
ต่อไปนี้เป็นสรุปทริปที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารชั้นนำอย่าง Tour Bike Magazine และ Bike to Work Magazine
ให้เป็น ทริปสุดยอดแห่งปี 2009 โดยมีสี่รางวัลซ้อนเป็นเครื่องประกันคุณภาพ

เวลา 8.00 น
ตั้งแต่ตอนเช้าหลังจากที่ผมปั่นจักรยานมาที่ที่ทำงาน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ผมเริ่มได้รับโทรศัพท์จากพวกเรามาเป็นระยะๆ เพื่อโทรมาบอกว่าขณะนี้พวกเราบางส่วนได้นำจักรยานคู่ชีพไปไว้ที่สนามบินน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันนี้แหละที่เจ้าจักรยานคู่ชีพ ที่พวกมันได้รับการตรวจสภาพมาเป็นอย่างดีจะร่วมเดินทางไปในเส้นทางเต็มไปด้วยความ โหด มันส์ ฮา ตั้งแต่เช้ามืดของในวันที่ 1 พฤศจิกายน ไปจนถึงมืดของวันเดียวกัน (อันที่จริงผมต้องพูดว่ามันจะเป็นผู้ที่กุมชะตากรรมของพวกเราไว้ ต่างหาก)
ถึงแม้จะเตรียมงานทุกอย่างมาเป็นอย่างดีในตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ ซึ่งผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าทุกอย่างพร้อมลุย แต่ก็ยังไม่เคยไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ปล. สารภาพมาโดยดีว่าใครตื่นเต้นจนนอนไม่หลับบ้าง หุหุ
เวลา 17.00 น
หลายคนทยอยเดินทางมาถึงสนามบินน้ำ พร้อมกับกระเป๋าเดินทางซึ่งก็เป็น กระเป๋าสะพายบ้าง กระเป๋าหิ้วบ้าง แต่ไม่มีใครเอากระเป๋าลากมา เพราะมันจะกินพื้นที่เป็นอันมากขอบอก (อันนี้ขอขอบคุณในความร่วมมืออย่างสูงครับ)
เวลา 18.00 น
รถบัสมาถึงสนามบินน้ำ แต่เข้าไปในซอย 7 ไม่ได้ ต้องจอดอยู่หน้าป้อมตำรวจบริเวณปากซอย ภารกิจชำแหละจักรยานเริ่มขึ้นหลังจากรถบัสมาถึงไม่กีนาที รถบัสที่เช่ามา เป็นรถบัส 34 ที่นั่งของบริษัท Siam First Tour ซึ่งมีระวางบรรทุกจักรยานได้เต็มที่
27 คันแบบสบายๆ โดยไม่ต้องถอดบันได (เจ๋งไม้ครับคุณนาย ฮิฮิ) แผนกชำแหละจักรยานนั้นมีหลายท่าน แต่ เสือเบิ้ล กับเสือป๊อด รับภาระในการทำหน้าที่จัดเรียงจักรยานเข้าไปไว้ใต้ท้องรถ (อากาศอบอุ่นไม้ครับพี่) เนื่องจากเป็นครั้งแรก พวกเราใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงในการจัดเรียงจักรยาน และขนสัมภาระขึ้นรถบัส แต่ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะตามกำหนดการคือเริ่มตอน 6 โมงเย็น และล้อหมุนตอน 2 ทุ่ม ส่วนรถจักรยานอีก 9 คัน ไปกับรถเต่าซิ่งของผู้พันป๊อก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นรถบริการอีกคันในวันที่ 1 พฤศจิกายน
วันนั้นคุณนายปากเกร็ดและคุณสามีสุดที่เลิฟ มาส่งพวกเราในวันนั้นด้วย (น่ารักมากคู่นี้) และคนพิเศษของพี่วีก็มาส่งสุดที่รักไปปฏิบัติภาระกิจที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ (ไทย-พม่า) ในครั้งนี้
เวลา 19.45 น
ท่านผู้อำนวยการธนาคารออมสินเขตถนนเพชรบุรี มาส่งพวกเรา พร้อมทั้งอวยพรให้พวกเราเดินทางอย่างปลอดภัย ก่อนที่ท่านจะขับรถฟอร์จูนเนอร์ของธนาคารพร้อมทีมงานผู้จัดการสาขาอีก 3 ท่านเพื่อไปทำหน้าที่ดูแลพวกเราอีกแรงในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ตามที่ได้รับมอบหมายมาจากทางธนาคารออมสิน
เวลา 20.00 น
เมื่อสมาชิกพร้อมออกเดินทาง ล้อก็เริ่มหมุนออกจากสนามบินน้ำ วิ่งไปตามเส้นทางถนนบรมราชชนนี แล้วออกถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ในขณะที่พวกเรานั่งรถไปนั้น เสือโก๋ ได้พูดคุยถึงเรื่องกิจกรรมที่จะไปทำกันและ กฏ กติกา ที่ควรรับทราบเกี่ยวกับการแข่งขันวิ่งผลัดสองมหาสมุทร และเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกท่านได้ถามคำถามที่ยังอาจมีข้อสงสัยประการใดก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่รถบัสวิ่งไป บรรยากาศของการถามตอบก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ ในรถบัส ตลบอบอวนไปด้วยเสียงหัวเราะ สนุกสนาน เฮฮา (คราวหน้าเราเอาถาดตีหัวแบบที่พวกตลกใช้กันไปด้วยดีกว่า หุหุ)
เวลา 23.00 น
เบาะนวดอันทรงพลังที่นวดพวกเรามาตลอดทางตั้งแต่รถบัสวิ่งเข้าสู่ถนนเพชรเกษม กอร์ปกับหลายท่านหัวเราะติดต่อกันเกินวันละ 2 ครั้ง ทำให้สมาชิกค่อยๆทยอยกันสลบไป ทีละคนสองคน
เวลา 3.30 น
รถบัสเปิดไฟสว่างทำให้พวกเราตื่นอีกครั้ง ตอนนั้นถึงอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรแล้ว รถบัสชลอความเร็วลง เพราะมีอุบัติเหตุรถทัวร์ชนท้ายรถบรรทุก ทำให้รถบรรทุกพลิกคว่ำ แต่ไม่เห็นผู้ได้รับบาดเจ็บ เข้าใจว่านำส่งโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พวกเราเดินทางต่อมาไม่นาน ก็ถึงโรงแรมอวยชัย โรงแรมตั้งอยู่ข้างๆสถานีขนส่งหลังสวน อยู่ข้างทางเลยหาง่ายมาก ที่จอดรถกว้างขวาง เพราะเป็นลานกว้างๆตรงหน้าโรงแรม สำหรับจักรยาน 36 คัน แล้ว ทางโรงแรมได้จัดห้องประชุมด้านล่างให้พวกเราสามารถนำจักรยานทั้งหมดไปจอดได้ ห้องประชุมมีประตู และมี รปภ คอยดูแล เลยทำให้พวกเรานอนหลับได้อย่างสนิทใจ โรงแรมนี้มีทั้งหมดราวๆ 50 ห้อง และก่อนหน้านี้สองอาทิตย์ทางธนาคารออมสินได้ให้ผู้จัดการสาขาจองทุกห้องของโรงแรมนี้ไว้ ทำให้พวกเรามีห้องพัก เพราะมิเช่นนั้นจะหาที่พักได้ยากมากเพราะทีมนักวิ่งและทีมกรรมการมากันเยอะมาก พวกเราเข้าพักทั้งหมด 18 ห้อง ห้องละ 2 คน จับคู่เอาตามสะดวก พวกเรากว่าจะอาบน้ำเสร็จก็ราวๆตี 4 จึงเริ่มทยอยเข้านอนบนเตียงอุ่นๆอย่างสบายหลังจากนอนแบบหลับๆตื่นๆมาทั้งคืนตอนที่อยู่บนรถบัส
โรงแรมอวยชัยแห่งนี้จะเป็นที่พักของพวกเราตั้งแต่ตี 4 ของวันที่ 31 ตุลาคม ถึงตี 4 ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ห้องพักดีมาก ห้องและห้องน้ำสะอาด เตียงนุ่ม ผ็าห่มหนา และแอร์เย็นเฉียบจนรู้สึกหนาว ถ้าใครจะไปพักก็ราคา 650 บาทต่อคืนสำหรับห้องดีๆห้องหนึ่ง
หลังจากพักผ่อนกันพอเรียกแรงกลับคืนมาได้ พวกเราก็ทยอยกันตื่นนอนมาประกอบจักรยานกว่า 27 คัน ที่หลับไหลอยู่ใต้ท้องของรถบัสอยู่หลายชั่วโมง อีตอนแพ็คจักรยานรู้สึกจะช้า แต่ว่าอีตอนลากมันออกมารู้สึกว่าจะเร็วมาก ประหนึ่งกามนิตหนุ่ม ที่โรงแรมมีกาแฟกับขนมปังไว้คอยให้บริการในตอนเช้าแต่ก็ไม่ค่อยอิ่มแบบสะใจชาวเสือเท่าใดนัก ก็เลยไปหาอาหารใต้รสเด็ดทานกัน พอดีที่ใกล้โรงแรมมีอยู่ร้านหนึ่ง พวกเราทั้งหมดก็เลยไปทานกันที่นั่น ปรากฏว่า ฮร่อย สะใจดีครับ งานนี้ได้ความรู้ใหม่ว่าชาวใต้จะทานแกงดอกขี้เหล็ก แต่ชาวภาคกลางทานแกงใบขี้เหล็กครับ ถึงบางอ้อเพราะเสือปานเฉลยให้ฟัง แต่ผมว่าแกงดอกขี้เหล็กมันอร่อยมากกว่านะครับ
สักพักพวกเราก็ทยอยตรวจเช็คจักรยาน แล้วเข็ญกันไปเก็บไว้ในห้องที่โรงแรมจัดไว้ให้ และในขณะที่รออยู่นั้น ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผม ใบหน้าแกบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นพี่น้องภาคใต้แน่นอน ไม่แน่ใจว่าแกอายุเท่าไหร่เลยเรียกแกว่าลุงไว้ก่อน แกก็มาลูบๆคลำๆรถจักรยานของผม แล้วพูดว่า
“ผมนี่ก็อยากปั่นจักรยาน แต่ไม่มีเงินซื้อที แพงเหลือเกิน”
ผมก็มองหน้าแก แล้วเจ้าสายตาจอมหาเรื่องของผมก็ไปเห็นสร้อยคอทองคำบนคอแกเข้า เส้นนั้นน่าจะหนักสัก 5 บาท กระมัง ไอ้เจ้าทองนั่นหนะผมไม่ได้สนใจหรอกครับพี่น้อง แต่ที่น่าสนใจคือเหรียญสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเล็กๆที่ห้อยอยู่นั่นดิ ผมก็เลยขออนุญาตแก เพื่อหยิบขึ้นมาดู มองแล้วเป็นเหรียญพระราชทานเพลิงศพเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สร้างโดยหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เมื่อปี 2466 ตอนนี้ของแท้หายากมากแล้ว นานๆจะมีของจริงโผล่มาสักที สวยๆในตลาดพระเล่นหากันหลักแสน เหรียญนี้ผมอยากได้มากด้วยเหตุผลสี่ประการคือ
1.ตัวเราเองก็นับถือองค์กรมหลวงชุมพรอยู่เป็นทุนเดิม เพราะรู้สึกชอบประโยคของท่านที่ว่า
” กูกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้ ไอ้ อี มันผู้ใด คิดบังอาจทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฤๅ กระทำการทุจริตก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตรให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยามอันเป็นที่ รักของกูตราบใดที่คำว่า “อาภากร” ยังยืนหยัดอยู่ในโลกกูจะรักษาผืนแผ่นดินสยามของกู ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น.”
2. ตัวผมเองมีประสบการณ์กับการอธิฐานขอเสด็จเตี่ยมาหลายครั้ง สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบ แต่สำหรับผม ถ้าต้องขอท่านทีไร เป็นสำเร็จทุกทีไป บางทีก็แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ก็มี แต่ไม่มีเหรียญของท่านติดตัวเลย แต่ก็ไม่เคยอธิฐานขอท่านสักที
3. องค์กรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2466 ซึ่งทุกปี กองทัพเรือจะถือว่าเป็นวันอาภากร และตรงกับวันนี้ก็เกิดไปตรงกับวันเกิดของผมพอดี
4. เหรียญนี้สร้างโดยหลวงปู่ศุข วันปากคลองมะขามเฒ่า ท่านทำเพื่อนำมาแจกที่ท้องสนามหลวง เพราะเสด็จกรมหลวงเป็นศิษย์เอกของท่าน เหรียญรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่ท่านจะมรณะภาพเช่นเดียวกัน
ผมพิจารณาเหรียญของลุงแกดูสักพัก ก็เลยบอกแกว่า
“แท้นะเนี่ย ลุงเก็บไว้ให้ดีล่ะ ไม่มีอีกแล้วนะเนี่ย”
ลุงแกดูท่าทางภูมิใจทีเดียว ยิ้มให้ผมอย่างภูมิใจ และลุงแกก็บอกผมว่า
“ผมมีสององค์ เก็บมานานแล้ว ตั้งแต่รุ่นพ่อ”
ไม่รู้อะไรดลใจผม ก็เลยถามแกไปว่า
“ลุง ผมขอบูชาองค์หนึ่งได้ไม้ ลุงจะคิดเท่าไหร่”
แกมองหน้าผมสักพักใหญ่ ผมเห็นแววตาของแกยังสองจิตสองใจ และคงคิดว่า ไอ้เจ้านี้เป็นใครวะ อยู่ๆมาขอบูชาเหรียญที่แกเก็บมานาน ส่วนตัวผมก็นึกในใจว่า ที่เค้าว่ากันว่าคนใต้ใจถึงนั้น วันนี้จะได้เห็นกันหละวะว่าจริงหรือเปล่า เพื่อทำให้แกตัดสินใจง่ายขึ้น ผมก็บอกอีกว่า
“ลุง บอกตามตรงนะ ผมไม่เคยต่อราคาพระ และผมไม่เคยขายพระกิน ลุงบอกมาเลยว่าเท่าไหร่”
แกก็เลยบอกว่า
“1200 เอามั้ย”
ผมเลยบอกว่า
“เอา ตกลง”
ผมรีบควักเงินในกระเป๋ายื่นให้แก แกท่าทางตกใจนิดๆ คงนึกไม่ถึงว่าจะเจอคนบ้าเข้าแล้ว แกยังไม่รับเงิน และท่าทางจะกลับไปหยิบอีกองค์ที่บ้านมาให้ผม ผมก็เลยบอกไปว่า
“ลุง ผมเอาองค์ที่คอลุงนั่นแหละ ไม่ให้ก็ไม่เอา ไม่ว่ากัน ของใครๆก็รัก”
แกมองหน้าผมสักพักแล้วก้มไปคลำเหรียญที่แขวนบนคอแก แล้วตัดสินใจปลดเหรียญส่งให้ผม สักพักแกก็เดินจากไปแบบงงๆ ก็อันเป็นว่าเสร็จผม ส่วนผมก็ได้มาแบบงงๆเหมือนกันครับ แต่มานั่งนึกๆว่าไอ้ตอนที่มาถึงผมเห็นรูปของเสด็จเตี่ย และก็เลยยกมือไหว้รูปของท่านที่แขวนไว้ที่โรงแรม ก็เลยคิดเข้าข้างตัวเองว่าท่านคงให้เก็บไว้มั้ง ดีใจมากยิ่งกว่าได้จักรยานใหม่ซะอีก รีบเก็บใส่กระเป๋าเป้เลย แหม มาเยือนชุมพรคราวนี้ไม่เสียเที่ยวจริงๆ
พาออกนอกเรื่องตั้งนาน กลับเข้าเรื่องของเราต่อไปดีกว่า วันนี้พวกเรามีกำหนดการจะเดินทางโดยรถบัสออกไปสำรวจเส้นทางที่จะปั่นจักรยานเพื่อดูแลนักวิ่งในวันอาทิตย์ คือนั่งรถบัสไปจังหวัดระนองทางเส้นทาง อ.พะโต๊ะ แล้วไปทานอาหารกลางวันกันที่นั่น แล้วก็นั่งรถกลับมาประชุมกับทีมงานคุณหมอ เอาชัย ซึ่งเป็นผู้จัดงานในครั้งนี้ที่ตรงเรือรบจำลองจักรีนฤเบศร์ตอนราวๆ 4 โมงเย็น วันนี้พวกเราไม่ได้ปั่นจักรยานเพราะต้องการให้ออมแรงไว้ และเพื่อให้สมาชิกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะวันอาทิตย์ พวกเราต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสามแล้วเริ่มปั่นจักรยานให้ไปถึงที่เรือรบจำลองจักรีนฤเบศร์ตอนตี 5 เพราะนักวิ่งชุดแรกจะเริ่มปล่อยตัวตอน 6 โมงเช้าซึ่งพวกเราจะช้าไม่ได้
เล่าตอนขี่รถไปเที่ยวนิดหนึ่ง เส้นทางจากอำเภอหลังสวน ผ่านอำเภอพะโต๊ะ เป็นเส้นทางที่ปั่นสนุก เพราะมีช่วงขึ้น สลับกับช่วงลงไปเรื่อยๆปั่นแล้วไม่โหดร้ายเหมือนเส้นทางแถวภาคเหนือ สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสวนยาง สวนปาล์ม และสวนสุมรุม คือว่าสวนที่ปลูกผลไม่หลายๆอย่างคละกัน ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด ลองกอง ต้นกล้วยเล็บมือนางออกปลีเต็มไปหมดตามรายทาง ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกล้วยเล็บมือนางของที่นี่จึงโด่งดังนัก เพราะมันขึ้นเองแบบธรรมชาติเต็มไปหมดนั่นเอง
ตอนเวลาประมาณสี่โมงเย็น พวกเราเดินทางด้วยรถบัสกลับมาเพื่อร่วมประชุมกับทางผู้จัดงานที่ปากน้ำหลังสวน ทางคณะผู้จัดงานได้จัดเตรียมข้าวปลาอาหารไว้คอยต้อนรับเป็นอย่างดี คนออมสินมากันเพียบ สังเกตจากรถของธนาคารออมสินที่จอดกันอย่างมากมาย ธนาคารออมสินขนเอากล้วยเล็บมือนางมาไว้คอยให้บริการอย่างไม่อั้น
สักพักท่านผู้อำนวยการใหญ่ของธนาคารออมสิน ก็เดินทางมาถึง ท่านก็รีบตรงเข้าไปทักทายพนักงาน และมาหยุดอยู่ที่โต๊ะรัปทานอาหารของพวกเรา แล้วท่านก็ถามว่าพร้อมใช่ไม้ เสือโก๋ก็ตอบท่านไปว่าเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ครับ
สักพัก ท่านก็ได้รับเชิญไปข้างหน้าเวที ท่ามกลางสายตาคนนับพันคน แล้วท่านก็บอกกับทุกคนว่าขอให้โชคดี และสนุกกับการวิ่ง ท่านผู้อำนวยการยังบอกอีกว่า
“การวิ่งในวันพรุ่งนี้ธนาคารได้ส่งทีมจักรยานของธนาคารคอยติดตามเพื่อดูแลท่านทั้งหลายตั้งแต่จุดปล่อยตัวที่ปากน้ำชุมพร จนถึงจุดสิ้นสุดที่จังหวัดระนอง “
ฟังอย่างนี้หลายคนงานเข้าแล้วครับ เลขาของท่านผู้อำนวยการมากระซิบบอกอีกว่า ถ้าทานที่นี่ไม่อิ่ม ให้ไปทานกันที่โรงแรมอะไรก็จำไม่ได้อีก เพราะวันนี้ท่านผู้อำนวยการเป็นเจ้ามือเลี้ยงพนักงานที่มาร่วมงานกว่า 600 คน และมีอาหารเหลือเฟือสำหรับพวกเราทั้ 36 คน แต่ช้าไปแล้วครับ เพราะทุกคนทานกันจนพุงกางไปหมดแล้ว พวกเราเลยขอกลับไปประชุมเพื่อปรับแผนเป็นครั้งสุดท้ายและเข้านอนแต่หัวค่ำดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่เช้า มื้อหน้าว่ากันใหม่ละกันคร้าบบบบ
พวกเรากลับไปถึงโรงแรมราวๆ 2 ทุ่ม ก็จัดแจงเข้าห้องประชุมกัน เพื่อปรับแผนและแบ่งกลุ่มเพื่อดูแลนักวิ่งเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมทั้งแจกปลอกแขนกันแดดซึ่งเป็นสัญลักษณ์กรรมการให้กับทุกคน หลายคนตรวจเช็คจักรยานกันอย่างขมักเขม้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตอน 4 ทุ่มตรง.....

