ต้องขอขอบคุณก่อนครับที่ถามถึงตัว MONO-Q เพราะผมเองก็ต้องไปค้นหาข้อมูลมาประดับเช่นกันครับ
ก่อนหน้านี้เคยเขียนใว้ว่าตัว mono-Q เป็นเฟรมกลุ่ม C2C ขอแก้ไขใหม่ ณ ที่นี้เลยรับ
ตัว Mono-Q เป็นเฟรมกลุ่ม B4P ตัวใหม่ล่าสุดที่คลอดมาหมาดๆในปีนี้เลย อยู่ตรงกลางระหว่าง T-CUBE กับ 1885 ครับ โดดเด่นด้วยคาร์บอนแบบขึ้นรูปไร้รอยต่อ(โมโนค็อก) สรรพคุณอ้างโดยบริษัทคือความแข็งโดยรวม นี่คือบทความรีวิวจากเวป bikeradar ครับ
คาร์บอนโมโนคิวผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฮโมดุลลัส IM600 ขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อด้วยรูปทรงท่อที่ไม่ซับซ้อนมาก ทำให้การผลิตเฟรมเซทตัวนี้ทำได้รวดเร็วกว่าการผลิตเฟรมคาร์บอนทีคิวบ์มาก ราคาเฟรมตัวนี้จึงได้ถูกจนทำตลาดได้ง่ายสอดแทรกมาสำหรับผู้ที่"เกิดมาเจ๋ง"แต่อยากนุ่มนวลแบบคาร์บอนทั้งคัน เป็นที่แน่นอนว่าเฟรมตัวนี้ไม่ได้มีความพุ่งกระชับฉับไวแบบเฟรมเกรดโปรอยาง SL และ T-CUBE แต่แน่นอนว่าภ้าคุณไม่ใชนักบู๊ต่อยหนักแบบโปรรุ่นเฮฟวี่เวท หรือ หลงไหลชื่นชอบกับสไตล์การขี่แบบไครทีเรี่ยม(กระชากกระชั้นเร่งกันตลอดเวลา) คุณย่อมจะค้นหาความต่างข้อนี้ไม่พบเลย จุดเด่นที่น่ามองตามมากกว่าคือภาพลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยขนาดท่อที่เล็กลง โดยเฉพาะตัวหางหลังที่ผอมเพรียวเฉี่ยวบาง ทำให้มองไปมองมามันดูแล้วพาให้นึกถึง Cervelo R3SL ไปเสียด้วยซ้ำ ในดลกที่ท่อคาร์บอนอ้วนขึ้นๆ คาร์บอนโมโนคิวตัวนี้คงเด่นสะดุดตากว่าใครแน่นอน ไม่เพียงแต่ภาพลุกษณ์เท่านั้น การที่เฟรมใช้ขนาดท่อคาร์บอนที่เล็กลงยังส่งผลให้สมรถถนะของรถไม่ได้เป็นเหมือนเฟรมคาร์บอนอื่นๆ แต่แฝงด้วยฟิลลิ่งแบบเฟรมโครโมลี่ที่จะนุ่มไหลกว่าปกติอีกด้วยด้วยวลีเด็ดจากผู้ทดสอบที่ให้ใว้ว่า
"โมโนคิว ขับขี่แบบรถโครโมฯแต่น้ำหนักโลหน่อยๆ"
ตัวรถได้รับการทดสอบบนเส้นทางเดียวกันกับที่ผู้ทดสอบได้ทดสอบรถ SL และตัวไทม์ไทรฯของเบียงคี่ก่อนหน้านี้ โมโนคิวตัวที่ทดสอบนั้นมากับชุดอะไหล่เวโลเซ่และล้อคัมซิน ทว่า การขับขี่นั้นให้อารมณ์ดีเยี่ยมกว่าที่คาดใว้มาก แม้ว่าในการขึ้นเขาและอัตราเร่งกระชั้นจะไม่ทันใจเท่ากับเฟรมและอะไหล่ระดับไฮเอนด์ที่มากับรถเกรดโปรอีกสองตัว
จุดเด่นที่สุดของโมโนคิวที่น่าจับตามองคือ "การควบคุมบังคับ" ที่ทำได้ฉับไวและเชื่อถือได้
สรุปแล้วโมโนคิวเป็นเฟรมคาร์บอนสำหรับผู้ที่อยากลิ้มรสสัมผัสโลกของคอมโพสิทเป็นครั้งแรก อยากทดลองกระโดดเข้าสู่โลกของเฟรมคาร์บอนดู แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้หวือหวาโดดเด่นและน่าระทึกใจเท่ากับไปเล่นเฟรมคาร์บอนระดับสูงกว่านี้ นอกเสียจากน้ำหนัก 1.1 กิโลกริมที่เมื่อคุณอัพเกรดอะไหล่และล้อให้สูงสุดแล้วมันก็จะกลายเป็นหนึ่งในรถที่ทรงสมรรถนะตัวหนึ่งเลยทีเดียว
------------------------------------------
ผมขอเสนอข้อมุลเพิ่มเติมซึ่งอาจจะหาอ่านอย่างละเอียดใด้จากเวป thairb นะครับ ตัวคาร์บอนไฮโมดุลลัส IM600 นั้นคือตัวเดียวกับที่ 928SL ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเฟรม แถมเป็นตัวเดียวกับที่ทำตะเกียบสำหรับรถระดับ HoC นั่นแหละครับ ซึ่งแน่นอนเลยว่ามัน"แข็งไ แบบวางใจได้ (แต่อย่าวางใจหรือคาดว่าจะแข็งเท่า SL เพราะ SL ก็ยังมีคาร์บอนตัวอื่นมาทำให้มันเป็น"สุดยอด"เฟรมของเบียงคี่ที่อ้างกันว่าแข็งโป๊กครับ) น่าจะเป็นด้วยขนาดท่อที่เล็กกว่าและการออกแบบเฟรมที่ทำให้มันไม่ได้แข็งเท่ากับ T-CUBE ซึ่งเสริมแรงที่กระโหลกและตะเกียบโซ่แบบหนาเตอะกับท่อที่อ้วนใหญ่บึกบึน
นี่คือข้อมุลของเจ้า mono-Q เท่าที่หาได้ครับ ส่วนของตัว C2C นั้นคงหาอ่านได้ไม่ยากเพราะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เท่าที่ทราบก็คือน้ำหนักตัว 928 C2C จะหนักกว่า mono-Q ซััก 2-3 ขีด และจะนุ่มนวลกว่า mono-Q อีกระดับนึงด้วยชนิดของคาร์บอนที่เน้นไปทางนุ่มนวล
ดังนั้นแล้วคงต้องตัดสินใจว่าอยากจะขี่แบบใหนมากกว่าครับ C2C นั้นก็จะนุ่มดีขี่สบายทางไกลทางยาวไม่บ่น ส่วน mono-Q นั้นน่าจะได้อารมณ์ที่สนุกกว่า แม้ว่าอาจจะไม่เท่ากับ T-CUBE
ส่วนตัวผมนั้นเปลี่ยนจากเฟรมเกรดประมาณ 1885 มาเป็น T-CUBE บอกได้คำเดียวว่า ต่างมากถึงมากที่สุดครับ มันเบากว่า พุ่งกว่า ปรู๊ดปร๊าดกว่า ส่งผลให้ขี่ได้"สนุก"กว่า โดยเฉพาะการขี่ในกลุ่มที่มีการเร่งกระชากกระชั้นกัน จะสนุกกว่าเดิมมาก แต่ถ้าขี่เดี่ยวหรือเจอลมแรง ก็รู้สึกว่าหนืดกว่าตัวเดิมพอดู โดยรวมแล้วไม่ได้ส่งผลให้ทำเวลาเฉลี่ยหรือความเร็วเฉลี่ยได้ดีกว่าเดิมครับ แต่มันทำให้ขี่ได้"มันส์"กว่าเดิมเยอะเลย
ผมขึ้นเขาใหญ่ด้วยเฟรมเก่าเฟือง 13-29 ล้อยูรัส ได้เวลาใกล้เคียงกับเฟรม T-CUBE เฟือง 11-25 ล้อคัมซิน ดังนั้นก็คงพอจะบอกได้ว่ามันก็ไม่ได้ขึ้นเขาดีกว่ากัน
เรื่องราคานั้นผมไม่ทราบว่า mono-Q วางราคาอยู่ตรงใหน แพงหรือถูกกว่า C2C เท่าใดดังนั้นคงให้ความเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ครับ
ขอบคุณอีกครั้งที่ทำให้ผมได้มีโอกาสหาอ่านข้อมุลใหม่ๆ แถมด้วยเจอบทความเด็ด "Campagnolo New Ergo-Design Shape, GOOD or BAD"
