การเดินทางด้วยใจไปกับสองล้อ ในมุมมองของพี่มาย
วันนี้ 14 เมษายน 2560 เดินทางถึง “เดียนเบียนฟู” ถิ่นประวัติศาสตร์มีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นที่รบยุทธการระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ ห่างจากด่านพรหมแดนประเทศลาว “ด่านปางหก” ผ่านด่านเลยเข้าไปประมาณ 6กม. ก็ถึงด่านพรหมแดน “เตตรัง” คือด่านฝั่งเวียดนามเข้าไปอีกเพียง 35 กิโลเมตร พี่มาย พี่มล พี่กุย ตัดสินใจดีแล้วจะตะลุยตามหลังไปอย่างไม่ยอมเลิกรา เช้าวันนี้เดาว่าคณะพี่หัวหน้ากบ พี่ดาบ พี่ป๋อง พี่ลี พี่เล็ก พี่แดง พี่ถัง ก็คงเริ่มออกปั่นจากเมืองใหม่ไปเดียนเบียนฟูเหมือนกัน เราตกลงกันก่อนหน้าว่ากลุ่มใครที่ปั่นถึงก่อน ให้ไปรอรับพี่มายที่คิวรถ
เช้าตรู่ ณ หลวงพระบางพี่มาย พี่มล พี่กุยเราตื่นเช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะพี่มายกระวีกระวาดเก็บสัมภาระยัดลงเป๋าอย่างมีชีวิตชีวา กลับเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง แค่แป๊บเดียวก็พร้อมเตรียมตัวปั่นตามพี่กุยไปสถานีรถโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก มั่นใจแกได้คะ ซึ่งพี่กุยมาที่นี่ครั้งแรกเหมือนกัน แต่แกดันเหมือนคนมีเรด้าชำนาญเรื่องทิศทาง ประเภทว่าตามแกไปแต่โดยดีเถอะ ให้แกปิดตาปั่นยังไปถูกไม่มีพลาดเป้าเลย เราถึงสถานีรถก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงเพราะเป็นวันเทศกาลก็กลัวว่าคนจะเต็ม พี่มายจ้องจะขึ้นคนแรกอยากนั่งหน้าสุดหล่ะ กลัวมีปัญหาเมารถอ๊วกแตก พี่หัวหน้ากบเคยบอกว่ารถโดยสาร หลวงพระบาง-เดียนเบียนฟู วิ่งเที่ยวเดียวต่อวัน เวลา 06.30 น. ระยะทางประมาณ 400กม. ประเภทรถมินิบัสปรับอากาศคันเล็ก มองภายนอกดูเก่าแต่ข้างในสะอาดสะอ้านเบาะไม่มีฉีกขาดแม้แต่นิด เดาว่าน่าจะ 20-25ที่นั่ง
ระหว่างรอเดินดูเล่นๆ ว่ารถเราคันไหนแน่ เพราะตัวหนังสือหน้ารถแต่ละคันไม่คุ้นตา อ่านก็ไม่ออก มองไปรอบสถานีเห็นรถจอดเทียบกันแค่สามคัน คนแทบไม่มีเลย นึกสงสัยนี่คือเมืองหลวง เมืองใหญ่ของประเทศและเป็นช่วงเทศกาลวันสงกรานต์แท้ๆ ทำไมคนไม่มีคนนะ ถ้าเป็นที่บ้านเมืองเราคนเดินทางสวนกันไปมาระเวิ๊ก ระวั๊ก เนืองแน่น แทบเยียบกันตายที่บขส. ก็ช่วงวันสำคัญนี้แหละ
รถออกตรงเวลามีผู้โดยสารห้าคน โดนสองหนุ่มเวียดนามแย่งนั่งหน้า ไม่เป็นไรที่นั่งว่างแสนว่าง เพราะรู้จักคนขับ คุยกะนุ๋ง กะหนิ๋งกับคนขับตลอดทาง แถมยังชวนคนขับแวะซื้อนก นกที่ได้มาร้อยเป็นพวงตัวเล็กๆ น่าจะเป็นนกกระจิบ ถอนขนนกปลิวฟุ้งอย่างสบายใจต่อหน้าเราเฉยเลย พี่มายต้องปิดปากตัวเองไม่พูด นั่งดูตาปริบๆ ใจหดหู่ สงสารนกน้อยจัง เซ็งเป็ดเลย
คนขับกับสองหนุ่มเวียดนามคุยกันตลอดทาง ขับรถช้ามากจะถึงเดียนเบียนฟูวันนี้ไหมน้อ นั่งจนก้นบานเป็นกระด้งแย๊ว เดี๋ยวโมโหลงปั่นโชว์ฟอร์มแซงปาดหน้าถึงก่อนเลยฮ่าๆ นั่งคนที่สามหลังคนขับจึงเห็นการเป็นไปต่างๆ สักพักก็เบื่อแต่โชคดีตัดสินใจกินยานอนหลับที่หมอหลวงพระบางให้มา กินกันเมาก่อนเดินทาง จึงผล๋อยหลับลึกสลบไสลไม่รู้สึกตัว ตื่นเปลี่ยนท่านอนบ้าง ลืมตาดูโดยรอบเห็นเด็กๆ และสาวๆ ข้างทางสาดน้ำใส่รถเป็นระยะ
จำได้ในความสลึมสลือหนุ่มน้อยกระเป๋ารถมานั่งเบียดถามโน่นนั่นนี่ เห็นแว่นตาเราก็สวยถามซื้อต่อ เห็นโทรศัพท์เราสวยก็ถามซื้อต่อ แม้แต่จักรยานเราก็ถามซื้อต่อ (สุดท้ายแว่นกันแดดพี่มายหายบนรถบัสนั่น) ระหว่างฝันหวานก็ถูกปลุกให้ลงไปทานข้าวเที่ยง เห็นว่าคนไม่เยอะก็ทิ้งของไว้บนเบาะ การกินข้าวที่นั่นเขาคิดราคาเดียวต่อหัวคนละ 25,000กีบ มีกับข้าวหน้าตาแปลกๆวางบนโต๊ะสามสี่อย่าง เพราะฤทธิ์ยานอนหลับก็กินๆไปงั้นแหละไม่รู้รสชาติ พอขึ้นรถก็หลับยาวต่ออีก นอนๆนั่งๆคอพับคอเวี่ยงไปมาเมื่อยก็เปลี่ยนท่าอยู่บนรถประมาณ 11 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเดียนเบียนฟูฟ้ามืดแล้ว เดินลงมาแบบงงๆ เพราะฤทธิ์ยานอนหลับ ปวดตามตัว คอบ่าไหล่เคล็ด มึนหัวตึบ ช่างเถอะเรื่องสิวๆ
เห็นพี่กบ พี่ดาบ มารอรับที่ท่ารถก็ดีใจตื้นตันใจใหญ่ จากกันแค่วันเดียวเอง เหมือนไม่เคยเจอกันเป็นชาติฮ่าๆ แกพาเข้าที่พักเก็บสัมภาระก่อนซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทางเข้าสถานีรถนี่เอง แล้วพาไปแลกเงินดองที่วงเวียนอนุเสารีย์สู้เพื่อชัยชนะ (ร้านทอง. 1 บาท/62 0vnd.(ดอง)) รับแลกเงินบาทเป็นดองเรทเดียวกันกับที่ลาวคะ และขากลับแวะซื้อซิมเวียดนามพร้อมให้ร้านสมัครแพคเกจให้เลยรวมราคา 18,0000 vnd. มันจำเป็นต้องมีเพื่อการติดต่อระหว่างวัน ประโยชน์ก็ตอนปั่นหากคลาดกันติดต่อสอบถามกันได้ตลอดเวลา หลังจากนั้นกลับมาห้องชวนพี่มล พี่กุย ออกไปหาข้าวกินแถวๆนั้น ก็เจอกลุ่มพี่ลี พี่เล็ก พี่แดง ออกมากินข้าวร้านเดียวกัน เป็นอันจบวันอันยาวนานของวันแค่นี้ ราตรีสวัสดิ์ฝันหวานตื่นมามีความสุขทั้งวันทุกท่านนะคะ
ลักษณะรถที่เราขึ้นจากบขส.หลวงพระบาง-เดียนเบียบฟู

ผู้โดยสารทั้งคันรถมี 5 ท่าน นั่งหลังมีแค่นี้


นี่คือน้องกระเป๋ารถ แกถือวิสาสะหยิบแว่นคามือพี่มายไปลอง แต่ไม่ใช่อันที่หายนะอันที่หายอยู่ในกระเป๋าวางข้างๆ หล่อไหมหล่ะ

ตื่นมาเจอคนนั่งตรึมไม่รู้ขึ้นมาตอนไหน

ฤทธิ์ยานอนหลับก็หลับได้หลับดีหลับตลอด อดได้เห็นบรรยากาศข้างทางเลย ตื่นมาได้ถ่ายไว้หนึ่งรูปมาอวดแค่นี้

ทำเรื่องออกจากจากพรหมแดนลาวด่านปางหก (ลาว) ที่ด่านนี้ยังเป็นระบบเมนวลคือเจ้าหน้าที่จะเขียนด้วยมือลงสมุดนัมเบอร์เล่มใหญ่ ไม่มีค่าใช้จ่าย ออกจากด่านลาวมาประมาณ 6กม. จึงถึงพรหมแดนด่านเตตรังเป็นฝั่งเวียดนาม ตรงจุดนี้เริ่มสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จากในรูปทำเอกสารเสร็จแล้วก็เดินมายืนรอรถในเขตแดนด่านเตตรังฝั่งเวียดนาม บรรยากาศเงียบเหงาจัง มองไปรอบมีรถตู้เราอยู่คันเดียวไม่มีคนเลย มีร้านค้าหนึ่งร้านเล็กๆขายอาหารแค่นั้น และมีห้องน้ำบริการในร้านนี่แหละคะ เสียเงิน 2,000กีบ ร้านค้าตรงนี้ขายซิมเวียดนามด้วยนะ เติมเงินสมัครแพคเกจ 1 เดือนราคา 16,0000 vnd (เติมตรงนี้ถูกกว่าในเดียนเบียนฟูคะ)
พวกเรายื่นเอกสารผ่านพรหมแดนด่านเตตรังที่ตึกหลังคาสีแดงนั่นคะ

ฝรั่งจูงมอเตอร์ไซด์เสียมาจะข้ามด่านเตตรังไปฝั่งลาว เจ้าหน้าที่ไม่ให้ข้ามจึงต้องขนขึ้นรถกลับเดียนเบียบฟู พี่มายฉงนใจนะ รถรู้โดยสารคันเล็กๆแค่นี้ ไม่ว่าผู้โดยสารขนอะไรมา คนขับรถไม่มีอาการลังเลใจจับยัดๆเลย วางอัดเบียดกันในรถ ถ้าเต็มก็ขนขึ้นหลังคาไม่ว่าจะหนักแค่ไหน ผู้โดยสารขนอะไรมาเขาพยายามเอาขึ้นจนได้ บริการทุกระดับประทับใจไม่มีผิดหวังจริงๆ















































































