โพสต์
โดย ลุงเนตร »
ประวัติการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาและการปั่นจักรยานของ “นายเนตร สงวนสัตย์” **************************
ผม..นายเนตร สงวนสัตย์ เกิดวันที่ 1 พฤษภาคม 2486 อายุ ๗๔ ปี (เกษียณจาก รฟท.รับบำนาญเดือนละ ๒๐,๘๐๐.-บาท) อยู่บ้านเลขที่ ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวงบางนา เขตบางนา กทม.10260 โทร. 089-8133936 ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมาตลอดชีวิตตั้งแต่เรียน ม.ต้น
“กีฬา..กีฬา..เป็นยาวิเศษ..แก้กองกิเลศทำคนให้เป็นคน……” ทำให้ผมชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ๆ และเล่นมาโดยตลอดจนปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ดังนี้คือ.-
- ระหว่างปี พ.ศ.2498 - 2503 รวม 6 ปี ผมเรียน ม.1 – 6 เล่นฟุตบอลทีมโรงเรียนนนทรี
- ระหว่างปี พ.ศ.2504 - 2519 รวม 15 ปี ทำงานบริษัทเอกชน เล่นตะกร้อวงและตะกร้อลอดห่วง แข่งขันตามงานวัดและท้องสนามหลวง เคยได้ที่ 1 ประเภท ข.ที่ กทม. จัดแข่งขัน
- ระหว่างปี พ.ศ.2520 - 2522 รวม 3 ปี ผมเริ่มหัดเล่นแบดมินตันจนเก่ง ลงแข่งขันประเภทคู่และเดียวในสนามภายในของการรถไฟฯ แล้วเลิกเล่น เพราะโดดตบลงมายืนหัวเข่าหลุด รักษาอยู่ปีเต็ม ๆ
- ทุกเช้า วิ่งเพื่อสุขภาพ ๑ ช.ม.
- ต้นปี พ.ศ.๒๕๓๑ เริ่มซ้อมวิ่งมาราธอน ระยะทาง ๔๒.๑๙๕ ก.ม. เดือน พ.ย.สามารถวิ่งผ่านระยะเต็มมาราธอน ๔๒.๑๙๕ ก.ม.ได้ในเวลา ๕.๔๓ ช.ม. กติกาให้ภายในเวลา ๖ ช.ม.
- และต่อจากนั้นก็ลงสนามแข่งมาราธอนทุกระยะเรื่อยมาอีกหลายปี จนปีที่ครบอายุ ๖๐ น่าจะเป็น พ.ศ.๒๕๔๖ ลงวิ่งสนามมาราธาอน ๔๒.๑๙๕ ก.ม. ทั้งหมด ๔ สนาม ผ่านทุกสนามในเวลาเกือบ ๖ ช.ม.
- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 - ผมเริ่มขี่จักรยานเกือบทุกรูปแบบ ขี่ไปทำงาน..ไปเที่ยว..ไปออกกำลังกาย..ไปทำธุระต่าง ๆ จนปัจจุบันยังขี่อยู่ ถนนราบเรียบขี่ได้วันละ 100 ก.ม.
- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 - ต้นเดือน ม.ค.31 ผมเริ่มซ้อมวิ่งมาราธอน ถึงเดือน พ.ย.31 ลงแข่งระยะเต็มมาราธอน 42.195 กม.สำเร็จ เข้าเส้นชัยภายในเวลา 6 ชม. โดยใช้เวลาไปทั้งหมด 5.43 ช.ม. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาลงแข่งมาราธอนมาแล้วทุกระยะ จนปัจจุบันยังวิ่งอยู่ ช่วงอายุ 60 ปีผ่าน ยังทดลองซ้อมและลงแข่งมาราธอนรวม 4 สนาม คือ เดือน พ.ย.46 ลงแข่งสนามกรุงเทพมาราธอน ใช้เวลาไป 6.18 ช.ม. เกินเวลา 6 ช.ม. ได้เหรียญ ไม่ได้ประกาศนียบัตร, เดือน ม.ค.47 วิ่งสนามขอนแก่นมาราธอน ใช้เวลา 5.34 ช.ม. ในเวลา 6 ช.ม.ได้เหรียญและประกาศนียบัตร, เดือน มี.ค.47 วิ่งมาราธอนสนามจังหวัดสมุทรสงคราม ใช้เวลา 6.03 นาที เกินเวลา 6 ช.ม.ได้เหรียญ ไม่ได้ประกาศนียบัตร, เดือน พ.ค.47 วิ่งมาราธอนสนามหนองคาย-เวียงจันทน์ ใช้เวลา 6.30 ชม.สนามนี้ให้เวลา 7 ชม.ได้เหรียญและประกาศนียบัตร จนปัจจุบันผมยังซ้อมวิ่งอยู่วันละ 6 กม.หรือ 10 กม.สลับกับซ้อมขี่รถจักรยานวันละ 20 กม.เป็นประจำ
- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 – เริ่มซ้อมว่ายน้ำจนสามารถว่ายได้ 1,500 เมตร ภายใน 1 ช.ม. แล้วลงแข่งไตรกีฬา ระยะโอลิมปิค คือ ว่ายน้ำ 1,500 เมตร ต่อด้วยขี่รถจักรยาน 40 ก.ม. ต่อด้วยวิ่งอีก 10 ก.ม. ในเวลา 6 ชม. สามารถเล่นกับเขาได้ภายในเวลาอยู่ใน
ตำแหน่งท้าย ๆ เป็นประจำ เพราะผมซ้อมเพียงพอเล่นกับเขาได้เท่านั้น เล่นกับเขา ได้ก็พอใจแล้ว ปัจจุบันห่างการลงแข่งมานานพอสมควร ไม่ค่อยได้ซ้อมว่ายน้ำ แต่ถ้าจะลงแข่งใน ระยะโอลิมปิคอีกเมื่อใด ขอเวลาซ้อมว่ายน้ำ 20 ครั้ง ก็จะสามารถลง
ร่วมแข่งขันได้
- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ผมได้ใบเบิกทางขึ้นรถไฟฟรี ทุกสายไปกลับ ปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งให้ใช้ได้ภายใน 30 วัน ผมเริ่มขึ้นรถไฟเที่ยวขึ้นเหนือล่องใต้เที่ยวไปทั่ว และเที่ยวด้วยพาหนะต่าง ๆ มาแล้วมากมาย การปั่นจักรยานออกกำลังกายและได้เที่ยวด้วยชอบมาก เพราะ ร่างกายได้ออกกำลังแล้วยังได้เที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ด้วย ทำให้ร่างกายแข็งแรง เดินทางไปด้วยความเร็วที่เหมาะสมไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป หากเกิดอุบัติเหตุรถล้มลงก็ไม่เจ็บมากขี่ต่อไปได้ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติข้างทางมากกว่าพาหนะอื่น ๆ ได้สัมผัสกับ..ลม..แดด..ฝน, ได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์อย่างชัดเจน ได้เห็นสรรพสิ่งอย่างชัดแจ้ง, ได้พูดคุยกับประชาชนชาวบ้านที่อยู่ละแวกสองข้างทาง, ค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษารถจักรยานน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์, ค่าทะเบียนรายปีไม่ต้องเสีย, ค่าน้ำมันไม่เสีย, ไม่มีเสียงดังรบกวนโสตประสาทหูของผู้ขี่และชาวบ้าน, ไม่มีควันจากท่อไอเสียเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม, ไปที่ไหน ๆ มีแต่คนชื่นชมและสงสารที่ไปด้วยแรงขา ทุกครั้งที่ผมไปท่องเที่ยวด้วยรถจักรยานกลับมา ไม่ว่าจะเป็น ทริปไป-กลับภายในวันเดียวหรือหลายวันผมได้รับ “ความภูมิใจ” ที่ไปเที่ยวด้วยรถจักรยานสำเร็จกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย, ได้ “สุขภาพแข็งแรง” และ “สุขภาพจิต”ดี ซึ่งทั้ง 3 อย่างนั้น “ในโลกนี้ไม่มีขาย” เคยขี่รถจักรยานออกกำลังกายและท่องเที่ยวในประเทศมาแล้วมากมาย เท่าที่จำได้ก็คือ.-
- ขี่จาก จ.เชียงใหม่ – อ.ออบหลวง – อ.แม่สะเรียง – อ.แม่ลาน้อย – อ.ขุนยวม – จ.แม่ฮ่องสอน รวม 6 วัน
- ขี่จาก จ.น่าน – กิ่ง อ.สองแคว – อ.เชียงคำ – อ.เทิง – อ.เชียงของ – อ.เชียงแสน – แม่สาย (จ.เชียงราย)
- ขี่จาก จ.พิษณุโลก – แยกบ้านแยง – อ.นครไทย – ขึ้นไปเที่ยวบนภูหินร่องกล้า แล้วลงมานอนที่ อ.นครไทย – อ.ด้านซ้าย – อุทยานแห่งชาติภูเรือ – อ.เชียงคาน – อ.ปากชม – อ.สังคม – อ.ศรีเชียงใหม่ – จ.หนองคาย รวม 6 วัน รวม 2 ครั้ง
- เมื่อปี พ.ศ.2525 และ 2527 ขี่จากกรุงเทพฯ – จ. นครสวรรค์ – จ.สุโขทัย – จ.แพร่ – จ.ลำปาง – จ.เชียงใหม่ รวม 6 วัน
- เมื่อเดือน เม.ย.2546 ขี่จาก อ.สุไหงโก-ลค (จ.นราธิวาส) – จ.ปัตตานี – จ.สงขลา – จ.นครศรีธรรมราช – จ.สุราษฎร์ธานี – จ.ชุมพร – จ.ประจวบคีรีขันท์ – จ.เพชรบุรี – จ.สมุทรสงคราม รวม 10 วัน
- เมื่อเดือน ก.พ.2547 ขี่จาก จ.ขอนแก่น – จ.มหาสารคาม – จ.ร้อยเอ็ด – จ.บุรีรัมย์ – จ.นครราชสีมา – จ.สระแก้ว – จ.จันทบุรี – จ.ระยอง – อ.สัตหีบ (จ.ชลบุรี) รวม 10 วัน
- ขี่จากกรุงเทพฯ – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – อ.บ้านบึง – อ.สวนผึ้ง ภายในวันเดียว
- ขี่จากกรุงเทพฯ – อ.บางเลน – อ.กำแพงแสน – อ.ท่ามะกา – อ.ด่านมะขามเตี้ย – บ้านห้วยยายทอง จ.กาญจนบุรี รวมระยะทางประมาณ 160 กม. ภายในวันเดียว
- ขี่จากกรุงเทพฯ – จ.สุพรรณบุรี – อ.บ่อพลอย – อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ – อ.ด่านช้าง (จ.สุพรรณบุรี) รวม 3 วัน แล้วขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน
- ขี่จาก จ.อุบลฯ - ช่องแม๊ค – อ.โขงเจียม – จ.มุกดาหาร
- ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. – 7 ส.ค.2549 ปั่นจักรยานเกือบรอบตามขอบประเทศไทย 79 วัน เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากการปั่นจักรยานมาตั้งแต่ปี 2524 รวม 25 ปี ไปบอกกับประชาชนตลอดรายทางที่พบและที่เข้าพักในแต่ละอำเภอหรือจังหวัดในแต่ละวันว่า ขี่จักรยานทำให้ประหยัดพลังงาน, มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง, รักษาสิ่งแวดล้อม ฯ อันเป็นการทำ 1 ใน 60 ล้านความดีถวายในหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีมหามงคลอันประเสริฐที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 60 ปี ระหว่างดำเนินโครงการได้รับเชิญจากรายการบ้านเลขที่ 5 ไปออกรายการสดทางช่อง 5 เมื่อวันที่ 5 ก.ค.49 เวลา 18 น.เศษ
- ต้นปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ได้ปั่นจาก กทม.ไป อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี, ปั่นจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ไป อ.อุ้มผาง และ จ.เมียวดี ประเทศพม่า และได้ปั่นจักรยานมาราธอนไม่นอน 24 ชั่วโมง อีก 2 ครั้ง
- วันที่ 16 ก.ย.2550 – 5 ธ.ค.2550 ได้เป็นกรรมการของโครงการจักรยานเสือภูเขา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง 81 วัน เฉลิมพระชนมพรรษาฯ ได้ดำเนินโครงการปั่นจักรยานรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของจักรยานและหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น
สำหรับการขี่รถจักรยานท่องเที่ยวในประเทศนอกจากนั้นแล้วยังมีอีกมากมาย ถ้าเขียนทั้งหมดจะยาวมาก
ต่อไปนี้เป็นทริปปั่นจักรยานท่องเที่ยวต่างประเทศ (การปั่นจักรยานทุกทริปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้เงินส่วนตัว ไม่มีสปอนด์เซอร์) ดังนี้.-
- เมื่อปี พ.ศ.2539 ขึ้นรถไฟไปซื้อรถจักรยานที่ประเทศสิงคโปร์ ปั่นเที่ยวในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 3 วัน แล้วปั่นจากชายแดนสิงคโปร์ เข้ามาในประเทศมาเลเซีย ถึง “บัตเตอร์เวิร์ด” ระยะทางประมาณ 800 ก.ม.รวมเวลา 10 วัน แล้วขึ้นรถไฟกลับ กทม.
- เมื่อปี พ.ศ.2541 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมือง “กาตมัณฑุ” ประเทศเนปาน ปั่นเที่ยวในเมือง 2 วัน แล้วปั่นไปถึงเมือง “โพคลา” ใช้เวลา 3 วัน ต่อจากนั้นขึ้นรถเมล์ ตั้งแต่ 08.00 – 18.00 น.ไปที่เมือง “พุทธวาล” เมืองที่พระพุทธเจ้าประสูติ ติดชายแดนประเทศอินเดีย เที่ยวแล้วพัก 1 คืน เช้าปั่นผ่านเขตแดนเนปาน เข้าประเทศอินเดีย เดินทางด้วยรถไฟบ้าง รถยนต์บ้าง เนื่องจากเป็นหน้าร้อน ในประเทศอินเดียไม่น่าปั่นและเป็นระยะทางไกลถึง 1,200 ก.ม.จากชายแดนไปถึงกรุง “นิวเดลฮี” เวลามีไม่พอ เราจึงใช้รถจักรยานเพียงปั่นไปขึ้นรถเมล์และรถไฟลงจากรถปั่นไปหาโรงแรมนอนเท่านั้น ผ่านเมือง “อักกล้า” ได้เที่ยว “ทัชมาฮาล” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย จนถึงเมือง “นิวเดลฮี” ปั่นเที่ยวอยู่ในเมือง 1 วัน บินกลับประเทศไทย
- เมื่อปี พ.ศ.2542 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปปั่นเที่ยวที่เมืองปักกิ่งประเทศจีน และขึ้นรถไฟจากปักกิ่งไปซื้อทัวร์นั่งรถตู้เที่ยวที่มองโกเลียใน 3 วัน รวมอยู่ที่ปักกิ่งและมองโกเลียใน 15 วัน
- เมื่อปี พ.ศ.2543 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมือง “ฮานอย” เหนือสุดของประเทศเวียดนาม ปั่นรถจักรยานเที่ยวอยู่ 1 วัน นอนค้าง 2 คืน แล้วปั่นออกจากเมืองฮานอย เดินทางถึงเมือง “โฮจิมินซิตี้”โดยใช้เวลาเดินทาง 15 วัน รวมระยะทาง 1,800 ก.ม.
- เมื่อปี พ.ศ.2543 (ต้นปี) ปั่นจาก อ.เมือง จ.หนองคาย – เมืองเวียงจันทน์ – เขื่อนน้ำงึม ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
- เมื่อปี พ.ศ.2543 นำรถจักรยานขึ้นรถไฟไปนอนค้างที่ อ.อรัญญะประเทศ 1 คืน เช้าวันรุ่งขึ้นเริ่มปั่นจักรยานเข้าประเทศกัมพูชาทาง “ปอยเปต” เมืองชายแดนติดกับไทย เข้าไปถึงเมืองศรีโสภณ(ค้าง 1 คืน) – เสียมเรียบ(ค้าง 1 คืน) – ขึ้นรถปิ๊กอัพประจำทางถึงพนมเปญ(ค้าง 2 คืน 1 วัน) – ขี่จากเมืองพนมเปญ 1 วัน 160 ก.ม.ถึงท่าเรือ “เอ็มสเตบัน”(นอนค้างรอเรือ 1 คืน – วันรุ่งขึ้น 09.00 น.เรือออกจากท่า ไปขึ้นจากเรือที่เกาะกง – นั่งเรือเล็กไปหาดเล็ก แล้วขึ้นรถยนต์กลับเข้า จ.ตราด –และ กลับ กทม.โดยรถยนต์.
- เมื่อปี พ.ศ.2544 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมือง “แฟรงเฟิร์ต” ปั่นเที่ยว มุ่งเข้าไปหาเมือง “เบอร์ลิน” ปั่นไปได้ 7 วัน แล้วนั่งรถไฟกลับแฟรงเฟิร์ต ต่อจากนั้นญาติขับรถมารับไปปั่นเที่ยวในประเทศเนเธอร์แลนด์อีก 8 วัน รวม 15 วัน
- เมื่อ ๓ ก.พ.๒๕๔๔ ลงสนามแข่งไตรกีฬา ระยะ IRONMAN เริ่มด้วยว่ายน้ำ ๓.๘ ก.ม. ต่อด้วยปั่นจักรยาน ๑๘๐ ก.ม. ต่อด้วยวิ่งหรือเดินหรือคลานอีก ๔๒.๑๙๕ ก.ม. ผู้จัดให้เวลา ๒๔ ช.ม. ผมผ่านระยะนั้นได้ในเวลา ๒๕.๓๐ ช.ม. โดยหลังไม่ได้แตะพ้น ตาไม่ได้หลับ ได้โล่มาเป็นที่ระลึก ๑ แผ่น ก่อนหน้านั้นก็ผ่านระยะโอลิมปิค และระยะกลางมาแล้วด้วย
- เมื่อปลายปี พ.ศ.2544 ปั่นออกจาก อ.เชียงของ – ถึง อ.เชียงแสน – ลงเรือสินค้าของจีน สองวันสองคืน วิ่งทวนแม่น้ำโขงไปขึ้นที่เมืองเชียงรุ่ง ประเทศจีน แล้วปั่น 3 วัน นอนค้างในจีน 3 คืน ถึงบ้าน “บ่อหาน” เมืองชายแดนเหนือสุดของลาวติดกับจีน ปั่นเข้าในลาวอีก 3 วัน ค้าง 3 คืน ถึงเมือง บ่อแก้ว ของลาว ลงเรือข้ามฝั่งกลับสู่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย แล้วนำรถจักรยานขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน-
- เมื่อต้นปี พ.ศ.2545 ปั่นจากเมือง “หลวงพระบาง” ถึงเมือง “เวียงจันทน์” ในประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้เวลาปั่น 6 วัน
----------------------------------
ปล. ทุกสิ่งทุกประการที่นำมาให้ทราบเป็นวิทยาทานแล้วนั้น มิใช่เป็นการโอ้อวด แต่ประการใด โปรดเข้าใจว่าเป็นการนำมาให้ทราบว่า ร่างกายทุกคนสามารถทำได้ ถ้ามีเวลาฝึกซ้อมและความพยายาม เมื่อทำได้แล้วย่อมเกิดประโยชน์กับร่างกายโดยตรงและเต็ม ๆ ทำให้สุขภาพกายและใจดี สามารถทำกิจการใด ๆ ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ไม่ทุกข์จากการเจ็บป่วยแต่ประการใด “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ = การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ = สุขภาพดีและความภูมิใจ ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง.
-
ไฟล์แนบ
-

- ที่สุดของ 2 กีฬา ที่เคยเล่นผ่าน ในอดีต ปัจจุบันคงเหลือเพียง ใจ อึด-ทน เท่านั้น
- 20171001_091400.jpg (164.22 KiB) เข้าดูแล้ว 4813 ครั้ง
-

- 20171001_092627.jpg (352.13 KiB) เข้าดูแล้ว 4813 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย
ลุงเนตร เมื่อ 02 ต.ค. 2017, 06:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*