แล้วจะทำให้เขากำเริบ ส่วนเราเสียเปรียบความจริงไม่ใช่ เรากำลังบำเพ็ญบารมีขั้นสูง คือ “อภัยทาน” อันเป็น “ทานบารมี” ที่สูงส่งการยอมแพ้อาจเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ข้ามภพชาติขอให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เวลาเราโกรธ เกลียด พยาบาทใคร สีหน้าของเราจะเปลี่ยนไป เลือดในร่างกายจะผิดระบบ เช่น เวลาโกรธจัด จิตที่ถูกครอบงำโดยอารมณ์ร้าย ก็มีลักษณะเดียวกัน คือความรุ่มร้อนไม่พอใจ ทำอะไรก็กังวลเป็นทุกข์ แต่พอยกโทษให้ ก็จะรู้สึกทันทีว่า ยิ้มได้ จิตเบาสบาย ที่เปรียบกันว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอกรู้สึกจิตเป็นอิสระทันทีเพราะหมดห่วง หมดทุกข์ หมดสนิมที่จะกัดกร่อนจิตใจวิธีคิด มีความสำคัญมากสำหรับชีวิตของคน เรามักได้ยินเสมอๆว่า แพ้หรือชนะ อยู่ที่กำลังใจ แท้จริงแล้ว คำว่า “กำลังใจ” ก็คือวิธีคิดนั่นเอง พลังที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือการที่ใจมีกำลังมนุษย์เราจึงต้องสร้างกำลังใจให้แก่กันและกัน กำลังใจเป็นสิ่งที่ให้ไม่รู้จักหมด ยิ่งเราให้คนอื่นได้มากเท่าไร กำลังใจก็จะยิ่งเกิดขึ้นแก่เรามากเท่านั้น เหมือนวิชาความรู้ ยิ่งให้ยิ่งพอกพูน ยิ่งหวงไว้เฉพาะตัว ก็ยิ่งหดหายการให้อภัย อาจจะพูดง่าย แต่ทำยาก แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะใจไม่อยากทำ แต่ก็สามารถทำได้เมื่อเราฝืนใจทำ และจะเป็นความสุขใจในภายหลังเมื่อครวญคำนึงถึงยิ่งไปกว่านั้น บางคนต้องทุกข์เพราะคนใกล้ตัว ทุกข์เพราะคนที่เรารัก ที่เป็นตัวชีวิตของเราเอง เช่น มีลูกเกเรา ทำให้พ่อแม่เสียใจ ผลาญทรัพย์ ไม่อยู่ในโอวาท เป็นลูกอกตัญญูทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูล พ่อแม่คิดถึงลูกทีไร ก็มีแต่เรื่องร้อนใจตลอดเวลาบางครั้ง ศัตรูยอมอธิษฐานจิตแห่งความพยาบาท ให้มาเกิดเป็นลูกของเรา เป็นหลานของเรา เป็นญาติของเรา เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเราก็มี เพื่อเขาจะได้ทำลายน้ำใจ ชื่อเสียง วงศ์สกุลของเราให้ถึงที่สุด นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้อโหสิกรรมต่อเขา หรือไม่ได้แสดงอภัยทานต่อเขาจากชาติที่แล้วๆมานั่นเอง

เราจะเห็นว่า บางครอบครัว ญาติพี่น้องจ้องทะเลาะกันเหมือนเป็นข้าศึกศัตรูกันมาหลายภพหลายชาติ บางทีต้องฆ่ากันเป็นทอดๆ ถามว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ปัญญาธรรมดาของมนุษย์อย่างพวกเราพอจะทำความเข้าใจได้หรือไม่ กฎหมายที่มีอยู่สามารถคลี่คลายปมปัญหาได้ไหม คำตอบคือยาก! เพราะนี่เป็นเรื่องของเศษกรรมที่ยังมิได้รับ “อโหสิ” ระหว่างเราและเขาบางครั้ง เราเห็นเรื่องราวในชีวิตจริง หรือแม้แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ หากเรามองย้อนคิดให้ดีสักนิด นิ่งคิดให้ละเอียดลึกซึ้งสักหน่อย เราก็จะเข้าใจได้ว่า การไม่ให้อภัยกันนั้น มีผลร้ายข้ามภพข้ามชาติได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือสิ่งที่มนุษย์เรารักมากที่สุด คือ พ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูก แต่ทำไมบางที เมื่อแต่งงานกันแล้ว สามีสามารถฆ่าภรรยาได้ หรือภรรยาก็สามารถฆ่าสามีทิ้งได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ลูกที่ฆ่าพ่อแม่ได้นั่นเป็นเพราะอะไร ไม่มีสิ่งใดที่จะอธิบายได้ดีเท่ากับบอกว่า นั่นคือผลกรรมที่เกิดจากการไม่ยอมให้อภัยกันในอดีตชาติ และส่งผลมาถึงภพนี้ จึงต้องมาแก้แค้นชำระโทษกันบางคนทั้งที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พอเห็นหน้าก็รู้สึกไม่ชอบทันทีเลย จะพูด จะคุยจะทำอะไร ดูขวางหูขวางตาเป็นที่น่ารำคาญ เป็นที่ไม่ชอบใจของเราไปหมด แม้แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเราก็เช่นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะอดีต เราไม่ยอมให้อภัยกันมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เป็นเรื่องที่มีอุทาหรณ์และคติน่าคิดมาก เกี่ยวกับเรื่องของคนที่ไม่ยอมให้อภัยใคร และเป็นคนผูกโกรธ ผูกเกลียด ผูกอาฆาตพยาบาทมองเห็นคนอื่นเป็นศัตรูคู่ต่อสู้ตลอดเวลา ท่านเล่าว่า เขาอธิษฐานขอไปเกิดเป็นลูกของศัตรูเพื่อจะได้ทำร้ายจิตใจอย่างใกล้ชิดและแนบเนียนที่สุด จะได้เผาผลาญคนนั้นให้ถึงที่สุด ให้ทุกข์ที่สุด ให้สาละวนอยู่กับเรื่องทุกข์ตลอดเวลา เขาจะเป็นลูกเกเรที่ผลาญทรัพย์ทำลายวงศ์สกุล นำความทุกข์เดือดร้อนเข้าบ้านทุกวัน กระทั่งวันหนึ่งเขาก็ตายไปพร้อมกับจิตใจที่ขุ่นมัวและผูกอาฆาตการที่เราไม่ยอมให้อภัย เหมือนเราไม่ยอมล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเรา แม้เราจะไปที่ไหนสวมใส่เสื้อผ้าชิ้นใด งามเพียงไร ร่างกายของเราก็ยังคงสกปรก และตามไปทุกหนทุกแห่ง ความงามของเรีอนร่างที่ประดับด้วยเครื่องเพชร ด้วยเสื้อผ้า ก็ไม่อาจทำให้ร่างกายสะอาดได้ การให้อภัย เปรียบเหมือนการอาบน้ำชำระร่างกายข้อนี้ เปรียบเสมือนเมื่อเราไม่ให้อภัยใคร ใจเราย่อมดิ่งอยู่กับคนนั้น และตัวเขาก็จะถูกผูกไว้กับความรู้สึกของเรา เหมือนความสกปรกของร่างกายที่ตามเราไปตลอดเวลาเพราะเราไม่ยอมชำระล้างให้สะอาดท่านทั้งหลายอาจลืมคิดไปว่า ลูกหลานที่เกิดมาแล้วผลาญทรัพย์ ทำลายชื่อเสียง ทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนนอนทุกข์นั่น แท้จริงก็คือศัตรูในชาติที่แล้วที่เรามิได้อโหสิกรรมให้เขา เราไม่ได้ยกโทษให้เขา คือเราไม่ได้แก้ปมที่เคยผูกไว้ให้หลุดออกไป กรรมระหว่างเรากับเขาจึงติดตามกันมาเผล็ดผลถึงวันนี้

บางที คนที่เขาโกรธเรา หากเราโกรธตอบ ก็จะเป็นการตอบรับกระแสกัน เหมือนการโทรศัพท์ ถ้าอีกฝ่ายไม่เปิดรับโทรศัพท์ ฝ่ายที่โทรถึงก็หมดสิทธิ์ จะคุยกับเราเพราะกระแสไม่สามารถส่งถึงกันได้การตอบรับซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นความดี เป็นความรัก ความอบอุ่นก็ดีไป แต่ถ้าเป็นความเกลียด ความโกรธ สิ่งที่จะตามมา คือ การการรับรู้และเก็บอารมณ์ทั้งโกรธและเกลียดนั้นไว้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายเมื่อรู้แล้วก็ควรสละอารมณ์นั้นด้วยตัวเราเองก่อนเพื่อป้องกันจิตเรามิให้เป็นทุกข์เพราะคนนั้นเป็นเหตุ เราอาจคิดเสมือนหนึ่งไม่ได้มีเขาอยู่ในโลกนี้เลยก็ได้ การให้อภัยเขาคือคิดถึงเขาในฐานะเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาม ไม่สมควรจะไปยึดเป็นรักเป็นชังก็เมื่อแม้แต่รัก ท่านยังสอนให้เราละทิ้ง มิให้ยึดติด แล้วทำไมเราจะยังมองเห็นโกรธเป็นสิ่งที่จะต้องยึดมั่นอยู่ได้คนบางคนเกิดมามักถูกใส่ร้ายตลอดเวลา ไม่ว่าจะหันไปทำอะไร จะมีแต่คนคอยจ้องจับผิด คิดร้าย นินทาลับหลังให้ต้องเสียใจอยู่เสมอ บางคน คิดทำอะไรขึ้นมา พอจะสมหวังก็กลับมีอันต้องเป็นไปให้ผิดหวัง พลาดหวังอยู่บ่อยๆ เราก็คิดว่าเป็นเรื่องของโชควาสนาไปแต่ความจริงคือเรื่องอดีตกรรมที่เราไม่ยอมแก้ไข ทั้งๆ ที่แก้ไขได้การที่เราเห็นสิ่งผิดปกติในชีวิตเราบางครั้ง เช่น มีแต่เรื่องให้เกิดทุกข์ มีแต่คนทำให้ใจขุ่นมัว มีลูกไม่ดี มีหลานไม่สมประสงค์ ทำให้เราต้องเก็บมาคิดเสมอ ขอให้เราถือว่า นี่คือเศษเสี้ยวแห่งผลกรรมที่ติดอยู่ในความคิดตั้งแต่อดีตชาติ ซึ่งบัดนี้เผล็ดผล งอกงามออกมาอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด และพึงทราบว่า คนที่ทำให้เราทุกข์ใจที่สุด คือ คนที่เรารักที่สุด คือผู้อยู่ใกล้เราที่สุด

ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราเห็นเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับชีวิตใครหรือแม้แต่เกิดกับเราเอง และเราเองไม่สามารถจะวิเคราะห์ได้ด้วยปัญญาธรรมดา ขอให้ลองมองผ่านกฎเกณฑ์แห่งกรรมดูบ้าง ก็จะช่วยให้จิตใจของเราโปร่งเบาขึ้นมาได้ความทุกข์ส่วนใหญ่ มักเกิดจากการไม่ยอมรับความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความทุกข์ของมนุษย์ส่วนมาก มักเกิดจากการต้องเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ หรือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น

การคิดถึงกฎแห่งกรรม หาใช่การคิดแบบทอดธุระ หรือโยนบาป โดยไม่คิดจะแก้ปัญหาไม่ การคิดเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นหลักการสำคัญข้อหนึ่งในการแก้ปัญหาทางใจตามหลักพระพุทธศาสนา หลักกรรม เป็นกฏเกณฑ์ที่ให้ผลได้แยบยลทั้งในปัจจุบันและอนาคตสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ เรื่องผลกรรมที่เกิดขึ้นจากรรมในอดีต ที่เราไม่ได้ทำให้เป็น “อโหสิกรรม” คือไม่ยอมให้อภัยในภพชาติที่แล้วและวันนี้สิ่งที่เกิดกับเราจึงเป็นสิ่งสมควร สมเหตุสมผล

วิธีแก้คือ เราต้องยอมรับความจริงของสิ่งที่เกิดกับตัวเรานั้นให้ได้ ปัญหาบางอย่างที่แก้ไม่ตก ที่สลัดไม่ออก ที่ไม่มีทางจะหลบลี้หนีได้ เป็นสิ่งที่เราต้องแบกรักด้วยชีวิต เราต้องพิจารณาความจริงย้อนหลัง และยอมรับเหตุการณ์นั้นเสีย หากคิดได้เช่นนี้ ก็จะทำให้จิตใจเราเยือกเย็นและอ่อนโยนลงได้ถามว่าการให้อภัยในความผิดพลาดของคนๆหนึ่งเป็นสิ่งที่ทำยากหรือง่าย คำตอบคือทำง่าย หากเราฝึกหัดทำเป็นประจำไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรกับเรา ขอให้เราฝึกให้อภัยทุกวัน ทำเหมือนที่เราแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ ขอให้เราทำทุกครั้ง ทำเหมือนกรวดน้ำหลังทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์น้อยใหญ่เมื่อเราสร้าง “อภัยทาน” ให้เป็นลักษณะนิสัย ตลอดเวลาได้แล้ว เราจะรู้สึกว่า การให้อภัยแก่ใครนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย เป็นเรื่องธรรมดาๆ คือทำได้โดยไม่ต้องฝืนใจทำขอให้เราทราบไว้ว่า เมื่อเราหัดสร้าง “อภัยทาน” เป็นปกติแล้ว เศษกรรมต่างๆแทนที่จะติดตามเราไปข้ามภพข้ามชาติ ก็จะถูกสลัดออก คือตามไปไม่ได้ เป็นอโหสิกรรมหากแต่ยังคงเป็นเพียงกิริยาที่แสดงออก เพราะเราให้อภัยแล้ว เมื่อเราทำจิตให้อภัยแล้ว ใครๆที่ผูกอาฆาตพยาบาทเราไว้ แรงพยาบาทของเขา ก็จะหมดโอกาสติดตามเรา เพราะกรรมนั้นหมดแรงส่งเนื่องจากเราได้ “อโหสิ” เสียแล้ว


ข้อมูลจาก....http://watsunmamout.igetweb.com/index.p ... art=260120


การเป็นผู้ให้และผู้รับนั้นมีสามอย่าง

๑ ให้วัตถุ
ผู้ให้ให้ ๑๐๐ ผู้รับรับ๑๐๐
๒ให้ความรู้
ผู้ให้ให้๑๐๐ ผู้รับ(รู้รับ)ครึ่งเดียว
๓ให้อภัย (เช่นการอภัยโทษ)
ผู้ให้ให้๑๐๐ ผู้รับ รับศูนย์ (เนื่องจากไม่มีโทษติดตัว)


เมื่อเป็นดังนี้ เราทำไมไม่ทำความเข้าใจเรื่องการให้เล่า
แก้ไขล่าสุดโดย น้าเป็ด... เมื่อ 20 ม.ค. 2010, 00:54, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

การออกเดินทางปั่นจักรยานไปด้วยกัน เมื่อไม่สามารถตามคนกลุ่มมากได้ทัน ถ้าใจรักการปั่นจริง ก็ต้องไปจนทันกันแน่นอน เขาไปถึงบ่ายสอง เราไปถึงค่ำ เราก็สมควรดีใจภูมิใจ ว่า คุณไปถึง ผมก็ไปถึง แต่ถ้าถอดใจ ก็จะเป็นว่าเขาทิ้ง ตรงนี้ถ้าคุณที่ปั่นช้าไม่ปั่นตามไป จะให้ใครมาพิสูจน์ได้ว่า ใครทิ้งใคร

ทำไมเราไม่รู้จักการให้อภัย เราไม่รู้จักการให้เล่า

แล้วเวลาไปด้วยกันไม่เข้าใจกันกลับมาเล่ามาบอกกันในที่แจ้ง พวกเราจะตัดสินได้อย่างไร เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์สักหน่อยนี่นา.....

ทำไมเราไม่รู้จักการให้อภัย เราไม่รู้จักการให้เล่า
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

การที่webmaster หรือ เจ้าของบ้านเขาลบทิ้ง ทำไมไม่กลับมาดูตัวเราเองบ้างว่า เรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องใครเขาบ้าง เราโพสเรื่องใดให้เขาเสียหาย เจ้าของบ้านคิดอย่างไร

คิดกันเอาแต่ได้....ไม่ได้หรอก เราต้องรู้จักความพอดีพอเหมาะพอควร

ทำไมเราไม่รู้จักการให้อภัย เราไม่รู้จักการให้เล่า
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

ลุงกฤตย์(ขออภัยที่เอ่ยนาม) เป็นผู้จุดประเด็นขึ้นมานับว่าเป็นผู้กล้าหาญที่แท้จริง ทุกเรื่องที่ลุงเล่ามาและแทบทุกตัวละคร ผมบอกได้เลยว่า เป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย (จริงเท็จผมไม่ทราบ)

แต่ถ้าเป็นทริปของลุงเนตร(ขออภัยที่เอ่ยนาม)ในปีนี้นั้น ยังไม่มีใครที่ไปทริปนี้ด้วยเคยเล่าเคยบอกผมเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของทั้งสองลุงนี้ ถ้าไปอ่านสำนวนของลุงกฤตย์แล้ว ศาลอาจจะรับฟ้อง แต่ตอนพิจารณาคดี ผลจะออกมาอย่างนี้ (กรุณาช่วยไปฟ้องกันที่ศาล หรือ ถามหาทนายว่าที่ผมจะเรียนให้ทราบต่อไปนี้จริงเท็จอย่างไร)

ประมาณนี้ครับ(ถ้าเท่าที่เล่ามานะ หากจากนี้มีข้อมูลใหม่ค่อยว่ากัน)
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

เมื่อทางลุงกฤตย์ชี้มูลว่าลุงเนตรกระทำผิด ก็ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์เสียก่อน เพราะว่าลุงเนตรปฏิเสธทุกเรื่องที่กล่าวหา
และลุงเนตรก็ไม่ใช่ต้องไปหาหลักฐานมาแสดงอะไร เพราะว่าลุงกฤตย์ไม่มีหลักฐานมาชี้มูล จึงมีแต่เรื่องน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง

ทางข้อมูลเดิมโครงการเก่าผ่านไปตั้งนานแล้วที่เอามาอ้างนั้น คนกลางเวลารับฟัง ฟังแล้วเอามาใช้ได้อย่างเดียวว่าอาจจะรับรู้ว่าเป็นพฤติกรรมของลุงเนตร แต่ถามว่าอายุความอายุความก็หมดไปแล้ว เอามาพิจารณาจะเสียเวลาเปล่า นอกจากนั้นผู้รับเรื่องราวยังไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหลายที่กล่าวมานั้นจริงจริงมีกี่ส่วน

ส่วนเรื่องราวของโครงการปีที่แล้ว...ที่ ๙ ท่านเริ่มปั่นเมื่อวันที่ ๙ เดือน ๙ ปี ๐๙ ก็ให้ลุงกฤตย์ไปถามทุกท่านที่เสียหายหรือคิดว่าเสียหาย หรือเข้าใจว่าลุงเนตรไปยักยอก ก็ให้ไปแจ้งความ เพราะถ้าเลยสามเดือนอายุความจะหมดลง จะทำอะไรไม่ได้เลย

ผมถามกลับไปบ้างว่า ถ้าลุงเนตรฟ้องร้องต่อศาลว่าลุงกฤตย์ พูดเขียนเท็จเป็นคนทำให้เกิดความอับอาย เสียหาย ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกลียดชัง สบประมาท หมิ่นประมาท โดยยกข้อความจากกระดานข่าวนี้ไปเป็นหลักฐานเข้าบ้างลุงคิดว่าจะทำอย่างไร...
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

ดังนั้น หากเจ้าบ้านจะลบกระทู้ทิ้งไปบ้างก็ช่างมันเถอะนะ เพราะว่าลุงกฤตย์ได้แจ้งให้ท่านสมาชิกทั่วไปรับทราบข้อมูลตามที่ลุงรู้ลุงทราบนั้นก็พอเหมาะพอสมควรแล้ว....ส่วนรายละเอียดนั้นทางผู้รับฟังรับข่าวสารย่อมจะคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเอง.....


การเป็นผู้ให้และผู้รับนั้นมีสามอย่าง

๑ ให้วัตถุ
ผู้ให้ให้ ๑๐๐ ผู้รับรับ๑๐๐
๒ให้ความรู้
ผู้ให้ให้๑๐๐ ผู้รับ(รู้รับ)ครึ่งเดียว
๓ให้อภัย (เช่นการอภัยโทษ)
ผู้ให้ให้๑๐๐ ผู้รับ รับศูนย์ (เนื่องจากไม่มีโทษติดตัว)


เมื่อเป็นดังนี้ เราทำไมไม่ทำความเข้าใจเรื่องการให้เล่า
การให้อภัย

11/02/2009
View: 923


อภัยทาน
การยุติผลกรรมข้ามภพข้ามชาติ ทุกชีวิตล้วนมีภัย ภัยของชีวิตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที ภัยที่เกิดจากภายนอก ไม่ ร้ายแรง เท่ากับภัยภายใน ภัยที่ผู้อื่นสร้างขึ้น บางคนทำผิดแล้ว กลับมานั่งเสียใจในภายหลังก็บ่อย ภัยทั้งหลาย ล้วนเป็นยาพิษ ที่ปลิดชีวิตจิตใจเราได้ทั้งสิ้น มนุษย์อื่นทำลายเรา ก็ทำได้เพียงขณะหนึ่ง แต่จิตที่ตั้งไว้ผิดจะทำลายเราข้ามภพชาติ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนเรื่อง “อภัยทาน” คือการยกโทษ แสดงอโหสิกรรมต่อกัน ไทยเรามีประเพณีอย่างหนึ่งคือ เมื่อจุดธูปขอขมาศพ ก็จะขออโหสิกรรมต่อกัน คือ อย่าได้มีเวรต่อกันในภพหน้า ให้ทุกอย่างจบลงที่ภพชาตินี้ แม้ศัตรูคู่อาฆาตก็ต้องอโหสิกรรม ต่อกัน บางครั้ง พิธีสำคัญในชีวิต เรามักจะไปขอพรผู้ใหญ่ และกล่าวว่ากรรมใดที่เราได้ ล่วงเกิน ขอให้ท่านยกโทษให้คือสิ่งที่เราทำเป็นอโหสิกรรม ทำให้ใจเราว่างเพียงพอเพื่อ รองรับความดี ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เช่น พิธีบวช เป็นต้น

การแสดงอภัยทาน เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก หากไม่ฝึกทำจน เป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ขอให้เรามาพิจารณาเหตุผล ถึงความต่อเนื่อง ของผลกรรมที่มีผลข้ามภพ ข้ามชาติว่า ให้ผลเผ็ดร้อนเพียงใด และยังเป็นผลที่เราหนีไม่ได้ อีกด้วย เราต้องถามตนเองก่อนว่า เราต้องการยุติการเผล็ดผลของกรรมกับคนๆนั้นเพียงภพนี้ หรือต้องการจะพบเขา จะเจอเขาอีกในชาติต่อๆไป เราต้องการจะยุติปัญหาเหล่านี้เพียงภพ ชาตินี้ หรือต้องการลากยาวไปถึงภาพชาติข้างหน้า เรามีสิทธิเสรีในตัวเราที่จะหยุดหรือสร้าง เหตุต่อไปอีก

บางคน รักมาก หลงมาก เพราะเขาดีมาก ก็ปรารถนาให้พบกันทุกภพทุกชาติ บางคน ก็อธิษฐานไม่ขอร่วมเดินทาง แต่ก็ไม่ยกโทษ ในที่สุดผลของการไม่ยกโทษ คือไม่ยอมให้ อภัย ก็เหมือนการผูกสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ที่เอวตนเองตลอดเวลา การให้อภัย จะทำให้เราสามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ เหมือนคนล้างแก้วน้ำสะอาด ทำ ให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่ เหมือนการโยนของที่เราไม่ชอบทิ้งเสีย โดยไม่ต้องเสียดาย การให้อภัยคือการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ อภัยทานนั้นเวลาจะให้ไม่ ต้องไปขอใคร ไม่เหมือนใครมาขอเงินเราเราต้องควักกระเป๋าให้ แต่ให้อภัยเราไม่ต้องหา จากไหน และไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย

ขอให้เราภูมิใจเถิด เมื่อมีใครมาขอโทษ เมื่อมีใครให้อภัยเรา หรือเมื่อสำนึกได้ว่า เรา ได้ทำอะไรผิดพลาดไป ก็ขอโทษกัน การขอโทษ หรือการให้อภัย มิใช่การเสียหน้า หรือเสีย รู้ มิใช่การได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใด หากแต่เป็นการชำระใจให้สะอาด เหมือนภาชนะ สกปรก ก็ชำระล้างให้สะอาด ใครจะคิดอย่างไรมิใช่ประเด็น แต่สำหรับเราผู้แสดงออกว่าเราให้อภัยในเรื่องนี้ต่อ บุคคลผู้นี้แล้ว นั่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสิ่งนั้นจะถูกบรรจุลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์คือจิต ของเราทันที การผูกอาฆาต ความพยาบาท ความอิจฉา โกรธ เกลียด ความคิดแก้แค้น ทิฐิมานะ เป็นต้น เป็นเสมือนเชื้อไว้ อภัยทาน คือเครื่องมือแอนตี้ไว้ ส่วนจิตของเรา เหมือน คอมพิวเตอร์ ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ อาจจะดูเหมือนยาว แต่มีใครบอกได้ว่าเราจะอยู่ได้ปลอดภัยถึง วันไหน เราต้องการความทรงจำที่เลวร้าย หรือต้องการความทรงจำที่ดีในชีวิต เราต้องการนั่งนอนอย่างมีความสุข มีชีวิตอยู่ด้วยความอิ่มเอิบ หรือต้องการมีชีวิตอยู่ ด้วยการถอนหายใจ ด้วยความทุกข์และกังวลใจ สิ่งเหล่านี้ กำหนดได้ที่ตัวเราเอง กำหนดวิธี คิดให้ถูกต้อง ความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก สุขหรือทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่วิธีคิด คิดเป็นก็พ้นทุกข์ คิดไม่เป็น แม้แต่เรื่องมิใช่เรื่อง ก็อาจเกิดเรื่องได้ ขอให้เรามาคิดดูว่า ในชีวิตของเราคนหนึ่ง อย่างเก่งก็อยู่ได้ ๗๕ ปี เกินนี้ไปถือเป็น กำไรชีวิต ทำไมเราจะเสียเวลามาครุ่นคิดเรื่องไร้สาระ ทำไมเราจะต้องเสียเวลามาทำเรื่องที่ ทำให้เกิดทุกข์

การยอมกันเสียบ้าง ก็เป็นความสุขได้ไม่ยาก เราอาจคิดว่า การให้อภัยบ่อยๆ แก่คนบางคน เขาอาจจะไม่ปรับตัว ยังก่อเหตุอยู่เสมอๆ งานก็ไม่สำเร็จ ยังเหลวไหลอยู่เหมือนเดิมนั่นอาจเป็นเหตุผลในการทำงาน แต่สำหรับเหตุผลของใจนั่น เมื่อให้อภัย ใจเราก็เบา การยกโทษ อาจดูเหมือนเรายอม เราไม่ติดใจ ไม่เอาเรื่อง แล้วจะทำให้เขากำเริบ ส่วนเราเสียเปรียบความจริงไม่ใช่ เรากำลังบำเพ็ญบารมีขั้นสูง คือ “อภัยทาน” อันเป็น “ทานบารมี” ที่สูงส่งการยอมแพ้อาจเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ข้ามภพชาติขอให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เวลาเราโกรธ เกลียด พยาบาทใคร สีหน้าของเราจะเปลี่ยนไป เลือดในร่างกายจะผิดระบบ เช่น เวลาโกรธจัด จิตที่ถูกครอบงำโดยอารมณ์ร้าย ก็มีลักษณะเดียวกัน คือความรุ่มร้อนไม่พอใจ ทำอะไรก็กังวลเป็นทุกข์ แต่พอยกโทษให้ ก็จะรู้สึกทันทีว่า ยิ้มได้ จิตเบาสบาย ที่เปรียบกันว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอกรู้สึกจิตเป็นอิสระทันทีเพราะหมดห่วง หมดทุกข์ หมดสนิมที่จะกัดกร่อนจิตใจวิธีคิด มีความสำคัญมากสำหรับชีวิตของคน เรามักได้ยินเสมอๆว่า แพ้หรือชนะ อยู่ที่กำลังใจ แท้จริงแล้ว คำว่า “กำลังใจ” ก็คือวิธีคิดนั่นเอง พลังที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือการที่ใจมีกำลังมนุษย์เราจึงต้องสร้างกำลังใจให้แก่กันและกัน กำลังใจเป็นสิ่งที่ให้ไม่รู้จักหมด ยิ่งเราให้คนอื่นได้มากเท่าไร กำลังใจก็จะยิ่งเกิดขึ้นแก่เรามากเท่านั้น เหมือนวิชาความรู้ ยิ่งให้ยิ่งพอกพูน ยิ่งหวงไว้เฉพาะตัว ก็ยิ่งหดหายการให้อภัย อาจจะพูดง่าย แต่ทำยาก แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะใจไม่อยากทำ แต่ก็สามารถทำได้เมื่อเราฝืนใจทำ และจะเป็นความสุขใจในภายหลังเมื่อครวญคำนึงถึงยิ่งไปกว่านั้น บางคนต้องทุกข์เพราะคนใกล้ตัว ทุกข์เพราะคนที่เรารัก ที่เป็นตัวชีวิตของเราเอง เช่น มีลูกเกเรา ทำให้พ่อแม่เสียใจ ผลาญทรัพย์ ไม่อยู่ในโอวาท เป็นลูกอกตัญญูทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูล พ่อแม่คิดถึงลูกทีไร ก็มีแต่เรื่องร้อนใจตลอดเวลาบางครั้ง ศัตรูยอมอธิษฐานจิตแห่งความพยาบาท ให้มาเกิดเป็นลูกของเรา เป็นหลานของเรา เป็นญาติของเรา เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเราก็มี เพื่อเขาจะได้ทำลายน้ำใจ ชื่อเสียง วงศ์สกุลของเราให้ถึงที่สุด นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้อโหสิกรรมต่อเขา หรือไม่ได้แสดงอภัยทานต่อเขาจากชาติที่แล้วๆมานั่นเอง

เราจะเห็นว่า บางครอบครัว ญาติพี่น้องจ้องทะเลาะกันเหมือนเป็นข้าศึกศัตรูกันมาหลายภพหลายชาติ บางทีต้องฆ่ากันเป็นทอดๆ ถามว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ปัญญาธรรมดาของมนุษย์อย่างพวกเราพอจะทำความเข้าใจได้หรือไม่ กฎหมายที่มีอยู่สามารถคลี่คลายปมปัญหาได้ไหม คำตอบคือยาก! เพราะนี่เป็นเรื่องของเศษกรรมที่ยังมิได้รับ “อโหสิ” ระหว่างเราและเขาบางครั้ง เราเห็นเรื่องราวในชีวิตจริง หรือแม้แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ หากเรามองย้อนคิดให้ดีสักนิด นิ่งคิดให้ละเอียดลึกซึ้งสักหน่อย เราก็จะเข้าใจได้ว่า การไม่ให้อภัยกันนั้น มีผลร้ายข้ามภพข้ามชาติได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือสิ่งที่มนุษย์เรารักมากที่สุด คือ พ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูก แต่ทำไมบางที เมื่อแต่งงานกันแล้ว สามีสามารถฆ่าภรรยาได้ หรือภรรยาก็สามารถฆ่าสามีทิ้งได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ลูกที่ฆ่าพ่อแม่ได้นั่นเป็นเพราะอะไร ไม่มีสิ่งใดที่จะอธิบายได้ดีเท่ากับบอกว่า นั่นคือผลกรรมที่เกิดจากการไม่ยอมให้อภัยกันในอดีตชาติ และส่งผลมาถึงภพนี้ จึงต้องมาแก้แค้นชำระโทษกันบางคนทั้งที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พอเห็นหน้าก็รู้สึกไม่ชอบทันทีเลย จะพูด จะคุยจะทำอะไร ดูขวางหูขวางตาเป็นที่น่ารำคาญ เป็นที่ไม่ชอบใจของเราไปหมด แม้แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเราก็เช่นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะอดีต เราไม่ยอมให้อภัยกันมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เป็นเรื่องที่มีอุทาหรณ์และคติน่าคิดมาก เกี่ยวกับเรื่องของคนที่ไม่ยอมให้อภัยใคร และเป็นคนผูกโกรธ ผูกเกลียด ผูกอาฆาตพยาบาทมองเห็นคนอื่นเป็นศัตรูคู่ต่อสู้ตลอดเวลา ท่านเล่าว่า เขาอธิษฐานขอไปเกิดเป็นลูกของศัตรูเพื่อจะได้ทำร้ายจิตใจอย่างใกล้ชิดและแนบเนียนที่สุด จะได้เผาผลาญคนนั้นให้ถึงที่สุด ให้ทุกข์ที่สุด ให้สาละวนอยู่กับเรื่องทุกข์ตลอดเวลา เขาจะเป็นลูกเกเรที่ผลาญทรัพย์ทำลายวงศ์สกุล นำความทุกข์เดือดร้อนเข้าบ้านทุกวัน กระทั่งวันหนึ่งเขาก็ตายไปพร้อมกับจิตใจที่ขุ่นมัวและผูกอาฆาตการที่เราไม่ยอมให้อภัย เหมือนเราไม่ยอมล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเรา แม้เราจะไปที่ไหนสวมใส่เสื้อผ้าชิ้นใด งามเพียงไร ร่างกายของเราก็ยังคงสกปรก และตามไปทุกหนทุกแห่ง ความงามของเรีอนร่างที่ประดับด้วยเครื่องเพชร ด้วยเสื้อผ้า ก็ไม่อาจทำให้ร่างกายสะอาดได้ การให้อภัย เปรียบเหมือนการอาบน้ำชำระร่างกายข้อนี้ เปรียบเสมือนเมื่อเราไม่ให้อภัยใคร ใจเราย่อมดิ่งอยู่กับคนนั้น และตัวเขาก็จะถูกผูกไว้กับความรู้สึกของเรา เหมือนความสกปรกของร่างกายที่ตามเราไปตลอดเวลาเพราะเราไม่ยอมชำระล้างให้สะอาดท่านทั้งหลายอาจลืมคิดไปว่า ลูกหลานที่เกิดมาแล้วผลาญทรัพย์ ทำลายชื่อเสียง ทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนนอนทุกข์นั่น แท้จริงก็คือศัตรูในชาติที่แล้วที่เรามิได้อโหสิกรรมให้เขา เราไม่ได้ยกโทษให้เขา คือเราไม่ได้แก้ปมที่เคยผูกไว้ให้หลุดออกไป กรรมระหว่างเรากับเขาจึงติดตามกันมาเผล็ดผลถึงวันนี้

บางที คนที่เขาโกรธเรา หากเราโกรธตอบ ก็จะเป็นการตอบรับกระแสกัน เหมือนการโทรศัพท์ ถ้าอีกฝ่ายไม่เปิดรับโทรศัพท์ ฝ่ายที่โทรถึงก็หมดสิทธิ์ จะคุยกับเราเพราะกระแสไม่สามารถส่งถึงกันได้การตอบรับซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นความดี เป็นความรัก ความอบอุ่นก็ดีไป แต่ถ้าเป็นความเกลียด ความโกรธ สิ่งที่จะตามมา คือ การการรับรู้และเก็บอารมณ์ทั้งโกรธและเกลียดนั้นไว้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายเมื่อรู้แล้วก็ควรสละอารมณ์นั้นด้วยตัวเราเองก่อนเพื่อป้องกันจิตเรามิให้เป็นทุกข์เพราะคนนั้นเป็นเหตุ เราอาจคิดเสมือนหนึ่งไม่ได้มีเขาอยู่ในโลกนี้เลยก็ได้ การให้อภัยเขาคือคิดถึงเขาในฐานะเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาม ไม่สมควรจะไปยึดเป็นรักเป็นชังก็เมื่อแม้แต่รัก ท่านยังสอนให้เราละทิ้ง มิให้ยึดติด แล้วทำไมเราจะยังมองเห็นโกรธเป็นสิ่งที่จะต้องยึดมั่นอยู่ได้คนบางคนเกิดมามักถูกใส่ร้ายตลอดเวลา ไม่ว่าจะหันไปทำอะไร จะมีแต่คนคอยจ้องจับผิด คิดร้าย นินทาลับหลังให้ต้องเสียใจอยู่เสมอ บางคน คิดทำอะไรขึ้นมา พอจะสมหวังก็กลับมีอันต้องเป็นไปให้ผิดหวัง พลาดหวังอยู่บ่อยๆ เราก็คิดว่าเป็นเรื่องของโชควาสนาไปแต่ความจริงคือเรื่องอดีตกรรมที่เราไม่ยอมแก้ไข ทั้งๆ ที่แก้ไขได้การที่เราเห็นสิ่งผิดปกติในชีวิตเราบางครั้ง เช่น มีแต่เรื่องให้เกิดทุกข์ มีแต่คนทำให้ใจขุ่นมัว มีลูกไม่ดี มีหลานไม่สมประสงค์ ทำให้เราต้องเก็บมาคิดเสมอ ขอให้เราถือว่า นี่คือเศษเสี้ยวแห่งผลกรรมที่ติดอยู่ในความคิดตั้งแต่อดีตชาติ ซึ่งบัดนี้เผล็ดผล งอกงามออกมาอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด และพึงทราบว่า คนที่ทำให้เราทุกข์ใจที่สุด คือ คนที่เรารักที่สุด คือผู้อยู่ใกล้เราที่สุด

ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราเห็นเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับชีวิตใครหรือแม้แต่เกิดกับเราเอง และเราเองไม่สามารถจะวิเคราะห์ได้ด้วยปัญญาธรรมดา ขอให้ลองมองผ่านกฎเกณฑ์แห่งกรรมดูบ้าง ก็จะช่วยให้จิตใจของเราโปร่งเบาขึ้นมาได้ความทุกข์ส่วนใหญ่ มักเกิดจากการไม่ยอมรับความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความทุกข์ของมนุษย์ส่วนมาก มักเกิดจากการต้องเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ หรือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น

การคิดถึงกฎแห่งกรรม หาใช่การคิดแบบทอดธุระ หรือโยนบาป โดยไม่คิดจะแก้ปัญหาไม่ การคิดเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นหลักการสำคัญข้อหนึ่งในการแก้ปัญหาทางใจตามหลักพระพุทธศาสนา หลักกรรม เป็นกฏเกณฑ์ที่ให้ผลได้แยบยลทั้งในปัจจุบันและอนาคตสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ เรื่องผลกรรมที่เกิดขึ้นจากรรมในอดีต ที่เราไม่ได้ทำให้เป็น “อโหสิกรรม” คือไม่ยอมให้อภัยในภพชาติที่แล้วและวันนี้สิ่งที่เกิดกับเราจึงเป็นสิ่งสมควร สมเหตุสมผล

วิธีแก้คือ เราต้องยอมรับความจริงของสิ่งที่เกิดกับตัวเรานั้นให้ได้ ปัญหาบางอย่างที่แก้ไม่ตก ที่สลัดไม่ออก ที่ไม่มีทางจะหลบลี้หนีได้ เป็นสิ่งที่เราต้องแบกรักด้วยชีวิต เราต้องพิจารณาความจริงย้อนหลัง และยอมรับเหตุการณ์นั้นเสีย หากคิดได้เช่นนี้ ก็จะทำให้จิตใจเราเยือกเย็นและอ่อนโยนลงได้ถามว่าการให้อภัยในความผิดพลาดของคนๆหนึ่งเป็นสิ่งที่ทำยากหรือง่าย คำตอบคือทำง่าย หากเราฝึกหัดทำเป็นประจำไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรกับเรา ขอให้เราฝึกให้อภัยทุกวัน ทำเหมือนที่เราแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ ขอให้เราทำทุกครั้ง ทำเหมือนกรวดน้ำหลังทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์น้อยใหญ่เมื่อเราสร้าง “อภัยทาน” ให้เป็นลักษณะนิสัย ตลอดเวลาได้แล้ว เราจะรู้สึกว่า การให้อภัยแก่ใครนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย เป็นเรื่องธรรมดาๆ คือทำได้โดยไม่ต้องฝืนใจทำขอให้เราทราบไว้ว่า เมื่อเราหัดสร้าง “อภัยทาน” เป็นปกติแล้ว เศษกรรมต่างๆแทนที่จะติดตามเราไปข้ามภพข้ามชาติ ก็จะถูกสลัดออก คือตามไปไม่ได้ เป็นอโหสิกรรมหากแต่ยังคงเป็นเพียงกิริยาที่แสดงออก เพราะเราให้อภัยแล้ว เมื่อเราทำจิตให้อภัยแล้ว ใครๆที่ผูกอาฆาตพยาบาทเราไว้ แรงพยาบาทของเขา ก็จะหมดโอกาสติดตามเรา เพราะกรรมนั้นหมดแรงส่งเนื่องจากเราได้ “อโหสิ” เสียแล้ว


ข้อมูลจาก....http://watsunmamout.igetweb.com/index.p ... art=260120


การเป็นผู้ให้และผู้รับนั้นมีสามอย่าง

๑ ให้วัตถุ
ผู้ให้ให้ ๑๐๐ ผู้รับรับ๑๐๐
๒ให้ความรู้
ผู้ให้ให้๑๐๐ ผู้รับ(รู้รับ)ครึ่งเดียวคือรับเก่งยังไงก็ไม่เต็มร้อย
๓ให้อภัย (เช่นการอภัยโทษ)
ผู้ให้ให้๑๐๐ ผู้รับ รับศูนย์ (เนื่องจากไม่มีโทษติดตัว)


เมื่อเป็นดังนี้ เราทำไมไม่ทำความเข้าใจเรื่องการให้เล่า
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

ขอให้ท่านที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาอย่าโพสแสดงความเห็นใดใด


ขอบพระคุณครับ
น้าเป็ด ...ncc
รูปประจำตัวสมาชิก
ตี๋เล็ก-เด็กรังสีฯ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 13376
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:36
Tel: 08-1280-2385
team: ชุมชนคนใช้จักรยานจังหวัดตาก
Bike: ฺBianchi , CHARLENGER , TREK SLR

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย ตี๋เล็ก-เด็กรังสีฯ »

สวัสดีครับน้าเป็ด เข้ามาดู เฉย ๆ .... 8-)
รูปประจำตัวสมาชิก
tevwja
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2053
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ต.ค. 2008, 08:13
Tel: 0867330659
team: จัตุรัส จามจุรี
Bike: trek 4300

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย tevwja »

อืม ..............
รูปประจำตัวสมาชิก
เอ้ บ้านโป่ง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1945
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 21:14
Tel: 086-1704858
team: บ้านโป่ง
Bike: KHS&KHS

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย เอ้ บ้านโป่ง »

:ugeek: :ugeek: :ugeek:


สวัสดีครับ น้าเป็ด พี่ตี๋เล็ก ผมก็เข้ามาอ่านเฉยๆ เหมือนกัน ..........


:geek: :geek: :geek: :geek:
พบกับร้าน "เป็ดย่าง เอ้ บ้านโป่ง" เป็ดย่างอบน้ำผึ้ง นุ่มพิเศษไม่เหมือนใคร

https://www.facebook.com/warayouth.chailert
รูปประจำตัวสมาชิก
nakzooh
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 978
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ย. 2009, 23:46
Tel: 08-6573-0044
team: น้องใหม่ชมรมจักรยานคนชานเมือง หนองจอก กทม. ครับ
Bike: Trek 3900 16'' อยากเปลี่ยนเป็น 17" หรือ 17 1/2
ตำแหน่ง: Bangkapi
ติดต่อ:

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย nakzooh »

สวัสดีครับลุงเนตร ...แวะมาทักทายครับผม
รูปประจำตัวสมาชิก
veenono
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 15565
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 พ.ย. 2008, 21:12
Tel: 089 776-9110
team: ฝ่ายข่าวชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย TCC.
Bike: รถถีบไทยใช้ใจขับเคลื่อน ใต้แสงเดือนและตะวัน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6#p3343446
ตำแหน่ง: 4/35ม.6ถ.เลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ แขวง/เขต หนองแขม กรุงเทพฯ10160

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย veenono »

น้าเป็ด... เขียน:ขอให้ท่านที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาอย่าโพสแสดงความเห็นใดใด


ขอบพระคุณครับ
น้าเป็ด ...ncc

ครับผม
พูดคุยทักทาย-แนะนำทาง facebookและอีกหลายๆกิจกรรมจาก veenono คลิ๊กเลย
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ
รูปประจำตัวสมาชิก
ตี๋เล็ก-เด็กรังสีฯ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 13376
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:36
Tel: 08-1280-2385
team: ชุมชนคนใช้จักรยานจังหวัดตาก
Bike: ฺBianchi , CHARLENGER , TREK SLR

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย ตี๋เล็ก-เด็กรังสีฯ »

หวัดดีครับน้องเอ้ บ้านโป่ง(ผมกำลังหาหมอบไว้ปั่นเป็นเพื่อนแล้วนะ. :lol: ) พี่วี...เมื่อไรจะมาแอ่วเหนือน๊อ น้าเป็ดด้วย... :lol:
รูปประจำตัวสมาชิก
midnight wolf
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 870
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2009, 13:25
Tel: 081-9209990, 086-3036002
team: สบายดี
Bike: Focus Cayo 4 - German road bike, Brompton - British folding bike, GaryFisher Wahoo 09

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย midnight wolf »

เข้ามาดู และคงไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อ เฒ่ากฤตย์ กะ นาย Scot

สวัสดีครับ น้าเป็ด :mrgreen:
รูปประจำตัวสมาชิก
Dummy Kiddy
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 16
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 พ.ค. 2009, 11:28
team: แม่จัน
Bike: Trek

Re: เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

โพสต์ โดย Dummy Kiddy »

น้าเป็ด... เขียน:ขอให้ท่านที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาอย่าโพสแสดงความเห็นใดใด


ขอบพระคุณครับ
น้าเป็ด ...ncc
น้าเป็ดจ๋า แล้วจะอากฎเกณฑ์อะไรมาตัดสินล่ะจ๊ะ ว่าใครเกี่ยวข้อง ใครไม่เกี่ยวข้อง ช่วยชี้แจงหน่อย

เด็กโง่อย่างน้องคิดได้แค่ว่ากระดานนี้เป็นกระดานสนทนาสาธารณะ ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นทั้งนั้นแหละจ้ะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้าเป็ดจั่วหัวกระทู้ว่า เรียนลุงเนตร ลุงกฤตย์ คุณScot ฯ และสมาชิกทุกท่านที่รักยิ่ง

ก็น้าเป็ดจั่วหัวถึง สมาชิกทุกท่าน ก็ต้องแปลว่า สมาชิกทุกท่าน เกี่ยวข้องน่ะสิ

แต่ถ้าน้าเป็ดจะบอกว่าคนที่เกี่ยวข้องมีแค่สามคนที่ระบุชื่อ แล้วน้าเป็ดเองล่ะ ตั้งตัวเป็นผู้เกี่ยวข้องได้ยังไง
ถ้าน้าเป็ดว่าตัวน้าเป็ดเกี่ยวข้อง คนอื่นๆที่เข้ามาอ่านก็บอกว่าตนเองเกี่ยวข้องได้เหมือนกันนะจ๊ะ

หรือถ้าน้าเป็ดจะบอกว่าคนที่เกี่ยวข้องมีแค่สามคนที่ระบุชื่อ ทำไมน้าเป็ดไม่ส่ง PM ข้อความส่วนตัวถึงสามคนนั้นล่ะจ๊ะ
มาตั้งกระทู้ในที่สาธารณะอย่างนี้มีเจตนาอะไร? เปิดกระทู้แล้วเขียนห้ามไม่ให้คนอื่นออกความเห็นไม่ได้ดอกจ้ะ

น้องสงสัยว่าน้าเป็ดมีเจตนาซ่อนเร้น มาเปิดกระทู้อย่างนี้ให้คนทะเลาะกัน
ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น น้องก็ขอแนะนำด้วยความหวังดีว่าน้าเป็ดลบข้อความที่โพสต์ออกเสียเถิด
ข้อความของน้าเป็ดน่ะมันเอียงข้างกะเท่เร่เลย
จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
ตอบกลับ

กลับไปยัง “จัดทริปย่อย”