โพสต์
โดย ลุงเนตร »
*..สวัสดี..หลาน.."เอส-เมอรริด้า"..
..แล้วก็มีโอกาสได้เปิดทริปของตัวเองจนได้..
..ตลอดรอบวงกลมนั้น ไม่มีช่วงไหนที่หนักหนาเท่า "ดอยอินทนนท์" จึงไม่ต้องกลัว..
..ตามกำหนดวันและระยะทางที่วางไว้แล้วนั้น สบายมาก ปั่นแบบซึมซับกับบรรยากาศและธรรมชาติกับถ่ายภาพได้เต็มที่เลย บ่าย ๆ ก็คงถึงแล้ว..
..ขอให้หลานและเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ร่วมทริปจงสนุกกับทริปนี้ และปลอดภัย..
..ด้วยรักและผูกพันธ์ชาวจักรยานด้วยกัน ขอมอบบทความ "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" มาให้อ่านกันก่อนเดินทางด้วย เพื่อความปลอดภัยในระหว่างลงเขาสูง..
.. ดังนี้.-
",,ช้า ๆ ได้.."พร้า"..เล่มงาม,,"
ท่านที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมคงเคยได้ยินคำพังเพยที่จั่วหัวเรื่องข้างต้นมาบ้าง ส่วนรุ่นน้อง ๆ ลูกและหลานนั้น จะเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ก็สุดแท้แต่ ถึงตรงนี้ผมคิดว่าคงจะมีหลายท่านอยากทราบว่า "ข้า ๆ" แล้วจะมาเกี่ยวกับการได้ "มีด" (แปลมาจาก "พร้า" เล่มงามได้อย่างไร
ครับ..ก็คงจะต้องขอเวลาเล่าแจ้งกันยาวหน่อย..เรื่องมีอยู่ว่า "การออกทริปนั้น ถ้าทริปใดมีถนนหนทางราบเรียบ ก็นับเป็นทริปที่ขี่สบาย แต่ถ้าทริปใดมีทางราบเรียบ, ขลุขละ, ขึ้นเขา, ลงเขาถนนเรียบและขลุขละสลับกันอย่างนี้ซิ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นทริปที่..โหด..มัน..ฮา ของเหลามือเก่าและอาจจะรวมถึงมือกลางเก่ากลางใหม่ทั้งหลายด้วย เพราะจากประสบการณ์ที่รู้เห็นมาบางท่านได้ขี่รถในทางราบเรียบโดยตลอดก็มีความสุขแล้ว..บางท่านชอบขี่ทางราบแต่ต้องเป็นทางลูกรังขลุขละถึงมีความสุข..บางท่านต้องเป็นทางในลักษณะ..โหด..มัน..ฮา..ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คนเรา..นานา จิตตํ.(ต่างจิตต์ต่างใจ)
ผู้เขียนเองขี่รถจักรยานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เริ่มตั้งแต่เลิกโหนรถเมล์จากโพธิ์สามต้น ฝั่งธน ไปประตูน้ำ เป็นขี่รถจักรยานไปทำงาน..ไปธุระ..ไปออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือการขี่จักรยานในตอนเช้า..ขี่ไปจ่ายกับข้าว..ขี่บนถนนทุกรูปแบบ ทั้งในเมืองหลวง..ชนบท..ป่า..เขา..อุบัติเหตุนะหรือ? เคยครับ หลายครั้งด้วย
ถึงวันนี้ผมยังปลอดภัยอยู่ได้ก็คงเป็นเพราะความโชคดีกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานมากมาย ดังได้มีปรากฏอยู่ในเวบฯนี้แล้ว (บัญญัติ 32 ประการ) กับอีกประสบการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ ใคร่ขอบอกให้ทราบเพิ่มเติมคือ ในการออกทริปของผมทุกทริป ไม่ว่าสภาพถนนจะเป็นอย่างไร ผมจะเตือนเพื่อนร่วมทริปก่อนออกเดินทางเสมอว่าให้ขี่ด้วยความระมัดระวัง ยิ่งในช่วงก่อนลงเนินหรือลงเขาสูง ๆ ผมยิ่งเตือนและกำชับเขาว่า "อย่าลงเร็วนะ..อันตราย" ผมเองก็จะบังคับรถลงไปช้า ๆ กว่าใคร ๆ จนบางท่านมองว่า ผมลงเขาไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ ก็ช่างเถอะ ผมยอมเป็นผู้ถูกมองในลักษณะนั้นตลอดมาจนปัจจุบัน
ต่อเมื่อในระยะหลัง ๆ นี้ เห็นเพื่อนร่วมทริปลงเขาแล้วล้มได้รับบาดเจ็บหลายคน (ทริป ททท.จักรยานสามแผ่นดินไทย-จีน-ลาว ครั้งที่ 1) และได้ทราบข่าวของทริปอื่น ๆ อยู่เนื่อง ๆ การนี้ผมจึงนั่งนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้ ต้องรีบบอกประสบการณ์ใหม่ที่ว่า "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" หรือแปลได้ว่า "ลงเขาช้า ๆ ได้อรรถรสที่วิเศษสุด" นั้นอย่างไร คือระยะที่ผมผ่านอายุ 50 ปีมาแล้วก็คิดมาก กลัวรถแซงซ้อนคันมาเต็มถนน, กลัวรถล้มแล้วพิการไม่ได้ขี่รถเที่ยว, กลัวไปสาระพัด ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่ผมจะลงเนินหรือเขาสูง จิตต์ต้องสั่งใจให้บังคับกายคือมือทั้งสองข้างบีบเบรคบังคับรถให้วิ่งลงในความเร็วเพียง 15-20 กม./ชม. ตั้งแต่ยอดเนินหรือยอดเขาสูงเลย ให้รถเคลื่อนไหลลงไปเรื่อย ๆ
ข้อดีก็คือ ปลอดภัยและได้รับความสุข..สนุก..ในขณะที่รถเคลื่อนลงไปช้า ๆ ได้ลิ้มรสหอมหวานของดอกไม้..สายลม..แสงแดดตลอดถึงเสียงหรีดหริ่งเรไร..มด..หนู..จิ้งจง..ตุ๊กแกฯ และได้รับความมันส์ของการ "ดาวฮิล" นาน ๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์และธรรมชาติสองข้างทางจากจุดสูงสุด ลงไปจนต่ำสุดมากและนาน กระนั้นสำหรับผมแล้วยังเห็นว่าไม่เพียงพอกับการที่จะชดเชยที่ต้องขี่ไต่ขึ้นเป็นเวลานาน..หนักและเหนื่อย กว่าจะถึงยอดเขาหรือเนินสูงนั้นหรอก
ข้อเสียในการลงช้า เท่าที่ผมเห็นมีเพียงเปลืองยางเบรค(ก่อนออกทริปต้องตรวจยางเบรค หากเห็นว่าเหลือน้อยต้องเปลี่ยนใหม่ หรือมีอะไหล่ติดไปด้วย) เมื่อยมือและนิ้วสองนิ้วของมือทั้งสองข้าง (นิ้วกลางกับนิ้วนาง) ที่ใช้บีบเบรค ผมก็หยุดพักระหว่างทางลง บริหารมือและนิ้วกับเพื่อให้ขอบล้อที่ถูกยางเบรคบีบแน่นและนาน คลายความร้อนไปบ้าง พร้อมกันนั้นก็ชมวิวสวย ๆ รอบกายที่อยู่ในระดับสูงไปด้วย สักครู่พอหายเมื่อยล้าแล้วจึงลงไปต่อ..ทำลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะลงสู่พื้นราบ
อันการลงเขาลักษณะนี้ผมปฏิบัติอยู่เป็นประจำ หลายท่านที่เคยร่วมทริปกับผมจะทราบ ถึงที่หมายช้า..เราขี่ท่องเที่ยว ถึงที่หมายเร็วไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร จริงอยู่ถึงช้าอาจจะไม่มีทำเลที่กางเต๊นท์ที่สุดเฉียบ..ได้อาบน้ำ..พักผ่อน..ทานอาหารช้ากว่าเพื่อน ๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ในมุมกลับกันกับ "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" ก็คือ "เร็ว ๆ ได้พร้าเล่มหัก" นัยยะนี้หมายถึงการลงจากเนินหรือเขาสูงโดยปล่อยให้รถไหลลงเร็วมากกว่า 20 ก.ม./ชม. ผู้ขี่ต้องอยู่ในสมาธิแน่วแน่นิ่ง ตาต้องมองอยู่ที่พื้นผิวถนนว่าเรียบ, ขลุขละ, หลุมบ่อ, หินลอย, ทางตรง, ทางโค้งกว้างหรือแคบ, มีรถสวนหรือสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เดินขวางอยู่บนถนนหรือไม่ ฯลฯ ไม่ได้ดู..ไม่ได้มอง..ไม่ได้เห็นวิวทิวทัศน์ไกล ๆ รอบด้าน และธรรมชาติสองข้างทางอย่างสะตา..สะใจเลย ระยะเวลาการเสพสุขกับการลงเนินหรือเขาสูงสั้น (ขี่ขึ้นเป็นชั่วโมง ตอนลงสิบห้านาทีก็พ้นทางลงแล้ว หมดสนุก)
ถ้าเกิด..ถ้าเกิด "อุบัติเหตุ" จากอุปสรรคต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นบวกกับความเร็วของรถ ก็ขอให้ลองนึกกันดูเอาเองดีกว่าว่าจะเจ็บมากน้อยเพียงใด คงต้องไปขออาศัยใช้คำว่า "โชค" ซึ่งก็เป็นเพียงเราคิดเอาเองหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วเท่านั้น ผลดีของการลงเขาเร็วนั้นจริง ๆ แล้ว แทบไม่มีเลย ในความเห็นของผมเห็นว่ามีแต่ดีหลอก ๆ หรือดีจอมปลอม ที่ท่านผู้นั้นคิดเอง ทำเอง ทึกทักเอาเอง คือ ได้เห็นสายตาของผู้อื่นหลายคู่ชื่นชมตนว่าลงเขาเก่ง โก้ และหลงผิดอยู่กับความคิดที่ว่า "ลงเร็ว..ได้ลิ้มรสความมันและสนุกสะใจกับความเร็ว" จนลืมคิดถึง "อุบัติเหตุ..อันตราย" ที่จะเกิดจากการลงเร็วได้ง่ายกว่าการลงช้า...
ขอเพิ่มอีกนิดเมื่อขี่รถขึ้นถึงยอดเนินหรือยอดเขาสูงแล้ว ก่อนขี่ลง..จงหยุดพักเหนื่อย..คลายความเคลียดและเมื่อยล้าของร่างกายตลอดระยะทางและเวลาที่ขี่ขึ้นเขามา ดื่มน้ำ..ล้างหน้า..เช็ดหน้า..เช็ดแว่นให้ใสแจ๋ว แล้วมองไปรอบ ๆ ชมวิวทิวทัศน์..ธรรมชาติจากมุมสูงบนยอดเขาให้สะใจ สาสมกับความเหนื่อยยากตอนไต่ขึ้นจนพอใจแล้ว จึงขี่ลงช้า ๆ ถนนยิ่งสูงชันและขลุขละเลวร้ายมากเท่าไร ยิ่งต้องบังคับรถให้ช้ายิ่งขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดถ้าเบรคไม่อยู่ด้วยความชัน จนต้องลงจูงก็ต้องยอม จงอย่ากลัวเสียชื่อ, เสียหน้า, เสียเหลี่ยม, เสียฟอร์ม, เสียเกียรติ(เอ๊ะ..จะเกี่ยวถึงด้วยไหมเนี่ย) สิงเหล่านั้นหากเสียก็เป็นเพียงเพราะปาก หรือสายตาของผู้อื่นหรือคิดไปเองเท่านั้น แต่สิ่งที่รักจนถึงรักที่สุดของเรา ยังอยู่ดีกับตัวและครอบครัวของเรา ญาติพี่น้องเรา เพื่อนฝูงเรา ตลอดถึงผมด้วย(เอ๊ะ..เอาอีกแล้วจะเกี่ยวถึงด้วยไหมเนี่ย)
ทั้งหมดทั้งสิ้นดังได้กล่าวมาแล้วนั้น คงจะพอเข้าประเด็นและชี้ได้ชัดให้เห็นความหมายของสุภาษิตโบราณที่ว่า "..ช้า ๆ ได้ "พร้า" เล่มงาม.." แล้วกระมัง?
การขี่จักรยานไปไหน ๆ ไม่ว่าที่ใด ๆ ถ้าเป็นไปได้ควรจะต้องมีเพื่อนไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน อยู่ใกล้หรือห่างในระยะที่เห็นกัน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่ากรณีใด ๆ จะได้ทราบและช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที
ทั้งนี้และทั้งนั้นด้วยรักและผูกพัน..ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนผู้ชอบขี่จักรยานเหมือนกัน อีกนัยหนึ่งผมคิดว่าเราต่างยอมรับความเป็นจริงดังสุภาษิตโบราณอีกบทหนึ่งที่ว่า "สิบนิ้วยังรู้พลาด..นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง..สองเท้าโด่เด่..สักวันก็ต้องเซไปบ้าง" ปุถุชนคนธรรมดาเช่นเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจต้องพลาด จะเป็นด้วยตนเองหรือผู้อื่นมากมายที่ใช้ถนนร่วมกับเรา จึงต้องระวังไว้ให้มาก ๆ จะได้หนักกลายเป็นเบา จะได้เบากลายเป็นโชคดีพ้นภัยไป
กับอีกแวบหนึ่งของความคิดดดด..ทุกคนต่างอยู่ตามดวง เคยมีข่าว วัยหรือเพศใด จำไม่ได้ "ขับรถเบ๊นท์ E 500 ใหม่เอี่ยม..ยังคว่ำกระเด็นไปอยู่ในคลองข้างทาง" นับประสาอะไรกับเราที่ขี่รถจักรยานสองล้อคันน้อยนิดดดด..คนเราต่างมีอันต้องเป็นไปได้หลายรูปแบบ เมื่อถึงคราประสบต่างต้องยอมรับโดยดุษฎี เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย..เป็นของธรรมดาของสัตว์โลกซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วย จงอย่าเบียดเบียนผู้อื่น จงอย่าเห็นแก่ตัว จงรักผู้อื่นเที่ยบเท่ากับรักตัวเอง และจงรักภรรยาและลูก ๆ ให้มาก ๆ ไว้เสมอ เพราะเขาก็รักคุณสามีมาก ๆ อยู่เหมือนกัน..ทั้งหมดสิ้นก็มีเพียงนี้ ราตรีสวัสดิ์.
By : "ลุงเนตร" [ 5 ก.ย. 46 - 22:05:38 น. ]
ความเห็นที่ 1
จริงครับ แต่ ผมเห็นส่วนใหญ่แล้ว พอ สนุก ก็ เพลิน กัน ทั้งทุกคนเลย
รวมทั้งผมด้วย - - เจ็บแล้ว ถึง หยุด
From : PuN_A_2 ( Noviceใหม่) [ 5 ก.ย. 46 - 22:08:46 น. ]
ความเห็นที่ 2
เล่าให้ฟังมั่ง
ปีที่แล้วไปเที่ยวเกาะเต่า ไปถึงก็เดินหาร้านจักรยานเช่าเสือภูเขามาขี่
ก็ไปเจอร้านนึงเจ้าของเป็นฝรั่งด้วย ก็เช่า150 บาทใช้ได้ 24ชม.แน่ะ
เราก็เลือกรถ ตาฝรั่งแกก็เอาแผนที่เกาะมากางให้ดู แผนที่แกก็มีกากบาทแดงๆ
ประมาณ 4-5 จุด แกก็ชี้ไปที่กากบาทอะนะ พูดอังกฤษบ้างไทยบ้าง
ประมาณว่า.. "็ This line is danger, Do not Entry...!! " เราก็พยักหน้างึกๆ รับแผนที่มาด้วย
ก่อนออกจากร้าน ภรรยาแก(คนไทย)ก็เดินตามมาบอกว่า "อย่าให้รถเป็นรอยนะค่ะ คิดจุดละ 200
ถ้าอะไหล่อื่นๆ เสียหายดูราคาด้านหลังแผนที่คะ " ....เราก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่พลิกไปดูเห็นแค่ว่า
บังโคลนเสียหาย หัก 200 -_-''
9.00น. ถอยรถออกมาก็ลุยเลย ส่วนเพื่อนอีก 2คนเช่ามอไซด์ขี่ตามมาติดๆ (ปล. บังโคลนมอไซด์เสียหาย 800)
ได้รถมาก็ขี่ไปหาดนู้นหาดนี้แวะถ่ายรูปบ้าง หาอะไรกินบ้าง โอ๊ววว..สนุกมาก ปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง เส้นไหนห้ามไปเราก็ไม่ไป ขากลับขี่กลับที่พัก มีทางลงเนินยาวๆ ยาวมากๆ
ยาวประมาณ 500 เมตรขึ้นเห็นจะได้แล้วไปโค้งเอาปลายทาง มือผมก็เกาะที่บาร์เอน แล้วก็ปล่อยรถไหลไปอย่างช้าๆ... ช้าๆ... ช้าๆ....
จนกระทั่งเริ่มตื่นตัว เมื่อได้ยินเสียงล้อแหวกอากาศดังขึ้นเรื่อยๆ... เรื่อยๆ... เรื่อยๆ
ตอนนั้นเริ่มกลัวแล้ว แต่ไม่กล้าเบรค กลัวหัวทิ่ม มือก็กำบาร์เอนไว้แน่นมาก ใบหูนี่สั่นพั่บๆๆๆ
ความเร็วตอนนั้นนี่หละสุดๆแล้ว มองทางไปข้างหน้า อ๊ะ..!! จะถึงทางโค้งอยู่แล้ว อ้าวถึงโค้งแล้ว เฮ๊ย..ไม่ได้การละ..
มือถอนจากบาร์เอนมากำเบรค กดเบรคไปนี๊ดเดียว ล้อไถลพรืดด ดด..ด.. รถเริ่มเอียงมาทางซ้ายเล็กน้อย (เข้าโค้งซ้าย)
รู้ตัวแล้วว่าเอาไม่อยู่ โดดออกดีกว่า แต่เอ๊ะ.." น้องจ๊ะ รถถลอกแผลละ200 บังโคลนก็200.." เสียงหล่อน
ก้องอยู่ในหัว แต่ไม่ได้ผลครับตีนไวกว่าความคิด ดีดตัวออกไปทางขวาของรถที่เอียงซ้าย.. โชคดีครับที่ถนนเป็นลาดยาง แล้วข้างๆเป็นทุ่งหญ้า ข้างหน้าเป็นร้านอาหาร .. ตัวเราหลุดจากรถไปแล้วหละ แต่ขาซ้ายไปสะดุดอะไรไม่รู้ที่ตัวรถ
จักรยานจากเอียงซ้ายก็เปลี่ยนมาเอียงขวาก่อนจะล้มอย่างแรง.......... แคร๊ง..!! .. แกรก ๆๆๆ ...
เรานั่งพับเพียบ มือสองข้างเท้าพื้นมองรถกระเด้งๆสองสามทีก่อนจะหยุดนิ่ง
หัวใจเต้นตุ๊บๆ ลุกไปคว้ารถ ขึ้นคล่อมแล้วเข้าโค้ง ปั่นต่อไปอย่างไม่แยแสสิ่งใดๆ
เรารู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้า ก้มลงดู อ้าวข้อเท้าถลอกนิดนึง เลยหยุดรถเอามือปาดๆแผลดู เออไม่ลึกok
เพื่อนเราก็ขี่มอไซด์ตามมาจอดเทียบ " เฮ๊ยเป็นไรป่าว แกลงมาเร็วมากเลยนะนั่น คนในร้านมองกันใหญ่เลย ".. เอ่อ เราก็ตั้งสติ หน้ายังตึงๆอยู่ บอกให้เพื่อนดูรถเราหน่อยซิเป็นไรป่าว..เพื่อนเรามันก็ว่า " ไม่รู้ว่ะ เหมือนเดิมนี่ "
ตกกลางคืนก็กินข้าวพักผ่อนนอนคุยกันถึงเรื่องที่ผ่านมาในวันนี้
เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ให้เพื่อนเอารถไปคืนให้ เพราะเพลียมาก ล้าไปหมดเลย
บอกเพื่อนไปว่าถ้าเค๊าคิดค่าอะไรก็ออกไปก่อนนะเดี๋ยวมาเอาที่เรา....
....สักพักใหญ่เพื่อนก็เอาบัตรประชาชนมาคืน บอกเรียบร้อย
" อ้าว..แล้วเค๊าไม่เช็ครถเรอะ มันล้มมานี่นา.."
... ไม่อ่ะ.. ก็บอกแล้วไง ว่ามันเหมือนเดิม
" เออ โชคดีจัง " ผมยิ้มในใจ
... เออ แล้วแกเขียนไรในแผนที่ฟ่ะ ตอนเอาแผนที่ไปคืนตูเห็นลายมือแกอ่ะ
"..อ๋อ กรูกากบาทแดงตรงที่ล้มไว้.. เขียนว่า " This line ก็ Danger.. , Do not entry...!! "
From : Mizuno [ 6 ก.ย. 46 - 05:12:24 น. ]
ความเห็นที่ 3
เมื่อปี ๒๕๓๙ ผมโชคดีที่ได้รับฟังสไตล์นี้จากตัวลุงเนตรโดยตรง ขณะกำลังปล่อยให้ไหลลงหลังจากข้ามสันเขาลูกเตี้ยๆ ซึ่งมีหินลอยก้อนค่อนข้างโต ก่อนที่จะลงไปยังวัดมาบจันทร์ ในทริปย่อยที่เราไปพักกันที่ "บ้านเยาวชน" บ้านก้นอ่าว ซึ่งอยู่ระหว่างหาดแม่รำพึงกับบ้านเพ จ.ระยอง
From : Pc [ 6 ก.ย. 46 - 11:58:03 น. ]
ความเห็นที่ 4
ขอเพิ่มเติมเรื่อง Safety First อีกเรื่องครับ, คือเรื่องอุปกรณ์ป้องกันที่ เราไม่ควรละเลย (Should not Compromise)
* เรื่องหมวกกันน๊อก พูดกันมามากแล้ว และก็ได้ผลเต็มที่ไปแล้ว คือคนที่ Aware ก็ใส่, คนที่ใจด้านชา ก็ไม่ใส่ จะพูดกันให้ตายกว่านี้ ก็ไม่ผลมากมายนัก
* ผมเลยขอเปิดเรื่องใหม่ คือขอเพิ่มเรื่อง ถุงมือเต็มนิ้ว และ เรื่องเสื้อแขนยาว ครับ, คือถ้าเป็นไปได้ ในคนที่ไม่ขี้ร้อนและมี Awareness , ก็สมควรจะใช้ทุกครั้งนะครับ, อย่างตอนนี้ ผมต้องมานั่งทำ Ultra-Sound นิ้วทั้ง 2 มือ มากว่า เดือนแล้ว เพราะแค่การพลาดท่า ไปจับกบ ใน Trip ที่ไม่น่าจะมีอะไรเลย, ในเส้นทางที่เคยๆๆๆ แต่มันก็เป็นไปแล้ว หละครับ
** ขอให้ทุกท่าน สนุกกับจักรยาน ได้จนถึงวันแก่-วันเฒ่า อย่างปลอดภัย-ทุกคนนะครับ
สาธุ .........................(ให้แก่ตัวเอง และเพื่อนๆ )
From : คนพลาดแล้ว->จะไม่จอพลาดซ้ำอีก [ 6 ก.ย. 46 - 16:25:11 น. ]
-
ไฟล์แนบ
-

- Image00634.jpg (54.84 KiB) เข้าดูแล้ว 1121 ครั้ง
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*