เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- teemai
- ขาประจำ
- โพสต์: 266
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2011, 08:53
- Tel: 0891720453
- team: กลุ่ม แร้งคอย
- Bike: ฟิกเกียร์
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ถ้างั้น ผมก็เชื่ิอว่า ยางเส้นละสองร้อยเนี่ย มันเทพสุดๆ ปั่นได้ดีสุดๆ สปริ้นได้ยิดเยี่ยมกระเทียมดองมากๆ
แต่ผมขอใช้ยางพับเส้นละหก-เจ็ดร้อยอย่างที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ก็เเล้วกันครับ
เมื่อก่อนผมก็ใช้นะ ยางขอบลวดเส้นละสองร้อยเนี่ย ใช้ตอนปั่นฟิกเกียร์ แต่ปัจจุบัน แรงง่อยๆของผม คงไม่ทำให้ขอบพับมันย้วย มันเคลื่อนจากขอบได้ครับ 555+
เอาตามที่สบายใจ
แต่ผมขอใช้ยางพับเส้นละหก-เจ็ดร้อยอย่างที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ก็เเล้วกันครับ
เมื่อก่อนผมก็ใช้นะ ยางขอบลวดเส้นละสองร้อยเนี่ย ใช้ตอนปั่นฟิกเกียร์ แต่ปัจจุบัน แรงง่อยๆของผม คงไม่ทำให้ขอบพับมันย้วย มันเคลื่อนจากขอบได้ครับ 555+
เอาตามที่สบายใจ
- DraftBeer
- ขาประจำ
- โพสต์: 4472
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2008, 17:08
- Tel: 0814461178
- team: รั้งท้ายทีมลื่นไหล
- Bike: Dale-Red, Venge-Red, Titanos-XX1, Tendem, CRF250X, MSX
- ตำแหน่ง: 15 ซ.ผาสุก2 ถ.กาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ยังไม่ยอม 555
>> ☞ ห า ด ใ ห ญ่ ลื่ น ไ ห ล ► ► ► ► ที ม เ ร า ไ ม่ ไ ด้ มี แ ค่ จั ก ร ย า น !
ถึงพวกเราจะไม่นำหน้าสุด แต่ก็ไม่เคยหลุดจากขบวน............รั้งท้าย team
ถึงพวกเราจะไม่นำหน้าสุด แต่ก็ไม่เคยหลุดจากขบวน............รั้งท้าย team
-
Gok See
- ขาประจำ
- โพสต์: 449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2016, 08:18
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ขอบเลื่อนมันเป็นเรื่องแรงเสียดทานตรงขอบยางมันก็เป็นอีกระบบนึง แต่เรื่องความแข็งแรงยางเส้นละ 200 ดีกว่าแน่ ๆ
เมื่อวานออกปั่นขึ้นเนินอัดแบบสุดๆ เนินยาวๆ รอบขาไม่ตกเลยครับ มันแรงจนอาจต้องเลิกใช้เพราะเวลาปั่นกลุ่มไม่มีคนตามทัน ชักเครียดแล้วครับ
ต้องลองครับ ใส่เฉพาะล้อหลังนะ ลองแล้วได้ผลยังไงบอกด้วยครับ พูดไปสองไพเบี้ย ลองเสียตำลึงทอง
เมื่อวานออกปั่นขึ้นเนินอัดแบบสุดๆ เนินยาวๆ รอบขาไม่ตกเลยครับ มันแรงจนอาจต้องเลิกใช้เพราะเวลาปั่นกลุ่มไม่มีคนตามทัน ชักเครียดแล้วครับ
ต้องลองครับ ใส่เฉพาะล้อหลังนะ ลองแล้วได้ผลยังไงบอกด้วยครับ พูดไปสองไพเบี้ย ลองเสียตำลึงทอง
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ถ้าจะ discuss กับผม แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านที่ผมเขียนไว้ดีๆนะ เพราะที่ผมอธิบายไว้นั้น ผมพูดในลักษณะ 3 มิติ โดยเฉพาะที่พูดกันเรื่องแรงกดเกือบ 2 เมตริกตันนั้น และพูดถึงเรื่อง ค่าแรงต้านทานการสลิปที่อธิบายไว้แล้วด้วย ว่า มันมีค่าเท่ากับ ค่า K x แรงกด ไม่ได้มองแค่แนวรัศมีเพียงอย่างเดียว พยายามมองอะไรในลักษณะองค์รวมครับGok See เขียน:เวลาอัดลมยางมันดันออกทุกทิศทาง ด้านข้างก็ดันออก คุณหมอคิดแค่แนวรัศมีซึ่งขอบลวดมันขึงไว้ แต่จริง ๆ แรงที่ยึดยางกะขอบมันอยู่ด้านข้างเป็นหลักซึ่งมันเป็นแรงถ่างขอบล้อ
พวกยางรถยนต์ยางแมกนี่ไม่มีบ่าไว้เกี่ยวขอบเลยมันยึดด้วยแรงเสียดทานด้านข้างล้วน ๆ ยางไม่ปลิ้นออกเพราะยางแข็งงัดเครื่อง
ขยายได้ทุกทิศทาง จริงหรือ?
แรงต่างหากที่กระทำทุกทิศทาง
Bead ของยางนอกมันขยายออกด้านข้างไม่ได้ เพราะมันโดนขอบล้อกั้นเอาไว้ ดังนั้นขอบงัดคาร์บอนลงเขายาวๆ บีบเบรคกันเพลิน จนขอบร้อนจัด คาร์บอนเสียความแข็ง แรงดันทุกทิศทางที่คิดไว้นั่นแหละจึงดันให้ขอบบานออกมา
ตกลงจะปาถกกับผมถึงเรื่องอะไรอีกเนี่ย ยังจะเชื่อว่าขอบลวดส่งแรงได้ดีอีกหรือครับ
ถ้าเป็นเด็กสายวิทย์ แล้วไม่หลับในวิชาฟิสิกส์ เรื่องเหล่านี้ก็น่าจะคุยกันจบไปแล้ว
แต่ถ้าเป็นเด็กสายศิลป์ ก็ไม่ว่ากันครับ กลศาสตร์เป็นเรื่องของจินตนาการบนพื้นฐานของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
เอาที่สบายใจก็แล้วกัน
ผมชอบคนมีจินตนาการนะ คุยด้วยแล้วเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยวัยรุ่น สดชื่นดี
ลองจินตนาการดูนะครับ แรงมีทุกทิศทาง มีทั้งแรงที่ดันให้ยางนอกสัมผัสกับขอบล้อ และมีแรงที่่ช่วยดันให้ยางนอกกระเด็นหลุดออกมาจากขอบล้อ
แรงดันให้ยางนอกสัมผัสกับขอบล้อ เกิดขึ้นภายหลังการสูบลมให้เหมาะสม
แรงนั้นทำให้เกิดแรงกดประมาณเกือบๆ 2 เมตริกตัน เกิดเป็นแรงต้านทานที่ต้าน rotation ของยางนอกไม่ให้หมุนตามแนวเส้นรอบวงจนสลิปจากขอบล้อ ( ตามpost ที่ผมอธิบายให้ป๋า RoBBen )
แรงที่ดันให้ยางนอกกระเด็นหลุดออกมาจากขอบล้อ จะถูกต้านด้วยแรงเสียดทานที่เกิดจากค่า K x แรงกด ดังนั้นมิติของแรงเสียดทานหรือแรงต้านทานของการขยับ จึงเป็นเรื่องของแรง 2 แกน คือแรงตามแนวรัศมี ที่ตั้งฉากกับแนวแรงที่ดันให้ยางนอกสัมผัสกับขอบล้อ ส่วนตะขอของขอบล้อจะเกี่ยวล้อคให้ยางนอกอยู่กับที่ เป็นการเสริมการต้านแรงในแนวรัศมีให้เพิ่มมากขึ้นไป ถ้าขอบล้อไม่มีตะขอเกี่ยว แรงขนาดเกือบ 2 เมตริกตันก็เอาไม่อยู่เช่นกันครับ เพราะสัดส่วนของพื้นที่ของหน้ายางที่รับแรงกดมันมากกว่าพื้นที่ืบริเวณ bead seat ที่ยางนอกกดอยู่ดีแหละ แรงที่ดันหน้ายางทั้งหมดรวมๆกันแล้ว ก็จะย่อมจะเอาชนะแรงกดที่ขอบล้อได้อยู่ดี
คุณบอกเองนะ ว่าตรงทีี่สัมผัสกันนั้น มันไม่กี่มม. ใช่ครับ มันประมาณ 6 mm เท่านั้น น้อยมาก มันต้านแรงหมุนได้ แต่ต้านแรงดันให้หลุดออกมาไม่ได้หรอกครับ มันจึงต้องมีพระเอกมาช่วย ซึ่งก็คือ ตะขอ หรือ บ่า มาเกี่ยวกับ beadของยางนอกช่วยไว้อีกชั้นหนึ่ง
ชะรอยคงจะไม่เคยเจอยางนอกที่ส่วนbeadห่วยๆ หรือ ขอบล้อที่ดุ้งนิดๆ ซะแล้ว ใส่ยางเข้าไป สูบลมเข้าไป beadไม่ยอมเกี่ยวกับ bead seat พออัดลมเข้าไปหนักๆ ผลคือ ยางในดันยางนอกปลิ้นหลุดออกมา
สมัยที่ผมปั่นจักรยานใหม่ๆ ผมเคยเจออยู่หลายทีเหมือนกัน
ส่วนเรื่องยางรถยนต์และ ขอบล้อรถยนต์นั้น ในปัจจุบันมันทำมาสำหรับยาง tubeless ผมยอมรับครับว่า ผมจำผิดไป เพราะมันไม่ได้มีตะขอเกี่ยวแบบยางจักรยาน แต่ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปดูขอบล้อในอดีตที่ยางรถยนต์สมัยก่อนใช้ยางแบบมียางใน แนวทางการออกแบบก็จะคล้ายๆกัน
แล้วทำไมยางรถยนต์ถึงไม่ปลิ้นออกมาแบบยางจักรยานหละ ใช่ครับ คุณพูดถูก เพราะยางแข็ง งัดเครื่อง แต่คุณอาจจะนึกไม่ออกนะว่าที่แข็งเนีย มันแข็งยังไง เขาคิดมายังไง อ่านในปอลิง ก็แล้วกัน เหนื่อยแล้ว แก้หลายรอบ งานยุ่งเลยรีบเขียน เลยไม่สมประกอบในเนื้อความ
ปอลิง ขอedit อีกนิด เพิ่งเสร็จงานเลยจะมาเพิ่มให้กระจ่างขึ้น
ในเชิงของวิชากลศาสตร์แล้ว เราจะไม่พูดกันว่ามีแรงทุกทิศทุกทาง แต่เราจะแตกแรงทุกทิศทางออกเป็น 3 แกน คือ X , Y และ Z ซึ่งถ้าพูดกันในกรณีเพลนเดียว เราจะแตกแรงออกเป็น 2 แนวเท่านั้น คือ แนวดิ่ง ( แกน Y ) กับ แนวราบ ( แกน X ) ดังนั้นแรงในแนวรัศมีนั้น จะเป็นผลของการแตกแรงและรวมvectorทั้งหมดให้เหลือเป็นแนวแรงเดียวกัน ส่วนแรงในแนวราบนั้น แรงส่วนหนึ่งจะไปbalanceกับแรงต้านของขอบล้อ ส่วนแรงที่ดันให้แก้มยางป่องนั้น ก็จะถูกต้านด้วย tension ของแก้มยางเอง
compliance หรือ สัดส่วนของ การเปลี่ยนแปลงของเชิงขยายตัว ( 3มิติ ก็ คือ ปริมาตร , 2 มิติ ก็คือ พื้นที่ผิว) / การเปลี่ยนแปลงของความดัน
แก้มยางเป็นส่วนที่มีค่า compliance ต่ำมาก คือ มันยืดตัวได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับการเพิ่มแรงดันเข้าไปอย่างมหาศาล เมื่อมันขยายตัวได้น้อย มันจึงขยายตัวเต็มที่ไปแล้ว
แรงกระทำในแนวนอน จึงโดนสยบด้วย แก้มยาง และ ขอบล้อ
แรงกระทำในแนวรัศมี จึงโดนสยบด้วย หน้ายาง และ "ตะขอ" + แรงต้านทานหรือแรงเสียดทาน ( K x แรงกด )
แรงกระทำในแนวเส้นรอบวง โดนสยบด้วยแรงต้านทานหรือแรงเสียดทาน ( K x แรงกด )
อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำไมขอบล้อจักรยานต้องมีตะขอ เหตุผลก็คือ ส่วนของ Bead ของยาง ไม่สามารถรักษารูปวงกลมเอาไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง หากไม่มีตะขอเกี่ยว ก็จะไม่สามารถ form ทรงของยางให้อยู่ในขอบล้อในช่วงที่เริ่มสูบลมขึ้นยางได้
ในขณะที่ ยางรถยนต์ ส่วน Bead ของมันสามารถรักษารูปวงกลมไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง แต่โครงสร้างของกระทะล้อรถยนต์จะแตกต่างออกไป เพราะกระทะล้อจะมีขอบหรือ Flange เวลาที่เราวัดขนาดของกระทะล้อ เช่น 16นิ้ว จะหมายถึง Flange diameter ไม่ใช่ bead seat diameter เพราะส่วนของ bead seat ของกระทะล้อรถยนต์จะอยู่ลงไปลึกกว่า
กระทะล้อสำหรับใส่ยาง Tubeless นั้น ส่วน Flange ก็จะทำหน้าที่เป็น "บ่า" โดยไม่จำเป็นต้องมีตะขอ

ยาง Tubeless ของรถยนต์ หน้ายางRadial คงรูปให้กลม และแทบจะไม่ขยายตัวออกในแนวราบ อาจจะป่องออกได้บ้างในแนวรัศมีในกรณีที่ over-inflate ( ยางที่สูบลมมากเกินไป จึงสึกหรอเป้นพิเศษที่กลางหน้ายาง )
ส่วนของBead เองก็แทบจะไม่ขยายตัวในแนวรัศมี แต่จะบานออกในแนวราบเมื่อใช้แรงดันลมขนาดมากๆอัดเข้าไปในทีเดียว เพื่อให้มันขยายไปติดกับ flange ( โดยที่ bead diameter ก็ยังคงเท่าเดิม ) โดยส่วน bead ก็ยังแนบสัมผัสอยู่กับ bead seatของกระทะล้ออยู่ดี ( เพราะเส้นผ่าศูนย์กลางมันไม่เปลี่ยนแปลง )
ในกรณีนี้ แรงในแนวรัศมีจึงไม่ส่งผลต่อรูปทรงของยาง ทั้งนี้เพราะยางรถยนต์ยังมีหน้ายางเสริมใยเหล็ก หรือ เรียกกันว่า ยาง radial ทำให้หน้ายางรักษารูปทรงกลมเอาไว้ ส่วนของแก้มยางอาจจะป่อง หุบได้ แต่ส่วนของbead สามารถคงรูปทรงไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง การไปยืด bead ด้านหนึ่งขึ้นบน ก็จะมีแรงดึงต้านการยืดในแนวรัศมีดึงให้ bead ยังคงรูปทรงเดิมอยู่ เหมือนกับดึงขึ้นบน ขอบล่างที่อัดติดไว้กับ bead seat ก็จะยันต้านไว้ ประมาณนั้น แต่แท้จริงแล้ว มันเกิดจากการ"สู้"ในแนวรัศมีตลอดเส้นรอบวง ซึ่งก็คล้ายกับการขึ้นซี่ล้อ แรงดึงของซี่ล้อทุกๆเส้น จะต้านทานการเปลี่ยนรูปทรงของขอบล้อ แรงกระทำของbead seat กับ beatที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ร่วมกับความแข็งของBeatเอง ทำให้เกิดคุณสมบัติที่เหมือนๆ หรืออาจจะบอกว่า จะเกิดจากคุณสมบัติในการต้านแรงดึงยืดในแนวเส้นรอบวงของ bead ซึ่งขึ้นกับว่าจะเลือกมองแนวแรงในทิศทางใด
ในเมื่อ bead ของยางสามารถรักษารูปทรงและต้านการเปลี่ยนรูปร่างได้ แถม flangeก็สูงมากเมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง กับขนาดของFlange เรื่องที่ยางจะหลุดออกมาจากขอบแบบยางจักรยานที่ส่วนของbead seat สูงเพียง 6mm จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ ( ขนาดไม่เติมลม ยังไม่หลุดข้ามออกมาได้เลย )
และเมื่อเสริมกับความเสียดทานที่เกิดขึ้นจากผิวสัมผัสของยางกับ flange ซึ่งมีพื้นที่ผิวมหาศาล แรงดันลมยางเพียง 30PSI ก็สามารถสร้างแรงกดได้หลายเมตริกตัน ก็น่าจะตอบโจทย์ทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะเป็น AntiRotation รวมไปถึงการขยับตัวในแนวรัศมี
การที่ยางรถยนต์ form ตัวเองอยู่บนกระทะล้อได้อย่างมีเสถียรภาพนั้น จึงประกอบด้วยจากองค์รวม ไม่ได้เกิดจากแรงเสียดทานบริเวณที่ยางสัมผัสกับส่วน flange ของกระทะล้อเพียงอย่างเดียว ยังอาศัยความแข็งแรงของ bead ที่่ทำให้ยางยังคงรักษา bead circumference และรักษา bead form จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องมีตะขอเกี่ยวเหมือนกับยางจักรยาน หรือ ยางรถยนต์ในสมัยโบราณ
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 04 ส.ค. 2017, 15:40, แก้ไขแล้ว 9 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
NEMOK
- ขาประจำ
- โพสต์: 117
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2015, 11:16
- Tel: 0983937217
- Bike: cinelli experience
- ตำแหน่ง: แม่สา แม่ริม เชียงใหม่
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
บางทีพี่เจ้าของกระทู้อาจเทียบดังนี้
ยางราคา 900 ของพี่ท่านใช้มาจนจะหมดอายุของเพอฟอร์มมานซ์มัน สภาพแบบพอวิ่งได้ซ้อมได้
แล้วมาเปลี่ยนยาง เส้นละ 200 ถ้าไม่ maxxis ก้อ chaoyang ซักรุ่นนึงที่สดใหม่เอี่ยมอ่อง ออกจากเตา เลยรู้สึกดีเห็นความต่าง แฮปปี้เลยบอกต่อ
กระทูนี้ทำให้ผมวุ่นวายหายางแปลกๆใหม่ๆมาลอง สนุกดีคับ
ยางราคา 900 ของพี่ท่านใช้มาจนจะหมดอายุของเพอฟอร์มมานซ์มัน สภาพแบบพอวิ่งได้ซ้อมได้
แล้วมาเปลี่ยนยาง เส้นละ 200 ถ้าไม่ maxxis ก้อ chaoyang ซักรุ่นนึงที่สดใหม่เอี่ยมอ่อง ออกจากเตา เลยรู้สึกดีเห็นความต่าง แฮปปี้เลยบอกต่อ
กระทูนี้ทำให้ผมวุ่นวายหายางแปลกๆใหม่ๆมาลอง สนุกดีคับ
-
chayathon
- สมาชิก
- โพสต์: 52
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 เม.ย. 2013, 17:13
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ยางใหม่ อะไรๆ ก็ดีครับ ขนาดเปลี่ยนยางหน้าเก่าขอบ25หน้ายางแตกแข็ง เป็น 23 ยังรู้สึกนุ่มขึ้นเลย
หรือเปลี่ยนมาใช้ยางถูกๆมาจากยาง Hi-end แล้วเปลี่ยนมันเดือนละคร้้ง น่าจะมันดี
หรือเปลี่ยนมาใช้ยางถูกๆมาจากยาง Hi-end แล้วเปลี่ยนมันเดือนละคร้้ง น่าจะมันดี
-
Hxs
- ขาประจำ
- โพสต์: 509
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 2016, 08:28
- Bike: Avenger R8
- ตำแหน่ง: Louiaiana
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
จะว่าไป ขอบยางงัดเสือหมอบบางรุ่นเดี๋ยวนี้ก็มีแบบไม่ใส่ตะขอเกี่ยวแล้วนะครับlucifer เขียน: คุณบอกเองนะ ว่าตรงทีี่สัมผัสกันนั้น มันไม่กี่มม. ใช่ครับ มันประมาณ 6 mm เท่านั้น น้อยมาก มันต้านแรงหมุนได้ แต่ต้านแรงดันให้หลุดออกมาไม่ได้หรอกครับ มันจึงต้องมีพระเอกมาช่วย ซึ่งก็คือ ตะขอ หรือ บ่า มาเกี่ยวกับ beadของยางนอกช่วยไว้อีกชั้นหนึ่ง
ปอลิง ขอedit อีกนิด เพิ่งเสร็จงานเลยจะมาเพิ่มให้กระจ่างขึ้น
อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำไมขอบล้อจักรยานต้องมีตะขอ เหตุผลก็คือ ส่วนของ Bead ของยาง ไม่สามารถรักษารูปวงกลมเอาไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง หากไม่มีตะขอเกี่ยว ก็จะไม่สามารถ form ทรงของยางให้อยู่ในขอบล้อในช่วงที่เริ่มสูบลมขึ้นยางได้
ไม่ต้องไปหายี่ห้อประหลาดที่ไหนไกล Enve เนี่ยแหละ
ENVE SES 4.5 AR DISC ไม่มีตะขอเกี่ยว เพราะถือว่ายาง Tubeless มี Bead แข็งแรงดีแล้ว และขอบล้อก็กว้างมาก ยางจึงไม่หลุดง่ายๆ ดู Diagram ได้ที่
https://cyclingtips.com/2016/12/enve-se ... -the-game/
พอ Enve ทำได้ จีนก็ลอกบ้างเลย รุ่นมีตะขอ รับ Pressure ได้ 160psi, รุ่นไม่มีตะขอ เน้นใส่ Tubeless 28c เติมลมไม่ควรเกิน 40psi ซึ่งผมว่าแปลกๆ เขาตั้งเสปคไว้ต่ำกว่า Enve มากมาย ENVE เทสกันที่ 60-80psi (บน 28c) สบายๆเลย แต่จีนระบุไว้แค่ 40psi เท่านั้น
https://www.lightbicycle.com/Road-bicyc ... lable.html
ตัวเล็กก็ยอมรับความจริงบ้าง อย่าหลอกตัวเองแล้วใช้อุปกรณ์ไซส์เกินตัวเลย
สูง 169cm, frame size=50, crank length=165mm, bar width=38cm
สูง 169cm, frame size=50, crank length=165mm, bar width=38cm
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ถ้าแรงดันไม่สูง + bead แข็งคงรูปได้ ไม่ย้วย ก็เอาอยู่ครับ
ยางหน้ากว้างขึ้น เป็นtubeless ไม่ใช้แรงดันสูง ก็คงอยู่วิสัย ถ้าแรงดันมาตรฐาน ณ ปัจจุบันนี้คงต้องพึ่งตะขอหละ
ขอบไม่มีตะขอ ก็เท่ากับโดนบังคับใช้กับยางเฉพาะหละสิ เบื่อจุงเบย 555
ยางหน้ากว้างขึ้น เป็นtubeless ไม่ใช้แรงดันสูง ก็คงอยู่วิสัย ถ้าแรงดันมาตรฐาน ณ ปัจจุบันนี้คงต้องพึ่งตะขอหละ
ขอบไม่มีตะขอ ก็เท่ากับโดนบังคับใช้กับยางเฉพาะหละสิ เบื่อจุงเบย 555
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
visual3dmax
- ขาประจำ
- โพสต์: 1346
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2014, 11:44
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
maxxiss ไม่มี 200 ถูกสุด 550 ของหมอบ ตอนปั่นแรกๆชอบใช้ ตอนนี่ไปคอนติ แต่ chaoyang ไม่กล้าเสี่ยง ถ้าล้มเพราะยาง มันจะไม่คุ้ม รถดี ต้องคู่กับยางดี ถ้าล้มเพราะยางห่วยๆ มันจะพาลให้รถเสียหายNEMOK เขียน:บางทีพี่เจ้าของกระทู้อาจเทียบดังนี้
ยางราคา 900 ของพี่ท่านใช้มาจนจะหมดอายุของเพอฟอร์มมานซ์มัน สภาพแบบพอวิ่งได้ซ้อมได้
แล้วมาเปลี่ยนยาง เส้นละ 200 ถ้าไม่ maxxis ก้อ chaoyang ซักรุ่นนึงที่สดใหม่เอี่ยมอ่อง ออกจากเตา เลยรู้สึกดีเห็นความต่าง แฮปปี้เลยบอกต่อ
กระทูนี้ทำให้ผมวุ่นวายหายางแปลกๆใหม่ๆมาลอง สนุกดีคับ
-
visual3dmax
- ขาประจำ
- โพสต์: 1346
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2014, 11:44
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
อันนี่กราบเลย สำหรับผมนะ สละเวลาเขียน และ เทียบข้อมูลให้ทราบ เป็นตัวเลข คำนวนให้ดู ยังกลับมาถามว่า ผีมีจริงโว้ย มาตอนนี่เลยเรียกมาให้ดู แต่กลับกัน มีหิน อยู่สองก้อน ถามว่าถ้าเอาหินมารวมในกำมือ จะมีหินในกำมือ 2 ก้อนนะครับ /// อันนี่แล้วแต่จะเชื่อละกัน ใจใครใจมันlucifer เขียน:ถ้าจะ discuss กับผม แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านที่ผมเขียนไว้ดีๆนะ เพราะที่ผมอธิบายไว้นั้น ผมพูดในลักษณะ 3 มิติ โดยเฉพาะที่พูดกันเรื่องแรงกดเกือบ 2 เมตริกตันนั้น และพูดถึงเรื่อง ค่าแรงต้านทานการสลิปที่อธิบายไว้แล้วด้วย ว่า มันมีค่าเท่ากับ ค่า K x แรงกด ไม่ได้มองแค่แนวรัศมีเพียงอย่างเดียว พยายามมองอะไรในลักษณะองค์รวมครับGok See เขียน:เวลาอัดลมยางมันดันออกทุกทิศทาง ด้านข้างก็ดันออก คุณหมอคิดแค่แนวรัศมีซึ่งขอบลวดมันขึงไว้ แต่จริง ๆ แรงที่ยึดยางกะขอบมันอยู่ด้านข้างเป็นหลักซึ่งมันเป็นแรงถ่างขอบล้อ
พวกยางรถยนต์ยางแมกนี่ไม่มีบ่าไว้เกี่ยวขอบเลยมันยึดด้วยแรงเสียดทานด้านข้างล้วน ๆ ยางไม่ปลิ้นออกเพราะยางแข็งงัดเครื่อง
ขยายได้ทุกทิศทาง จริงหรือ?
แรงต่างหากที่กระทำทุกทิศทาง
Bead ของยางนอกมันขยายออกด้านข้างไม่ได้ เพราะมันโดนขอบล้อกั้นเอาไว้ ดังนั้นขอบงัดคาร์บอนลงเขายาวๆ บีบเบรคกันเพลิน จนขอบร้อนจัด คาร์บอนเสียความแข็ง แรงดันทุกทิศทางที่คิดไว้นั่นแหละจึงดันให้ขอบบานออกมา
ตกลงจะปาถกกับผมถึงเรื่องอะไรอีกเนี่ย ยังจะเชื่อว่าขอบลวดส่งแรงได้ดีอีกหรือครับ
ถ้าเป็นเด็กสายวิทย์ แล้วไม่หลับในวิชาฟิสิกส์ เรื่องเหล่านี้ก็น่าจะคุยกันจบไปแล้ว
แต่ถ้าเป็นเด็กสายศิลป์ ก็ไม่ว่ากันครับ กลศาสตร์เป็นเรื่องของจินตนาการบนพื้นฐานของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
เอาที่สบายใจก็แล้วกัน
ผมชอบคนมีจินตนาการนะ คุยด้วยแล้วเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยวัยรุ่น สดชื่นดี
ลองจินตนาการดูนะครับ แรงมีทุกทิศทาง มีทั้งแรงที่ดันให้ยางนอกสัมผัสกับขอบล้อ และมีแรงที่่ช่วยดันให้ยางนอกกระเด็นหลุดออกมาจากขอบล้อ
แรงดันให้ยางนอกสัมผัสกับขอบล้อ เกิดขึ้นภายหลังการสูบลมให้เหมาะสม
แรงนั้นทำให้เกิดแรงกดประมาณเกือบๆ 2 เมตริกตัน เกิดเป็นแรงต้านทานที่ต้าน rotation ของยางนอกไม่ให้หมุนตามแนวเส้นรอบวงจนสลิปจากขอบล้อ ( ตามpost ที่ผมอธิบายให้ป๋า RoBBen )
แรงที่ดันให้ยางนอกกระเด็นหลุดออกมาจากขอบล้อ จะถูกต้านด้วยแรงเสียดทานที่เกิดจากค่า K x แรงกด ดังนั้นมิติของแรงเสียดทานหรือแรงต้านทานของการขยับ จึงเป็นเรื่องของแรง 2 แกน คือแรงตามแนวรัศมี ที่ตั้งฉากกับแนวแรงที่ดันให้ยางนอกสัมผัสกับขอบล้อ ส่วนตะขอของขอบล้อจะเกี่ยวล้อคให้ยางนอกอยู่กับที่ เป็นการเสริมการต้านแรงในแนวรัศมีให้เพิ่มมากขึ้นไป ถ้าขอบล้อไม่มีตะขอเกี่ยว แรงขนาดเกือบ 2 เมตริกตันก็เอาไม่อยู่เช่นกันครับ เพราะสัดส่วนของพื้นที่ของหน้ายางที่รับแรงกดมันมากกว่าพื้นที่ืบริเวณ bead seat ที่ยางนอกกดอยู่ดีแหละ แรงที่ดันหน้ายางทั้งหมดรวมๆกันแล้ว ก็จะย่อมจะเอาชนะแรงกดที่ขอบล้อได้อยู่ดี
คุณบอกเองนะ ว่าตรงทีี่สัมผัสกันนั้น มันไม่กี่มม. ใช่ครับ มันประมาณ 6 mm เท่านั้น น้อยมาก มันต้านแรงหมุนได้ แต่ต้านแรงดันให้หลุดออกมาไม่ได้หรอกครับ มันจึงต้องมีพระเอกมาช่วย ซึ่งก็คือ ตะขอ หรือ บ่า มาเกี่ยวกับ beadของยางนอกช่วยไว้อีกชั้นหนึ่ง
ชะรอยคงจะไม่เคยเจอยางนอกที่ส่วนbeadห่วยๆ หรือ ขอบล้อที่ดุ้งนิดๆ ซะแล้ว ใส่ยางเข้าไป สูบลมเข้าไป beadไม่ยอมเกี่ยวกับ bead seat พออัดลมเข้าไปหนักๆ ผลคือ ยางในดันยางนอกปลิ้นหลุดออกมา
สมัยที่ผมปั่นจักรยานใหม่ๆ ผมเคยเจออยู่หลายทีเหมือนกัน
ส่วนเรื่องยางรถยนต์และ ขอบล้อรถยนต์นั้น ในปัจจุบันมันทำมาสำหรับยาง tubeless ผมยอมรับครับว่า ผมจำผิดไป เพราะมันไม่ได้มีตะขอเกี่ยวแบบยางจักรยาน แต่ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปดูขอบล้อในอดีตที่ยางรถยนต์สมัยก่อนใช้ยางแบบมียางใน แนวทางการออกแบบก็จะคล้ายๆกัน
แล้วทำไมยางรถยนต์ถึงไม่ปลิ้นออกมาแบบยางจักรยานหละ ใช่ครับ คุณพูดถูก เพราะยางแข็ง งัดเครื่อง แต่คุณอาจจะนึกไม่ออกนะว่าที่แข็งเนีย มันแข็งยังไง เขาคิดมายังไง อ่านในปอลิง ก็แล้วกัน เหนื่อยแล้ว แก้หลายรอบ งานยุ่งเลยรีบเขียน เลยไม่สมประกอบในเนื้อความ
ปอลิง ขอedit อีกนิด เพิ่งเสร็จงานเลยจะมาเพิ่มให้กระจ่างขึ้น
ในเชิงของวิชากลศาสตร์แล้ว เราจะไม่พูดกันว่ามีแรงทุกทิศทุกทาง แต่เราจะแตกแรงทุกทิศทางออกเป็น 3 แกน คือ X , Y และ Z ซึ่งถ้าพูดกันในกรณีเพลนเดียว เราจะแตกแรงออกเป็น 2 แนวเท่านั้น คือ แนวดิ่ง ( แกน Y ) กับ แนวราบ ( แกน X ) ดังนั้นแรงในแนวรัศมีนั้น จะเป็นผลของการแตกแรงและรวมvectorทั้งหมดให้เหลือเป็นแนวแรงเดียวกัน ส่วนแรงในแนวราบนั้น แรงส่วนหนึ่งจะไปbalanceกับแรงต้านของขอบล้อ ส่วนแรงที่ดันให้แก้มยางป่องนั้น ก็จะถูกต้านด้วย tension ของแก้มยางเอง
compliance หรือ สัดส่วนของ การเปลี่ยนแปลงของเชิงขยายตัว ( 3มิติ ก็ คือ ปริมาตร , 2 มิติ ก็คือ พื้นที่ผิว) / การเปลี่ยนแปลงของความดัน
แก้มยางเป็นส่วนที่มีค่า compliance ต่ำมาก คือ มันยืดตัวได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับการเพิ่มแรงดันเข้าไปอย่างมหาศาล เมื่อมันขยายตัวได้น้อย มันจึงขยายตัวเต็มที่ไปแล้ว
แรงกระทำในแนวนอน จึงโดนสยบด้วย แก้มยาง และ ขอบล้อ
แรงกระทำในแนวรัศมี จึงโดนสยบด้วย หน้ายาง และ "ตะขอ" + แรงต้านทานหรือแรงเสียดทาน ( K x แรงกด )
แรงกระทำในแนวเส้นรอบวง โดนสยบด้วยแรงต้านทานหรือแรงเสียดทาน ( K x แรงกด )
อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำไมขอบล้อจักรยานต้องมีตะขอ เหตุผลก็คือ ส่วนของ Bead ของยาง ไม่สามารถรักษารูปวงกลมเอาไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง หากไม่มีตะขอเกี่ยว ก็จะไม่สามารถ form ทรงของยางให้อยู่ในขอบล้อในช่วงที่เริ่มสูบลมขึ้นยางได้
ในขณะที่ ยางรถยนต์ ส่วน Bead ของมันสามารถรักษารูปวงกลมไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง แต่โครงสร้างของกระทะล้อรถยนต์จะแตกต่างออกไป เพราะกระทะล้อจะมีขอบหรือ Flange เวลาที่เราวัดขนาดของกระทะล้อ เช่น 16นิ้ว จะหมายถึง Flange diameter ไม่ใช่ bead seat diameter เพราะส่วนของ bead seat ของกระทะล้อรถยนต์จะอยู่ลงไปลึกกว่า
กระทะล้อสำหรับใส่ยาง Tubeless นั้น ส่วน Flange ก็จะทำหน้าที่เป็น "บ่า" โดยไม่จำเป็นต้องมีตะขอ
ยาง Tubeless ของรถยนต์ หน้ายางRadial คงรูปให้กลม และแทบจะไม่ขยายตัวออกในแนวราบ อาจจะป่องออกได้บ้างในแนวรัศมีในกรณีที่ over-inflate ( ยางที่สูบลมมากเกินไป จึงสึกหรอเป้นพิเศษที่กลางหน้ายาง )
ส่วนของBead เองก็แทบจะไม่ขยายตัวในแนวรัศมี แต่จะบานออกในแนวราบเมื่อใช้แรงดันลมขนาดมากๆอัดเข้าไปในทีเดียว เพื่อให้มันขยายไปติดกับ flange ( โดยที่ bead diameter ก็ยังคงเท่าเดิม ) โดยส่วน bead ก็ยังแนบสัมผัสอยู่กับ bead seatของกระทะล้ออยู่ดี ( เพราะเส้นผ่าศูนย์กลางมันไม่เปลี่ยนแปลง )
ในกรณีนี้ แรงในแนวรัศมีจึงไม่ส่งผลต่อรูปทรงของยาง ทั้งนี้เพราะยางรถยนต์ยังมีหน้ายางเสริมใยเหล็ก หรือ เรียกกันว่า ยาง radial ทำให้หน้ายางรักษารูปทรงกลมเอาไว้ ส่วนของแก้มยางอาจจะป่อง หุบได้ แต่ส่วนของbead สามารถคงรูปทรงไว้ได้ด้วยตัวของมันเอง การไปยืด bead ด้านหนึ่งขึ้นบน ก็จะมีแรงดึงต้านการยืดในแนวรัศมีดึงให้ bead ยังคงรูปทรงเดิมอยู่ เหมือนกับดึงขึ้นบน ขอบล่างที่อัดติดไว้กับ bead seat ก็จะยันต้านไว้ ประมาณนั้น แต่แท้จริงแล้ว มันเกิดจากการ"สู้"ในแนวรัศมีตลอดเส้นรอบวง ซึ่งก็คล้ายกับการขึ้นซี่ล้อ แรงดึงของซี่ล้อทุกๆเส้น จะต้านทานการเปลี่ยนรูปทรงของขอบล้อ แรงกระทำของbead seat กับ beatที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ร่วมกับความแข็งของBeatเอง ทำให้เกิดคุณสมบัติที่เหมือนๆ หรืออาจจะบอกว่า จะเกิดจากคุณสมบัติในการต้านแรงดึงยืดในแนวเส้นรอบวงของ bead ซึ่งขึ้นกับว่าจะเลือกมองแนวแรงในทิศทางใด
ในเมื่อ bead ของยางสามารถรักษารูปทรงและต้านการเปลี่ยนรูปร่างได้ แถม flangeก็สูงมากเมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง กับขนาดของFlange เรื่องที่ยางจะหลุดออกมาจากขอบแบบยางจักรยานที่ส่วนของbead seat สูงเพียง 6mm จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ ( ขนาดไม่เติมลม ยังไม่หลุดข้ามออกมาได้เลย )
และเมื่อเสริมกับความเสียดทานที่เกิดขึ้นจากผิวสัมผัสของยางกับ flange ซึ่งมีพื้นที่ผิวมหาศาล แรงดันลมยางเพียง 30PSI ก็สามารถสร้างแรงกดได้หลายเมตริกตัน ก็น่าจะตอบโจทย์ทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะเป็น AntiRotation รวมไปถึงการขยับตัวในแนวรัศมี
การที่ยางรถยนต์ form ตัวเองอยู่บนกระทะล้อได้อย่างมีเสถียรภาพนั้น จึงประกอบด้วยจากองค์รวม ไม่ได้เกิดจากแรงเสียดทานบริเวณที่ยางสัมผัสกับส่วน flange ของกระทะล้อเพียงอย่างเดียว ยังอาศัยความแข็งแรงของ bead ที่่ทำให้ยางยังคงรักษา bead circumference และรักษา bead form จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องมีตะขอเกี่ยวเหมือนกับยางจักรยาน หรือ ยางรถยนต์ในสมัยโบราณ
- teemai
- ขาประจำ
- โพสต์: 266
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2011, 08:53
- Tel: 0891720453
- team: กลุ่ม แร้งคอย
- Bike: ฟิกเกียร์
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
โชยาง ผมใช้เส้นละ5-6xx 25*700 ผมว่ามันเกาะดีนะครับvisual3dmax เขียน:maxxiss ไม่มี 200 ถูกสุด 550 ของหมอบ ตอนปั่นแรกๆชอบใช้ ตอนนี่ไปคอนติ แต่ chaoyang ไม่กล้าเสี่ยง ถ้าล้มเพราะยาง มันจะไม่คุ้ม รถดี ต้องคู่กับยางดี ถ้าล้มเพราะยางห่วยๆ มันจะพาลให้รถเสียหายNEMOK เขียน:บางทีพี่เจ้าของกระทู้อาจเทียบดังนี้
ยางราคา 900 ของพี่ท่านใช้มาจนจะหมดอายุของเพอฟอร์มมานซ์มัน สภาพแบบพอวิ่งได้ซ้อมได้
แล้วมาเปลี่ยนยาง เส้นละ 200 ถ้าไม่ maxxis ก้อ chaoyang ซักรุ่นนึงที่สดใหม่เอี่ยมอ่อง ออกจากเตา เลยรู้สึกดีเห็นความต่าง แฮปปี้เลยบอกต่อ
กระทูนี้ทำให้ผมวุ่นวายหายางแปลกๆใหม่ๆมาลอง สนุกดีคับ
ลงเขาใหญ่ทั้งสองฝั่ง มั่นใจดีเลย(ยางใหม่-ถนนเเห้ง)
ส่วนทางเปียก ยังไม่เคยลองครับ
ส่วนเรื่องอายุการใช้งาน ผมใช้มาเดือนกว่าๆ แก้มเริ่มจะออกมาเเล้ว 555+
-
jaggaj
- ขาประจำ
- โพสต์: 316
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ธ.ค. 2010, 08:23
- team: แก๊งขาอ่อน
- Bike: Gary Fisher Marlin2010,Giant Tcr Aluxx 2012
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ตามอ่านของ อ.ลู จนมึนเลยครับ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามประสาคนอ่อนฟิสิกส์ แต่ก็สนุกดีครับ
- swasin185
- ขาประจำ
- โพสต์: 242
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ธ.ค. 2011, 18:54
- Bike: CANYON AEROAD
- ตำแหน่ง: ภูเก็ต
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ช่วยชี้เป้าด้วยครับ ยางเส้นละ 200 ขายที่ไหน ยี่ห้ออะไร
ไม่จำเป็นต้องดีกว่าเส้นแพงๆ ก็ได้ ขอแค่ไม่เลวร้ายนัก
ผมจะเอามาใช้เป็นยางซ้อม ขอขนาด 700x25 หรือ 700x28
ไม่จำเป็นต้องดีกว่าเส้นแพงๆ ก็ได้ ขอแค่ไม่เลวร้ายนัก
ผมจะเอามาใช้เป็นยางซ้อม ขอขนาด 700x25 หรือ 700x28
-
Paitoon1956
- ขาประจำ
- โพสต์: 947
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2016, 08:17
- Tel: 0806364263
- team: กาฬสินธุ์
- Bike: Nich
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ถ้าไม่มีเส้นละ 200 ก็ชี้เป้าทึ่ราคาใกล้เคียง ก็ไิด้ครับswasin185 เขียน:ช่วยชี้เป้าด้วยครับ ยางเส้นละ 200 ขายที่ไหน ยี่ห้ออะไร
ไม่จำเป็นต้องดีกว่าเส้นแพงๆ ก็ได้ ขอแค่ไม่เลวร้ายนัก
ผมจะเอามาใช้เป็นยางซ้อม ขอขนาด 700x25 หรือ 700x28
ผมปั่นจานหน้า 53 เฟืองหลัง 21 ยางอะไรก็คงใช้ได้
นี่ถ้าเจ้าของกระทู้เพิ่มคำ "ความเห็นผมคนเดียว ใครข้องใจต้องลองเอง" และ "ผมรู้สึกว่า...."
ก็ไม่ต้องมาแสดงความเห็นกันยึดยาว
เว็บนี้ เจ้าถิ่นแรงครับ ขนาดนักปั่นระดับต้นๆของประเทศ ยังขยาดที่จะออกความเห็น พวกเขาก็เลยพากันแค่เข้ามาอ่านขำๆๆๆ แค่นั้นเอง
-
Paxxa
- ขาประจำ
- โพสต์: 603
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ย. 2014, 17:10
- Bike: cBoardman elite air 9.2s
- ติดต่อ:
Re: เชื่อมั้ยว่ายางเส้นละ 200 ขึ้นเนิน สปริ๊น ดีกว่ายางเส้นละ 900
ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ
คนปั่นเก่งมากๆ ระดับโปรก็ไม่ได้สนใจวิศวกรรมจักรยานสักเท่าไร คนหลงไหลวิศวกรรมจักรก็ไม่จำเป็นต้องปั่นจนเป็นเทพจึงจะมีสิทธิหลงไหล คนสร้างเก่งและคนปั่นเทพมักไม่ใช่คนเดียวกัน(แต่ก็มีเหมือนกันนะ)
ความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเข้าใจไปเอง รึ บอกต่อๆ กันมาก็ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะคนปั่นระดับเทพก็ใช่ว่าจะเข้าใจถูกต้องทุกเรื่อง เราก็ต้องเปิดใจยอมรับความจริงที่ต่างจากความเชื่อบ้าง
โปรจักรยานยังบอกเลยว่า ผมก็ไม่รู้มากในเรื่องฟิตติ้ง รึ ต้องฟิตติ้งเป้ะทุกอย่าง แต่คุนต้องยืดหยุ่น ปรับตัว อยู่กับมัน แล้วปั่นให้เร็ว เท่านั้นเอง
คนปั่นเก่งมากๆ ระดับโปรก็ไม่ได้สนใจวิศวกรรมจักรยานสักเท่าไร คนหลงไหลวิศวกรรมจักรก็ไม่จำเป็นต้องปั่นจนเป็นเทพจึงจะมีสิทธิหลงไหล คนสร้างเก่งและคนปั่นเทพมักไม่ใช่คนเดียวกัน(แต่ก็มีเหมือนกันนะ)
ความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเข้าใจไปเอง รึ บอกต่อๆ กันมาก็ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะคนปั่นระดับเทพก็ใช่ว่าจะเข้าใจถูกต้องทุกเรื่อง เราก็ต้องเปิดใจยอมรับความจริงที่ต่างจากความเชื่อบ้าง
โปรจักรยานยังบอกเลยว่า ผมก็ไม่รู้มากในเรื่องฟิตติ้ง รึ ต้องฟิตติ้งเป้ะทุกอย่าง แต่คุนต้องยืดหยุ่น ปรับตัว อยู่กับมัน แล้วปั่นให้เร็ว เท่านั้นเอง