Special Thanks ขอขอบคุณ Sky Lane ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการเก็บภาพประกอบ

จะเป็นท่ายาก หรือท่ามาก แต่การขี่จักรยาน มีอะไรมากไปกว่าแค่ขึ้นไปคร่อมแล้วปั่นๆ ถีบๆ ไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งแต่ละท่าก็มาจากแต่ละจุดของการจับแฮนด์ที่ถูกออกแบบมาให้จับได้หลากหลาย เหมาะสมกับการใช้งานครอบคลุมทั้งความเร็วและระยะทางอันยาวนาน เพราะเบื้องต้นกำเนิดของจักรยาน"เสือหมอบ" ที่แค่ชื่อก็เดาได้ไม่ยากแล้วว่ามันต้องมาจาก"ท่วงท่า" การปั่นที่หมอบลงไปหลบลม กำเนิดมาจากการแข่งจักรยานถนนยุคโบราณหรือฝรั่งเรียกกลุ่มนี้ว่า "โร้ดไบค์" (Road Bike) ชื่อก็ว่าถนนแต่สมัยก่อนกลับแข่งกันบนทางกรวด ทางดินบ้าง และระยะทางก็ยาวไกลเป็นสองสามร้อยกิโลเมตร และจากจุดกำเนิดเช่นนั้นเอง ที่ทำให้แฮนด์ของจักรยานเสือหมอบ มีการพัฒนามาจนได้รูปลักษณ์ดังปัจจุบัน

รูปทรงบโค้งๆของแฮนด์เสือหมอบนั้น แน่นอนว่าสามารถจับได้หลากหลายตามจุดต่างๆ พัฒนาการในระยะสั้นๆอาจไม่ได้แตกต่างกันมากนักในแง่ของ"รูปร่าง" แต่ในแง่ของการออกแบบนั้นถือว่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนารูปร่างของแฮนด์ไปอย่างมาก เกิดแฮนด์ทรงต่างๆ ทั้งระยะรีช(Reach) และดร็อป(Drop) ที่แตกต่างกัน ไปจนรูปทรงของท่อที่ออกแบบมาทั้งแบนบางลู่ลมหรือเอื้อให้สามารถจับได้สบายกระชับเมื่อต้องการปั่นเป็นระยะเวลานานๆ วันนี้ผมขอไม่พูดเรื่องทรงและการเลือกแฮนด์ก็แล้วกันนะครับ เพราะลำพังเรื่องนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเนื้อหาที่คุยกันได้ยาวๆไม่จบแน่ๆ วันนี้มาว่ากันเรื่องของท่าขี่ต่างๆ ยกตัวอย่างกันพอสังเขปบนแฮนด์เสือหมอบก็แล้วกัน

ตำแหน่งในการจับแฮนด์เสือหมอบ
การจับแฮนด์เสือหมอบ จำแนกออกเป็นตำแหน่งที่จัได้ 3 จุดหลักๆดังนี้
1.จับที่บาร์ด้านบน
หมายถึงการจบที่ช่วงของบาร์ด้านบนที่ประกอบเข้ากับเสต็ม มีระยะการจับที่ใกล้ที่สุด อัตราการก้มลงน้อยที่สุด หรือเอื้อให้มีท่าขี่ที่ผ่อนคลายที่สุด ในทางกลับกันก็เกิดแรงต้านอากาศได้มากที่สุด(ในท่าปกติ)
2.จับที่มือชิฟท์เตอร์
หรือเรียกกันอีกอย่างง่ายๆว่า "ฮู้ด" ซึ่งหมายถึงมือจับที่ตัวชิฟท์เตอร์ออกแบบมา แต่เดิมเกิดจากการดัดแปลงตำแหน่งการติดก้านเบรคจนกลายเป็นจุดยึดจับที่สะดวกต่อการเบรค และต่อมาเมื่อรวมเอาการเปลี่ยนเกียร์มาไว้ที่มือจับนี้ด้วย ทำให้ตำแหน่งชิฟท์เตอร์หรือฮู้ด กลายเป็นตำแหน่งมาตรฐานของการจับควบคุมแฮนด์จักรยานเสือหมอบไปในที่สุด สามารถเบรค, เปลี่ยนเกียร์, ควบคุมรถ และได้ท่าขี่ที่หลากหลายในที่เดียวกัน
3.จับที่มือดร็อปด้านล่าง
จุดนี้ถือเป็นจุดเด่นของแฮนด์จักรยานเสือหมอบ เมื่อตัวแฮนด์มีตำแหน่งที่จับที่ยื่นลงไปด้านล่าง ส่งผลให้ผู้จับสามารถ"หมอบ" ลงไปหลบลม ลู่ลม ช่วยทำความเร็วได้ดีขึ้น และเป็นที่มาสำคัญของชื่อ "เสือหมอบ" นั่นเอง
เอาล่ะครับ ด้วยตำแหน่งที่จับหลักๆเพียง 3 จุด แฮนด์จักรยานเสือหมอบ สามารถ "สร้าง" ความหลากหลายของการจับได้มากมาย ตั้งแต่เน้นความสบายที่สุด ไปจนท่วงท่าที่ดุดันแหวกลมได้ดีที่สุด ทั้งแบบใช้งานระยะยาวๆ หรือท่วงท่าสำหรับบางช่วงเส้นทาง ต่อไปนี้ ผมขอยกตัวอ่างลักษณะท่าต่างๆ ที่ "เป็นประโยชน์" เหมาะแก่การฝึกฝนและนำมาใช้ ซึ่งเพียงปรับนิดๆหน่อยๆ ก็สามารถช่วยให้การปั่นจักรยานทำได้สนุกและดีขึ้นง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้ขาเราแรง ก็แรงขึ้นได้ด้วยท่าที่เข้าที
จับบาร์ด้านบน ขี่สบายๆ

สำหรับแฮนด์เสือหมอบ ที่ปกติเรามักเซ็ทให้มีท่าขี่ที่"ซิ่ง" ที่สุด ส่วนที่เป็นบาร์ด้านบนดูจะเป็นพื้นที่การจับที่สบายและผ่อนคลายที่สุด เหตุผลง่ายๆก็เพราะระยะการจับที่ไม่เอื้อมมากจนเกินไป ไม่ก้มมากจนเกินไป ทำให้องศาของข้อต่อและส่วนต่างๆของร่างกายอยู่ในช่วงสบายๆ ที่สำคัญ การหายใจทำได้สะดวก ไม่รู้สึกบีบกดทับที่กระบังลม ดังนั้นท่านี้นอกจากจะเป็นท่าสบายๆเมื่อเริ่มปั่น วอร์มอัพ หรือคูลดาวน์ ยังเป็นท่าที่เหมาะสำหรับการ "ฟื้นตัว" ให้ได้เร็วที่สุ ด้วยการผ่อนคลายและหายใจให้ลึกเข้าไว้ ข้อด้อยสำคัญของท่าปั่นแบบนี้ก็คือการต้านลมอย่างสุดขีดเท่าที่จะหาได้บนจักรยานของเราๆ ทั้งร่างกายท่อนบนและศีรษะ รับลมเต็มๆเกิดเป็นภาระอย่างหนักสำหรับการเคลื่อนที่ ดังนั้น นี่อาจไม่ใช่ท่าปั่นที่เหมาะสำหรับความเร็วสูง ลมแรง หรือการปั่นแบบดุเดือดเผ็ดมันส์ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมครับว่าเราไม่ได้เอาจักรยานออกมาเพื่อซิ่งกระทืบใส่ความเร็วกันอย่างเดียว ถ้าสถานการณ์เหมาะสม ลองจับสบายๆ ยืแขน ปั่นไปพร้อมกับรอยยิ้ม ผ่อนคลายไปกับการคุยสนุกสนานเฮฮา สีสันของจักรยานก็จะไม่จำเจ ขับเคี่ยวจนเกินไป ... เพราะชีวิตต้องการความสบาย

อีกสถานการณ์ที่มักจะเห็นท่าจับแบบนี้คือบนภูเขา ที่การจับแฮนด์ด้านบนสบายๆ ยืดตัวให้หายใจได้เต็มที่ พร้อมองศาของสะโพกและหลังที่ส่งกำลังลงไปยังลูกบันไดได้ง่ายจากมัดกล้ามเนื้อแกนลำตัวขนาดใหญ่ เป็นอีกเคล็ดลับการขึ้นเขาที่เหมือนหลักประกันว่าจะไม่ไปหม้อน้ำแตกก่อนเวลาอันควรจารกการตะบันยัดแหลก ยืนใส่กันเต็มที่ มีปรมจารย์สำนักปั่นต่างประเทศมากมาย ให้คำแนะนำว่า ในด้านอุดมคติ การนั่งปั่นสบายๆบนความหนักของตนเองบนเขา อย่างคงที่ ทำเวลาได้ดียิ่งกว่าการทุ่มกำลังกระชาก ยิง และอัดทำความเร็วบนเขา โดยที่ใช้พลังงานได้คุ้มค่ายิ่งกว่า

สำหรับโปรที่่ใช้ท่าการปั่นแบบนี้ นำไปพัฒนาต่อจนเกิดเป็น "ไม้ตาย" สำคัญได้แก่ คริส ฟรูม แชมป์ตูร์ เดอ ฟร็ฮงซ์ 3 สมัย ชาวอังกฤษ ที่แฟนๆคุ้นตากับลีลาการจับบาร์บน งอศอกนิดหน่อย แล้วออกแรงส่งกำลังลงไปด้วยแรงบิดต่อเนื่องรอบจัด ทำความเร็วดึงระยะห่างออกจากคู่แข่งได้ยาวนานจนคู่แข่งต่างถอดใจไปตามๆกัน แน่นอนว่าเคล็ดลับที่เพิ่มเติมมาก็คือ เทคนิคการออกแรงรอบวงการปั่นที่สร้างกำลังได้อย่างคุ้มค่าและวิธีการใช้กล้ามเนื้อทั้งใหญ่และเล็กของร่างกายส่งกำลังออกไปแบบไม่สูญเปล่า แน่นอนครับว่าไม่ง่ายแน่ๆสำหรับนักปั่นสมัครเล่น แต่อย่างน้อยๆเราได้เห็นว่า แฮนด์จักรยานเสือหมอบ แม้จะจับที่เดียวกัน แต่ก็สามารถนำไปเป็นท่า และเทคนิคการปั่นที่หลากหลายได้ ถ้ารู็จักใช้อย่างเหมาะสม
การจับที่ฮู้ดของชิฟท์เตอร์

อย่างที่เกริ่นมาข้างต้นว่านี่คือตำแหน่งที่ถือว่าเป็นที่วางมือหลักๆของนักปั่นเสือหมอบก็ว่าได้ เนื่องจากการควบคุมทุกๆอย่างมันอยู่ตรงนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเบรค หรือเกียร์ แถมตำแหน่งที่จับยังเอื้อให้ควบคุมสมดุลย์และส่งกำลังปั่นออกไปได้สะดวกอีกด้วย ด้วยประการทั้งปวงที่กล่าวมา ทำให้การจับชิฟท์เตอร์ เป็นเวลาส่วนใหญ่ของการปั่นจักรยานไม่ว่าจะใกล้หรือไกลโดยประยาย

แต่สิ่งสำคัญที่หลายๆคนอาจมองข้ามคือการปรับตั้งตำแหน่งและมุมของเจ้าชิฟท์เตอร์ให้เหมาะสมกับการจับที่สบาย แน่นอนครับเราไม่ได้ทิ้งน้ำหนักลงไปบนฝ่ามือ เราไม่ได้ใช้"ง่ายนิ้ว" ในการรองรับน้ำหนักตัวของเรา การจับบนชิฟท์เตอร์ที่เหมาะสมที่สุดคือการ "วางมือ" ลงไปสบายๆ ไม่เกิดจุดกดทับของน้ำหนักร่างกาย เมื่อร่างกายอยู่ได้ด้วยกล้ามเนื้อแกนลำตัวที่เหมาะสมถูกต้อง มือและชิฟท์เตอร์ก็เป็นเพียงจุดประคองรถเอาไว้เท่านั้น ซึ่งองศาของชิฟท์เตอร์ที่เหมาะ ก็อยู่ที่องศาของร่างกาย ข้อมือ และการวางองศาของท่อนบนของแต่ละคน บ่อยครั้งที่ผู้ปั่นรู้สึกเจ็บมือ เจ็บง่ามนิ้ว จนถึงอาการมือชา ซึ่งมักจะพบว่ามีปัญหามาจากการวางมือและปรับตำแหน่งชิฟท์เตอร์ที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง

และเมื่อจับที่ฮู้ดของชิฟท์เตอร์ได้คล่องแคล่วงสบายมือ ตำแหน่งนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งการปั่นสบายๆ และสามารถคุมรถ หรือเบรคได้อย่างปลอดภัย ไปจนตำแหน่งที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ และเบรคได้ยามฉุกเฉิน ร่วมกับท่วงท่าขี่ที่ดุดัน เพียงเรางอศอกนิดหน่อย (หรือจัดท่าให้แขนราบขนานไปกับพื้น) เก็บข้อศอกเข้าอีกนิด หลังก็จะแบนราบ ลดศีรษะลงจากการต้านลม เพียงเท่านี้ ก็สามารถมุดฝ่าอากาศไปด้วยความเร็วสูงได้แล้ว และบ่อยครั้งพบว่า ท่าที่เหมาะสม(สำหรับการปรับตั้งที่เหมาะสมแล้ว) คือการเลื่อนมือไปจับที่ปลายด้านบนสุดของชิฟท์เตอร์ ที่จะช่วยยืดระยะเอื้อมไปข้างหน้าได้อีก ทำให้ร่างกายท่อนบนราบเรียบต่ำลงกว่าเดิมได้ (แต่ผู้ขี่ต้องมีร่างกายที่ยืดหยุ่นผนวกกับกล้ามเนื้อแกนลำตัวที่แข็งแรงด้วยนะครับ)

ซึ่งการทดสอบในอุโมงค์ลมพบว่า การวางมือและระเบียบร่างกายในลักษณะนี้ ได้ผลเรื่องแอโร่ไดนามิคส์ ดียิ่งกว่าการจับที่ดร็อปด้านล่างเสียอีก ดังนั้นกระแสการเลือกใช้แฮนด์ในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการปรับตำแหน่งของมือชิฟท์เตอร์ให้จับได้สบายและดุดันที่สุดด้วย เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่จับมากที่สุด หากได้เปรียบมากที่สุด และสมดุลย์ระหว่างความได้เปรียบทางอากาศกับความสบายได้พอดี ก็จะได้ประสิทธิผลสูงที่สุดในการปั่นนั่นเอง
การจับที่ดร็ฮปด้านล่าง

ที่ตำแหน่งดร็ฮปด้านล่างนี่เองที่เป็นเอกลักษณ์ของคำว่า"เสือหมอบ" และนักปั่นส่วนมากเรียนรู็ได้โดยไม่ต้องบอกกันว่า เมื่อเจอกับกระแสลมแรง หรือความเร็วสูง เราควรจะย้ายมือลงไปจับที่แฮนด์ด้านล่างเพื่อทำตัวเองให้หลบลมและกระแสอากาศให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในการปั่นจักรยานไม่ได้มองเพียงเรื่องของความเร็วเป็นตัววัดเท่านั้น ยังมีแนวทางการปั่นอื่นๆที่สำคัญอีกเช่น การปั่นระยะทางไกลแบบทัวริ่ง หรือการปั่นทนทานแบบกลุ่มท้าทายความอึดของอัลตร้าเอนดูแรนซ์ทั้งหลาย ที่อยู๋บนจักรยานกันยาวๆเป็นค่อนข้ามวัน ดังนั้น ดร็อปด้านล่าง จึงไม่ใช่วิธีการจับที่ "โหด" สุดอีกต่อไป

ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญนอกจากแนวการปั่นก็คือ "สรีระร่างกาย" ของแต่ละคนที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแรงแตกต่างกันออกไป ไม่มีประโยชน์อันใดหากจะเซ็ทรถออกมาให้ปั่นได้ท่าทางที่ดุดัน แต่ที่ท่าทางที่ดุดันนั้นผู้ปั่นไม่สามารถทนปั่นได้นานๆ หรือขั้นเลวร้ายอาจไม่สามารถออกแรงได้เต็มที่เสียด้วยซ้ำ ท่าปั่นตัวอย่างในภาพที่เป็นการจับดร็อปล่าง เขียนเเหยียดสบายๆ น้ำหนักตัวสมดุลย์ระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ก้มจนเกินไป ไม่แหงนจนเกินไป ท่านี้อาจไม่ได้ "ลู่ลม" สุดขีด แต่เป็นท่าที่ขี่ได้นานๆ ไม่ปวด ไม่เจ็บ และไม่สร้างภาระให้กับการทำความเร็วมากนัก

และหากต้องการทำความเร็ว ด้วยการจับดร็อปด้านล่างด้วยท่าที ท่วงท่าที่ดุดัน (และมีร่างกายที่เอื้อเหมาะสมร่วมกับการเซ็ทรถที่สอดคลอ้งกัน) เพียงงอศอก เก็บศอก และก้มระดับหัวลงมานิดหน่อย นี่คือท่าขี่ที่ "ซิ่ง" สุดๆแล้วสำหรับนักปั่นเสือหมอบ ที่ท่านี้ร่างกายเป็นภาระด้านอากาศน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ คล้ายกับการวางร่างกายของการปั่นจักรยานลู่ หากอยากจะให้ได้ประสิทธิผลมากไปกว่านี้คงต้องพึ่งแอโร่บาร์ และการจัดท่าแบบแอโร่ฯแล้วล่ะครับ (ซึ่งไม่สามารถทำได้ในทุกๆสถานการณ์)

ท่าขี่แบบนี้ ผู้ขี่สามารถเบรค และเปลี่ยนเกียร์ได้ไม่ยากนัก สามารถตอบสนองการขี่ได้ทั้งการนั่งและยืนลุกขึ้นจากเบาะที่นั่งแล้วใช้น้ำหนักตัวช่วยในการปั่น แต่ปัญหาที่พบมากที่สุดหากปรับท่าปั่นออกมา "เกินควร" ก็คือปัญหาการหายใจ ไปจนถึงัญหาการปวดและเจ็บตามส่วนต่างๆไล่มาตั้งแต่ ต้นคอไปจนหลังด้านล่าง เพราะเกิดโหลดที่ไม่เหมาะสมกับร่างกายได้ง่ายๆ และเมื่อไหร่ วันดีคืนร้าย ที่ปั่นหนักหรือนานกว่าปกติ ความ "ทรมาน" ก็จะกลายเป็นทุกขรกิริยาบนจักรยานไปนั่นเอง

ตัวอย่างท่าขี่ที่ทำได้ง่ายๆ และช่วยได้มากโดยเฉพาะบนทางลงเนิน หรือการลงเขา ซึ่งไม่ยากหากจะหัดจนเช่ยชาญคือการทำให้ร่างกายเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงพยายามรักษาจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายให้สมดุลย์สัมพันธ์กับความชัน หากเส้นทางชันมากๆและต้องการการควบคุมรถที่ดีก็เพียงแค่เลื่อนก้นไปด้านหลังของเบามากขึ้น ช่วยรักษาสมดุลย์ในการเบรคและเขี้าโค้งได้มากขึ้น

ซึ่งนี่เป็น"ทริค"ง่ายๆ ที่ได้มาฟรีๆ จากโบนัสของแรงโน้มถ่วงโลกที่เราได้มา แต่ส่วนมากนักปั่นโดยทั่วๆไปจะใช้เวลาในการลงเนิน หรือลงเขาเป็นช่วง "พัก" จากความเหนื่อยสุดขีดของขาขึ้น ยืดตัว รับลมเย็นสบายเต็มที่ แทนที่จะปล่อยให้รถไปข้างหน้าด้วยโมเมนตั้มที่มากที่สุด และกระแสอากาศที่ต้านน้อยที่สุด ซึ่งในระยะยาวๆ มันช่วยให้เราเซฟพลังงานหลังจากนั้นได้อีกมากมายอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

การลงเขาทำได้หลากหลายรูปแบบมากๆ และหนึ่งในท่าที่เอา "ความเร็ว" เป็นตัวตั้งคือการลงไปนั่งบนท่อนอนของจักรยาน งอตัว เก็บศอก กดตัวเองลงไปด้านหน้าให้ราบที่สุด เทน้ำหนักลงไปที่ล้อหน้าเพื่อให้รถไหลลงไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วที่สุด ถือว่าเป็นขั้นที่ "แอ็ดวานซ์" ขึ้นมาอีกหน่อย เนื่องจากการควบคุมจะทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญ ที่ท่านี้ หากเกิดเหตุการณ์อะไรฉุกเฉิน หรือต้องเบรคกระทันหัน โอกาสที่จะ "บิน" มีสูงกว่าการรักษาสมดุลย์ของน้ำหนักศูนย์ถ่วงมาก ดังนั้นขอให้มั่นใจก่อนว่าคุณได้ฝึกฝนทักษะการเบรค และการควบคุมรถด้วยการรักษาสมดุลย์ด้วยร่างกายมาก่อนที่จะ "ลอง" ทำท่านี้นะครับ ซึ่งสามารถฝึกได้บนทางราบทั่วไป ไม่ต้องความเร็วสูงก็สามารถพัฒนาได้เช่นักัน

และแน่นอนครับ ว่าถ้าพูดถึงท่าทางการลงเขา คงไม่พูดถึงท่านี้ไม่ได้แน่ๆ เมื่อ คริส ฟรูม นำเอาท่านี้มาต่อยอดไปอีกขั้น (อีกแล้ว) เมื่อลงไปนั่งขดอยู่ที่ท่อบน ทิ้งน้ำหนักตัวไปบนแฮนด์และล้อหน้ายังไม่พอ ยังควงขาออกแรงปั่นส่งได้อีกด้วย คาดว่าทีมกสายคงได้ทดสอบท่นาี้มาแล้วว่าช่วยประหยัดพลังงานและได้เรปียบมากๆ อย่างไรก็ดี นอกจากทักษะการคุมรถที่ต้อง "ยอดเยี่ยม" ยังต้องแน่ใจว่าร่างกายยืดหยุ่น แข็งแรงดีพอจะออกแรงบนท่านี้ได้ เพราะคอมเม็นเตเตอร์บรรยายเอาไว้วินาทีที่ฟรูมทำท่านี้ว่า "ท่านี้มีโอกาสที่จะเกิดการคั่งค้างของของเสียในกล้ามเนื้อที่ควรกำจัดออกไปได้ เพราะช่วงขางอพับมากกว่าเดิม" แปลง่ายๆครับ ... พวกกรดแล็คติคและของเสียต่างๆ มีโอกาสค้างได้ง่ายกว่าเดิมนั่นแหละ เอาเป็นว่า ถ้าใครจะเอามาใช้เป็นจริงเป็นจังก็ลองหา "ความลงตัว" ที่เหมาะสมก่อนก็ดีนะครับ
จริงๆยังมีท่าการปั่นอีกหลายๆท่าที่เราสามารถเลือกมาใช้ให้เหมาะสมได้ บางท่าก็แอดวานซ์ไปมากกว่านี้ บางท่าก็ง่ายๆ แต่ตัวอย่างในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างโดยสังเขป เพราะผมสังเกตุเพื่อนนักปั่นยาม "เหนื่อย" หรือ "ใกล้หมด" มักจะตอบสนองด้วยการออกแรงเพิ่มให้สามารถคงความเร็วไปได้ก่อนที่จะนึกถึงท่าขี่ที่เหมาะสม จึงขอนำเสนอให้ได้ฉุกคิดสังเกตุสักนิดว่า แฮนด์จักรยานที่อยู๋เบื้องหน้าเรานั้น เลือกจับได้มากมายหลากหลาย เราเลือกใช้มันได้อย่างเต็มที่ คล่องแคล่วแล้วหรือยัง?[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 969065.jpg[/homeimg]