สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
-
BootDos
- สมาชิก
- โพสต์: 68
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ต.ค. 2009, 10:52
- Tel: 0819954342
- team: ลูกแก...หนุกหนาน
- Bike: Gary fisher (Wahoo 2010)
- ติดต่อ:
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
วันนี้ ไม่ออกปั่น นะคับ มีธุระที่ กทม.
- จตุพงศ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 242
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 10:35
- Tel: 0810093004
- team: น้ำตาลไทยอุดรธานี บ้านผือ
- Bike: wheeler Pinarello F10,Pinarello Prince
- ตำแหน่ง: อุดรธานี
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
ยื่นใบลาด้วยคนครับ แล้วยื่นใบลาให้กับ น.เนณ อีกคน เสี่ยตู่ด้วย มีธุระที่เดียวกะเสี่ยปุยครับ
วันนี้ไปเปิดฮาเรมกันที่ ก.ท.ม ครับ อิอิ
วันนี้ไปเปิดฮาเรมกันที่ ก.ท.ม ครับ อิอิ
- ข้าวโอ๊ต
- ขาประจำ
- โพสต์: 5774
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:51
- Tel: 089-6815542
- team: DZG : Dream Zone Generation
- Bike: Giant Nrs Ds/1
- run_arawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 335
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 09:46
- Tel: 081-8571040
- team: ลูกแก..หนุกหนาน
- Bike: spider,bianchi,scapel,s3,sl3
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
วันนี้ออกกันบางตาครับ 10 คันเอง ท่าน สจ.ก็ซุ่มหน้าดู แก๊งขาแรงก็ไป
กทม.กันซะหมด อิอิ แต่วันนี้เบาๆครับ ได้มาออกแรงนิดหน่อยตอนขากลับ พรุ่งนี้ก็คงจะไม่ได้ออกกัน
คงจะไปดูทีวีสัญจรกันหมด อิอิ ผมก็คงจะพาลูกๆไปเดินเล่นซะหน่อย วันเสาร์ ก็มีเพื่อนๆมาจากชลบุรี
ต้องไปต้อนรับซะหน่อย กว่าจะได้ไปออกแรงน่องก็คงวันจันทร์ ล่ะครับ พักไปเลยสามวัน อิอิอิ

กทม.กันซะหมด อิอิ แต่วันนี้เบาๆครับ ได้มาออกแรงนิดหน่อยตอนขากลับ พรุ่งนี้ก็คงจะไม่ได้ออกกัน
คงจะไปดูทีวีสัญจรกันหมด อิอิ ผมก็คงจะพาลูกๆไปเดินเล่นซะหน่อย วันเสาร์ ก็มีเพื่อนๆมาจากชลบุรี
ต้องไปต้อนรับซะหน่อย กว่าจะได้ไปออกแรงน่องก็คงวันจันทร์ ล่ะครับ พักไปเลยสามวัน อิอิอิ

ชาวลูกแกหนุกหนาน และเพื่อนๆต่างชมรมทุกท่านมาเสวนากันบ้างเด้อ ที่นี่เลย กดเบาๆนะเค้าเจ็บ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p1068232
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p1068232
- จตุพงศ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 242
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 10:35
- Tel: 0810093004
- team: น้ำตาลไทยอุดรธานี บ้านผือ
- Bike: wheeler Pinarello F10,Pinarello Prince
- ตำแหน่ง: อุดรธานี
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
วันนี้ก็คงต้องส่งไปลาร่วงหน้าไวก่อนเหมือนกันครับแล้วก็ส่งให้ เสือปุย เสือตู่ เสือเนณ เสือเอ
เหมือนกันเพราะไม่มีสภาพสักคน ยังไม่ได้นอนกันเลย หนุกหนานกันไปนิดครับ อิอิ
เหมือนกันเพราะไม่มีสภาพสักคน ยังไม่ได้นอนกันเลย หนุกหนานกันไปนิดครับ อิอิ
- จตุพงศ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 242
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 10:35
- Tel: 0810093004
- team: น้ำตาลไทยอุดรธานี บ้านผือ
- Bike: wheeler Pinarello F10,Pinarello Prince
- ตำแหน่ง: อุดรธานี
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
พี่น้องครับ วันนี้เจอกันแน่ครับและวันนี้ของร้องพี่น้องที่แรงๆช่วยออกหน่อยครับอยากเจอครับ
พูดง่ายอยากเหนื่อยครับ แล้วที่อยากเจอมากคือเสือภูเขากายพันที่ใส่ล้อหมอบอ่ะครับ
พูดง่ายอยากเหนื่อยครับ แล้วที่อยากเจอมากคือเสือภูเขากายพันที่ใส่ล้อหมอบอ่ะครับ
- nornen
- ขาประจำ
- โพสต์: 851
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 15:05
- Tel: 0895887585
- team: ลูกแกหนุกหนาน
- Bike: jamis
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
เปรี้ยวมาเลยนะ พี่เอ อยากเหนื่อยก็นำ ซิ เหนื่อยแน่นอน
ส่วนผมเหมื่อนเดิม ตามคอนเซ็ป..ดูดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับพี่น้อง
ส่วนผมเหมื่อนเดิม ตามคอนเซ็ป..ดูดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับพี่น้อง
- nornen
- ขาประจำ
- โพสต์: 851
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 15:05
- Tel: 0895887585
- team: ลูกแกหนุกหนาน
- Bike: jamis
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
เอา เทคนิคปั่นขึ้นเขามาฝากกันครับ เพื่อจุดสุดยอดของชมรมเรา
สู่จุดสุดยอด"
โดย บิล สตริคแลนด์
เรื่องราวมันเริ่มมาจากวันหนึ่งบนหนึ่่งในเนินเขาที่เป็นหนึ่งในขุมนรกแห่งเวอร์จิเนียท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยงามชองเชอนันดอห์วัลเลย์ ในขณะที่ผมกำลังติดสอยห้องตามมากับสหายนักปั่นอีก 7 ชีวิต กลุ่มเราเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่พอๆกับระยะทาง ไมล์แรกก็ไปอย่างเอื่อยเชื่องช้าและค่อยๆเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้เป็น 14 ไมล์(ประมาณ 22.4 กม.) เราก็ไปกันด้วยความเร็วเพียง 14 ไมล์ จากนั้นไม่นานพวกเราเริ่มเข้าสู่เนินเขายาวชัน ระยะทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจาก 15 เป็น 16 ความเร็วก็ตามไปด้วยจนกระทั่ง 17 และในที่สุด ที่ 18 ไมล์ก็มีผู้เปิดเกมส์บนเขาด้วยความเร็ว 18 ไมล์ต่อชั่วโมง(28.8 กม./ชม.) และที่ระยะ 23 ไมล์เราเข้าสู่ระดับความชันที่เหนือจะบรรยาย ดูเหมือนว่าที่เส้นทางนี้มันไม่ได้เหมาะเสียแล้วสำหรับบันไดปั่น แต่มันเหมาะกับการเคลื่อนที่ไปด้วยพื้นรองเท้าสับผัสพื้นมากกว่า.... และแล้วผมก็บอกลากลุ่มทิ้งห่างออกมาด้านหลังเรื่อยๆ มองดูพวกเค้าโบยบินขึ้นเขาไปพร้อมกับเสียงเพลงสวดใว้อาลัยอย่างเศร้าสร้อยแกมเหน็บแนมที่ดังมาจากเสียงโซ่และเฟืองของรถจักรยานที่อยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของผมนั่นเอง
ผมมองดูกลุ่มนักปั่นเคลื่อนที่ด้วยจังหวะจะโคนที่สวยงามไปสู่ยอดเขาอย่างมีชีวิตชีวา บางคนในกลุ่มนั้นนั่งปั่นตัวตรงสบายๆ ดูผ่อนคลายมองดูผู้อื่นโค้งตัวค้อมหลังก้มหน้าก้มตาปั่นราวกับผู้เป็นนายแห่งขุนเขามองดูเหล่าผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ เพียงไม่กี่อึดใจก่อนที่แผ่นหลังของพวกเค้าทั้งหมดจะลับสายตาหายไปหลังยอดเขาสูงสุด "ไมค์ ซอง" หนึ่งในนักแข่งระดับแนวหน้าจากชิคาโกก็หันมามองผม ปราศจากแววตาและสีหน้าที่ไม่สามารถเห็นผ่านทะลุแว่นกันแดดไปได้ แต่ด้วยท่านั่งปั่นสบาย ปล่อยมือสองข้างตัวตรง ราวกับว่าเค้ากำลังเล่นเมาท์ออร์แกนส่งเพลงบอกลาผมก่อนจะฝังผมด้วยดินก้อนสุดท้าย
นี่คือการต้อนรับสู่การเข้าแคมป์เก็บตัว"ไต่อย่างฉลาด" แคมป์ฝึกการปั่นขึ้นเขาที่เข้มข้นที่สุดจัดโดย เบ็ทซี่ คิง และ แอนนา ชวาร์ท 7 วันแห่งความร้อนแรง
เบ็ทซี่ คิง, เธอคือสุดยอดนักปั่นหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งสหรัฐฯยาวนานมากว่าทศวรรษด้วยชัยชนะที่นับไม่ถ้วน ผลงานกัปตันทีมชาติสหรัฐฯ ชนะ 2 เสตจในตูร์ เดอ ฟรองซ์ผู้หญิงจากการแข่ง 5 ครั้งรวมถึงครองเสื้อจ้าวภูเขายาวนานติดกันหลายช่วง สำหรับ แอนนา ชวาร์ท นั้น เธอคือนักกายภาพการกีฬาที่สร้างสถิติสำหรับการแข่งปั่น 24 ชั่วโมงของผู้หญิงถึงสองครั้ง(ปี 1992 และ 1993 ด้วยสถิติ 436.3 ไมล์) และเมื่อสองสาวนี้มาผนึกกำลังในประเภทปั่น 24 ชั่วโมงแทนดัม(รถปั่นสองคน) ก็ชนะและสร้างสถิติใว้ที่ 435 ไมล์
นี่คือหนึ่งในจำนวน 12 แคมป์ฝึกตัวพิเศษที่สองสาวนี้จัดอย่างสม่ำเสมอทุกๆปีที่มุ่งเน้นไปที่การไต่เขาอยางมีประสิทธิภาพ "การไต่เขาให้ดีขึ้นนั้นอาจเป็นทักษะที่นักปั่นทุกคนต้องการและยากเหลือเกินที่จะค้นหา แต่เราทั้งสองเชื่อว่าเราสามารถสอนให้ทุกคนไต่เขาได้ดีขึ้นด้วยการใข้พลังงานเท่าเดิม" คิง กล่าวใว้เมื่อตอนเปิดค่อยเก็บตัว
แน่นอนว่าหนทางที่ตรงที่สุดที่จะไต่เขาให้ดีที่สุดก็คือต้องแข็งแรงที่สุดแต่ทว่าการไต่เขาอย่างชาญแลาดนั้นก็สำคัญพอๆกับที่เราต้องไต่เขาเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง นักปั่นที่รู้วิธีปั่นอย่างแลาดจะไม่เสียพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ทั้งยังสามารถส่สงพลังไปทั่วถึงทุกอณูของจักรยาน ยังไม่รวมถึงเกมส์จิตวิทยาบนเขาสำหรับกำจัดคู่ต่อสู้รายอื่นที่มักจะได้ผลเสมอสำหรับพวกจิตอ่อน
คิงกล่าวอีกว่า "มันยากที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้เราไต่เขาได้เก่งขึ่้นในเวลาเพียง 7 วัน แต่ในสัปดาห์นี้เราทุกคนจะไต่เขาได้ดีขึ้นด้วยการไต่เขาอย่างมีเทคนิค"
นักปั่นทุกระดับก็สามารถใช้ระบบนี้เพื่อพัฒนาตัวเองได้ทั้งนั้นตั้งแต่ ชวาร์ท ผู้ซึ่งแข็งแรงมากๆอยู่แล้วแต่เธอต้องการไปให้ถึงขีดสุดจำกัดของร่างกายเธอ และ เทอรี่ วิทเทนเบิร์ก หนุ่มจอมอึดจากเท็กซัสผู้ซึ่งซ้อมอย่างทรหดทุกวันและสามวันในหนึ่งสัปดาห์จะซ้อมยาวนานกว่าร้อยไมล์(160 กิโลเมตร) รวมไปถึงหนุ่มน้อยวัย 15 ที่อยู่ในกลุ่มของเราอย่าง ร็อบ เซอร์ ซึ่งในอนาคตวันหนึ่งเค้าต้องเป็นทีมของนิตยสารเราหรือได้ขึ้นปกเข้าซักวัน(สิบกว่าปีผ่านไปสิบกว่าปีค้นหาชื่อเจ้านี่ไม่พบแล้วครับ ป่านนี้อายุ 30 แล้วไม่รู้หายไปใหน : ผู้แปล) และ นักไตรกีฬาที่ได้ชื่อว่าสุดยอดฟิตอย่าง ลอร่า ฟิแนน ลูกศิษย์ของคิงและชวาร์ทตลอดเวลา 4 ปีที่เธอสร้างค่ายเก็บตัวเหล่านี้(ปีละ 12 ค่าย) ได้ชนะกว่า 60 สนามชิงแชมป์สหรัฐฯรวมทั้งเหรียญอีกนับไม่ถ้วน
ในแคมป์นี้ยังมีนักปั่นประเภทเดียวกับผมผู้ซึ่งยังมีที่ว่างในถึงแห่งความแข็งแกร่งเหลืออีกมากมายอย่างนักแข่งหน้าใหม่คนหนึ่ง, นักปั่นเพื่อสุขภาพคนหนึ่ง และ นักแข่งสมัครเล่นที่เพิ่งผ่านมาเพียง 2 ทัวร์ ซึ่งพวกเราคงเป็นพวกแรกๆที่ได้ขึ้นรถจิบน้ำเย็นและอาบน้ำอุ่นก่อนเพื่อนทุกช่วงชองวันแน่นอน
เรามาเรื่องเข้าห้องเรียนกัน....
แคมป์เริ่มต้นในคืนวันอาทิตย์ ณ. รีสอร์ทแสนสบายห้องพักอบอุ่นในเวอร์จิเนียซึ่งปกติแล้วตั้งแต่หน้าร้อนจถึงฤดูใบไม้ร่วงละแวกนี้ทั้งหมดจะถูกจองเต็มล่วงหน้านานแสนนาน เป็นโชคดีของเราที่นี่เป็นช่วงที่เงียบสงบ ปราศจากสเยงเด็กแหกปาก เหล่าวัยรุ่นโวยวาย คิง และ ชวาร์ท แนะนำตัวเธอทั้งสองและผู้ช่วยโค้ชอีกสองคน(แฟรงค์ เลค, นักปั่นจักรยานยานเสือภูเขาชั้นนำ และ บ็อบบี โบเวน, โปรเสือหมอบชั้นนำของละแวกนั้น) ก่อนที่จะสนทนากับพวกเราทุกคนถึงเป้าหมายของแต่ละคน
ทุกเช้า เราจะเริ่มต้นด้วยการสนทนาเสมอ เราพูดคุยกันถึงเป้าหมายและจุดที่เราจะมุ่งเน้นในแต่ละวันที่เราปั่น กระทั่งเก้าโมงเช้า กลุ่มเริ่มปั่นสองแถวสบายๆโรลลิ่งกันไปกระทั่งสิบไมล์(16 กม.) กลุ่มจะแยกเป็นสองกลุ่มตามระดับความสามารถของนักปั่นไปเรื่อยๆตลอดทางจนกระทั่งบายสองโมง (5 ชั่วโมง) ก็จะได้เวลาอาหารเที่ยง (ค่าสมัครแคมป์นี้ 495$ (หมื่นสองสมัยนั้นหรือหมื่นหกพันบาททุกวันนี้) รวมที่พัก การบรรยาย รถเซอร์วิสอะไหล่พร้อมช่างประจำทีม รวมไปถึงอาหารเสริมพลังงานขณะปั่นตลอด 7 วันของแคมป์แต่ไม่รวมอาหาร)
พวกบ้าพลังบางพวกจะแถมต่ออีกนิดหน่อยก่อนหาอาหารเที่ยงลงท้อง แต่เราโดยส่วนมากจะนั่งๆนอนๆพักผ่อนพูดคุยสนทนาแบ่งปันเรื่องราวกันจนถึง 4 โมงเย็น คิงและทีมงานจะมาแบ่งกลุ่มบรรยายคอมเมนท์การปั่นเมื่อเช้านี้พร้อมทั้งสอนวิธีแก้ไข่ให้พวกเรา จากนั้นคิงจะบรรยายถึงเป้าหมายของวันรุ่งขึ้นพร้อมทั้งข้อมูลเรื่องอาหารที่เราควร(หา)กินสำหรับเติมเต็มระหว่างค่ายนี้
จากนั้นก่อนถึงเวลานอน เรามีเวลาว่างล้างรถ จัดการแข่งเพื่อความสนุกสนานบนเทรนเนอร์ในห้องนั่งเล่น บ้างก็นั่งเล่นไพ่เดิมพันปลายนวมด้วยชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆที่ถอดแลกกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน, ฟังดูเป็นแคมป์ที่ไม่เลวเลยสินะครับ
เส้นทางซ้อมของเราลัดเลาะไปตามเส้นทางเดียวกับโปรระดับประเทศที่แข่งกันในทัวร์ดูปอง ลัดเลาะไปตามอุทยานแห่งชาติจอร์จวอชิงตันไต่เขาสลับขึ้นๆลงตลอด 30-60 ไมล์(48-96 กม.)เหล่าทีมงานโค้ชจะสลับกันปั่นขึ้นๆลงๆไปข้างพวกเราพื่อสอนและผลักดันแรงใจให้พวกเราต่อสู้เนินเขาสูงชันไปข้างหน้าจนจบเส้นทางให้ได้
วันที่หนักที่สุดสำหรับการปั่นคือวันพฤหัสฯ หลังจากสามวันที่ขุนเขาเนินชันสะสมตัวอยู่ในขาของพวกเราอย่างเต็มเปี่ยมแทบปริแตกออกมาจากเส้นใยกล้ามเนื้อทุกอณู การปั่นในวันที่สี่นี้แถมเพิ่มด้วยเขาลูกโตระยะทางกว่า 10 ไมล์(16 กม.) ชันและยาวอย่างไม่น่าเชื่อจากนั้นพักด้วย 5(8 กม.) ไมล์แบบทางราบหลอกตาแบบนี้สองลูก!! แน่นอนว่ามันไม่ใช่คอร์สการปั่นที่หนักที่สุดที่ผมเคยพบเจอมาในชีวิตแต่หลังจาก 60 ไมล์(96 กม.)สู่จุดสุดยอดสุดท้ายของวันที่ยอดเขาที่นักปั่นท้องถิ่นให้นามว่า"ช่องดอกอ้อ"ซึ่งโหดร้ายกว่าลูกอื่นๆในแถบนี้ด้วยลักษณะเส้นทางที่เป็นเนินหลอกตายาวไกลสูดสายตาราวกับว่ามันคือภาพลวงที่ไม่มีวันจบสิ้นหลังจากที่พบว่าแรงเราเริ่มหมดไปจากเส้นทางนั้นก็เข้าสู่ส่วนของเนินชันยาวไกลสุดขอบฟ้า ยิ่งเราเหนื่อยเท่าใหร่ ถนนก็ดูจะตั้งชันมากขึ้นๆ หัวใจเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ความชันมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะ 3 ไมล์(4.8 กม.)ของเนินยาวสุดขอบฟ้าเป็นเหมือนประตูส่งไปหา"ช่องดอกอ้อ"ซึ่งก็คือระยะ 100 หลา(หนึ่งสนามฟุตบอล) ที่ชันกว่า 16% (ถ้าจำไม่ผิดมันคือความชันของเนินกำแพงปูนของทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปากช่องครับ : ผู้แปล) ที่เรียกกันว่า"ช่อง"นั้นไม่ได้มาจากเพราะมันเป็นช่องเขาแต่อย่างไร แต่มันคือที่สำหรับเปิดช่องระหว่างผู้แข็งแรงและผู้แพ้ สำหรับเราทั้งสาม(คนเขียนและเพื่อนนักปั่นอีกสอง)ที่สุดแสนจะอ่อนล้าจากเส้นทางยาวนานก่อนถึงเนินนี้ เราฝ่าฟันจนพิชิตเนินและเส้นทางซ้อมวันนี้จนได้ นี่คือบทสรุปเล็กๆน้อยๆจากสิ่งที่เราได้มา
"การนั่งปั่น"
แนวคิด : รักษาร่างกายท่อนบนให้ผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาพลังงานให้คงอยู่มากที่สุดไม่ให้มันเสียไปอย่างไร้ประโยชน์จากการเกร็ง โยก ส่ายของร่างกายท่อนบนอย่างรุนแรงและตึงเครียด คิงกล่าวใว้ในการบรรยายว่า "การรักษาและลดพลังงานร่างกายท่อนบนลองไปเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ สร้างผลดีต่อกล้ามเนื้อขาอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในวันที่ต้องไต่เขายาวนาน หนักหน่วงหลายๆครั้ง"
กุญแจสำคัญ : จับแฮนด์รถด้วยการกำหลวมๆตลอดเวลา เพียงแตะสัมผัสเบาๆหรือรู้สึกว่ากำลังเคาะแตะแฮนด์อยู่ก็เพียงพอแล้ว ชวาร์ทบรรยายว่า "การกำมือเป็นเหมือนกับตัวชี้วัดการทำงานของกล้ามเนื้อเรา ในการปั่นขึ้นเขา หากมือเรากำหรือบีบแฮนด์แน่นมากๆ นั่นแปลว่าร่างกายท่อนบนของเรากำลังทำงานด้วยความเครียดของกล้ามเนื้อ"
เขย่าแขนเบาๆอย่างนุ่มนวล ส่ายหัวไปมาซ้ายขวามตามจังหวะการปั่น หรือแม้กระทั่งขยับปากพูดคุยกับอะไรซักอย่างเพื่อให้ขากรรไกรผ่อนคลายตลอดการปั่น "เมื่อใหร่ก็ตามที่แม้แต่กล้ามเนื้อชิ้นเล็กเกร็งเครียด นั่นแหละคือสัญญาณว่าอีกไม่นานกล้ามเนื้อขนาดใหญ่จะเกิดอาการล็อคตัวเอง", ชวาร์ทอธิบายต่อ
นักจักรยานโดยมาจะพยายามควบคุมร่างกายท่อนบนให้นิ่งสนิทอยู่กับที่เพื่อลดการเคลื่อนที่ที่สิ้นเปลืองพลังงานแต่ทั้งคิงและชวาร์ทให้ความเห็นตรงกันว่าการขยับย้ายอย่างผ่อนสบายนั้นดีกว่า "ร่างกายที่ไร้การเคลื่อนที่ต้องการกล้ามเนื้อเพื่อยึดมันแน่นเอาใว้" ชวาร์ทอธิบาย "ปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามแรงที่เกิดจากท่วงทำนองจังหวะการปั่นลูกบันไดของขาอย่างผ่อนคลายไร้อาการเกร็ง"
แต่เมื่อใหร่ก็ตามที่เริ่มรู้สึกว่าต้องปั่นด้วยท่าทีที่โยกย้ายซ้ายขวาหรือกดกระชั้นบดเบียดขึ้นลงเพื่อให้รถเคลื่อนที่ต่อไปแล้วล่ะก็ นั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่ระดับใกล้วิกฤติของกำลังที่จะต่อสู้กับแรงดึงดูดนี้ต่อไป ลองยืนขึ้นสู้ดีกว่า หมดทางแล้วที่จะนั่งบดต่อไปอย่างสิ้นเปลืองพลังงานอันมีค่า
เคล็ดเด็ด : เลื่อนก้นไปด้านหลังของเบาะเล็กน้อย ที่ตำแหน่งการนั่งนี้เราสามารถใช้กล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ๆอย่างต้นขาและสะโพกออกแรงกดบันไดได้มากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันที่ตำแหน่งบันไดอยู่ที่ 5 นาฬิกาเราสามารถออกแรงดึงบันไดได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปาดเท้าเหมือนตำแหน่งปกติซึ่งทำได้ยากยิ่งบนเขาสุงชัน เพื่อตรวจสอบว่ากำลังปั่นอยู่ในท่าทางที่ถูกหรือไม่นั้น สังเกตุได้จากส้นเท้าของเราเอง ที่ตำแหน่ง 5 นาฬิกา ส้นเท้าควรอยู่ต่ำกว่าลูกบันไดเพื่อดึงบันไดกลับขึ้นมาใหม่มากกว่าที่จะปาดลูกบันไดถอดหลัง ดังนั้นตลอดสโตรคที่ต้นขาถีบลงไปส้นเท้าจะคล้อยต่ำเสมอต่างกับบนทางราบทั่วไป เมื่อดึงจาก 5 นาฬิกาด้วยส้นเท้าต่ำกว่าปกติ จะทำให้เราผ่านจุดต่ำสุดของวงรอบปั่นไปได้ด้วยกำลังที่ต่อสู้กับแรงดึงดูดลบจุดอ่อนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาออกไป
"ได้เวลาลุกขึ้นสู้กันแล้ว!!"
แนวคิด : ใช้น้ำหนักร่างกายให้เป็นประโยชน์ ที่ท่านี้เราใช้งานขาและหลังน้อยลง
กุญแจสำคัญ : เปลี่ยนเกียร์หนักขึ้นซักเฟืองหรือสองเฟือง เมื่อลุกออกจากเบาะนิ่งแล้ว ร่างกายควรตั้งตรงมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไหล่อยู่เหนือแนวของแฮนด์จับ หลังช่วงล่างตรงสนิทส่งน้ำหนักและกำลังลงไปที่ขามากที่สุด พยายามอย่าก้มหลังอ่อนน้อมก้มหัวให้กับขุนเขาวางมือใว้บนมือเบรคอย่างสบายๆอย่าบีบแน่น ราวกับกำลังกุมไข่ไก่ซักฟองอยู่
ที่จุดบนสุดของวงรอบการปั่นถ่ายน้ำหนักไปที่ขาทันที ดังนั้นจักรยานจะเกิดการโยก(ไม่ใช่ตัวคนโยก) ไปทางนั้น และที่ตำแหน่งต่ำสุดของวงรอบการปั่น ลองพยายามที่จะตักบันไดช้อนม้วนขึ้นมาทางด้านหลัง(เพื่อความเข้าใจ เมื่อเราช้อนดึงขาซ้ายขึ้นมา จักรยานจึงถูกดึงเอนไปทางด้านซ้ายพร้อมทั้งทิ้งน้ำหนักร่างกายถ่ายเทไปยังขาขวา) ปล่อยให้จักรยานส่ายไปมาอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับรอบการปั่นที่คงที่ไปเรื่อยๆมีเส้นผ่านระยะแกว่งประมาณ 1 ฟุต "อย่าแม้แต่จะคิดที่จะใช้มือดึงและดันรถไปซ้ายขวาหรือบนล่างเด็ดขาด เพราะนั่นคือการเปลืองแรงและน้ำหนักร่างกายโดยเปล่าประโยชน์ ปล่อยให้งานทั้งหมดเป็นของราเรา แนวคิดนี้ใช้แฮนด์เพื่อพักร่างกายท่อนบนและประคองรถให้ไปตรงทางเท่านั้น แต่การโยกรถให้ทำโดยการกดทิ้งน้ำหนักผสมกับการคว้านตักขึ้นของขาอีกข้าง" คิงบรรยานเรื่องเทคนิคนี้
เคล็ดเด็ด : ค้นหาจังหวะที่เหมาะสมของการโยกย้ายที่สบายที่สุดไม่เร็วและช้าจนเกินไป นักจักรยานบางคนนิยมแนะนำให้โยกรถด้วยการดึงหรือกดแฮนด์ขึ้นและลง แต่คิงและชวาร์ทเห็นตรงกันว่าการทำเช่นนั้นเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอย่างยิ่งยวด เมื่อใหร่ก็ตามที่เส้นทางที่เราปีนสูงชันจนเราต้องออกแรงกดดึงรถไปมา นั่นแปลว่าเรากำลังฝืนอยู่กับแรงต้านที่มากเกินไปแล้ว กดเฟืองหลังเลื่อนไปเฟืองใหญ่ขึ้นได้แล้ว เพื่อรักษาท่วงท่าจังหวะเดิมให้สบายคงที่ต่อไป
บางครั้งคิงขะเซ็ทรถของเธอสำหรับเสตจการแข่งที่เต็มไปด้วยภูเขาให้เสต็มตั้งสูงกว่าปกติเล็กน้อย ที่ตำแหน่งนี้ร่างกายท่อนบนของเธอจะตั้งตรงกว่า ปล่อยให้หลังท่อนล่างทำงานได้ง่ายกว่าการก้มตัวมากๆ
"จังหวะจะโคน"
แนวคิด : เรียนรู้ที่จะค้นหาจังหวะที่เราสามารถใช้งานได้ทั้งท่านั่งและท่ายืน จังหวะสำหรับการเร่งเร้ากระชั้นกระชากหรือจังหวะสำหรับประคองเอื่อยเรื่อยดูเชิง
กุญแจสำคัญ : "จงระวังเมื่อเราไล่คนอื่นบนภูเขา" คิงกล่าว "มันเป็นเรื่องดีกว่าที่เราจะขี่ไปด้วยระดับที่ตัวเราค้นหาได้ ไปด้วยจังหวะและความหนักที่เหมาะสมที่สุดที่ค้นหามาได้ หากต้องไล่ อย่าไล่จนหลุดพ้นช่วงจังหวะที่เคยพบ หลายครั้งที่ชั้นอยู่กับกลุ่มหน้าที่หนีกลุ่มใหญ่ออกมา มีคนพยายามจะรุกเพื่อแยกกลุ่มออกไปอีก ชั้นตัดสินใจปล่อยพวกเค้าไปเมื่อพบว่าการกระชากนั้นมันเริ่มมากเกินกว่าจังหวะที่ชั้นเคยทำได้และส่งผลร้ายกับการปีนเขายาวนานข้างหน้า รักษาจังหวะของตนเองให้ตรงกับความเร็วของกลุ่มก่อนเกิดการรุกอีกครั้ง จากนั้นไม่นาน ชั้นสามารถตามเก็บแทบทุกคนในกลุ่มที่รุกหนีไปได้อีกครั้งโดยยังเหลือพลังสำหรับรุกไล่คนที่หลุดรอดไปได้"
"สำหรับคนะรรมดาที่ไม่ใช่พวกเหยี่ยวอินทรีหรือเพะภูเขาขนานแท้ มันได้ประโยชน์มากกว่าที่จะถึงยอดเขาช้ากว่าคนแรก 20 วินาทีแล้วมีร่างกายสดชื่นสามารถรุกไล่ในเขาลูกต่อไปหรือเส้นทางที่เหลือได้ แทนที่จะถึงยอดเขานำหน้ากลุ่มเพียง 5 วินาทีแต่อยู่ในสภาพใกล้ขีดแดงใช้พลังงานมหาศาลเกินจังหวะของตนเอง"
เคล็ดเด็ด : ในการปีนสั้นๆ พยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาจังหวะให้คงที่ตลอดทาง โดยไม่มีการเปลี่ยนท่าทางโดยไม่จำเป็น ยืนอยู่ก็ยืนให้ตลอด นั่งอยู่ก็นั่งไปจนจบ แม้ว่าจะต้องใช้พลังงานอย่างมากมายก็ตาม รักษาตำแหน่งให้อยู่กับกลุ่มให้ได้เพราะร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังจากการระเบิดพลังสั้นๆแบบนี้"มันง่ายกว่าที่จะฟื้นร่างกายจากความหนักมากแต่สั้นแทนที่จะต้องหนักน้อยกว่าแต่ยาวนาน"ชวาร์ทกล่าว (ผู้แปล : แต่ส่วนมากแล้ว...พอไปถึงยอดเนินก็จะมีคนกระตุกต่อไปอีก ไอ้คนที่ไต่มาแบบหมดถังเจอลูกนี้เข้าไป ร่วงทุกที )
จังหวะนั้นจำเป็นสำหรับทั้งท่านั่งและท่ายืนปั่นคิงและชวาร์ทบรรยายใว้ว่านักจักรยานแทบทุกคนจะมีท่าที่ถนัดกันคนละท่าไม่นั่งก็ยืนปั่น จงใช้ทั้งสองท่าอย่างคุ้มค่าและพึงคิดใว้เสมอเมื่อยู่ในท่าที่ไม่ถนัดว่าอย่าให้มันนานจนเกินไป "ฝึกฝนท่าที่ไม่ถนัด" คิงกล่าว "จากนั้นเติมเต็มรูปแบบการปั่นให้ได้ แอนนา ปกติเธอจะชอบนั่งปั่นและจะยืนปั่นในในเนินที่ยาวนานกว่า แต่สำหรับชั้น ชั้นเป็นพวกป่วนประสาทที่ชอบนั่งปั่นแล้วก็ยืน แล้วก็นั่งแล้วก็ยืน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ รักษาความเป็นตัวของตัวเองเอาใว้ อย่าเชื่อและทำตามคำแนะนำใดๆที่บอกให้นั่งเท่าใหร่ ยืนเท่าใหร่ เพราะแต่ละคนมีวิถีทางที่ต่างกัน ค้นหาอัตราส่วนและความพอดีของตนเองให้เจอ แต่จงแน่ใจว่าใช้ทั้งสองเทคนิคนี้อย่างมีประสิทธิภาพอย่ายึดและฝึกอยู่แบบเดียว"
การใช้เกียร์ที่ดีคือหัวใจของจังหวะที่ดี คิงและชวาร์ทเธอทั้งสองใข้จานหน้า 39 ฟันร่วมกับเกียร์หลัง 23 ฟัน( จ๊ากกกกกก : ผู้แปล) เธอแนะนำเฟืองหลัง 24,25 หรือ 26 สำหรับคนทั่วไป "เราต้องการน้ำหนักที่เราสามารถควงวงรอบปั่นได้" คิงกล่าว "จงอย่าอายที่จะใช้เฟืองใหญ่ทดน้ำหนักเบาๆ แต่ให้แน่ใจว่าเราจะไม่ใช้เฟืองนั้นเร็วจนเกินไป รักษามันใว้รอเวลาที่เหมาะสม"
"จงสอนตัวเองเสมอ"
แนวคิด : เตือนใจตนเองตลอดระยะเวลาที่ปีเขา สำรวจและพึงคำนึงถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรทำอยู่ตลอดเวลา
กุญแจสำคัญ : เฝ้ามองฮาร์ทเรท, กำลังปั่น, รอบขา และร่างกายตลอดอย่างน้อยๆทุกๆ 5 นาที พึงทบทวนสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่การรักษาความผ่อนคลาย รักษาจังหวะจะโคนที่เหมาะสม การใช้เกียร์ที่ดี ไปด้วยกำลังที่เหมาะที่ควร และ เปลี่ยนท่วงท่าการปั่นอย่างสมดุลย์และต่อเนื่อง
หรือใช้สิ่งรอบตัวเป็นสื่อการสอนให้มากที่สุด เช่นนับเสาไฟฟ้าวางแผนระยะเวลาการสลับการปั่นให้คงที่ วิเคราะห์เนินเขาแล้วใช้ต้นไม้หรือสิ่งสังเกตุริมทางเพื่อมาร์คตำแหน่งที่ควรเปลี่ยนเกียร์หรือท่าทางการปั่นให้สอดคล้องกับเส้นทาง หากละเลยสิ่งภายนอกเหล่านี้แล้วก้มหน้าก้มตาอยู่กับโซ่และเฟืองอย่างหน้ามืดตามัว สุดท้ายแล้วมักจะจบส้นลงที่การเอาชนะใจตัวเองจนเป็นการทารุณร่างกายสู่จุดวิกฤติเข้าจนได้
เคล็ดเด็ด : มุ่งมั่นเสมอ เงยหน้ามองไปสู่ความสำเร็จอย่างชาญแลาด อย่าก้มหน้าก้มตามองพื้นถนนที่ผ่านไปเบื้องล่างเพราะเราจะไม่มีทางรุ้เลยว่าอีกยาวเท่าใหร่จึงจะถึงที่หมาย ยิ่งทำให้ช่วงเวลานั้นยาวนานราวกับนรกทีเดียว หากกำลังตามหลังนักปั่นอีกคนที่เหมาะสม ก็เพียงยึดความสนใจอยู่กับที่ล้อหลังของคนข้างหน้าอย่างคงที่ ไม่ต้องคิดถึงอย่างอื่นมากนักรักษาเคล็ดลับทุกข้อและสนใจเพียงตามล้อนั้นไปเรื่อยๆ และเมื่อเหลือเพียงคนเดียวต่อสู้กับแรงดึงดูด จงมองไปข้างหน้าซัก 30-50 หลา(ครึ่งสนามฟุตบอล) มองหาที่หมายที่ต้องไปให้ถึง เมื่อถึงแล้วก็มองหาที่หมายต่อไปเรื่อยๆ
เมื่อขาร้อนผ่าว ปวดเกร็งสุดแสนจะทานทน หันความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่การหายใจ หายใจให้ช้าลง ลึกกว่าเดิม มันอาจจะฝืนและค้านกับสิ่งที่ร่างกายที่หอบสั่นกำลังเป็นอยู่ แต่หลังจากที่หายใจช้าและลึกจนได้อ็อกซิเจนอย่างเพียงพอไม่นานเราจะรู้สึกดีขึ้น และการที่หันความสนใจอยู่ที่การควบคุมลมหายใจก็เป็นทางออกที่ดีที่จะลืมความเจ็บปวดนั้นลงไปได้ขณะนึง
"สู้สู่จุดสุดยอด"
แนวคิด : ไปเลยไอ้เพื่อนยาก
กุญแจสำคัญ : "นักจักรยานส่วนมากจะบอกตัวเองว่าจะผ่อนและพักเมื่อพ้นยอดเขา แต่ชั้นกลับคิดตรงกันข้าม เมื่อถึงใกล้จุดสุดยอด ชั้นจะยิ่งกระชากกระชั้น เพิ่มเกียร์ให้หนักขึ้นอีกนิดแล้วออกแรงเพิ่มอีกหน่อย มันอาจไม่มีผลกับเวลาที่ต่างกันเท่าใหร่ แต่มันย่อมทำลายขวัญและพลังใจของนักปั่นทุกคนที่กำลังล้าอย่างที่สุดไปแล้ว บนยอดเนิน โบยบินทะยานขึ้นไปสู่จุดสุดยอดเมื่อเราเป็นผุ้นำ มันเพียงพอแล้วที่จะเขย่าขวัญผู้ตามให้ลองทบทวนความคิดของพวกเค้า"
เคล็ดเด็ด : แม้แต่สำหรับนักปั่นเพื่อสุขภาพและนักจักรยานท่องเที่ยวก็ควรหัดทำเช่นนี้เอาใว้ คิงกล่าวว่า "เมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอด คนส่วนมากจะปล่อยวางและละเลยฟอร์มที่ดีที่ต่อสู้มาตลอด การกระตุ้นให้ตัวเองทะยานไปเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะรวบรวมสมาธิกลับมาควบคุมตัวเองอีกครั้ง"
สู่จุดสุดยอด"
โดย บิล สตริคแลนด์
เรื่องราวมันเริ่มมาจากวันหนึ่งบนหนึ่่งในเนินเขาที่เป็นหนึ่งในขุมนรกแห่งเวอร์จิเนียท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยงามชองเชอนันดอห์วัลเลย์ ในขณะที่ผมกำลังติดสอยห้องตามมากับสหายนักปั่นอีก 7 ชีวิต กลุ่มเราเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่พอๆกับระยะทาง ไมล์แรกก็ไปอย่างเอื่อยเชื่องช้าและค่อยๆเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้เป็น 14 ไมล์(ประมาณ 22.4 กม.) เราก็ไปกันด้วยความเร็วเพียง 14 ไมล์ จากนั้นไม่นานพวกเราเริ่มเข้าสู่เนินเขายาวชัน ระยะทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจาก 15 เป็น 16 ความเร็วก็ตามไปด้วยจนกระทั่ง 17 และในที่สุด ที่ 18 ไมล์ก็มีผู้เปิดเกมส์บนเขาด้วยความเร็ว 18 ไมล์ต่อชั่วโมง(28.8 กม./ชม.) และที่ระยะ 23 ไมล์เราเข้าสู่ระดับความชันที่เหนือจะบรรยาย ดูเหมือนว่าที่เส้นทางนี้มันไม่ได้เหมาะเสียแล้วสำหรับบันไดปั่น แต่มันเหมาะกับการเคลื่อนที่ไปด้วยพื้นรองเท้าสับผัสพื้นมากกว่า.... และแล้วผมก็บอกลากลุ่มทิ้งห่างออกมาด้านหลังเรื่อยๆ มองดูพวกเค้าโบยบินขึ้นเขาไปพร้อมกับเสียงเพลงสวดใว้อาลัยอย่างเศร้าสร้อยแกมเหน็บแนมที่ดังมาจากเสียงโซ่และเฟืองของรถจักรยานที่อยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของผมนั่นเอง
ผมมองดูกลุ่มนักปั่นเคลื่อนที่ด้วยจังหวะจะโคนที่สวยงามไปสู่ยอดเขาอย่างมีชีวิตชีวา บางคนในกลุ่มนั้นนั่งปั่นตัวตรงสบายๆ ดูผ่อนคลายมองดูผู้อื่นโค้งตัวค้อมหลังก้มหน้าก้มตาปั่นราวกับผู้เป็นนายแห่งขุนเขามองดูเหล่าผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ เพียงไม่กี่อึดใจก่อนที่แผ่นหลังของพวกเค้าทั้งหมดจะลับสายตาหายไปหลังยอดเขาสูงสุด "ไมค์ ซอง" หนึ่งในนักแข่งระดับแนวหน้าจากชิคาโกก็หันมามองผม ปราศจากแววตาและสีหน้าที่ไม่สามารถเห็นผ่านทะลุแว่นกันแดดไปได้ แต่ด้วยท่านั่งปั่นสบาย ปล่อยมือสองข้างตัวตรง ราวกับว่าเค้ากำลังเล่นเมาท์ออร์แกนส่งเพลงบอกลาผมก่อนจะฝังผมด้วยดินก้อนสุดท้าย
นี่คือการต้อนรับสู่การเข้าแคมป์เก็บตัว"ไต่อย่างฉลาด" แคมป์ฝึกการปั่นขึ้นเขาที่เข้มข้นที่สุดจัดโดย เบ็ทซี่ คิง และ แอนนา ชวาร์ท 7 วันแห่งความร้อนแรง
เบ็ทซี่ คิง, เธอคือสุดยอดนักปั่นหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งสหรัฐฯยาวนานมากว่าทศวรรษด้วยชัยชนะที่นับไม่ถ้วน ผลงานกัปตันทีมชาติสหรัฐฯ ชนะ 2 เสตจในตูร์ เดอ ฟรองซ์ผู้หญิงจากการแข่ง 5 ครั้งรวมถึงครองเสื้อจ้าวภูเขายาวนานติดกันหลายช่วง สำหรับ แอนนา ชวาร์ท นั้น เธอคือนักกายภาพการกีฬาที่สร้างสถิติสำหรับการแข่งปั่น 24 ชั่วโมงของผู้หญิงถึงสองครั้ง(ปี 1992 และ 1993 ด้วยสถิติ 436.3 ไมล์) และเมื่อสองสาวนี้มาผนึกกำลังในประเภทปั่น 24 ชั่วโมงแทนดัม(รถปั่นสองคน) ก็ชนะและสร้างสถิติใว้ที่ 435 ไมล์
นี่คือหนึ่งในจำนวน 12 แคมป์ฝึกตัวพิเศษที่สองสาวนี้จัดอย่างสม่ำเสมอทุกๆปีที่มุ่งเน้นไปที่การไต่เขาอยางมีประสิทธิภาพ "การไต่เขาให้ดีขึ้นนั้นอาจเป็นทักษะที่นักปั่นทุกคนต้องการและยากเหลือเกินที่จะค้นหา แต่เราทั้งสองเชื่อว่าเราสามารถสอนให้ทุกคนไต่เขาได้ดีขึ้นด้วยการใข้พลังงานเท่าเดิม" คิง กล่าวใว้เมื่อตอนเปิดค่อยเก็บตัว
แน่นอนว่าหนทางที่ตรงที่สุดที่จะไต่เขาให้ดีที่สุดก็คือต้องแข็งแรงที่สุดแต่ทว่าการไต่เขาอย่างชาญแลาดนั้นก็สำคัญพอๆกับที่เราต้องไต่เขาเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง นักปั่นที่รู้วิธีปั่นอย่างแลาดจะไม่เสียพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ทั้งยังสามารถส่สงพลังไปทั่วถึงทุกอณูของจักรยาน ยังไม่รวมถึงเกมส์จิตวิทยาบนเขาสำหรับกำจัดคู่ต่อสู้รายอื่นที่มักจะได้ผลเสมอสำหรับพวกจิตอ่อน
คิงกล่าวอีกว่า "มันยากที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้เราไต่เขาได้เก่งขึ่้นในเวลาเพียง 7 วัน แต่ในสัปดาห์นี้เราทุกคนจะไต่เขาได้ดีขึ้นด้วยการไต่เขาอย่างมีเทคนิค"
นักปั่นทุกระดับก็สามารถใช้ระบบนี้เพื่อพัฒนาตัวเองได้ทั้งนั้นตั้งแต่ ชวาร์ท ผู้ซึ่งแข็งแรงมากๆอยู่แล้วแต่เธอต้องการไปให้ถึงขีดสุดจำกัดของร่างกายเธอ และ เทอรี่ วิทเทนเบิร์ก หนุ่มจอมอึดจากเท็กซัสผู้ซึ่งซ้อมอย่างทรหดทุกวันและสามวันในหนึ่งสัปดาห์จะซ้อมยาวนานกว่าร้อยไมล์(160 กิโลเมตร) รวมไปถึงหนุ่มน้อยวัย 15 ที่อยู่ในกลุ่มของเราอย่าง ร็อบ เซอร์ ซึ่งในอนาคตวันหนึ่งเค้าต้องเป็นทีมของนิตยสารเราหรือได้ขึ้นปกเข้าซักวัน(สิบกว่าปีผ่านไปสิบกว่าปีค้นหาชื่อเจ้านี่ไม่พบแล้วครับ ป่านนี้อายุ 30 แล้วไม่รู้หายไปใหน : ผู้แปล) และ นักไตรกีฬาที่ได้ชื่อว่าสุดยอดฟิตอย่าง ลอร่า ฟิแนน ลูกศิษย์ของคิงและชวาร์ทตลอดเวลา 4 ปีที่เธอสร้างค่ายเก็บตัวเหล่านี้(ปีละ 12 ค่าย) ได้ชนะกว่า 60 สนามชิงแชมป์สหรัฐฯรวมทั้งเหรียญอีกนับไม่ถ้วน
ในแคมป์นี้ยังมีนักปั่นประเภทเดียวกับผมผู้ซึ่งยังมีที่ว่างในถึงแห่งความแข็งแกร่งเหลืออีกมากมายอย่างนักแข่งหน้าใหม่คนหนึ่ง, นักปั่นเพื่อสุขภาพคนหนึ่ง และ นักแข่งสมัครเล่นที่เพิ่งผ่านมาเพียง 2 ทัวร์ ซึ่งพวกเราคงเป็นพวกแรกๆที่ได้ขึ้นรถจิบน้ำเย็นและอาบน้ำอุ่นก่อนเพื่อนทุกช่วงชองวันแน่นอน
เรามาเรื่องเข้าห้องเรียนกัน....
แคมป์เริ่มต้นในคืนวันอาทิตย์ ณ. รีสอร์ทแสนสบายห้องพักอบอุ่นในเวอร์จิเนียซึ่งปกติแล้วตั้งแต่หน้าร้อนจถึงฤดูใบไม้ร่วงละแวกนี้ทั้งหมดจะถูกจองเต็มล่วงหน้านานแสนนาน เป็นโชคดีของเราที่นี่เป็นช่วงที่เงียบสงบ ปราศจากสเยงเด็กแหกปาก เหล่าวัยรุ่นโวยวาย คิง และ ชวาร์ท แนะนำตัวเธอทั้งสองและผู้ช่วยโค้ชอีกสองคน(แฟรงค์ เลค, นักปั่นจักรยานยานเสือภูเขาชั้นนำ และ บ็อบบี โบเวน, โปรเสือหมอบชั้นนำของละแวกนั้น) ก่อนที่จะสนทนากับพวกเราทุกคนถึงเป้าหมายของแต่ละคน
ทุกเช้า เราจะเริ่มต้นด้วยการสนทนาเสมอ เราพูดคุยกันถึงเป้าหมายและจุดที่เราจะมุ่งเน้นในแต่ละวันที่เราปั่น กระทั่งเก้าโมงเช้า กลุ่มเริ่มปั่นสองแถวสบายๆโรลลิ่งกันไปกระทั่งสิบไมล์(16 กม.) กลุ่มจะแยกเป็นสองกลุ่มตามระดับความสามารถของนักปั่นไปเรื่อยๆตลอดทางจนกระทั่งบายสองโมง (5 ชั่วโมง) ก็จะได้เวลาอาหารเที่ยง (ค่าสมัครแคมป์นี้ 495$ (หมื่นสองสมัยนั้นหรือหมื่นหกพันบาททุกวันนี้) รวมที่พัก การบรรยาย รถเซอร์วิสอะไหล่พร้อมช่างประจำทีม รวมไปถึงอาหารเสริมพลังงานขณะปั่นตลอด 7 วันของแคมป์แต่ไม่รวมอาหาร)
พวกบ้าพลังบางพวกจะแถมต่ออีกนิดหน่อยก่อนหาอาหารเที่ยงลงท้อง แต่เราโดยส่วนมากจะนั่งๆนอนๆพักผ่อนพูดคุยสนทนาแบ่งปันเรื่องราวกันจนถึง 4 โมงเย็น คิงและทีมงานจะมาแบ่งกลุ่มบรรยายคอมเมนท์การปั่นเมื่อเช้านี้พร้อมทั้งสอนวิธีแก้ไข่ให้พวกเรา จากนั้นคิงจะบรรยายถึงเป้าหมายของวันรุ่งขึ้นพร้อมทั้งข้อมูลเรื่องอาหารที่เราควร(หา)กินสำหรับเติมเต็มระหว่างค่ายนี้
จากนั้นก่อนถึงเวลานอน เรามีเวลาว่างล้างรถ จัดการแข่งเพื่อความสนุกสนานบนเทรนเนอร์ในห้องนั่งเล่น บ้างก็นั่งเล่นไพ่เดิมพันปลายนวมด้วยชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆที่ถอดแลกกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน, ฟังดูเป็นแคมป์ที่ไม่เลวเลยสินะครับ
เส้นทางซ้อมของเราลัดเลาะไปตามเส้นทางเดียวกับโปรระดับประเทศที่แข่งกันในทัวร์ดูปอง ลัดเลาะไปตามอุทยานแห่งชาติจอร์จวอชิงตันไต่เขาสลับขึ้นๆลงตลอด 30-60 ไมล์(48-96 กม.)เหล่าทีมงานโค้ชจะสลับกันปั่นขึ้นๆลงๆไปข้างพวกเราพื่อสอนและผลักดันแรงใจให้พวกเราต่อสู้เนินเขาสูงชันไปข้างหน้าจนจบเส้นทางให้ได้
วันที่หนักที่สุดสำหรับการปั่นคือวันพฤหัสฯ หลังจากสามวันที่ขุนเขาเนินชันสะสมตัวอยู่ในขาของพวกเราอย่างเต็มเปี่ยมแทบปริแตกออกมาจากเส้นใยกล้ามเนื้อทุกอณู การปั่นในวันที่สี่นี้แถมเพิ่มด้วยเขาลูกโตระยะทางกว่า 10 ไมล์(16 กม.) ชันและยาวอย่างไม่น่าเชื่อจากนั้นพักด้วย 5(8 กม.) ไมล์แบบทางราบหลอกตาแบบนี้สองลูก!! แน่นอนว่ามันไม่ใช่คอร์สการปั่นที่หนักที่สุดที่ผมเคยพบเจอมาในชีวิตแต่หลังจาก 60 ไมล์(96 กม.)สู่จุดสุดยอดสุดท้ายของวันที่ยอดเขาที่นักปั่นท้องถิ่นให้นามว่า"ช่องดอกอ้อ"ซึ่งโหดร้ายกว่าลูกอื่นๆในแถบนี้ด้วยลักษณะเส้นทางที่เป็นเนินหลอกตายาวไกลสูดสายตาราวกับว่ามันคือภาพลวงที่ไม่มีวันจบสิ้นหลังจากที่พบว่าแรงเราเริ่มหมดไปจากเส้นทางนั้นก็เข้าสู่ส่วนของเนินชันยาวไกลสุดขอบฟ้า ยิ่งเราเหนื่อยเท่าใหร่ ถนนก็ดูจะตั้งชันมากขึ้นๆ หัวใจเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ความชันมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะ 3 ไมล์(4.8 กม.)ของเนินยาวสุดขอบฟ้าเป็นเหมือนประตูส่งไปหา"ช่องดอกอ้อ"ซึ่งก็คือระยะ 100 หลา(หนึ่งสนามฟุตบอล) ที่ชันกว่า 16% (ถ้าจำไม่ผิดมันคือความชันของเนินกำแพงปูนของทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปากช่องครับ : ผู้แปล) ที่เรียกกันว่า"ช่อง"นั้นไม่ได้มาจากเพราะมันเป็นช่องเขาแต่อย่างไร แต่มันคือที่สำหรับเปิดช่องระหว่างผู้แข็งแรงและผู้แพ้ สำหรับเราทั้งสาม(คนเขียนและเพื่อนนักปั่นอีกสอง)ที่สุดแสนจะอ่อนล้าจากเส้นทางยาวนานก่อนถึงเนินนี้ เราฝ่าฟันจนพิชิตเนินและเส้นทางซ้อมวันนี้จนได้ นี่คือบทสรุปเล็กๆน้อยๆจากสิ่งที่เราได้มา
"การนั่งปั่น"
แนวคิด : รักษาร่างกายท่อนบนให้ผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาพลังงานให้คงอยู่มากที่สุดไม่ให้มันเสียไปอย่างไร้ประโยชน์จากการเกร็ง โยก ส่ายของร่างกายท่อนบนอย่างรุนแรงและตึงเครียด คิงกล่าวใว้ในการบรรยายว่า "การรักษาและลดพลังงานร่างกายท่อนบนลองไปเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ สร้างผลดีต่อกล้ามเนื้อขาอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในวันที่ต้องไต่เขายาวนาน หนักหน่วงหลายๆครั้ง"
กุญแจสำคัญ : จับแฮนด์รถด้วยการกำหลวมๆตลอดเวลา เพียงแตะสัมผัสเบาๆหรือรู้สึกว่ากำลังเคาะแตะแฮนด์อยู่ก็เพียงพอแล้ว ชวาร์ทบรรยายว่า "การกำมือเป็นเหมือนกับตัวชี้วัดการทำงานของกล้ามเนื้อเรา ในการปั่นขึ้นเขา หากมือเรากำหรือบีบแฮนด์แน่นมากๆ นั่นแปลว่าร่างกายท่อนบนของเรากำลังทำงานด้วยความเครียดของกล้ามเนื้อ"
เขย่าแขนเบาๆอย่างนุ่มนวล ส่ายหัวไปมาซ้ายขวามตามจังหวะการปั่น หรือแม้กระทั่งขยับปากพูดคุยกับอะไรซักอย่างเพื่อให้ขากรรไกรผ่อนคลายตลอดการปั่น "เมื่อใหร่ก็ตามที่แม้แต่กล้ามเนื้อชิ้นเล็กเกร็งเครียด นั่นแหละคือสัญญาณว่าอีกไม่นานกล้ามเนื้อขนาดใหญ่จะเกิดอาการล็อคตัวเอง", ชวาร์ทอธิบายต่อ
นักจักรยานโดยมาจะพยายามควบคุมร่างกายท่อนบนให้นิ่งสนิทอยู่กับที่เพื่อลดการเคลื่อนที่ที่สิ้นเปลืองพลังงานแต่ทั้งคิงและชวาร์ทให้ความเห็นตรงกันว่าการขยับย้ายอย่างผ่อนสบายนั้นดีกว่า "ร่างกายที่ไร้การเคลื่อนที่ต้องการกล้ามเนื้อเพื่อยึดมันแน่นเอาใว้" ชวาร์ทอธิบาย "ปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามแรงที่เกิดจากท่วงทำนองจังหวะการปั่นลูกบันไดของขาอย่างผ่อนคลายไร้อาการเกร็ง"
แต่เมื่อใหร่ก็ตามที่เริ่มรู้สึกว่าต้องปั่นด้วยท่าทีที่โยกย้ายซ้ายขวาหรือกดกระชั้นบดเบียดขึ้นลงเพื่อให้รถเคลื่อนที่ต่อไปแล้วล่ะก็ นั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่ระดับใกล้วิกฤติของกำลังที่จะต่อสู้กับแรงดึงดูดนี้ต่อไป ลองยืนขึ้นสู้ดีกว่า หมดทางแล้วที่จะนั่งบดต่อไปอย่างสิ้นเปลืองพลังงานอันมีค่า
เคล็ดเด็ด : เลื่อนก้นไปด้านหลังของเบาะเล็กน้อย ที่ตำแหน่งการนั่งนี้เราสามารถใช้กล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ๆอย่างต้นขาและสะโพกออกแรงกดบันไดได้มากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันที่ตำแหน่งบันไดอยู่ที่ 5 นาฬิกาเราสามารถออกแรงดึงบันไดได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปาดเท้าเหมือนตำแหน่งปกติซึ่งทำได้ยากยิ่งบนเขาสุงชัน เพื่อตรวจสอบว่ากำลังปั่นอยู่ในท่าทางที่ถูกหรือไม่นั้น สังเกตุได้จากส้นเท้าของเราเอง ที่ตำแหน่ง 5 นาฬิกา ส้นเท้าควรอยู่ต่ำกว่าลูกบันไดเพื่อดึงบันไดกลับขึ้นมาใหม่มากกว่าที่จะปาดลูกบันไดถอดหลัง ดังนั้นตลอดสโตรคที่ต้นขาถีบลงไปส้นเท้าจะคล้อยต่ำเสมอต่างกับบนทางราบทั่วไป เมื่อดึงจาก 5 นาฬิกาด้วยส้นเท้าต่ำกว่าปกติ จะทำให้เราผ่านจุดต่ำสุดของวงรอบปั่นไปได้ด้วยกำลังที่ต่อสู้กับแรงดึงดูดลบจุดอ่อนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาออกไป
"ได้เวลาลุกขึ้นสู้กันแล้ว!!"
แนวคิด : ใช้น้ำหนักร่างกายให้เป็นประโยชน์ ที่ท่านี้เราใช้งานขาและหลังน้อยลง
กุญแจสำคัญ : เปลี่ยนเกียร์หนักขึ้นซักเฟืองหรือสองเฟือง เมื่อลุกออกจากเบาะนิ่งแล้ว ร่างกายควรตั้งตรงมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไหล่อยู่เหนือแนวของแฮนด์จับ หลังช่วงล่างตรงสนิทส่งน้ำหนักและกำลังลงไปที่ขามากที่สุด พยายามอย่าก้มหลังอ่อนน้อมก้มหัวให้กับขุนเขาวางมือใว้บนมือเบรคอย่างสบายๆอย่าบีบแน่น ราวกับกำลังกุมไข่ไก่ซักฟองอยู่
ที่จุดบนสุดของวงรอบการปั่นถ่ายน้ำหนักไปที่ขาทันที ดังนั้นจักรยานจะเกิดการโยก(ไม่ใช่ตัวคนโยก) ไปทางนั้น และที่ตำแหน่งต่ำสุดของวงรอบการปั่น ลองพยายามที่จะตักบันไดช้อนม้วนขึ้นมาทางด้านหลัง(เพื่อความเข้าใจ เมื่อเราช้อนดึงขาซ้ายขึ้นมา จักรยานจึงถูกดึงเอนไปทางด้านซ้ายพร้อมทั้งทิ้งน้ำหนักร่างกายถ่ายเทไปยังขาขวา) ปล่อยให้จักรยานส่ายไปมาอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับรอบการปั่นที่คงที่ไปเรื่อยๆมีเส้นผ่านระยะแกว่งประมาณ 1 ฟุต "อย่าแม้แต่จะคิดที่จะใช้มือดึงและดันรถไปซ้ายขวาหรือบนล่างเด็ดขาด เพราะนั่นคือการเปลืองแรงและน้ำหนักร่างกายโดยเปล่าประโยชน์ ปล่อยให้งานทั้งหมดเป็นของราเรา แนวคิดนี้ใช้แฮนด์เพื่อพักร่างกายท่อนบนและประคองรถให้ไปตรงทางเท่านั้น แต่การโยกรถให้ทำโดยการกดทิ้งน้ำหนักผสมกับการคว้านตักขึ้นของขาอีกข้าง" คิงบรรยานเรื่องเทคนิคนี้
เคล็ดเด็ด : ค้นหาจังหวะที่เหมาะสมของการโยกย้ายที่สบายที่สุดไม่เร็วและช้าจนเกินไป นักจักรยานบางคนนิยมแนะนำให้โยกรถด้วยการดึงหรือกดแฮนด์ขึ้นและลง แต่คิงและชวาร์ทเห็นตรงกันว่าการทำเช่นนั้นเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอย่างยิ่งยวด เมื่อใหร่ก็ตามที่เส้นทางที่เราปีนสูงชันจนเราต้องออกแรงกดดึงรถไปมา นั่นแปลว่าเรากำลังฝืนอยู่กับแรงต้านที่มากเกินไปแล้ว กดเฟืองหลังเลื่อนไปเฟืองใหญ่ขึ้นได้แล้ว เพื่อรักษาท่วงท่าจังหวะเดิมให้สบายคงที่ต่อไป
บางครั้งคิงขะเซ็ทรถของเธอสำหรับเสตจการแข่งที่เต็มไปด้วยภูเขาให้เสต็มตั้งสูงกว่าปกติเล็กน้อย ที่ตำแหน่งนี้ร่างกายท่อนบนของเธอจะตั้งตรงกว่า ปล่อยให้หลังท่อนล่างทำงานได้ง่ายกว่าการก้มตัวมากๆ
"จังหวะจะโคน"
แนวคิด : เรียนรู้ที่จะค้นหาจังหวะที่เราสามารถใช้งานได้ทั้งท่านั่งและท่ายืน จังหวะสำหรับการเร่งเร้ากระชั้นกระชากหรือจังหวะสำหรับประคองเอื่อยเรื่อยดูเชิง
กุญแจสำคัญ : "จงระวังเมื่อเราไล่คนอื่นบนภูเขา" คิงกล่าว "มันเป็นเรื่องดีกว่าที่เราจะขี่ไปด้วยระดับที่ตัวเราค้นหาได้ ไปด้วยจังหวะและความหนักที่เหมาะสมที่สุดที่ค้นหามาได้ หากต้องไล่ อย่าไล่จนหลุดพ้นช่วงจังหวะที่เคยพบ หลายครั้งที่ชั้นอยู่กับกลุ่มหน้าที่หนีกลุ่มใหญ่ออกมา มีคนพยายามจะรุกเพื่อแยกกลุ่มออกไปอีก ชั้นตัดสินใจปล่อยพวกเค้าไปเมื่อพบว่าการกระชากนั้นมันเริ่มมากเกินกว่าจังหวะที่ชั้นเคยทำได้และส่งผลร้ายกับการปีนเขายาวนานข้างหน้า รักษาจังหวะของตนเองให้ตรงกับความเร็วของกลุ่มก่อนเกิดการรุกอีกครั้ง จากนั้นไม่นาน ชั้นสามารถตามเก็บแทบทุกคนในกลุ่มที่รุกหนีไปได้อีกครั้งโดยยังเหลือพลังสำหรับรุกไล่คนที่หลุดรอดไปได้"
"สำหรับคนะรรมดาที่ไม่ใช่พวกเหยี่ยวอินทรีหรือเพะภูเขาขนานแท้ มันได้ประโยชน์มากกว่าที่จะถึงยอดเขาช้ากว่าคนแรก 20 วินาทีแล้วมีร่างกายสดชื่นสามารถรุกไล่ในเขาลูกต่อไปหรือเส้นทางที่เหลือได้ แทนที่จะถึงยอดเขานำหน้ากลุ่มเพียง 5 วินาทีแต่อยู่ในสภาพใกล้ขีดแดงใช้พลังงานมหาศาลเกินจังหวะของตนเอง"
เคล็ดเด็ด : ในการปีนสั้นๆ พยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาจังหวะให้คงที่ตลอดทาง โดยไม่มีการเปลี่ยนท่าทางโดยไม่จำเป็น ยืนอยู่ก็ยืนให้ตลอด นั่งอยู่ก็นั่งไปจนจบ แม้ว่าจะต้องใช้พลังงานอย่างมากมายก็ตาม รักษาตำแหน่งให้อยู่กับกลุ่มให้ได้เพราะร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังจากการระเบิดพลังสั้นๆแบบนี้"มันง่ายกว่าที่จะฟื้นร่างกายจากความหนักมากแต่สั้นแทนที่จะต้องหนักน้อยกว่าแต่ยาวนาน"ชวาร์ทกล่าว (ผู้แปล : แต่ส่วนมากแล้ว...พอไปถึงยอดเนินก็จะมีคนกระตุกต่อไปอีก ไอ้คนที่ไต่มาแบบหมดถังเจอลูกนี้เข้าไป ร่วงทุกที )
จังหวะนั้นจำเป็นสำหรับทั้งท่านั่งและท่ายืนปั่นคิงและชวาร์ทบรรยายใว้ว่านักจักรยานแทบทุกคนจะมีท่าที่ถนัดกันคนละท่าไม่นั่งก็ยืนปั่น จงใช้ทั้งสองท่าอย่างคุ้มค่าและพึงคิดใว้เสมอเมื่อยู่ในท่าที่ไม่ถนัดว่าอย่าให้มันนานจนเกินไป "ฝึกฝนท่าที่ไม่ถนัด" คิงกล่าว "จากนั้นเติมเต็มรูปแบบการปั่นให้ได้ แอนนา ปกติเธอจะชอบนั่งปั่นและจะยืนปั่นในในเนินที่ยาวนานกว่า แต่สำหรับชั้น ชั้นเป็นพวกป่วนประสาทที่ชอบนั่งปั่นแล้วก็ยืน แล้วก็นั่งแล้วก็ยืน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ รักษาความเป็นตัวของตัวเองเอาใว้ อย่าเชื่อและทำตามคำแนะนำใดๆที่บอกให้นั่งเท่าใหร่ ยืนเท่าใหร่ เพราะแต่ละคนมีวิถีทางที่ต่างกัน ค้นหาอัตราส่วนและความพอดีของตนเองให้เจอ แต่จงแน่ใจว่าใช้ทั้งสองเทคนิคนี้อย่างมีประสิทธิภาพอย่ายึดและฝึกอยู่แบบเดียว"
การใช้เกียร์ที่ดีคือหัวใจของจังหวะที่ดี คิงและชวาร์ทเธอทั้งสองใข้จานหน้า 39 ฟันร่วมกับเกียร์หลัง 23 ฟัน( จ๊ากกกกกก : ผู้แปล) เธอแนะนำเฟืองหลัง 24,25 หรือ 26 สำหรับคนทั่วไป "เราต้องการน้ำหนักที่เราสามารถควงวงรอบปั่นได้" คิงกล่าว "จงอย่าอายที่จะใช้เฟืองใหญ่ทดน้ำหนักเบาๆ แต่ให้แน่ใจว่าเราจะไม่ใช้เฟืองนั้นเร็วจนเกินไป รักษามันใว้รอเวลาที่เหมาะสม"
"จงสอนตัวเองเสมอ"
แนวคิด : เตือนใจตนเองตลอดระยะเวลาที่ปีเขา สำรวจและพึงคำนึงถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรทำอยู่ตลอดเวลา
กุญแจสำคัญ : เฝ้ามองฮาร์ทเรท, กำลังปั่น, รอบขา และร่างกายตลอดอย่างน้อยๆทุกๆ 5 นาที พึงทบทวนสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่การรักษาความผ่อนคลาย รักษาจังหวะจะโคนที่เหมาะสม การใช้เกียร์ที่ดี ไปด้วยกำลังที่เหมาะที่ควร และ เปลี่ยนท่วงท่าการปั่นอย่างสมดุลย์และต่อเนื่อง
หรือใช้สิ่งรอบตัวเป็นสื่อการสอนให้มากที่สุด เช่นนับเสาไฟฟ้าวางแผนระยะเวลาการสลับการปั่นให้คงที่ วิเคราะห์เนินเขาแล้วใช้ต้นไม้หรือสิ่งสังเกตุริมทางเพื่อมาร์คตำแหน่งที่ควรเปลี่ยนเกียร์หรือท่าทางการปั่นให้สอดคล้องกับเส้นทาง หากละเลยสิ่งภายนอกเหล่านี้แล้วก้มหน้าก้มตาอยู่กับโซ่และเฟืองอย่างหน้ามืดตามัว สุดท้ายแล้วมักจะจบส้นลงที่การเอาชนะใจตัวเองจนเป็นการทารุณร่างกายสู่จุดวิกฤติเข้าจนได้
เคล็ดเด็ด : มุ่งมั่นเสมอ เงยหน้ามองไปสู่ความสำเร็จอย่างชาญแลาด อย่าก้มหน้าก้มตามองพื้นถนนที่ผ่านไปเบื้องล่างเพราะเราจะไม่มีทางรุ้เลยว่าอีกยาวเท่าใหร่จึงจะถึงที่หมาย ยิ่งทำให้ช่วงเวลานั้นยาวนานราวกับนรกทีเดียว หากกำลังตามหลังนักปั่นอีกคนที่เหมาะสม ก็เพียงยึดความสนใจอยู่กับที่ล้อหลังของคนข้างหน้าอย่างคงที่ ไม่ต้องคิดถึงอย่างอื่นมากนักรักษาเคล็ดลับทุกข้อและสนใจเพียงตามล้อนั้นไปเรื่อยๆ และเมื่อเหลือเพียงคนเดียวต่อสู้กับแรงดึงดูด จงมองไปข้างหน้าซัก 30-50 หลา(ครึ่งสนามฟุตบอล) มองหาที่หมายที่ต้องไปให้ถึง เมื่อถึงแล้วก็มองหาที่หมายต่อไปเรื่อยๆ
เมื่อขาร้อนผ่าว ปวดเกร็งสุดแสนจะทานทน หันความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่การหายใจ หายใจให้ช้าลง ลึกกว่าเดิม มันอาจจะฝืนและค้านกับสิ่งที่ร่างกายที่หอบสั่นกำลังเป็นอยู่ แต่หลังจากที่หายใจช้าและลึกจนได้อ็อกซิเจนอย่างเพียงพอไม่นานเราจะรู้สึกดีขึ้น และการที่หันความสนใจอยู่ที่การควบคุมลมหายใจก็เป็นทางออกที่ดีที่จะลืมความเจ็บปวดนั้นลงไปได้ขณะนึง
"สู้สู่จุดสุดยอด"
แนวคิด : ไปเลยไอ้เพื่อนยาก
กุญแจสำคัญ : "นักจักรยานส่วนมากจะบอกตัวเองว่าจะผ่อนและพักเมื่อพ้นยอดเขา แต่ชั้นกลับคิดตรงกันข้าม เมื่อถึงใกล้จุดสุดยอด ชั้นจะยิ่งกระชากกระชั้น เพิ่มเกียร์ให้หนักขึ้นอีกนิดแล้วออกแรงเพิ่มอีกหน่อย มันอาจไม่มีผลกับเวลาที่ต่างกันเท่าใหร่ แต่มันย่อมทำลายขวัญและพลังใจของนักปั่นทุกคนที่กำลังล้าอย่างที่สุดไปแล้ว บนยอดเนิน โบยบินทะยานขึ้นไปสู่จุดสุดยอดเมื่อเราเป็นผุ้นำ มันเพียงพอแล้วที่จะเขย่าขวัญผู้ตามให้ลองทบทวนความคิดของพวกเค้า"
เคล็ดเด็ด : แม้แต่สำหรับนักปั่นเพื่อสุขภาพและนักจักรยานท่องเที่ยวก็ควรหัดทำเช่นนี้เอาใว้ คิงกล่าวว่า "เมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอด คนส่วนมากจะปล่อยวางและละเลยฟอร์มที่ดีที่ต่อสู้มาตลอด การกระตุ้นให้ตัวเองทะยานไปเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะรวบรวมสมาธิกลับมาควบคุมตัวเองอีกครั้ง"
- จตุพงศ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 242
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 10:35
- Tel: 0810093004
- team: น้ำตาลไทยอุดรธานี บ้านผือ
- Bike: wheeler Pinarello F10,Pinarello Prince
- ตำแหน่ง: อุดรธานี
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
เอากันอีกแล้วนะ จัดไป
- ไฟล์แนบ
-
- IMG_0043.jpg (52.55 KiB) เข้าดูแล้ว 306 ครั้ง
- ข้าวโอ๊ต
- ขาประจำ
- โพสต์: 5774
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:51
- Tel: 089-6815542
- team: DZG : Dream Zone Generation
- Bike: Giant Nrs Ds/1
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
จตุพงศ์ เขียน:เอากันอีกแล้วนะ จัดไป
เราจะไม่ทิ้งกัน จำไว้
- nornen
- ขาประจำ
- โพสต์: 851
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 15:05
- Tel: 0895887585
- team: ลูกแกหนุกหนาน
- Bike: jamis
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
อุ๊ย..... แน่นิ่งเลย
โดยเต็มตีนเลยเรา (ทีไครทีมัน เผลอเมื่อไหร่โดยแน่)
.........
แค้นนี้ต้องชำระ 
.........
- run_arawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 335
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 09:46
- Tel: 081-8571040
- team: ลูกแก..หนุกหนาน
- Bike: spider,bianchi,scapel,s3,sl3
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
เย็นนี้ออกกันมั๊ยครับ ออกแรงกันก่อนไปลอยกระทง หยุดไปสามวัน
อาการอยากหมดแรงมันกำเริบ อิอิอิ
อาการอยากหมดแรงมันกำเริบ อิอิอิ
ชาวลูกแกหนุกหนาน และเพื่อนๆต่างชมรมทุกท่านมาเสวนากันบ้างเด้อ ที่นี่เลย กดเบาๆนะเค้าเจ็บ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p1068232
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p1068232
- ข้าวโอ๊ต
- ขาประจำ
- โพสต์: 5774
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:51
- Tel: 089-6815542
- team: DZG : Dream Zone Generation
- Bike: Giant Nrs Ds/1
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
run_arawan เขียน:เย็นนี้ออกกันมั๊ยครับ ออกแรงกันก่อนไปลอยกระทง หยุดไปสามวัน
อาการอยากหมดแรงมันกำเริบ อิอิอิ
พี่รันแรงหมด แล้วผมจะมีแรงไหมเนี้ยยยย
เราจะไม่ทิ้งกัน จำไว้
- จตุพงศ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 242
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 10:35
- Tel: 0810093004
- team: น้ำตาลไทยอุดรธานี บ้านผือ
- Bike: wheeler Pinarello F10,Pinarello Prince
- ตำแหน่ง: อุดรธานี
Re: สรุปทริป ลูกแก-ดำเนินสะดวก จากพวกเราชมรม ลูกแก หนุก..หนาน
มีแต่พวกแรงกันทั่งนั่นไม่เห็นใจเราบ้างเลย
- ไฟล์แนบ
-
- .jpg (60.27 KiB) เข้าดูแล้ว 269 ครั้ง
- nornen
- ขาประจำ
- โพสต์: 851
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 15:05
- Tel: 0895887585
- team: ลูกแกหนุกหนาน
- Bike: jamis