ปู๊นๆ ปู๊นๆ เสียงวู๊ดของหัวรถจักรดังขึ้น เป็นเสียงเตือนให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ชานชลาระมัดระวังตัว
ขณะที่หัวรถจักรดันขบวนรถร่วมๆ 20 โบกี้เข้าเทียบชานชลาหมายเลข 10 ของสถานีรถไฟหัวลำโพง
“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ” เสียงหล่อๆ นุ่มๆ ของหนุ่มการรถไฟ ดังขึ้นทั่วสถานีหัวลำโพง
“ขบวนรถที่กำลังเข้าเทียบในชานชลาที่ 10 เป็นขบวนรถด่วนขบวนที่ 51 เที่ยวเวลา 22.00 น.
ต้นทางสถานีรถไฟกรุงเทพ ปลายทางสถานีรถไฟเชียงใหม่ ขบวนรถเที่ยวนี้เป็นรถด่วนขบวนสุดท้ายในเส้นทางสายเหนือของค่ำคืนนี้”
แม่โป้เต้กวาดตามองที่ตั๋วในมือ ใช่แล้ว นี่คือขบวนรถที่เราสองคนกำลังตั้งหน้าตั้งตารอ
“แต่ เอ๊ะ! อย่าเพิ่งดีใจไป ขณะนี้เวลาสี่ทุ่มสิบสามนาทีเข้าไปแล้ว..แล้ว...แล้ว” เสียงหนุ่มรถไฟคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
“ขบ๋วนรถเที่ยวหนี้จะออกจากสถานีหัวลำโพงช้าจักหน่อยนะเจ้า......”
“เนื่องจากพนักงานเฮ็ดขบ๋วนรถยังบ่เสร็จ ท่านผู้โดยสารโปรดใจเย็นๆ นะจ๊ะ นะจ๊ะ”
แม่โปเต้หน้าตาบึ้งตึงแสดงความไม่สบอารมณ์ ก้มดูนาฬิกาบนข้อมือ ตัวเลขบอกเวลา 22.15 น. แล้ว
“ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างไม่ใช่รถรางรถเมล์รถไฟ ล็อตเตอรี่มันขี่ไม่ได้ เทวดาหวังรวยเล่นหวยกันหญ่ายยย.....”
พ่อหนุ่มคนเดิมร้องเพลงกล่อมผู้โดยสารอย่างอารมณ์ดี
“รักแท้รักคืออะไรตับไตไส้พุง......สี่ทุ่มครึ่งได้ออกชัวร์ใจเย็นๆ นะจ๊ะ นะจ๊ะ”
รอยยิ้มเล็กๆ เริ่มปรากฏบนมุมปากแม่โปเต้ ถ้าพนักงานรถไฟอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีอย่างนี้ทุกคนก็คงดี