
การแข่งขัน Tour de France เพิ่งจบลงไป ปิดฉากไปหมาดๆเมื่อวานนี้ พร้อมกับแชมป์ 3 สมัย คริสโตเฟอร์ ฟรูม จากทีมสกาย ทีมมหาชนยุคปัจจุบัน สุดยอดแห่งการสร้างตำนานจักรยานอังกฤษ ซึ่งต้องบอกว่า การแข่งในปีนี้ อังกฤษ(สหราชอาณาจักร) เป็นหนึ่งในประเทศที่ทำผลงานได้โดดเด่นมากยิ่งกว่าเสื้อเหลืองอย่างแน่นอน ลองมาดูกันว่า มีเกร็ดอะไรบ้าง ที่ทำให้ Le Tour ปีนี้ น่าจดจำ

ความสำเร็จของสหราชอาณาจักร
ย้อนกลับไปสิบปีก่อน และหากนึกถึงจักรยานเสือหมอบ ส่วนมากก็คงมองไปที่ประเทศเจ้ามหาอำนาจจักรยานอย่าง อิตาลี,m สเปน, ฝรั่งเศส และอเมริกา แน่นอนว่าในอดีตมีนักปั่นอังกฤษที่โดดเด่นมากมาย แต่คงเทียบไม่ได้กับยุคนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อังกฤษ ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการแข่งจักรยานเสือหมอบถนนชั้นแนวหน้ามากมาย ซึ่งส่งให้เห็นได้ในการแข่งขัน Le Tour de France ในปีนี้ ก็แหงล่ะครับ คริส ฟรูม เอาชนะได้อีกครั้ง และเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ทำได้สำเร็จ รวมถึงย้อนกลับไปก็เป็นความสำเร็จของ เซอร์ แบรดลีย์ วิกกินส์ รวมถึงยอดสปรินท์เตอ์อย่าง มาร์ค คาเวนดิช ในปีนี้ นักแข่งจากสหราชอาณาจักร ทำผลงานคว้าแชมป์เสตจไปได้ รวมทั้งสิ้น 7 เสตจ จาก 21 เสตจ หรือเรียกว่า 1 ใน 3 ของการแข่งขันถูกคว้าชัยโดยนักปั่นสหราชอาณาจักร

เสตจ 1 โดย มาร์ค คาเวนดิช
เสตจ 3 โดย มาร์ค คาเวนดิช
เสตจ 6 โดย มาร์ค คาเวนดิช
เสตจ 7 โดย สตีเฟ่น คัมมิ่ง
เสตจ 8 โดย คริส ฟรูม
เสตจ 14 โดย มาร์ค คาเวนดิช
เสตจ 18 โดย คริส ฟรูม
ลองไปดูที่นักปั่นชาติอื่นๆกันบ้าง พบว่าต่างก็แบ่งๆผลงานกันออกไป สโลวาเกียได้ไปทั้งสิ้น 3 เสตจ (จากปีเตอร์ ซากาน คนเดียวล้วนๆ) ทางด้าน เบลเยียม, เยอรมัน และ เนเธอแลนด์ ได้ไปชาติละ 2 เสตจ ที่เหลือก็คือ ออสเตรเลีย, สเปน, โคลัมเบีย, รัสเซีย และ ฝรั่งเศส ได้ไปชาติละ 1 เสตจ เรียกได้ว่าเทียบกับความสำเร็จของนักปั่นสหราชอาณาจักรถือว่าชาติอื่นๆห่างไกลผลงานอย่างมาก ในแง่ของการเก็บเสตจให้ได้

ทีมที่ชนะเสตจมากที่สุด
ลองมาดูกันว่าในมุมของทีมต้นสังกัดของนักปั่นอาชีพ ทีมใดที่ทำผลงานชนะเสตจได้มากที่สุด ซึ่งน่าจะมีประเด็นเป็นปัจจัยในแง่ของแผนการแข่งขันและการวางเป้าหมายของทีมที่ชัดเจนกว่าการเอาสัญชาตินักแข่งมาดูสถิติ เพราะในการแข่งใช้ระบบทีมสังกัดไม่ใช่แข่งด้วยทีมชาติใดๆมารวมกัน ลองมาเรียงลำดับแต่ละเสตจกันดูว่าทีมไหนเก็บเสตจอะไรไปบ้าง
ไดเมนชั่น-เดต้า คว้าชัยชนะได้ 5 เสตจ จากเสตจ 1,3,6,7 และ 14
ธิงคอฟ คว้าชัยชนะได้ 3 เสตจ จากเสตจ 2,11 และ 16
ทีมสกาย คว้าชัยชนะได้ 2 เสตจ จากเสตจ 8 และ 18
ไจแอ็นท์-อัลเปซีน คว้าชัยชนะได้ 2 เสตจ จากเสตจ 9 และ 13
ล็อตโต้-ซูดาล คว้าชัยชนะได้ 2 เสต จากเสตจ 12 และ 21
โอริก้า-ไบค์เอ็กซ์เชนจ์ ได้จากเสตจ 10
อีติกซ์-ควิกเสต็ป ได้จากเสตจ 4
บีเอ็มซีเรสซิ่ง ได้จากเสตจ 5
ไอแอมไซคลิ่ง ได้จากเสตจ 15
คาทูช่า ได้จากเสตจ 17
เอจีทูอาร์ ได้จากเสตจ 19
โมวี่สตาร์ ได้จากเสตจ 20
ดังนั้นจากผลงานการเก็บเสตจ เรามาทำความรู้จักกับ ไดเมนชั่น-เดต้า ทีมที่ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในดวงใจของปีนี้ไปกันเลยครับ

Dimension Data

ถ้าพูดถึงทวีปอัฟริกา คงดูแล้วห่างไกลเหลือเกินกับกีฬาจักรยาน แต่ไดเมนชั่น-เดต้า เป็นทีมจักรยาน สัญชาติอัฟริกาใต้ ที่ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นทีมดิวิชั่นสูงสุด(เวิลด์ทัวร์) และเข้าสู่การแข่งตูร เดอ ฟร็องซ์ ได้ตั้งแต่สมัยยังอยู๋ในดิวิชั่นสอง(โปรฯ คอนติเน็นตัล) ทีมเริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2007 โดยมีชื่อว่า "ทีม เอ็มทีเอ็น" และกลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปี 2015 เมื่อได้ลงแข่ง ตูร เดอ ฟร็องซ์ ขณะนั้นชื่อทีม "เอ็มทีเอ็น คิวเบ็คก้า"(2011-2015) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ไดเมนชั่น-เดต้า ในปีล่าสุด และเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู๋ในระดับเวิลด์ทัวร์ทีม (2007-2012 ระดับดิวิชั่นสาม, 2013-2015 ดิวิชั่นสอง) ความสำเร็จแรกสุดของทีมที่โด่งดังคือในปี 2013 ทีมสามารถเอาชนะรายการใหญ่ มิลาน-ซานรีโม่ได้สำเร็จ ต่อมาคือในปี 2015 ที่ทีมก็สามารถนำในการแย่งเสื้อจ้าวภูเขาของตูร์ เดอ ฟร็องซ์ได้อย่างเหนือความคาดหมาย
ผลงานทีมไดเมนชั่น-เดต้าในปี 2016 ที่น่าสนใจอาทิเช่น แชมป์ทัวร์ออฟกาตาร์, จ้าวความเร็วและเวลารวมทีมจากทัวร์ออฟโอมาน, แชมป์ทัวร์ลังกาวี, จ้าวภูเขาและจ้าวความเร็วไครทีเรียมดูโดฟิเน่ และชนะเสตจรายการโปรทัวร์อีกมากมายในปีนี้ ซึ่งนักแข่งคีย์หลักของทีมมีหลากหลาย แต่ที่เป็นที่รู้จักคุ้นกันหน่อยก็ เอ็ดเวิร์ด บูซองฮาเก้น, มาร์ค เรนชอว์, สตีเฟ่น คัมมิ่ง และ แน่นอน มาร์ค คาเวนดิช
มาร์ค คาเวนดิช

ด้วยวัย 31 ปี มาร์ค ไซม่อน คาเวนดิช ถูกมองว่าเค้าได้ผ่านพ้นวัยแห่งความรุ่งโรจน์ในฐานะสปรินท์เตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว ชายหนวดครึ้ม จอนเงา ขนตางอน คนนี้ เป็นเจ้าของฉายา"มนุษย์จรวดมิสไซล์" ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดสปรินท์เตอร์ของวงการจักรยานถนน มีพื้นฐานลีลาความสำเร็จมาจากการเป็นนักจักรยานประเภทลู่ทีมชาติอังกฤษที่หาตัวจับยากในการแข่งระยะกลาง ซึ่งเส้นทางของคาเวนดิชได้เริ่มต้นขึ้นสู่ระดับโลกด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของทีม "ที-โมบาย" ในปี 2006 จนกระทั่งทีมต้องยุบลงไปและกลายมาเป็น "ทีมไฮโร้ด" และ "ทีมเอชทีซี" และในที่สุดก็ดังสุดขีดในช่วงที่สังกัดทีม "เอชทีซี-โคลัมเบีย" ด้วยการไล่กวาดเสคจเสปรินท์ในรายการต่างๆชนิดที่แทบจะไม่มีใครหยุดยั้งเค้าได้ ต่อมาย้ายไปอยู่กับทีมสกาย ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะทีมเน้นไปที่การชนะเวลารวมมากกว่าการชนะเสตจ ก่อนจะออกไปอยู่ อีติกซ์-ควิกเสต็ปแต่ก็ไม่ไปถึงที่ต้องการได้จากสาเหตุใกล้เคียงกัน เพราะการเป็นสปรินท์เตอร์ตัวเป้าที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีทีมเวิร์คและแผนการแข่งที่ทุ่มเทเพื่อคนๆเดียว ในขณะนั้นได้เกิดทีมสปรินท์เตอร์ที่ทุ่มเทเพื่อเป้าหมายนี้ขึ้นมาอย่าง ไจแอ็นท์-อัลเปซีน(อาโกส์-ชิมาโน่และไจแอ็นท์-ชิมาโน่) พร้อมๆกับการมาของ มาร์เซล คิทเทล และปีเตอร์ ซากาน ซึ่งสื่อต่างมองว่ามาเพื่อลบมาร์ค คาเวนดิชนั่นเอง
แต่มาถึงปัจจุบันนี้ คาเวนดิช สะสมจำนวนเสตจที่ชนะไปในรายการต่างๆเข้าขั้นเทียบชั้นไปสู๋ตำนานได้แล้วทั้ง ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ที่จบปีนี้เค้าชนะรวมไปแล้ว 30 เสตจ, จิโร่ดิตาเลีย 15 เสตจ และ เวลต้า เอเอสปันญ่าอีก 4 เสตจ รวมเฉพาะแกรนด์ทัวร์หรือทัวร์ 3 รายการที่สุดยอดของโลก ชนะไปแล้วถึง 49 เสตจ รวมกับเคยได้ตำแหน่งแชมป์โลกประเภทถนนมาหนึ่งครั้ง กับแชมป์โลกประเภทลู่ในประเภทการแข่งเมดิสันอีกหลายครั้ง ทำให้คาเวนดิช เป็นหนึ่งในนักจักรยานที่ประสบความสำเร็จทั้งบนถนนและลู่ระดับต้นๆของโลก ยากที่จะหาใครทำผลงานได้เช่นนี้
และแน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของคาเวนดิชคือการ เอาชนะเสตจรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ให้ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันด้วยจำนวนสะสม 30 เสตจ เขาทำได้มาเป็นอันดับที่ 2 รองจาก เอ็ดดี้ เมิรคซ์ ซึ่งชนะเสตจรวมได้ 34 เสตจ แซงหน้าอีกหนึ่งตำนานอย่าง เบอร์นาร์ด ฮีโนลท์ (28 เสตจไปหมาดๆในปีนี้) และนั่นคือเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญของทั้งคาเวนดิช และไดเมนชั่น-เดต้า ต่อไปในปีหน้า หากไม่มีอะไรพลิกผันจนถึงขั้นโสกนาฏกรรม เชื่อได้ว่า มาร์ค คาเวนดิช จะสามารถเอาชนะเสตจ ตูร์ เดอ ฟร็ฮงซ์ มากที่สุดตลอดกาลได้ในไม่กี่ปีนี้

ในการแข่งโอลิมปิคที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆนี้ มาร์ค คาเวนดิชเองก็ลงแข่งในประเภทลู่ในนามทีมชาติสหราชอาณาจักร โดยจะสวมเสื้อลายแถบสีรุ้งสัญลักษณ์ของแชมป์โลกในประเภทเมดิสันลงแข่งอย่างแน่นอน
ในเมื่อพูดึงอังกฤษ ก็คงยากที่จะไม่พูดถึง คริส ฟรูม และทีมสกาย ซึ่งเป็นแชมป์ในการแข่งครั้งนี้
ทีมสกาย

ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 2009 หนึ่งปีหลังจากที่ BSkyB เข้ามาร่วมสนับสนุนสร้างทีมจักรยานลู่กับสมาคมจักรยานอังกฤษ สร้างทีมจักรยานลู่สกายขึ้นมาเพื่อเป้าหมายสู่การเป็นหนึ่งในการแข่งขันโอลิมปิคด้วยเม็ดเงิน 1 ล้านปอนด์ในปี 2008 ซึ่งก้าวต่อไปก็คือการสร้างทีมจักรยานถนนที่มุ่งเน้นเพื่อพัฒนานักจักรยานอังกฤษไปสู่ระดับหนึ่งของโลกไม่เพียงแค่โอลิมปิคเท่านั้น แต่เป้าหมายคือการส่งนักจักรยานอังกฤษไปชนะรายการสำคัญของโลกอย่าง ตูร์ เดอ ฟร็ฮงซ์ นั่นเอง ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆมากมายและเม็ดเงินก้อนโตจากผู้สนับสนุน ทำให้ทีมสกายสามารถดึงตัวนักปั่นซึ่งส่วนมากเป็นโปรอังกฤษที่กระจัดกระจายอยู่ตามทีมต่างๆมารวมตัวกันได้ และกลายเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จของวงการจักรยานอังกฤษในช่วงครึ่งทศวรรษหลังสุดมานี้

ทีมถูกบริหารงานโดยทีมงานและนักวิจัยระดับโลกเพื่อสร้างและพัฒนานักจักรยานรวมถึงปฏิวัติวิธีการแข่งจักรยานยุคใหม่ขึ้นมาด้วยแนวคิดของกีฬาที่ขาวสะอาดปราศจากการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา และมองหากลยุทธใหม่ๆเพื่อการเอาชนะเช่นแนวคิด "มาร์จินอลเกน"(Marginal Gain) ที่เน้นการสะสมเวลาในการชนะเวลารวมทุกๆวินาทีที่ทำได้ และมองว่าทุกวินาที ทุกโอกาส มีค่าต่อการชนะ ไม่ใช่การทุ่มเพื่อเอาชนะในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในแนวคิดการแข่งยุคก่อน ดังนั้น ทีมจึงมุ่งเน้นไปที่นักแข่งที่มีความสามารถในระดับยอดเยี่ยม ฟื้นตัวและพัฒนาร่างกายได้ดี ร่วมกับส่วนผสมของทีมที่ครบเครื่องไม่เน้นไปที่ด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป เมื่อรวมเข้ากับกลยุทธการแข่งและแทคติคใหม่ๆในการวางแผน ทำให้ทีมสกาย กลายเป็นหนึ่งในทีมจักรยานระดับโลกที่น่ากลัวที่สุด และมีความลงตัวมากที่สุดตลอดกาล
ถ้าจะมองไปที่นักปั่น ทีมสกายเป็นบ้านที่จุนักแข่งทั้งชุดปัจจุบันและในอดีตชื่อดังมากมาย เช่น เซอร์ แบรดลีย์ วิกกินส์, แกเร็นท์ โธมัส, เอ็ดเวิร์ด บูซองฮาเก้น, เอล็กซ์ ดาวเซ็ตท์, เอียน แสตนนาร์ด, นิโคลัส โรช, ริชชี่ พอร์ท, มาร์ค คาเวนดิช, วร์ซิล คิเรเองก้า
สำหรับรายชื่อของนักแข่งชุดตูร์ เดอ ฟร็ฮงซ์ ปีล่าสุดของสกายได้แก่
คริส ฟรูม
เซอร์จิโอ้ ฮานาว
วาร์ซิล คิเรเองก้า
มิเคล ลานดา
มีเคล นีฟ
โวท์ โพลส์
ลุค โรว์
เอียน เสตนนาร์ด
แกเร็นท์ โธมัส
ซึ่งส่วนผสมของทีมที่ประกอบไปได้วย คริส ฟรูม ที่เป็นกัปตัน หัวหน้าที่และความหวังของทีม กับเพื่อนร่วมทีมอีก 8 คน ที่ประกอบไปได้วยนักไต่เขา 2 คน นักปั่นสปรินท์เตอร์อีก 3 คน และนักขี่แนวครบเครื่องสำหรับสถานการณ์ทั่วไปอีก 3 คน กลายเป็นองค์ประกอบที่สมดุลย์ลงตัวในทุกสถานการณ์ของการแข่งขนในปีนี้ ซึ่งมีเส้นทางหลากหลาย และสามารถทำเวลาได้ดีในทุกๆเสตจ
คริส ฟรูม

"ไอ้โหด" ฉายาที่ชาวไทยเรียกขานสำหรับนักปั่นอังกฤษ ที่เกิดในเคนย่าคนนี้ เรื่องราวชีวิตมีความพลิกผันมากมาย ผ่านจุดเปลี่ยนมาไม่น้อย และในที่สุดเด็กที่เงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน ที่หลงใหลในจักรยาน ก็ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นนักปั่นจักรยาน ด้วยหัวใจที่สู้เกินเด็กในวัยเดียวกัน ความเงียบและพูดน้อยของเขา ถูกเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ทะเยอะทะยานเอาชนะตนเอง ผ่านขีดจำกัดขึ้นมาสู่ระดับของนักจักรยานอาชีพได้ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับฟรูมในการแข่งจักรยาน เส้นทางการเป็นนักจักรยานอาชีพเริ่มขึ้นเมื่อเขาได้ร่วมทีม "โคนิก้า-มินอลต้า" ทีมจักรยานระดับดิวิชั่นสามของอัฟริกา ในปี 2007 ก่อนจะย้ายไปอยู๋กับทีม "บาร์โลเวิลด์" ในปี 2008 และ 2009 และแน่นอนว่าถูกดึงมาร่วมกับ สกาย ในปีต่อมานั่นเอง

ในระยะแรกๆ คริส ฟรูม ถือว่าเป็นนักแข่งรุ่นใหม่ อายุน้อยที่น่าจับตามอง แต่ยังไม่มีแววว่าวันหนึ่งจะมาเป็นถึงกับตำนานของอังกฤษ เพราะในระยะแรกเขาถูกมองว่าเป็นนักแข่งสัญชาติเคนย่าหรืออยู๋ในอัฟริกาใต้มากกว่าด้วยซ้ำ แต่ความสำเร็จแรกๆที่น่าสนใจเริ่มสร้างความจดจำให้กับแฟนๆก็เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2007 ที่สามารถเอาชนะเสตจในรายการทัวร์ออฟเจแปนได้ (ดังนั้นญี่ปุ่นจึงมีแฟนๆของฟรูมอยู่มากมาย) จนกระทั่งปี 2011 ที่เริ่มมีบทบาทอย่างมากในการแข่งโปรทัวร์รายการต่างๆ รวมถึงรองแชมป์รายการทัวร์ออฟปักกิ่ง
แต่ปีที่โลกจดจำฟรูมได้มากที่สุด ย้อนกลับไปสมัยที่เป็นผู้ช่วยของ แบรโดลีย์ วิกกินส์ (เซอร์ แบร็ดลีย์ วิกกินส์) ถูกมองว่าเป็น"ซุปเปอร์ โดเมสทีค" คู่ขา ผู้ช่วยระดับสุดยอดที่มีความแกร่งไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้นำทีม ที่สามารถช่วยแบร็ดลีย์ วิกกินส์ บนเขาได้เป็นอย่างดี ว่ากันว่าสามารถไต่เขาและมีศักยภาพที่จะชนะการแข่งมากกว่าวิกกินส์ด้วยซ้ำ ก่อนจะจบการแข่งขันในตำแหน่งอันดับสองเวลารวมไปในที่สุด และในปีต่อมานั้นเอง ที่ทีมสกายเลือกให้ฟรูมเป็นผู้นำทีม ลงแข่งขันตูร์เดอฟร็องซ์ ก่อนจะชนะการแข่งครั้งแรกในปี 2013 ส่วนในปี 2014 เกิดอุบัติเหตุในการแข่งบาดเจ็บจนต้องออกจากการแข่ง และกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2015 และสุดท้ายคือในปีนี้ที่สามารถประกาศความแข็งแกร่ง คว้าแชมป์ได้ไปอีกครั้งแบบเหนือชั้น

นอกจากความ"ถึก"ของจิตใจ และความแกร่งของร่างกาย สิ่งหนึ่งที่ฟรูมมีในทีมคือความศรัทธาและมั่นใจของเพื่อนร่วมทีมที่สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือได้ในทุกสถานการณ์และกลายเป็นพลังทีมเวิร์คที่ยากจะหาทีมไหนมาเทียบได้ จะสังเกตุได้ว่าไม่ว่าทางราบและบนเขา ทีมสกายจะรวมพลังกันป้องกันตำแหน่งที่ปลอดภัย ช่วยกันขึ้นไปสู่อันดับที่ต้องการ และปิดระยะห่างเมื่อโดนหนีออกไป ขนกว่าจะถึงวินาทีสำคัญ จุดที่เหมาะสม คริส ฟรูม จะเป็นคนลงดาบด้วยกำลังที่ถูกถนอมมาด้วยความพร้อมใจของเพื่อน นำแรงนั้นรุกเพื่อหนีและทำเวลามาได้ เรียกว่าทั้งหมดนี้รวมกันได้ทั้งรุกและรับอย่างรัดกุม
แต่ใครที่ดูการแข่งในปีนี้ คงต้องคุ้นหน้ากับสมาชิกในทีมคนหนึ่ง ที่มีบทบาทอย่างมากบนเขา และกลายเป็นหนึ่งในตัวรับสำคัญช่วยปกป้องเวลา ปิดแก็ปได้ยอดเยี่ยมบนภูเขา

โวท โพลส์
นักไต่เขาชาวดัทช์ ที่ปีนี้รับหน้าที่ซุปเปอร์โดเมสทีค หน้าที่ของฟรูมที่เคยมีต่อเซอร์ แบร็ดลีย์ วิกกินส์ นำหน้าช่วยป้องกันการรุกอย่างเหนียวแน่น หน้าที่สำคัญบนภูเขาที่เราจะเห็นเขาอยู๋ใกล้ตัวฟรูมเป็นคนท้ายๆเสมอ ในอดีตเคยร่วมทีมใหญ่มาทั้ง วาแนโซเลร์ และ โอเมก้า-ฟาร์มา ควิกเสต็ป ก่อนจะย้ายมาร่วมกับทีมสกายในปี 2015 แน่นอนว่าเป้าหมายของการดึงตัวคือหน้าที่สำคัญนี้นั่นเอง
แต่ชื่อของโพลส์ เป็นที่รู้จักสำหรับแฟนๆมาก่อนหน้านั้น ในรายการ ลิเยจ์-บัสตอง-ลิเย่จ์ปีล่าสุดเขาสามารถคว้าแชมป์หนึ่งใน 5 รายการแข่งวันเดียวสำคัญของโลกได้ (5 รายการโมนูเม็นต์) ถ้าจะมองในระดับดีกรีของโพลส์ เขาเคยได้แชมป์รายการต่างๆมาไม่น้อย และประสบความสำเร็จในรายการสำคัญๆเช่นรองแชมป์ทัวร์ออฟลักแซมเบิร์กพร้อมตำแหน่งผู้ชนะในกลุ่มอายุไม่เกิน 25 ปี, ชนะเสตจทัวร์ออฟเดอธบาสค์คันทรี่ แถมเมื่อย้ายมาร่วมทีมสกาย ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในหลายๆรายการ ถูกวางเป็นตัวหลักก็หลายรายการ การมาเป็น "ผู้ช่วย" ของพระเอกอาจดูไม่สวยนักสำหรับในบางมุมมอง และบ่อยครั้งที่ "ผุ้ช่วย" แหกคอกไปเพื่อตนเอง แต่สำหรับ โพลส์ ในการแข่งครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขามีความเป็นมืออาชีพและพร้อมจะทำตามคำสั่งของทีมเพื่อความสำเร็จของทีมอย่างแท้จริง
เอาล่ะครับ ขอปิด"ควันหลง" ภาคแรก กันไปแต่เพียงเท่านี้ ตอนหน้า เราจะมาดูกันว่า ใครที่น่าเศร้าที่กลับบ้านไปแบบ"โบ๋" ด้วยฟอร์มและแผนการแข่งที่น่าผิดหวัง ทีมไหนบ้างที่ทำให้แฟนๆต้องส่ายหน้ากับความง่ตรงข้ามเมื่อก่อนแข่งมุ่งหมายเอาไว้สูงแต่สุดท้ายกลับไม่ปรากฏรอยยิ้มอะไรออกมา รวมถึงอย่าพลาดสำหรับ "นอกสายตา" ที่ต่อไปนี้คงอยู่ในดวงใจของผุ้ชมต่อไป ให้จับตามองกันต่อไปยาวๆ และจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชมการแข่งจักรยานได้สนุกยิ่งขึ้นนั่นเอง[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 930170.jpg[/homeimg]

