ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย
-
Hoon
- ขาประจำ
- โพสต์: 656
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 11:50
- team: true move-Rama9/347 cycling team,สวัสดี โฮเตล / ไบค์สเตชั่น.Soitan.
- Bike: Tarmac SL4,Nich Lengend,Trigon.
- ตำแหน่ง: เชียงใหม่,กทม.
- ติดต่อ:
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ตามที่ผมเข้าใจสมาชิกสามัญขาดจ่ายค่าสมาชิกเกิน60วันหลังบัตร์หมดอายุ ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกแล้วครับ
ผมไม่เชื่อว่าปัจจุบันจะมีจำนวนสมาชิกห้าพันคนตามที่อ้าง ผมเองก็เป็นบางปีและไม่ได้เป็นบางปี คือจ่ายมั่ั้งไม่จ่ายมั่ง
ประธานและกรรมการ ที่สมาชิกเลือกให้มาบริหาร เท่ากับเป็นตัวแทนของสมาชิกทั้งหมดในเวลา2ปีหลังถูกเลือก
ถ้าสมาชิกท่านใดไม่ชอบวิธีบริหารของประธาน หรือกรรมการท่านได้ ก็ไม่ต้องเลือกเขาเข้ามาบริหารอีกก็เท่านั้น
ผมเองยกย่องประธานและกรรมการ รวมทั้งมดงานทุกท่าน ที่ทำงานเพี่อสังคมอย่างแท้จริงตลอดมาอย่างขาวสะอาด ขอตบมือให้ดังๆครับ และค่อยเป็นกำลังใจให้ท่านทำงานเพื่อสังคมต่อไป
ผมไม่เชื่อว่าปัจจุบันจะมีจำนวนสมาชิกห้าพันคนตามที่อ้าง ผมเองก็เป็นบางปีและไม่ได้เป็นบางปี คือจ่ายมั่ั้งไม่จ่ายมั่ง
ประธานและกรรมการ ที่สมาชิกเลือกให้มาบริหาร เท่ากับเป็นตัวแทนของสมาชิกทั้งหมดในเวลา2ปีหลังถูกเลือก
ถ้าสมาชิกท่านใดไม่ชอบวิธีบริหารของประธาน หรือกรรมการท่านได้ ก็ไม่ต้องเลือกเขาเข้ามาบริหารอีกก็เท่านั้น
ผมเองยกย่องประธานและกรรมการ รวมทั้งมดงานทุกท่าน ที่ทำงานเพี่อสังคมอย่างแท้จริงตลอดมาอย่างขาวสะอาด ขอตบมือให้ดังๆครับ และค่อยเป็นกำลังใจให้ท่านทำงานเพื่อสังคมต่อไป
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ขอใช้กระทู้นี้เป็นที่แจ้งข้อมูลที่สืบค้นมาได้ โดยคัดเอาเท่าที่จำเป็นมาให้อ่านกัน
สำหรับ 7 มาตราใน post นี้ แม้ไม่มีคำอธิบาย ก็ค่อนข้างเข้าใจได้ไม่ยากครับ...
สำหรับ 7 มาตราใน post นี้ แม้ไม่มีคำอธิบาย ก็ค่อนข้างเข้าใจได้ไม่ยากครับ...
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ ๑
หลักทั่วไป
ลักษณะ ๑
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
มาตรา ๔ กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ
เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป
หมวด ๒
นิติบุคคล
ส่วนที่ ๑
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
มาตรา ๖๖ นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
มาตรา ๖๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๖๖ นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น
ส่วนที่ ๒
สมาคม
มาตรา ๑๐๖ ในกรณีที่มีการเลิกสมาคม ให้มีการชำระบัญชีสมาคมและให้นำบทบัญญัติในบรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด มาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีสมาคมโดยอนุโลม
มาตรา ๑๐๗ เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด จะแบ่งให้แก่สมาชิกของสมาคมนั้นไม่ได้ ทรัพย์สินที่เหลือนั้นจะต้องโอนให้แก่สมาคมหรือมูลนิธิ หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการสาธารณกุศล ตามที่ได้ระบุชื่อไว้ในข้อบังคับของสมาคม หรือถ้าข้อบังคับไม่ได้ระบุชื่อไว้ก็ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ แต่ถ้าข้อบังคับของสมาคมหรือที่ประชุมใหญ่มิได้ระบุผู้รับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไว้ หรือระบุไว้แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ทรัพย์สินที่เหลืออยู่นั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ส่วนที่ ๓
มูลนิธิ
มาตรา ๑๓๓ ในกรณีที่มีการเลิกมูลนิธิ ให้มีการชำระบัญชีมูลนิธิและให้นำบทบัญญัติในบรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด มาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีมูลนิธิโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ผู้ชำระบัญชีเสนอรายงานการชำระบัญชีต่อนายทะเบียน และให้นายทะเบียนเป็นผู้อนุมัติรายงานนั้น
มาตรา ๑๓๔ เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ให้โอนทรัพย์สินของมูลนิธิให้แก่มูลนิธิหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑๐ ซึ่งได้ระบุชื่อไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ ถ้าข้อบังคับของมูลนิธิมิได้ระบุชื่อมูลนิธิหรือนิติบุคคลดังกล่าวไว้ พนักงานอัยการ ผู้ชำระบัญชี หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด อาจร้องขอต่อศาลให้จัดสรรทรัพย์สินนั้นแก่มูลนิธิหรือนิติบุคคลอื่นที่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์ใกล้ชิดที่สุดกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นได้
ถ้ามูลนิธินั้นถูกศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา ๑๓๑ (๑) หรือ (๒) หรือการจัดสรรทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไม่อาจกระทำได้ ให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดิน
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ดูตามกฎหมาย(ตามคุณPcโพสมานั้น)ที่รองรับหรือเทียบเคียงแล้ว ไม่ทราบผมเข้าใจถูกต้องไหม...
คือ3ใน4 แม้จะยก TCC ให้เป็นของ TCHA แล้ว แต่ไม่ใช่ TCHA จะรับไปได้ทั้งหมดนะครับ อีก 1 ในสี่ ที่เหลือถ้าเขาไม่เห็นด้วย ก็ต้องคงส่วนนั้นเอาไว้ให้ TCC แล้วอย่าลืมคนที่เขามาประชุมไม่ได้ด้วย เช่นจากการที่ผมไปต่างจังหวัด เขาถามว่าพวกผมไปประชุมไม่ได้ จะเอาเขาส่วนนั้นไปไว้ที่ไหน....กรณีนี้คือกรณีที่ไม่เลิกหรือยุบ TCC (เทียบเคียงสินสมรส กรณีสามี ภรรยา ไม่จดทะเบียน เหมือน TCC ที่เป็นชมรมฯไม่ได้จดทะเบียน เช่นกัน เป็นคณะบุคคลธรรมดา เข้ากรณีนี้)
ส่วนหากจะปิด TCC แล้วไซ้ ท่านว่าต้องยกทั้งหมดของTCC ให้แก่มูลนิธิสายใจไทยลูกเดียว...ส่วนวันที่ 10 มกราคม 53 TCC จะประชุม ลงมติให้เป็นไปตามวรรคแรกของผมข้างบนนั้น ตามเจตนาแสดงว่าจะยกมือแก้ย้อนหลัง อย่างนี้คงต้องแบ่งตามจำนวนสมาชิกที่ใครจะไป TCHA หรือเปล่าครับ...
อย่างนี้พี่หุ่นเห็นตรงหรือต่างกันครับ ส่วนที่พี่หุ่นแสดงความเห็นมานั้นผมเห็นด้วยครับ...
ขอบคุณครับ
น้าเป็ด...ncc + TCC
คือ3ใน4 แม้จะยก TCC ให้เป็นของ TCHA แล้ว แต่ไม่ใช่ TCHA จะรับไปได้ทั้งหมดนะครับ อีก 1 ในสี่ ที่เหลือถ้าเขาไม่เห็นด้วย ก็ต้องคงส่วนนั้นเอาไว้ให้ TCC แล้วอย่าลืมคนที่เขามาประชุมไม่ได้ด้วย เช่นจากการที่ผมไปต่างจังหวัด เขาถามว่าพวกผมไปประชุมไม่ได้ จะเอาเขาส่วนนั้นไปไว้ที่ไหน....กรณีนี้คือกรณีที่ไม่เลิกหรือยุบ TCC (เทียบเคียงสินสมรส กรณีสามี ภรรยา ไม่จดทะเบียน เหมือน TCC ที่เป็นชมรมฯไม่ได้จดทะเบียน เช่นกัน เป็นคณะบุคคลธรรมดา เข้ากรณีนี้)
ส่วนหากจะปิด TCC แล้วไซ้ ท่านว่าต้องยกทั้งหมดของTCC ให้แก่มูลนิธิสายใจไทยลูกเดียว...ส่วนวันที่ 10 มกราคม 53 TCC จะประชุม ลงมติให้เป็นไปตามวรรคแรกของผมข้างบนนั้น ตามเจตนาแสดงว่าจะยกมือแก้ย้อนหลัง อย่างนี้คงต้องแบ่งตามจำนวนสมาชิกที่ใครจะไป TCHA หรือเปล่าครับ...
อย่างนี้พี่หุ่นเห็นตรงหรือต่างกันครับ ส่วนที่พี่หุ่นแสดงความเห็นมานั้นผมเห็นด้วยครับ...
ขอบคุณครับ
น้าเป็ด...ncc + TCC
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
อย่าเอาความชอบไม่ชอบส่วนบุคคลมาเกี่ยวกันนะครับสมาชิกTCCครับ...
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
กลับมาถึงบ้านมาอ่านใหม่ดูใหม่ อ้าวววว สิทธิ์เฉพาะตัวครับ เรื่องหุ้นของสมาชิก TCC นั้นท่านว่า ใคร ผู้ใด หาสามารถโอนไปให้ใครได้ไม่ เป็นสิทธิ์ของใครของมันครับ
แต่ผมหมายความตอนเช้าว่า หากใครประสงค์จะโอนหุ้นของตัวท่านเองไปให้ TCHA นั้น ท่านต้องไปถามมูลนิธิสายใจไทยก่อนนะครับว่าจะรับมั๊ย ถ้าไม่รับท่านถึงจะโอนไปให้ TCHA(เฉพาะส่วนของท่านได้)
เมื่อหลายปีก่อนผมเองก็ยังไม่เข้าใจ นึกว่ากรรมการโอนเองเออเองได้เลย จึงออกความเห็นไปในสมัยหนึ่งนั้นว่า ให้ประชุมแล้วโอนไปได้เลย ตกลงว่าวันนี้เข้าใจมากขึ้นแล้วดังที่ว่ามานี้
แต่ผมหมายความตอนเช้าว่า หากใครประสงค์จะโอนหุ้นของตัวท่านเองไปให้ TCHA นั้น ท่านต้องไปถามมูลนิธิสายใจไทยก่อนนะครับว่าจะรับมั๊ย ถ้าไม่รับท่านถึงจะโอนไปให้ TCHA(เฉพาะส่วนของท่านได้)
เมื่อหลายปีก่อนผมเองก็ยังไม่เข้าใจ นึกว่ากรรมการโอนเองเออเองได้เลย จึงออกความเห็นไปในสมัยหนึ่งนั้นว่า ให้ประชุมแล้วโอนไปได้เลย ตกลงว่าวันนี้เข้าใจมากขึ้นแล้วดังที่ว่ามานี้
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
พยายามสืบค้นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและช่วยให้เข้าใจกรณีนี้
โดยคัดเลือกให้ครอบคลุมผลการตีความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔ ที่อาจเป็นไปได้ 2 กรณี คือ
1. กรณีที่ศาลเห็นว่าการดำเนินกิจการของชมรม TCC อยู่ในประเภทเดียวกับ สมาคม/มูลนิธิ
2. กรณีที่ศาลเห็นว่าการดำเนินกิจการของชมรม TCC อยู่ในประเภทเดียวกับ ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน
ตามมาตรา ๑๓๕๘ กฎหมายกำหนดให้ข้อตกลงที่สำคัญ ต้องลงมติด้วยสัดส่วนคะแนนที่มากขึ้นตามลำดับความสำคัญ
โดยคัดเลือกให้ครอบคลุมผลการตีความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔ ที่อาจเป็นไปได้ 2 กรณี คือ
1. กรณีที่ศาลเห็นว่าการดำเนินกิจการของชมรม TCC อยู่ในประเภทเดียวกับ สมาคม/มูลนิธิ
2. กรณีที่ศาลเห็นว่าการดำเนินกิจการของชมรม TCC อยู่ในประเภทเดียวกับ ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน
ข้อสังเกต:ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ ๒
หนี้
ลักษณะ ๑
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด ๓
ลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน
มาตรา ๒๙๐ ถ้าการชำระหนี้เป็นการอันจะแบ่งกันชำระได้และมีบุคคลหลายคนเป็นลูกหนี้ก็ดี มีบุคคลหลายคนเป็นเจ้าหนี้ก็ดี เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านว่าลูกหนี้แต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงเป็นส่วนเท่าๆ กันและเจ้าหนี้แต่ละคนก็ชอบที่จะได้รับแต่เพียงเป็นส่วนเท่าๆ กัน
มาตรา ๓๐๐ ในระหว่างเจ้าหนี้ร่วมกันนั้น ท่านว่าต่างคนชอบที่จะได้รับชำระหนี้เป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
บรรพ ๔
ทรัพย์สิน
ลักษณะ ๒
กรรมสิทธิ์
หมวด ๓
กรรมสิทธิ์รวม
มาตรา ๑๓๕๖ ถ้าทรัพย์สินเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน ท่านให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๑๓๕๗ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน
มาตรา ๑๓๕๘ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน
ในเรื่องจัดการตามธรรมดา ท่านว่าพึงตกลงโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม แต่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ อาจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางจัดการตามธรรมดาได้ เว้นแต่ฝ่ายข้างมากได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น แต่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ อาจทำการเพื่อรักษาทรัพย์สินได้เสมอ
ในเรื่องจัดการอันเป็นสาระสำคัญ ท่านว่าต้องตกลงกันโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นต้องมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์สิน
การเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์นั้น ท่านว่าจะตกลงกันได้ก็แต่เมื่อเจ้าของรวมเห็นชอบทุกคน
มาตรา ๑๓๕๙ เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก แต่ในการเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนนั้น ท่านว่าต้องอยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๓๐๒ แห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา ๑๓๖๓ เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุที่ประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ก็เรียกให้แบ่งไม่ได้
สิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินนั้น ท่านว่าจะตัดโดยนิติกรรมเกินคราวละสิบปีไม่ได้
ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้
มาตรา ๑๓๖๔ การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม หรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน
ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้
บรรพ ๓
เอกเทศสัญญา
ลักษณะ ๒๒
หุ้นส่วนและบริษัท
หมวด ๒
ห้างหุ้นส่วนสามัญ
ส่วนที่ ๑
บทวิเคราะห์
มาตรา ๑๐๒๕ อันว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด
ส่วนที่ ๒
ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง
มาตรา ๑๐๒๖ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน
สิ่งที่นำมาลงด้วยนั้น จะเป็นเงินหรือทรัพย์สินสิ่งอื่นหรือลงแรงงานก็ได้
มาตรา ๑๐๒๗ ในเมื่อมีกรณีเป็นข้อสงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสิ่งซึ่งนำมาลงหุ้นด้วยกันนั้นมีค่าเท่ากัน
มาตรา ๑๐๓๔ ถ้าได้ตกลงกันไว้ว่าการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นจักให้เป็นไปตามเสียงข้างมากแห่งผู้เป็นหุ้นส่วนไซร้ ท่านให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงเป็นคะแนนหนึ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ลงหุ้นด้วยมากหรือน้อย
มาตรา ๑๐๓๕ ถ้าได้ตกลงกันไว้ว่าจะให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหลายคนจัดการห้างหุ้นส่วนไซร้ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจะจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นก็ได้ แต่หุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งคนใดจะทำการอันใดซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้
มาตรา ๑๐๓๗ ถึงแม้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน นอกจากผู้จัดการย่อมมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วนที่จัดอยู่นั้นได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชี และเอกสารใด ๆ ของหุ้นส่วนได้ด้วย
มาตรา ๑๐๓๘ ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรานี้ไซร้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรซึ่งผู้นั้นหาได้ทั้งหมด หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายเพราะเหตุนั้น แต่ท่านห้ามมิให้ฟ้องเรียกเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันทำการฝ่าฝืน
มาตรา ๑๐๔๑ ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งโอนส่วนกำไรของตนในห้างหุ้นส่วนทั้งหมดก็ดี หรือแต่บางส่วนก็ดีให้แก่บุคคลภายนอกโดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นไซร้ ท่านว่าบุคคลภายนอกนั้นจะกลายเป็นเข้าหุ้นส่วนด้วยก็หามิได้
มาตรา ๑๐๔๔ อันส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดี ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุก ๆ คนนั้นย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น
ส่วนที่ ๖
การควบห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเข้ากัน
มาตรา ๑๐๗๓ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหนึ่งจะควบเข้าเป็นอันเดียวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอีกห้างหนึ่งก็ได้ โดยความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
ตามมาตรา ๑๓๕๘ กฎหมายกำหนดให้ข้อตกลงที่สำคัญ ต้องลงมติด้วยสัดส่วนคะแนนที่มากขึ้นตามลำดับความสำคัญ
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
อย่างสมมุติว่ามีการโอนทรัพย์สินของTCC ให้ TCHA ไปทั้งหมดสมมุติว่า 2 ล้าน (สมมุตินะ)
สมมุติว่าสมาชิกTCC มี 5000 คน (ไม่ใข่สมาชิกสารสองล้อนะครับ ผมอ่านงานวิจัยของนักศึกษาที่เขาทำส่งให้กระทรวงฯ มีใครอยากอ่านบ้าง)
แตกออกมาเป็นเจ้าของคนละ 2 ล้าน/ 5 พัน ได้เท่าก้บคนละ 400 บาท
แม้ว่าทรัพย์สินบางส่วนนั้นท่านสมาชิกท่านหนึ่งท่านใดยกให้แก่TCC ก็ตาม
สมาชิกก็รับเป็นเจ้าของร่วมโดยทันที ไม่ใช่ยกให้TCC แล้วกรรมการยังบอกว่าของ/เงิน/ทรัพย์สินนั้น ยังเป็นของผู้ให้จากคนนั้นนั้นอยู่ ท่านว่าไม่ได้ครับ
สมาชิกที่ไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิ์ไปแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ ใช่ไหมครับ
แล้วอายุความมีกี่ปีครับผม...
กรรมการที่ได้รับเลือกจากสมาชิกเสมือนผู้ถือหุ้นเลือกกรรมการ แต่ต้องทำงานตามนโยบายจากผู้ถือหุ้น เท่านั้น ท่านว่า
สมมุติว่าสมาชิกTCC มี 5000 คน (ไม่ใข่สมาชิกสารสองล้อนะครับ ผมอ่านงานวิจัยของนักศึกษาที่เขาทำส่งให้กระทรวงฯ มีใครอยากอ่านบ้าง)
แตกออกมาเป็นเจ้าของคนละ 2 ล้าน/ 5 พัน ได้เท่าก้บคนละ 400 บาท
แม้ว่าทรัพย์สินบางส่วนนั้นท่านสมาชิกท่านหนึ่งท่านใดยกให้แก่TCC ก็ตาม
สมาชิกก็รับเป็นเจ้าของร่วมโดยทันที ไม่ใช่ยกให้TCC แล้วกรรมการยังบอกว่าของ/เงิน/ทรัพย์สินนั้น ยังเป็นของผู้ให้จากคนนั้นนั้นอยู่ ท่านว่าไม่ได้ครับ
สมาชิกที่ไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิ์ไปแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ ใช่ไหมครับ
แล้วอายุความมีกี่ปีครับผม...
กรรมการที่ได้รับเลือกจากสมาชิกเสมือนผู้ถือหุ้นเลือกกรรมการ แต่ต้องทำงานตามนโยบายจากผู้ถือหุ้น เท่านั้น ท่านว่า
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
10 มกราคม 2553
กำหนดสิ้นลมของ TCC ที่ถาวร
กำหนดสิ้นลมของ TCC ที่ถาวร
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับวันที่ที่น้าเป็ดระบุ ถ้าไม่มีใครไปร้องคัดค้านการยุบ/เลิกชมรมฯ ก็แล้วไป แต่ถ้ามีล่ะ คงต้องรอฟังว่า ดุลยพินิจของศาลเกี่ยวกับคะแนนข้างมากจะออกมาเช่นไร ระหว่าง “คะแนนข้างมากของสมาชิกในที่ประชุม” กับ “คะแนนข้างมากของสมาชิกทั้งชมรม”น้าเป็ด... เขียน:10 มกราคม 2553
กำหนดสิ้นลมของ TCC ที่ถาวร
แต่ด้วยเหตุที่ตอนนี้เราทั้งหลายยังมีข้อมูลไม่ครบทุกด้าน ที่พูดคุยกันนี้จึงเป็นเพียงการสมมติแล้วคาดคะเนว่า ถ้าใครซักคนทักท้วงเกี่ยวกับลักษณะการดำเนินกิจการของ TCC แล้ว โอกาสที่ศาลท่านจะปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายจะเป็นไปได้กี่กรณี เท่าที่พอทราบข้อเท็จจริงในการดำเนินกิจการของชมรม TCC มาบ้าง ก็พอจะเห็นได้ว่า อาจเป็นไปได้ 2 กรณี อย่างที่ได้กล่าวแล้วในความเห็นก่อนหน้านี้ คือ
1. กรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่า การดำเนินกิจการของชมรม TCC นั้นเป็นไปในลักษณะเดียวกับ ป.พ.พ. (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) มาตรา ๗๘ และ/หรือ มาตรา ๑๑๐ ดังมีความว่า "เพื่อกระทำการใดๆ อันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกันและมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน และ/หรือ เพื่อการกุศล สาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน" ศาลท่านอาจพิเคราะห์ว่า TCC จัดอยู่ในประเภทเดียวกับ สมาคม/มูลนิธิ แล้ววินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง คือ ป.พ.พ. (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) มาตรา ๑๐๗ และ/หรือ มาตรา ๑๓๔
ตัวอย่างเช่น:
เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด จะแบ่งให้แก่สมาชิกของชมรม TCC ไม่ได้ ทรัพย์สินที่เหลือนั้นจะต้องโอนให้แก่ มูลนิธิสายใจไทย ตามที่ได้ระบุชื่อไว้ในธรรมนูญของชมรม TCC แต่ถ้าธรรมนูญของชมรม TCC ที่ระบุไว้ ไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ทรัพย์สินที่เหลืออยู่นั้นตกเป็นของแผ่นดิน
2. กรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่า การดำเนินกิจการของชมรม TCC นั้นเป็นไปในลักษณะเดียวกับ ป.พ.พ. (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) มาตรา ๑๐๑๒ ดังมีความว่า "อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น" ศาลอาจพิเคราะห์ว่า "TCC จัดอยู่ในประเภทเดียวกับ ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน" แล้ววินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง คือ
ป.พ.พ. บรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๒ ว่าด้วย "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" มาตรา ๑๐๒๕-๑๐๒๗, ๑๐๓๔-๑๐๓๘, ๑๐๔๑, ๑๐๔๔
และถ้าศาลเห็นว่าการยุบ/เลิกชมรมมีผลสมบูรณ์ การแบ่งทรัพย์สินก็จะเป็นไปตาม
ป.พ.พ. บรรพ ๒ ลักษณะ ๑ หมวด ๓ ว่าด้วย "ลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน" มาตรา ๓๐๐ และ
ป.พ.พ. บรรพ ๔ ลักษณะ ๒ หมวด ๓ ว่าด้วย "กรรมสิทธิ์รวม" มาตรา ๑๓๕๖-๑๓๕๙, ๑๓๖๓-๑๓๖๔
ตัวอย่างเช่น:
เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน
มาตรา ๑๓๕๘ วรรคแรก
ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน
มาตรา ๑๓๕๘ วรรคสาม
ในเรื่องจัดการอันเป็นสาระสำคัญ ท่านว่าต้องตกลงกันโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นต้องมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์สิน
(เช่น การยุบ/เลิกชมรมฯ)
มาตรา ๑๓๕๘ วรรคสี่
การเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์นั้น ท่านว่าจะตกลงกันได้ก็แต่เมื่อเจ้าของรวมเห็นชอบทุกคน
(เช่น การแก้ไขวัตถุประสงค์ในธรรมนูญ/ข้อบังคับของชมรมฯ)
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * *
ป.ล. ด้วยเวลาสืบค้นค่อนข้างจำกัด และต้องใช้เวลาอ่านทุกมาตราก่อนที่จะพิจารณาตัดตัวบทที่ไม่สำคัญออกไปอีกกว่า 5 เท่าของที่นำเสนอในกระทู้นี้ การเรียบเรียงจึงอาจไม่ครบถ้วนทุกแง่มุม จึงขอทำความเข้าใจว่า บทความนี้เป็นเพียงการอธิบายตัวบทกฎหมายที่น่าจะเกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนออย่างเปิดเผยแก่ “คุณที่ขอมา” และบางท่านที่สนใจ ไม่ประสงค์ให้เป็นการชี้นำใดๆ ชมรมฯจะดำเนินการอย่างไร จะยุบหรือคงไว้ต่อไปนั้น ก็เป็นสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของชมรมฯ...
ท้ายนี้ ขอเอาใจช่วยให้ชมรมฯ สามารถพบทางออกที่รักษาความร่วมมือในมวลหมู่สมาชิกและสังคมผู้รณรงค์ทางจักรยานไว้ได้
ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกท่านครับ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * *
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
Whatever Will Be, Will Be
When I was just a little girl . . . . . เมื่อฉันยังเป็นเด็กน้อย
I asked my mother what will I be . . . . . ฉันถามแม่ว่าอนาคตฉันจะเป็นอะไร
Will I be pretty, will I be rich . . . . . "หนูจะสวยไหม หนูจะรวยไหม"
Here's what she said to me . . . . . แม่ก็บอกฉันว่า
*Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Whatever will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
The future's not ours to see . . . . . เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้
Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
What will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
When I grew up and fell in love . . . . . เมื่อฉันโตขึ้นและมีความรัก
I asked my sweetheart what lies ahead . . . . . ฉันถามที่รักของฉันว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร
Will we have rainbows day after day . . . . . "เราจะมีความสุขด้วยกันตลอดไปไหม"
Here's what my sweetheart said . . . . . สิ่งที่คนรักของฉันบอกก็คือ
*Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Whatever will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
The future's not ours to see . . . . . เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้
Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
What will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Now I have children of my own . . . . . ตอนนี้ฉันมีลูกของฉันเองแล้ว
They asked their mother what will I be . . . . . พวกเขาถามแม่ของเขาว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอะไร
Will I be handsome, will I be rich . . . . . "ผมจะหล่อไหม ผมจะรวยไหม"
I tell them tenderly . . . . . ฉันก็ตอบพวกเขาอย่างอ่อนโยนว่า
*Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Whatever will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
The future's not ours to see . . . . . เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้
Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
What will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
When I was just a little girl . . . . . เมื่อฉันยังเป็นเด็กน้อย
I asked my mother what will I be . . . . . ฉันถามแม่ว่าอนาคตฉันจะเป็นอะไร
Will I be pretty, will I be rich . . . . . "หนูจะสวยไหม หนูจะรวยไหม"
Here's what she said to me . . . . . แม่ก็บอกฉันว่า
*Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Whatever will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
The future's not ours to see . . . . . เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้
Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
What will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
When I grew up and fell in love . . . . . เมื่อฉันโตขึ้นและมีความรัก
I asked my sweetheart what lies ahead . . . . . ฉันถามที่รักของฉันว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร
Will we have rainbows day after day . . . . . "เราจะมีความสุขด้วยกันตลอดไปไหม"
Here's what my sweetheart said . . . . . สิ่งที่คนรักของฉันบอกก็คือ
*Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Whatever will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
The future's not ours to see . . . . . เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้
Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
What will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Now I have children of my own . . . . . ตอนนี้ฉันมีลูกของฉันเองแล้ว
They asked their mother what will I be . . . . . พวกเขาถามแม่ของเขาว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอะไร
Will I be handsome, will I be rich . . . . . "ผมจะหล่อไหม ผมจะรวยไหม"
I tell them tenderly . . . . . ฉันก็ตอบพวกเขาอย่างอ่อนโยนว่า
*Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
Whatever will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
The future's not ours to see . . . . . เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้
Que sera, sera . . . . . สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด
What will be, will be . . . . . อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ผมโตขึ้นผมจะเป็นชุมชนคนใช้จักรยานแห่งชาติครับ...ncc ครับ
ส่วนพ่อแม่ถึงตายไปแต่ตัวแต่ชื่อTCCนั้นยังคงเคารพทุกวันครับ
ประธานทุกคนรวมทั้งผู้ก่อตั้งและกรรมการผึ้งงานสมาชิกทั่วไทย
ผมยังรักและคิดถึงเสมอตลอดกาล...
ไปล่ะ
น้าเป็ด ncc
ส่วนพ่อแม่ถึงตายไปแต่ตัวแต่ชื่อTCCนั้นยังคงเคารพทุกวันครับ
ประธานทุกคนรวมทั้งผู้ก่อตั้งและกรรมการผึ้งงานสมาชิกทั่วไทย
ผมยังรักและคิดถึงเสมอตลอดกาล...
ไปล่ะ
น้าเป็ด ncc
-
ต.ม.
- สมาชิก
- โพสต์: 30
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 13:34
- Tel: 0851215234
- Bike: เสือภูเขา
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ส่วนตัวครับ เรื่องทุกอย่างมักมีหลายความเห็น ก็แยกเป็นสองส่วนคือชมรมและสมาคมออกจากกัน ส่วนเห็นต่างก็แยกกัน เห็นร่วมกันก็ช่วยกัน วงการจักรยานก็น่าจะพัฒนาด้วยดี ไม่ต้องผูกขาดแต่เพียงฝ่ายเดียว คนจักรยานก็มีทางเลือกมากขึ้นน่าจะดีกว่านะ
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
พูดถึงเรื่องจักรยานแล้ว หลายท่านคงไม่แคล้วที่จะนึกไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ลองอ่านบทความนี้สิครับ ผู้พูดได้พูดตั้งแต่ ๕ ปีที่แล้ว แต่ยังทันสมัยอยู่เลย เพราะที่ผ่านมานั้น การพัฒนาทางจักรยานยังไม่ได้ทำตามความต้องการของคนใช้จักรยานในสังคม ซึ่งควรต้องทำให้คนใช้จักรยานมีที่ขี่จักรยานที่ปลอดภัยในชุมชน...
สัมภาษณ์ : ขวัญชนก
ภาพ : สาโรจน์
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย ฉบับที่ 58 หน้าที่ 28-33 ข่าววันที่ : [6-ม.ค.-2548] จำนวนคนเข้า : 5192
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2545-2547 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ข้อแนะนำคำติชมข้อเสนอแนะและคำร้องเรียนต่างๆ ติดต่อได้ที่ : callcenter@trf.or.th ,
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สกว. และกิจกรรมต่างๆ ติดต่อ : callcenter@trf.or.th
ที่มา: http://www.trf.or.th/tips/x.asp?Art_ID=75
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. โทร 02-298-0455 ต่อ 124,121บทสัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ "อาจารย์นักปั่นจักรยานเพื่อสิ่งแวดล้อม" (เมื่อ พ.ศ. 2547)
มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่น ในอดีตปัญหาเรื่องความไม่สมดุลของธรรมชาติยังเกิดขึ้นไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจากคนในยุคต้น ๆ มีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ธรรมชาติสามารถปรับดุลยภาพของตัวเองได้ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ที่อาจเรียกกันได้ว่าเป็น "ทศวรรษแห่งการพัฒนา" ได้ปรากฏปัญหารุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา สาเหตุหลัก ๆ ของปัญหาสิ่งแวดล้อมคงหนีไม่พ้นเรื่องการเพิ่มขึ้นของประชากร และการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีการบริโภคทรัพยากรจนเกินกว่าความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต มีการใช้พลังงานมากขึ้น ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีก็ช่วยเสริมให้มีการนำทรัพยากรมาใช้ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นด้วย
สำหรับในประเทศไทย ท่ามกลางสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่นั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งหลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับภาพที่ออกมาตามสื่อต่าง ๆ ในฐานะเป็นผู้รณรงค์ให้ผู้คนหันมาใช้จักรยานเพื่อลดปัญหาภาวะมลพิษทางอากาศ และเป็นผู้ที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ มีบทบาทสำคัญในการทำงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย อีกทั้งท่านยังเป็นเมธีวิจัยอาวุโส รุ่นที่ 1 ของ สกว. ประจำปี 2538 ด้วย ดังนั้นในวันแดดร่มลมตกของเย็นวันหนึ่ง เราได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ซึ่งขณะนี้ท่านเป็นประธานโครงการและที่ปรึกษาโครงการเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำหลายโครงการ ซึ่งประจำอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นแขกรับเชิญในประชาคมวิจัยฉบับนี้
ถาม: งานประจำที่อาจารย์รับผิดชอบอยู่ในขณะนี้มีอะไรบ้างคะ
เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันงานที่ผมทำอยู่ในขณะนี้จะเน้นนโยบายด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งเป็นการประยุกต์งานทางวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแข็ง ไปเป็นการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) การมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งนุ่มลงมาหน่อย ก่อนหน้านี้ทำประชาพิจารณ์ โดยเป็นประธานกรรมการรื้อโครงการโฮปเวลล์ เป็นคณะวิชาการของการทำประชาพิจารณ์โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ทำประชาพิจารณ์กันแล้ว เพราะเกิดปัญหามาก ขณะนี้กำลังทำเรื่อง ประชาปรึกษา (Public Consultation) ที่โรงไฟฟ้าราชบุรี เราใช้วิธีการตั้งกติกาแล้วไปปรึกษากับประชาชนในพื้นที่ แต่ตรงนี้ยังไม่มีระเบียบออกมา ซึ่งต่างจากการทำประชาพิจารณ์ที่ต้องอิงกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ถาม: เพื่อลดปัญหาและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง เราควรดำเนินการควบคู่กับเรื่องอื่นใดอีกบ้าง
การลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการไปแล้ว ส่วนมากจะไปมองในแง่ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ผิด เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ไม่พอ เราต้องมองในมิติทางสังคมด้วย ซึ่งมิติทางสังคมนี่แหละทำให้โครงการต่าง ๆ มีปัญหาว่าจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ฉะนั้นโครงการที่ดี ๆ เช่น โครงการบำบัดน้ำเสียในหลาย ๆ แห่ง ปัญหาพื้นที่ทิ้งขยะ มักจะมีประชาชนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ พื้นที่ต่อต้าน ทั้ง ๆ ที่เป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นเราจึงต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น มีสิทธิ์มีเสียง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการดำเนินโครงการด้วยตั้งแต่ต้น นอกจากนี้เราควรทำเรื่องเทคนิคพิจารณ์ (Technical Hearing)ก่อน แทนที่จะไปทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ก่อน เพื่อให้นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งประชาชนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น เข้าใจตัวโครงการในเชิงเทคนิคเสียก่อน
ในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ใช้ศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง แต่เป็นการทำงานแบบสหสาขา เช่น หากรัฐบาลนี้จะสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อแก้ปัญหาน้ำเสียของเมือง การดำเนินการจึงไม่ใช่มองแต่เฉพาะทางด้านเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องมองให้ครบทั้งกระบวนการ คือ ทางด้านเทคนิค สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ คือต้องมองไปพร้อม ๆ กัน ถึงจะแก้ปัญหานั้นได้ และอีกประการคือ เราต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้ข้อมูลตัวเลขที่น่าเชื่อถือและเหมาะสมกับบ้านเมืองเราก่อน แต่ในเมื่อการวิจัยของเรายังไม่แน่น เทคโนโลยีของเราเองก็ยังมีไม่มากพอ เราจึงต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ผมขอพูดในเรื่องที่ผมถนัดคือ ในเรื่องเทคโนโลยีน้ำเสีย เราได้นำเข้าเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย และออกแบบการสร้างโดยใช้ข้อมูลตัวเลขของฝรั่ง ถามว่าผิดหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ผิด แต่เปลืองงบ จริง ๆ แล้วระบบบำบัดน้ำเสียที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดในประเทศไทย คือ ระบบบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราควรจะมีความชำนาญข้อมูลเรื่องนี้มากกว่าฝรั่งเสียด้วยซ้ำ
"การดำเนินการจึงไม่ใช่มองแต่เฉพาะทางด้านเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องมองให้ครบทั้งกระบวนการ คือ ทางด้านเทคนิค สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ คือต้องมองไปพร้อม ๆ กัน ถึงจะแก้ปัญหานั้นได้"
ถาม: ในช่วงชีวิตการทำงานได้เห็นการเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยเป็นไปในทิศทางใด
เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว เพราะฉะนั้นจะให้คนมา "ตระหนกและตระหนัก" ให้เกิดจิตสำนึกไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าก็แล้วกัน ที่จริงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เน่ามาตั้งนานแล้ว แต่คนไม่เห็น เพราะคิดว่าน้ำเน่า น้ำต้องดำ แต่ในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าน้ำเน่า สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว เพียงแต่ว่าน้ำยังไม่ดำ เมื่อเป็นเช่นนั้นที่ผ่านมาทุกคนก็เลยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมกันเท่าใด จนกระทั่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา คนเริ่มเห็นและเริ่มปลูกฝังจิตสำนึกในเด็ก แต่ก็เป็นแค่เรื่องของวิธีคิดและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่างเช่น เรื่องของขยะที่มีการรณรงค์กันมาแล้ว 20 กว่าปีว่าไม่ให้ทิ้งขยะ แต่ก็ยังทิ้งกันอยู่เยอะแยะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการ มีความพยายาม มีงบประมาณการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ปัญหาลดลง แต่ขณะเดียวกันปัญหาก็ยังทวีความรุนแรง มีปริมาณมากขึ้น ซึ่งเมื่อมารวมกันแล้ว ปัญหาไม่ได้ลดลง แต่กลับมากขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น ปัญหาอากาศเป็นพิษในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดระยอง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว อากาศสบาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิม แย่ลงไปกว่าทุกวัน
ถาม: แล้วสิ่งแวดล้อมระหว่างเมืองและชนบทล่ะคะ
ผมว่าเมืองใหญ่ทุกเมืองในประเทศไทย (เมืองในที่นี้ หมายถึง ระยอง เชียงใหม่ เป็นต้น) เอาปัญหาไปทิ้งไว้ที่ชนบท ผมยกตัวอย่างเช่น ปัญหาขยะของกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ มีที่ทิ้งหรือไม่…คำตอบคือ ไม่มี ต้องเอาขยะไปทิ้งนอกเมือง ปล่อยพลังงาน ปล่อยมลพิษไปสู่ชนบท คุณไปดูได้เมืองไหน ๆ ก็นำขยะไปทิ้งนอกเมืองทั้งนั้น ฉะนั้นชนบทจึงเป็นผู้รองรับปัญหา ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากชนบทเอง ที่พูดอย่างนี้ก็หมายความว่าเมื่อชนบทไม่มีงานทำ คนในชนบทก็วิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นการเพิ่มภาระให้กับกรุงเทพฯ แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้วชนบทก็ยังดีกว่าในเมืองมาก แต่ไม่รู้ทำไมเมืองถึงโตขึ้น ๆ ตัวเลขเริ่มชี้ชัดให้เห็นว่าคนเริ่มย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่คุณภาพชีวิตในเมืองไม่ดีหรอก
ถาม: มีการนำงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมไปใช้ประโยชน์จริงได้มากน้อยเพียงใด
ในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมว่าได้นำไปใช้ได้เยอะนะ อย่างน้อยด้านวิศวกรรมที่ผมทำอยู่ก็ได้นำไปใช้ในการออกแบบ ตอนนี้มีบริษัทในเมืองไทยได้ทำการวิจัยและพัฒนาความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีในตำรามาเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้นแล้ว เนื่องจากถ้านำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศจะมีต้นทุนสูงมาก ซึ่งงานวิจัยแบบที่จะนำไปใช้ได้จริงในเมืองไทยมีเยอะนะ แต่ยังไม่พอ เนื่องจากปัญหาที่ต้องทำวิจัยยังมีอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ แค่หัวข้อเรื่องน้ำอย่างเดียวก็สามารถทำวิจัยอะไรได้อีกเยอะ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของขยะ อากาศ สารพิษ ปัญหาจราจร ฯลฯ ฉะนั้นงานวิจัยที่จะนำไปใช้ได้จริงมี แต่ยังไม่ครบทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น การใช้มาตรการด้านเศรษฐศาสตร์มาทำให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมลดลง เช่น การเก็บภาษีผู้ผลิตโฟม ซึ่งก็มีงานวิจัยในระดับหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติเรื่องวิทยาศาสตร์ วิธีการทางเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์ยังไม่มี การแก้ปัญหาจึงยังไม่เกิด ซึ่งจริง ๆ แล้วมันต้องโยงกับทุกเรื่อง เช่น มาตรการทางกฎหมายก็จะต้องดูว่าหากออกกฎหมายแล้วจะไปกระทบกับใครบ้าง ทางวิทยาศาสตร์ก็จะต้องไปพิสูจน์หาค่าใช้จ่ายเพื่อมาเก็บภาษีที่ตัวโฟม เพื่อให้มีการใช้โฟมลดลง และทางเศรษฐศาสตร์ก็จะต้องมองว่าหากมีกฎหมายนี้แล้ว จะทำให้ประชาชนเสียอะไรบ้าง คือต้องมองภาพใหญ่แบบนี้ ซึ่งงานวิจัยแบบบูรณาการเป็นแผนแม่บทแบบนี้มีน้อย ส่วนใหญ่ทำกันแบบเป็นเศษเป็นเสี้ยว ซึ่งตรงนี้ต้องมีคนคอยมองภาพใหญ่ให้ออก และหยิบงานวิจัยแต่ละชิ้น ๆ มาประกอบกันเป็นจิ๊กซอว์ แต่เท่าที่ผ่านมานักวิจัยส่วนมากยังทำแบบเป็นชิ้น ๆ ซึ่งถ้านำมาต่อกันแล้ว ยังเป็นคนละภาพ หรือแม้กระทั่งบางทีก็ไม่เป็นภาพด้วยซ้ำ
ถาม: ความคิดเห็นของอาจารย์ที่มีต่อมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงาน ไฟฟ้า และน้ำมัน
ผมว่ามาตรการรณรงค์ทั้งหมดต้องทำ ต้องมีการรณรงค์ การประชาสัมพันธ์ เพราะเป็นการสร้างจิตสำนึก ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่ก็ต้องทำ เช่นตอนนี้มีเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน ก็มีคนทำโพล ซึ่งหลายต่อหลายโพลก็บอกไว้ชัดเจนว่า ประชาชนก็เห็นด้วยที่จะต้องมีการประหยัดพลังงาน ทุกคนเห็น ทุกคนรู้ เพราะราคาน้ำมันขึ้นเอา ๆ ทุกคนก็รู้ว่ารัฐบาลกำลังเอาเงินส่วนหนึ่งไปพยุงราคาน้ำมันดีเซล แต่เมื่อไม่มีคนมาบังคับ คนก็ขับรถเล่นไปเรื่อย ๆ ดังนั้นมาตรการบังคับต้องมี ไม่เช่นนั้นจะไม่ครบวงจร เรื่องมาตรการรณรงค์ มาตรการจูงใจ มาตรการประชาสัมพันธ์ก็ต้องทำ จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะไม่เกิดผล
ถาม: มาตรการทั้งหมดคงต้องมีกฎหมายมารองรับ
ผมว่าเรื่องของวิกฤติน้ำมัน วิกฤติพลังงาน เป็นเรื่องของสงครามประเทศ เมื่อยามศึกต้องรบ มาตรการที่ออกมาคือมันต้องลดอย่างเดียว เป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง เหมือนเมื่อมีศึกสงคราม มันต้องมีการสูญเสีย มีการเสียสละ หรือการยอมไม่สะดวกสบายเหมือนเดิม เช่น ในศึกยุคโบราณ ผู้คนก็ต้องทานข้าวน้อยลง ต้องแบ่งกันทาน สมัยนี้คนที่มาโวยวาย คนที่มาคัดค้านก็คือ คนที่เสียประโยชน์ ถามว่ามาตรการให้รถวิ่งวันคู่วันคี่ มีคนพูดหรือไม่ ? จริง ๆ แล้วมีคนพูดมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าทำ ซึ่งถ้าทำมันก็จะทำให้ลดปัญหาที่ยุ่งยากลงไปได้นานแล้ว แต่นี่คนไทยเราไม่ยอมลดความสบายของตัวเองลงต่างหาก
ถาม: แล้วเรื่องระบบขนส่งมวลชน หรือการใช้พลังงานอื่นทดแทน
จริง ๆ มีการพูดเรื่องนี้กันมานานแล้ว ระบบขนส่งมวลชนก็ต้องทำ มัวแต่ไปลดภาษีรถยนต์ขนาดเล็ก คนเลยยิ่งแห่กันไปซื้อรถยนต์เล็ก ยิ่งไปกันใหญ่เลย คือ แทนที่จะไปลดการใช้น้ำมัน ปรากฏยิ่งไปเพิ่มการใช้น้ำมัน คือ จำนวนการใช้น้ำมันต่อคันน้อยก็จริง แต่จำนวนรถมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ปัญหาจราจรมากขึ้นเหมือนเดิม เมื่อสมัยก่อนจะมีวิกฤติเศรษฐกิจด้วย
ถาม: อาจารย์มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องอุบัติภัยจากสารเคมีที่ปรากฏเป็นข่าว เช่น โรงงานดอกไม้ไฟระเบิด ข่าวไฟลุกไหม้ที่เกิดจากแอลกอฮอล์ที่เป็นเชื้อเพลิงอุ่นอาหารในร้านอาหารชื่อดังอย่างไร
คนไทยเป็นคนที่แปลก ไม่ค่อยเกรงกลัวต่อปัญหาที่ยังไม่เกิด อย่างฝรั่งถ้าเขาเห็นตัวเลขที่ยังไม่เกิด แต่เขารู้ว่าจะเกิดขึ้นแน่ เขาจะหาทางป้องกันไว้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ที่คลองเตยซึ่งมีคลังน้ำมันอยู่บริเวณนั้น คุณรู้ใช่ไหมว่าอันตราย แต่ก็อยู่กันมา 40 ปีแล้ว คนที่ย้ายเข้ามาหรืออยู่กันมานานเขาก็ไม่ย้ายออกกันแล้ว รอวันที่จะระเบิดเท่านั้นเอง
ถาม: แล้วมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และเทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology) เป็นตัวช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในระดับไหน
เรื่อง ISO 14001 สถานประกอบการหรือโรงงานที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ก็ยังสามารถได้รับ ISO 14001 ได้ เพราะ ISO 14001 ไม่ได้หมายความว่า โรงงานคุณกำลังทำงานได้ดีในด้านสิ่งแวดล้อม แต่เขาวัดว่าโรงงานมีนโยบายหรือมาตรการอะไรที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการได้ ISO 14001 ไม่ได้หมายความว่าโรงงานของคุณจะดีด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้คนทั่วไปมักเข้าใจผิด ส่วนเรื่องเทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology หรือ CT) ดีแน่ ต้องทำในส่วนที่เห็นผลได้ชัด แต่เท่าที่เห็นยังเป็นเพียงแค่แนวคิด ยังไม่ได้ไปจับต้องในเรื่องมลพิษสักเท่าใด เป็นเพียงการแก้ปัญหาในส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น โรงงานบางแห่งทำ CT แล้วทำให้ประหยัดน้ำได้เดือนละ 1,000 กว่าบาท , การเปลี่ยนบัลลาสต์ สตาร์ตเตอร์ ในหลอดไฟ เท่านั้น ซึ่งดี แต่ยังไม่พอ ต้องทำให้ลึกซึ้งกว่านี้อีกเยอะ
ถาม: แล้วเราจะทำสำเร็จได้อย่างไร เพราะรู้สึกว่าหากเราจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับใด ก็จะเจอกับอุปสรรคทั้งสิ้น
เราต้องสร้างกระบวนการทางความคิดให้คนไทยรู้จักและตระหนกว่ามีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา คนไทยยังไม่ตระหนก เช่น ปัญหาน้ำมันราคาแพง เพราะพอตระหนกแล้วก็จะตระหนัก และเกิดจิตสำนึก พอเกิดจิตสำนึกก็จะเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ก่อนที่จะถึงขั้นตอนต่าง ๆ นั้นได้ ในแต่ละขั้นตอนต้องมีข้อมูลประกอบ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็คือ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัย และการหาองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตรงนี้เรายังมีไม่พร้อม เราขาดทั้ง 2 อย่างคือ ขาดทั้งวัฒนธรรมและขาดทั้งองค์ความรู้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็มีการเริ่มบ้างแล้ว และดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น การรณรงค์ให้ใช้จักรยาน ซึ่งผมเริ่มทำเมื่อ 16 ปีที่แล้ว คนหาว่าผมบ้า เพราะใครจะมาขี่จักรยาน การขี่จักรยานมันร้อน แต่ตอนนี้กระแสสังคมตอบรับเรื่องจักรยานมากขึ้น เทศบาลทุกเทศบาลยอมรับแล้ว เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วตอนที่ทำใหม่ ๆ มันเป็นความคิดขึ้นมาเอง พอทำแล้วถึงได้รู้ว่าในต่างประเทศเขาก็ทำกันมานานเป็น 20 ปีแล้วเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ไปเลียนแบบต่างประเทศนะ เราคิดของเราเองและมีบางอย่างเราก็เริ่มทำมาก่อนเขาด้วยซ้ำไป เช่น การจัดทริปจักรยานพาสมาชิกไปสัมผัสชนบท การทอดผ้าป่าด้วยขบวนจักรยาน การสอนเด็กซ่อมจักรยานรีไซเคิล เป็นต้น
"พอตระหนกแล้วก็จะตระหนัก และเกิดจิตสำนึก พอเกิดจิตสำนึกก็จะเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ก่อนที่จะถึงขั้นตอนต่าง ๆ นั้นได้ ในแต่ละขั้นตอนต้องมีข้อมูลประกอบ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็คือ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัย"
ถาม: ขอทราบบทบาทของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยที่มีต่อสังคมไทย
ชมรมจักรยานฯ ถือว่าเป็นตัวสร้างกระแสและจุดประกายของสังคมไทย ทำให้จักรยานเข้าไปมีบทบาทในวิถีชีวิตของคนไทยมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทำได้สำเร็จพอสมควร เกิดมีชมรมจักรยานในจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ชลบุรี ระยอง อุบลราชธานี ขอนแก่น ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี ฯลฯ เรียกว่ามีอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ชมรมฯ ยังได้ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ และให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงไปด้วยว่ารัฐควรต้องทำอะไรบ้าง ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า คนที่ออกแบบทางจักรยาน ไม่เข้าใจการใช้จักรยาน ออกแบบมาแล้วมันก็ใช้งานไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นผู้ใช้จักรยานเอง ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบตะแกรงระบายน้ำตามพื้นถนนที่วางร่องขนานไปกับทางวิ่ง เมื่อเราขี่จักรยานไป ล้อก็จะตกไปในร่องระบายน้ำ ทำให้เราหกล้ม วิธีการทำคือ ควรจะต้องนำตะแกรงมาวางในแนวขวางไว้ เพื่อจะให้คนขี่จักรยานสะดวกขึ้น ซึ่งตรงนี้คนออกแบบทางจักรยานไม่ทราบอย่างนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ทางชมรมฯ ก็ได้สร้างกระแสสังคม เพื่อให้สังคมไปบอกกับผู้บริหารเทศบาลของจังหวัดต่าง ๆ ให้หันกลับมาดูวิธีคิดนี้ว่าสามารถจะทำได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนการรณรงค์ในกรุงเทพฯ คงลำบาก แต่เราหวังผลไปที่ต่างจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี เสียมากกว่า จริง ๆ แล้วกลุ่มคนใช้จักรยานแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มด้วยกัน คือ
(1) กลุ่มคนใช้จักรยาน
(2) กลุ่มนักจักรยาน
(3) กลุ่มนักแข่งจักรยาน และ
(4) กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบจักรยาน
ซึ่งกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มคนใช้จักรยาน เช่น ชาวนา สาวยาคูลท์ สาวใช้ตามบ้าน ฯลฯ แต่เป็นกลุ่มที่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคมน้อย ซึ่งชมรมจักรยานฯ พยายามทำหน้าที่นี้โดยให้กลุ่มที่เข้าใจเรื่องจักรยานดีที่สุดคือ กลุ่มนักจักรยาน เป็นผู้ทำหน้าที่พูดแทนกลุ่มคนใช้จักรยานซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่ชมรมฯ ยังมีข้อด้อยอย่างหนึ่งคือว่า คนของชมรมตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นนักจักรยาน ไม่ใช่คนใช้จักรยาน เราจึงพยายามที่จะปลูกฝังความคิดนี้ในนักจักรยานให้เข้าใจความต้องการของคนใช้จักรยานในสังคม ไม่ใช่พยายามทำให้ตนเองได้มีที่ขี่จักรยานดี ๆ สนุก ๆ แต่ต้องทำให้คนใช้จักรยานมีที่ขี่จักรยานที่ปลอดภัยในชุมชน ที่ผ่านมาเราไปมุ่งหวังให้คนขี่จักรยานไกลเป็นสิบกิโลไปทำงาน แต่คนประเภทนี้เป็นคนส่วนน้อย ต้องเป็นนักขี่จักรยานที่ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว จริง ๆ แล้วเราควรพูดถึงการใช้จักรยานในชุมชนเล็ก ๆ ในรัศมี 2-5 กิโลเมตรก่อนถึงจะได้ผล แต่เราไปคิดแบบ…พูดง่าย ๆ ก็คือ เราไปทำถนนใหญ่ (highway) ก่อน แล้วค่อยทำถนนเล็ก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วใครจะกล้าไปขี่จักรยานไปถนนใหญ่ เช่นเดียวกันถนนที่เป็นเส้นหลัก เมื่อคุณมีทางป้อน (feed line) จากบ้าน คุณก็สามารถขี่จักรยานจากทางป้อนมาสู่ถนนใหญ่ได้ วิธีคิดต้องกลับกันใหม่ว่าต้องไปทำให้เกิดทางจักรยานขึ้นในชุมชนเล็กๆ ให้เกิดขึ้นเป็นจุดๆ แล้วอีกหน่อยก็ค่อยสร้างทางเชื่อมเพื่อเชื่อมระหว่างชุมชนต่ออีกที
"เราจึงพยายามที่จะปลูกฝังความคิดนี้ในนักจักรยานให้เข้าใจความต้องการของคนใช้จักรยานในสังคม ไม่ใช่พยายามทำให้ตนเองได้มีที่ขี่จักรยานดี ๆ สนุก ๆ แต่ต้องทำให้คนใช้จักรยานมีที่ขี่จักรยานที่ปลอดภัยในชุมชน"
ถาม: เส้นทางจักรยานแบบที่ว่านี้ ได้เกิดขึ้นที่ใดบ้างแล้วคะ
มีในต่างจังหวัดบ้างแล้ว แต่ยังเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้ เช่นที่นครปฐม แต่ไม่ได้ผล นอกจากนี้ก็มีที่ จ.เชียงใหม่, อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช, จ.พิจิตร และ จ. อุบลราชธานี ดังนั้นเพื่อจะให้ได้ผลจะต้องสร้าง 2 อย่างไปพร้อม ๆ กันคือ สร้างโครงสร้างทางกายภาพและสร้างกระแสสังคม อย่างที่บอกแล้วในตอนต้น
ถาม: เท่าที่เห็น อย่างคนที่ใช้จักรยานในเมือง ก็มักจะถูกบีบแตรไล่ และที่คนมักไม่ค่อยใช้กันก็เพราะเมืองไทยอากาศร้อน มลพิษเยอะ
ประเด็นเหล่านี้ ผมสามารถโต้แย้งได้หมด เรื่องควันพิษเนี่ยนะ คุณนั่งหลังรถตุ๊กตุ๊ก ที่จอดอยู่หลังรถเมล์ คุณก็ได้แต่เอาผ้าปิดจมูก หรือคุณนั่งในรถยนต์ที่จอดอยู่หลังรถเมล์ คุณก็สูดกลิ่น คุณไม่สามารถทำอะไรได้ และมลพิษก็พิสูจน์แล้วว่าข้างนอกกับข้างในรถไม่ต่างกัน แต่ถ้าคุณใช้รถจักรยาน คุณก็กลั้นหายใจหน่อย แล้วขี่หลบไปทางอื่นได้ เรื่องอากาศร้อน อินเดียก็ร้อน พม่าก็ร้อน แต่เขาก็ใช้กันทั้งเมือง ปัญหาคือ คนที่บอกว่าร้อน และบอกว่าใช้งานจักรยานไม่ได้ จะเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่มีเสียงดัง แต่คนที่ใช้จักรยานกันจริง ๆ เขามีเสียงไม่ดัง เช่น พวกภารโรง พนักงานระดับล่าง ซึ่งปัญหาอากาศร้อนไม่เป็นปัญหาสำหรับเขานะ ฉะนั้นเราต้องเข้าใจว่าเรากำลังพูดแทนคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้จักรยาน ซึ่งเป็นคนระดับล่างและไม่มีสิทธิ์มีเสียง ซึ่งผมกำลังตะโกนแทนเขา
ถาม: และถ้าจะให้มีการใช้จักรยานมากขึ้น เราควรต้องทำอย่างไร
ถ้าคุณสามารถทำให้ท่านนายกทักษิณ ขี่จักรยานจากบ้านที่ฝั่งธนมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลนะ รับรองทางจักรยานเกิดขึ้นแน่ เพราะคุณจะรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันทีว่าอะไรที่ต้องทำ และอะไรที่ไม่ต้องทำ เราคงต้องดูตัวอย่างรัฐมนตรีของประเทศในแถบยุโรป เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ที่เขาขี่จักรยานไปทำงานกัน ซึ่งมีเยอะ ที่นั่นมีที่จอดจักรยานติดมิเตอร์ด้วย ซึ่งในบ้านเราไม่มีและยังไม่ได้ให้ความสำคัญ บอกกันแต่ว่าทางจักรยานในกรุงเทพฯ เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ จริง ๆ แล้ว มันอยู่ที่วิธีคิด ซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าสถานะทางสังคมของคุณจะเป็นอย่างไร คุณก็สามารถใช้จักรยานได้ คนมักจะมองว่าคนในสถานะทางสังคมอีกระดับ ไม่มีทักษะพอ หรือสถานะทางสังคมไม่เอื้ออำนวยให้ทำ ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่ ทักษะสามารถมีได้ สร้างได้ และสถานะทางสังคมก็ไม่ได้เป็นคำตอบว่า ถ้าคุณมีสถานะทางสังคมแบบนี้ ขี่จักรยานไม่ได้ แต่หากคุณทำได้ มันกลับจะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่สังคมด้วยซ้ำไป
ถาม: อาจารย์คิดว่าเมืองในอุดมคติน่าจะประกอบด้วยอะไรบ้างคะ
เอาที่สื่อสารให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ก็แล้วกัน คือว่า เมืองนั้นจะต้องทำให้การเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น โจทย์นี้เพียงโจทย์เดียวถ้าทำได้ก็เก่งแล้ว และอีกเรื่องคือ ทันทีที่คุณก้าวเดินออกจากบ้านแล้วคุณออกวิ่งได้หรือขี่จักรยานได้ นั่นก็คือเมืองน่าอยู่ คุณลองคิดถึงภาพที่คุณอยู่แม่ฮ่องสอนสิว่า คุณสามารถทำแบบนี้ได้อย่างสบายมากและเมืองแม่ฮ่องสอนน่าอยู่กว่ากรุงเทพฯไม่ใช่หรือ ก็ทำเมืองใหญ่ให้น่าอยู่แบบเมืองเล็กสิ ในยุโรปเขาจะมีวิธีคิดที่ทำให้การขับรถยนต์ส่วนตัวนั้นไม่สะดวกมาก ๆ เพื่อคนจะได้เลิกใช้รถยนต์ แต่ตอนนี้เรากำลังทำทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนใช้รถมากกว่ารถเมล์ รถจักรยาน และคนเดิน เราจึงไปไม่ถึงไหนสักทีในเรื่องสิ่งแวดล้อมของเมือง
เส้นทางจักรยานในกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานครโดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้กำหนดแผนสำหรับปรับปรุงและสร้างเส้นทางจักรยาน โดยแผนระยะสั้นภายใน 1 ปี จะทำการปรับปรุงเส้นทางจักรยานเดิมที่ถนนหลวงประดิษฐมนูธรรม ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร และทางจักรยานที่ถนนเพชรเกษมช่วงตั้งแต่บางแค-สุดถนนเพชรเกษม ระยะทางประมาณ 6-7 กิโลเมตร โดยจะเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการใช้จักรยานเพิ่มขึ้น โดยทั้ง 2 เส้นทางเป็นเส้นทางเดิมที่สร้างไว้ แต่ปัจจุบันบางจุดชำรุด จึงไม่มีผู้ไปใช้และทำให้มีการวางสิ่งของกีดขวาง ทั้งที่เป็นเส้นทางที่เหมาะสมเพราะมีเขตทางที่กว้าง นอกจากนี้ยังรับผลการศึกษาจาก รศ.ดร.วิโรจน์ ศรีสุรภานนท์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งศึกษาเส้นทางจักรยานที่เหมาะสมอีก 2 เส้นทาง คือ เส้นทางจากชุมชนดินแดงมายังห้วยขวางเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน และอีกเส้นทางคือ จากเคหะธนบุรีเชื่อมโยงสู่รถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีตากสิน ผลจากการวิจัยหากมีทางจักรยานที่ดีปลอดภัยแล้ว ประชาชนกว่าครึ่งจะเปลี่ยนมาใช้ทางจักรยาน นอกจากนี้สำนักการจราจรและขนส่งยังได้ประสานกับฝ่ายโยธาเขตทั้ง 50 เขตของ กทม. เพื่อสำรวจเส้นทางจักรยานที่เหมาะสมระยะทางประมาณ 1-3 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมสู่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ.
สัมภาษณ์ : ขวัญชนก
ภาพ : สาโรจน์
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย ฉบับที่ 58 หน้าที่ 28-33 ข่าววันที่ : [6-ม.ค.-2548] จำนวนคนเข้า : 5192
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2545-2547 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ข้อแนะนำคำติชมข้อเสนอแนะและคำร้องเรียนต่างๆ ติดต่อได้ที่ : callcenter@trf.or.th ,
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สกว. และกิจกรรมต่างๆ ติดต่อ : callcenter@trf.or.th
ที่มา: http://www.trf.or.th/tips/x.asp?Art_ID=75
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
จากกระทู้: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ (ในเวป ThaiCycling.com)
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
วิเคราะห์เปรียบเทียบความหมายของธรรมนูญที่จะขอแก้ไข
ของเดิม: เลิกชมรมก่อนโอนทรัพย์สิน (ธรรมนูญ ข้อ 30.)
1. การยุบ/เลิกชมรม TCC: ทำโดย มติ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของชมรม
2. การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของชมรม TCC: มีเพียง 1 กรณี คือ
_ _ _ 2.1. หลังการยุบ/เลิกชมรม ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิสายใจไทย
ของใหม่: โอนทรัพย์สินก่อนเลิกชมรม (มีการขยายเนื้อหาเพิ่มเืิติมเป็น ข้อ 30. และ ข้อ 31.)
1. การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของชมรม TCC: เพิ่มเติมเป็น 2 กรณี คือ
_ _ _ 1.1. ก่อนการยุบ/เลิกชมรม ให้โอนเป็นทรัพย์สินของสมาคมที่จัดตั้งใหม่
_ _ _ _ _ _ทำโดย มติ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของชมรม
_ _ _ 1.2. หลังการยุบ/เลิกชมรม ถ้าไม่มีการก่อตั้งสมาคมจักรยาน ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิสายใจไทย
2. การยุบ/เลิกชมรม TCC: ทำโดย มติ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดในที่ประชุมใหญ่
ดูกระทู้เดิม click —> http://www.thaicycling.com/board/viewto ... a&start=20วาระที่ 4 พิจารณาแก้ไขธรรมนูญชมรมฯ ข้อ 30 ในเรื่อง ทรัพย์สินของชมรมฯ
เสนอแก้ธรรมนูญ ข้อ 30
ข้อ 30. ที่ประชุมใหญ่โดยมติเสียงข้างมาก ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของชมรมอาจมีมติให้เลิกชมรมได้ เมื่อชมรมได้เลิกกันแล้ว บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดของชมรมให้ตกเป็นสิทธิแก่มูลนิธิสายใจไทย
แก้ไขเป็น
ข้อ 30. เมื่อชมรมฯจดทะเบียนเป็นสมาคมฯ แทนชมรมฯ ได้เรียบร้อยแล้ว ทรัพย์สินของชมรมฯทั้งหมดให้โอนเป็นทรัพย์สินของสมาคมที่จัดตั้งใหม่ โดยมติเสียงข้างมาก ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของชมรม
ข้อ 31. การยุบเลิกชมรมฯ จะกระทำได้โดยมติไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดในที่ประชุมใหญ่ กรณีที่ไม่มีการก่อตั้งสมาคมจักรยาน เมื่อยุบเลิกชมรมฯแล้ว บรรดาทรัพย์สินทั้งหมดของชมรมฯ ให้ตกเป็นสิทธิแก่มูลนิธิสายใจไทย
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
วิเคราะห์เปรียบเทียบความหมายของธรรมนูญที่จะขอแก้ไข
ของเดิม: เลิกชมรมก่อนโอนทรัพย์สิน (ธรรมนูญ ข้อ 30.)
1. การยุบ/เลิกชมรม TCC: ทำโดย มติ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของชมรม
2. การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของชมรม TCC: มีเพียง 1 กรณี คือ
_ _ _ 2.1. หลังการยุบ/เลิกชมรม ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิสายใจไทย
ของใหม่: โอนทรัพย์สินก่อนเลิกชมรม (มีการขยายเนื้อหาเพิ่มเืิติมเป็น ข้อ 30. และ ข้อ 31.)
1. การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของชมรม TCC: เพิ่มเติมเป็น 2 กรณี คือ
_ _ _ 1.1. ก่อนการยุบ/เลิกชมรม ให้โอนเป็นทรัพย์สินของสมาคมที่จัดตั้งใหม่
_ _ _ _ _ _ทำโดย มติ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของชมรม
_ _ _ 1.2. หลังการยุบ/เลิกชมรม ถ้าไม่มีการก่อตั้งสมาคมจักรยาน ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิสายใจไทย
2. การยุบ/เลิกชมรม TCC: ทำโดย มติ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดในที่ประชุมใหญ่
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
- ชยุต (Pc)
- ขาประจำ
- โพสต์: 210
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 22:33
- team: กลุ่มชมสวน
- Bike: GT PANTERA
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: ชมรม TCC หมดลมไปแล้ว หรือยังหายใจอยู่ อาจารย์ธงชัย ผู้ก่อตั้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ ๑
หลักทั่วไป
ลักษณะ ๓
ทรัพย์
มาตรา ๑๓๗ ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
มาตรา ๑๓๘ ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร ?
บรรพ ๑
หลักทั่วไป
ลักษณะ ๓
ทรัพย์
มาตรา ๑๓๗ ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
มาตรา ๑๓๘ ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร ?
- ไฟล์แนบ
-
- Intellectual property5.jpg (53.43 KiB) เข้าดูแล้ว 524 ครั้ง
-
- Intellectual property4.jpg (61.69 KiB) เข้าดูแล้ว 524 ครั้ง
-
- Intellectual property3.jpg (71.12 KiB) เข้าดูแล้ว 524 ครั้ง
-
- Intellectual property2.jpg (73.2 KiB) เข้าดูแล้ว 524 ครั้ง
-
- Intellectual property1.jpg (70.49 KiB) เข้าดูแล้ว 524 ครั้ง
หนทางง่ายๆ ในการพาร่างกายไปใกล้ธรรมชาติ คือ จักรยาน … เชิญชมและติดตาม:
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook
รวม URL กระทู้แนะนำเส้นทางจักรยานชานเมือง และแผนที่, My Twitter, My Facebook