เมื่อวานขากลับบ้าน โดนรถปิ๊คอัพ 4 ประตูเฉี่ยวแหละ อีกนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ คงได้เป็นศพแน่เลย นึกแล้วยังเสียวขนหัวลุกไม่หาย
ปกติผมไม่ใช่คนที่ชอบโพสกระทู้ น๊าน...นาน... ถึงจะโพสซักที แต่คราวนี้อดใจไม่ไหว ขออนุญาตระบายเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเพื่อจิตใจจะได้ดีขึ้นหน่อย (มั้ง)
เหตุการณ์คือ เมื่อวานนี้ อาทิตย์ที่ 1 พ.ย. 52 ออกขี่จักรยาน Giant rock 4000 โคโมรี่เก่าๆ สีเงินเดิมๆ และเป็นคันโปรดที่สุด (ก็เพราะทั้งบ้านมีคันเดียวอ่ะ) จะเอาของไปให้เพื่อน+ออกกำลังไปพร้อมกันด้วย ออกจากซอยมิสทีนมุ่งไปสวนพฤษชาติแถวแฟลตคลองจั่น ขี่ไปตาม ถ.รามคำแหง

ขากลับก็มืดแล้วประมาณทุ่มครึ่ง ก็ปั่นมาตาม ถ.รามคำแหง

สุวินทวงศ์
ปั่นมาถึงใกล้แยกที่จะเข้ามอเตอร์เวย์หรือแยกไป ถ.สุขาภิบาล 2 ก็มีรถปิ๊คอัพ 4 ประตู สีน้ำตาล ขับมาเร็วมาก

ตอนนั้นสัญชาตญาณรับรู้หรืออาจเป็นสังหรณ์ใจในโชคชะตาที่ยังไม่ถึงคาด เหมือนรับรู้ว่ากำลังมีรถมาจ่อตรู๊ดแบบชิดๆ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงชั่วกระพริบตา ก็เลยโยกจักรยานหลบไปซ้าย พริบตาเดียวก็เห็นหัวรถปิ๊กอัพที่หางตาขวาใจหายวาบเลยเพราะมันชิดมากๆ ในใจคิดว่าทั้งตัวทั้งจักรยานเราต้องกระแทกกับตัวถังรถปิ๊คอัพเป็นแน่แท้ และต่อจากนั้นก็คงกลิ้งม้วนเข้าโลงไปเลย
แต่ก็อย่างที่บอกสัญชาตญาณทำให้เราโยกหลบพ้นประคองตัวอยู่หรือชะตาชีวิตยังไม่ถึงคาดก็ไม่รู้ ประสาทสัมผัสรับรู้ว่าข้อศอกขวากระแทกกับกระจกข้างซ้ายของรถปิ๊คอัพคันนั้นเต็มๆ

ปั๊ก

ความรู้สึก + เห็นแว็บๆ ว่ากระจกข้างของรถปิ๊คอัพหลุดกระเด็น ไม่รู้สึกเจ็บเลยเพราะเหตุเกิดเร็วมากๆ แล้วรถปิ๊คอัพคันนั้นก็ผ่านตัวเราไปโดยที่เราไม่ล้ม

ข้อศอกรู้สึกชาๆ หูก็ได้ยินเสียงกระจกข้างของปิ๊คอัพกลิ้ง ขลุกๆๆ กระเด็นกระดอนไปตามพื้นถนน

งงงงงงงง.... ทำไรไม่ถูกอยู่แป๊บหนึ่งสัก 4-5 วิ.มั๊ง ได้แต่ประคองตัวอยู่บนจักรยานพร้อมกับมองตามตรู๊ดปิ๊คอัพคันนั้น พร้อมกับคิดในใจว่าซวยแหล๊ว.. นี่ตรูต้องจ่ายค่ากระจกข้างปิ๊คอัพเค้าเท่าไหร่หว่า......
สักแป๊บหนึ่งก็คิดขึ้นมาได้ใหม่

เฮ้ย...... ตรูไม่ได้ผิดอะไรนี่หว่า.... มันนั่นแหละผิด (ขออภัยที่เริ่มใช้สรรพนามแรงๆ) กำลังใจฟื้นเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่ง เราต้องเข็มแข็งยืดอกข่มมันไว้ซิ ฮ่า.....

ประเดี๋ยวพอได้คำขอโทษขอโพยจากคนขับหรือคนในรถสักนิดขวัญที่เพิ่งกระเจิงไปคงเรียกกลับมาได้ครบถ้วน ก็เลยยกมือขึ้น โบกมือหย่อยๆ บอกน้องจะไปชายแดน

เอ้ย.. ไม่ใช่นั่นมันเพลงลูกทุ่ง ต้องกวักมือหย่อยๆ บอกให้รถปิ๊คอัพคันนั้นจอดเพื่อมาดูดำดูดีกันหน่อยดิ ก็เห็นน่ะว่าไฟเบรคเค้าส่องแสงวาบ..

วาบ..

ชลออยู่ แต่แล้วมันกลับไม่หยุดอ่ะ ยิ่งกว่านั้นมันพุ่งปร๊าด..ด..ด..

ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา
แค้นมาก

นี่มันเรียกชิ่งใช่ไหม ฮือ... ฮือ... นี่มันชิ่งหนีไปแล้วใช่ไหม....
แล้วนี่ถ้าเกิดเราเป็นอะไรมากกว่านี้ มันคงชิ่งเร็วกว่านี้ โฮ...โฮ...โฮ... คับแค้นใจจังเลย

กระจกข้างที่หลุดไปมรึงไม่เสียดายรึไง ไอ้.......
ฮัก...ฮัก... ทำไรไม่ได้แล้วนี่ ฮัก... ฮัก.... จำต้องแบกความคับแค้นมุ่งหน้าปั่นกลับบ้านต่อไป

พอถึงบ้านก็มานั่งนึกทบทวนว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร จะต้องไม่มีคราวหน้า
แต่...ท้ายรถเราก็มีไฟกระพริบ

สว่างน่ะ ซื้อมาตั้งแพง ไม่ใช่ 20฿ คลองถม

อีกทั้งไม่ได้ขี่กินเลนมากเกินปกติกว่าคนขี่จักรยานทั่วไป เสื้อเราก็แขนยาวสีขาวตลอดทั้งตัวเพราะคิดเรื่องความปลอดภัยไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้ว ก็ได้บทสรุปออกมา 3 ข้อ
1) มันมืด คนขับคงไม่เห็นเราจริงๆ หรือ
2) คนขับเห็นเราแล้ว แต่ประมาทคิดว่าหลบเราพ้น ประมาณว่ากะระยะด้านซ้ายพลาด
3) หากรักจะขี่จักรยานตามทางหลวงยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้ว จะคร่ำครวญไปใย อุบัติเหตอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เตรียมพร้อมทำใจที่จะกลิ้งม้วนเข้าโลง

ก็สบายใจขึ้นนิดหน่อย (มั้ง)
จบแล้วอ่ะ เหมือนฝันเลย แต่หลักฐานก็คือข้อศอกขวายังรู้สึกเจ็บนิดๆ
