
ละครฉากนี้เป็นภาคต่อจากมหากาพย์ซัมเหมา สระบุรี ลพบุรี
ซึ่งภาคสองนี้เป็นฉากที่เสือโก๋ต้องขอปลีกวิเวกปั่นจักรยานไปหาความสงบแต่เพียงลำพัง

เรื่องของเรื่องก็เริ่มจากวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา ตอนประมาณสองทุ่มที่สุวรรณภูมิ ผมพาเจ้าเสือคู่ชีพไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ
และประมาณสามทุ่ม ผมก็ถึงเชียงรายโดยสวัสดิภาพ พอไปถึง ผมก็ประกอบรถจักรยานที่หน้าสนามบิน ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บจนเจ็บไปถึงขั้วหัวใจดวงน้อยๆของไอ้กระโผม บรรดา รปภ มามุงดูกันใหญ่ แล้วก็พากันถามว่า อย่างคันนี้แพงมั้ย จนผมเกือบจะตอบไปแล้วว่า “ม่ายรู้ เพราะไม่คิดจะขายเฟ้ย” อาการอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าที่จริงมีคนอยากปั่นจักรยานเยอะแต่อาจไม่มีเงินพอจะไปซื้อจักรยานดีๆมาปั่นหรือป่าว
ผมปั่นจักรยานออกจากท่าอากาศยานเชียงรายราวๆ 4 ทุ่ม มุ่งหน้าสู่สถาบันราชภัฏเชียงราย ที่อยู่ห่างออกไปราวๆ 6 กิโลเมตร ท่ามกลางอุณหภูมิราวๆสิบกว่าองศา

คืนวันที่ 8 ผมได้หอพักตรงสี่แยกราชภัฏเชียงราย ราคา 200 บาทต่อคืน มีผ้าห่มนุ่มๆ มีเครื่องทำน้ำร้อนพร้อม ถือว่าไม่แพงมากสำหรับหนุ่มนกขมิ้นอย่างผม

ตอนเช้าของวันที่ 9 ธันวาคม ผมปั่นออกจากที่พักราวๆ 7.30 น โดยจุดหมายวันนี้คือปั่นจากเชียงรายมุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงคำ เพราะมีนัดกับพวกเสือเชียงคำไว้ว่าจะไปปั่นขึ้นดอยภูชี้ฟ้ากันในวันที่ 10 สำหรับระยะทางวันนี้ก็ราวๆ 100 กิโลเมตร ถือว่าชิวๆมาก ปั่นกินลมเสพธรรมชาติไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึงเอง
ผมปั่นไปหากาแฟสดแบบร้อนๆในตัวเมืองเชียงราย เช้านี้ได้ต้มเลือดหมูเจ้าอร่อยตามคำแนะนำของเสือเปี้ยกแห่ง Hi-So Bike ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำและความช่วยเหลือเรื่องเบรก ไม่ได้เสือเปี้ยกคงงมโข่งอีกนานครับ

หลังจากที่อิ่มหนำสำราญกับอาหารเช้าแบบชาวจักรยานแล้ว ผมก็ปั่นจักรยานออกจากเชียงราย โดยปั่นมุ่งหน้าออกทางอำเภอเวียงชัย แล้วเข้ากิ่งพญาเม็งราย และเลาะไปออกอำเภอเทิง ที่เลือกเส้นทางนี้เพราะอยากเลี่ยงรถราที่น่าจะมีมากมายในช่วงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ทะเบียน กทม อืมมมมม...........

พูดถึงเจ้าเส้นทางนี้แล้ว มันช่างเงียบสงบจริงๆครับ พอปั่นเลยอำเภอเวียงชัยออกมาแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าผมเป็นเจ้าของถนนเส้นนี้เลยทีเดียว พอผ่านมาถึงตำบลผางาม จะเจอเขาหินปูนลูกมหึมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ล้อมรอบด้วยทุ่งนาที่เต็มไปด้วยตอซังข้าวสีเหลืองอร่าม อากาศเย็นสบายๆ ในช่วงเดือนธันวาคมนี้มันคล้ายๆกับเส้นทางจักรยานในฝันยังไงอย่างนั้นเลย เพราะว่าช่วงนี้ชาวนาได้เก็บเกี่ยวผลิตผลจากหยาดเหงื่อและแรงงานของพวกเค้าไปหมดแล้ว ดังนั้นมันก็จะเป็นช่วงเวลาที่พวกเราจะได้ทานข้าวหอมมะลิที่หอมกรุ่นจากท้องทุ่งเหล่านี้


การปั่นเดี่ยวของผมมีอรรถรสอย่างมากเพราะ ผมปั่นไป หยุดแวะคุยกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ เพราะเราไม่ได้ไปแข่งกับใคร ชาวบ้านบางคนก็เล่าเรื่องราวในชุมชนของเค้าให้ฟัง บ้างก็แนะนำให้เราไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ บ้างก็ให้กล้วยผมเพื่อไว้ทานกลางทาง เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพที่เกิดจากใจของคนที่อาศัยอยู่ตามชนบท ที่คนในเมืองอย่างพวกเราบางครั้งก็ไปหวั่นวิตกว่าเค้าจะมาทำอะไร แต่หารู้ไม่ว่าคนจนๆเหล่านั้นมีจิตใจที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ดุจภูผาที่ล้อมรอบพวกเค้าอยู่




ผมปั่นไปจนถึงอำเภอพญาเม็งราย รู้สึกว่ากำลังมันจะถดถอยลง เป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงเวลาที่ต้องเอาอะไร หย่อนลงไปในท้องซะแล้ว จึงได้แวะซื้อไก่ย่างกับข้าวเหนียวข้างทาง แล้วไปนั่งทานที่ร้านกาแฟโบราณริมทาง เวลาตอนนั้นก็เกือบจะเที่ยงตรงพอดี ทานไปก็คุยไปกับเจ้าของร้านกาแฟเลยได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีทางลัดอีกหนึ่งเส้นทางไปยังอำเภอเทิง เมื่อคุยกันจนได้ความแล้ว ผมมันก็ชอบลอง เลยปั่นไปตามเส้นทางใหม่ซะเลย ผลปรากฏว่าไม่มีรถวิ่งเลยครับ เป็นยี่สิบกิโลเมตรที่เรียกได้ว่ามีความวังเวงน่าดู ผมปั่นไปเรื่อยๆก็ได้พบหมู่บ้านแต่ก็จวนจะถึงอำเภอเทิงแล้ว ดันไปเจอแตงโมที่ชาวบ้านนำไปกองไว้ขายหน้าบ้านก็เลยแวะเข้าไปดู เจ้าของก็ออกมาต้อนรับอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แตงโมเจ้านี้ไม่ได้ใส่ปุ๋ยหรือสารเคมีใดๆ ลูกเล็กนิดเดียวรสชาดหวานฉ่ำไม่เบา เจ้าของผ่าแตงให้ลูกต่อลูก ผมจำได้ว่าทานไปทั้งหมด 4 -5 ลูก แต่เค้าคิดแค่ 20 บาทเท่านั้น นั่งคุยกับแกได้สักพัก ได้ความว่าแกค้าขายข้าวเปลือกด้วยและปีนี้ชาวนาดีใจที่ขายข้าวได้ราคาดีมีกำไรบ้าง ผมก็เลยบอกไปว่าข้าวของคนที่นี่ คนที่นี่ต้องได้กินก่อนเน้อ อย่าขนเอาไปให้คนที่อื่นทานหมด แกก็หัวเราะแล้วบอกว่าเก็บไว้ในยุ้งแล้ว แถมยังจะให้ข้าวสารผมไปลองทานสัก 5 กิโลกรัม ผมขอบคุณแก แต่รับไม่ได้จริงๆ


ปั่นออกจากจุดที่ขายแตงโมนิดเดียวไม่ถึงห้ากิโลเมตรก็ถึงอำเภอเทิง คือว่าเจ้าอำเภอเทิงนี่ อยู่ห่างจากอำเภอเชียงคำที่ผมจะไปราวๆ 27 กิโลเมตรเท่านั้นเอง นั่นคือผมเริ่มเข้าใกล้จุดหมายมาทุกทีๆแล้วครับ หลายท่านรู้จักอำเภอเทิงในฐานะทางขึ้นสู่ภูชี้ฟ้าซึ่งตอนหลังได้รับความนิยมน้อยลงเพราะถ้าขึ้นทางนี้จะลาดชันและมีดอกไม้รายทางให้ชื่นชมน้อยกว่าถ้าขึ้นทางอำเภอเชียงคำ ซึ่งไหนจะน้ำตก ด่านชายแดน และอื่นๆ ดังนั้นหลังๆมานี่รู้สึกว่านักท่องเที่ยวจะย้ายไปขึ้นทางอำเภอเชียงคำมากกว่า ซึ่งผมจะได้เล่าในตอนต่อไปว่าทำไมเชียงคำจึงเหมาะจะเป็นจุดพักที่เป็นจุดศูนย์กลางของแถบนี้



























