รถคันนี้แม่จะเอาเข้ามาจอดไว้ในบ้านทุกครั้งหลังจากใช้เสร็จ(สงสัยจะกลัวหาย)....เสร็จผมล่ะสิทีนี้ เพราะรถแม่บ้านจะเป็นขาตั้งหลังที่ล็อคได้
ก้อจัดการขึ้นควบปั่นเป็นเทรนเนอร์เลย
เปิดไฟปั่นกันมันส์เลยทีนี้ หลังจากนั้นไม่นาน พ่อ-แม่เห็นแวว หรือว่ากลัวรถตัวเองจะพังก็ไม่ทราบได้ จูงมือพาไปร้านจักรยานแถวบ้าน พ่อบอกเลือกเลยลูกตามสบาย
มองไปมองมา ได้รถเด็กทรง BMX คันเล็กๆสีแดงๆมีสี่ล้อมาคันนึง ส่วนน้องสาวได้รถเด็กเหมือนกัน แต่คันสีขาว(ตอนนั้นรถน้องสวยกว่ามาก)
กลับมาถึงบ้านด้วยความเป็นเด็กก้อหัดขี่ 4 ล้อจนชำนาญ (เสียงดังหนวกหูชาวบ้านมากคงนึกเสียงของมันกันได้ทุกคนนะ) เลยให้พ่อถอดล้อประคองข้างขวาออกข้างนึงแล้วก้อหัดขี่ แล้วก้อค่อยๆ ปรับล้อประคองข้างซ้ายอีกข้างขึ้นเรื่อยๆ จนเรื่อยขี่ได้แบบตัวไม่ต้องเอนมาทางล้อประคอง พอตั้งหลักขี่ได้เท่านั้นล่ะ ปั่นสุดชีวิต
มองแต่ขา ไม่มองทาง พุ่งเสียบกองใบไม้ข้างเสาไฟฟ้าเข้าจังเบ้อเร่อ มีเลือดซิบๆกันนิดหน่อย แต่พอหายเจ็บก้อกลับมาซิ่งเหมือนเดิม
พอตัวเริ่มโตขึ้นเลยบอกพ่อ-แม่ ว่าขอซื้อจักรยานคันใหม่ได้ไหม ขอคันใหญ่กว่าเดิม พ่อก้อพาไปร้านจักรยานแถวบ้านอีกเช่นเคย
คราวนี้ได้มาถูกชะตากับเจ้า BMX สีดำ สมัยนั้นรถ BMX ดังมาก ถึงขนาดมีเกมโชว์ที่มีการแข่งปั่นจักรยาน BMX แข่งกันทางทีวี
ประมาณว่าปั่นขึ้นแลมป์โดดลงสระน้ำในสวนสัตว์เขาดิน เพื่อไปคว้ารางวัลใหญ่ รายการนี้เด็กผู้ชายสมัยนั้นชอบดูกันมาก ไม่รู้ว่ามีใครจำได้หรือเปล่า
สำหรับเด็กผู้ชายวัยซ่า ได้ BMX มามีหรือจะปั่นอยู่แค่แถวบ้าน พอรวบรวมแก๊งจักรยานในซอยได้ 3-4 คัน ก้อออกปั่นไปทั่ว
ขี่ปั่นแข่งเป็นรอบๆในถนนของหมู่บ้าน ปั่นปล่อยมือแข่งกันว่าใครปล่อยได้นานกว่ากัน ปั่นแอบหนีไปเล่นเกมส์ร้านเกมส์หลังเลิกเรียน ปั่นซิ่งในสวนสาธารณะ
แต่ที่เด็ดสุดคือ ออกไปปั่นสะพานปูนเรียบคลองแถวบ้าน
ไม่แปลกใจเลยที่คนรุ่นผมดูหนังเรื่อง แฟนฉัน แล้วจะรู้สึกประทับใจ และอินไปกับแก๊งจักรยานของเด็กๆในเรื่อง
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงไม่ต้องแปลกใจหากความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้ปั่นจักรยาน เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าได้กลับไปเป็นวัยเด็กอีกครั้ง