ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

ประชาสัมพันธ์ ทั้งงานปั่นท่องเที่ยว หรือ งานแข่งขัน โดยต้องมีลักษณะงานที่มีการจัดการดูแลนักปั่นที่เป็นระบบเช่นการรับสมัคร,การดูแลขบวนนักปั่น ถ้าเป็นการชักชวนไปปั่นทริปย่อยๆอย่างไม่เป็นทางการ ดูแลกันเองตามสมควร ให้ตั้งกระทู้ในหมวด "จัดทรืปย่อย" ครับ
กฏการใช้บอร์ด
ประชาสัมพันธ์ ทั้งงานปั่นท่องเที่ยว หรือ งานแข่งขัน โดยต้องมีลักษณะงานที่มีการจัดการดูแลนักปั่นที่เป็นระบบเช่นการรับสมัคร,การดูแลขบวนนักปั่น ถ้าเป็นการชักชวนไปปั่นทริปย่อยๆอย่างไม่เป็นทางการ ดูแลกันเองตามสมควร ให้ตั้งกระทู้ในหมวด "จัดทรืปย่อย" ครับ
ThaNanSak
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1218
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2012, 15:04
Tel: 0869637278
team: No
Bike: Giant XTC 29er
ตำแหน่ง: 635 หมู่ 1 ถ. บ้านหน้าควนลัง-บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90114

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย ThaNanSak »

ขออนุญาต เก็บข้อมูล ครับ :shock: :shock: :shock:
เสือเอก 2 ทะเล
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

ขอเชิญร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike Tour 2016 ในงานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม 2559 เส้นทางท่องเที่ยวในเขตเทศบาลเมืองสิงหนคร ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
แก้ไขล่าสุดโดย edu.singha เมื่อ 14 ก.ค. 2016, 14:12, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

ขอเชิญร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike Tour 2016 ในงานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม 2559 เส้นทางท่องเที่ยวในเขตเทศบาลเมืองสิงหนคร ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร
******************
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
ใบสมัคร1.JPG
ใบสมัคร1.JPG (59.19 KiB) เข้าดูแล้ว 516 ครั้ง
รายละเอียด.JPG
รายละเอียด.JPG (40.34 KiB) เข้าดูแล้ว 516 ครั้ง
แผนที่เส้นทางการปั่นจักรยานท่องเที่ยว"สิงหนครเมืองเก่า"
แผนที่เส้นทางการปั่นจักรยานท่องเที่ยว"สิงหนครเมืองเก่า"
1467291881506.jpg (108.88 KiB) เข้าดูแล้ว 516 ครั้ง
ถ้วยรางวัลประเภท VIP
ถ้วยรางวัลประเภท VIP
1465300194369-1.jpg (16.94 KiB) เข้าดูแล้ว 516 ครั้ง
เสื้อนักปั่น
เสื้อนักปั่น
แบบเสื้อจักรยาน4.jpg (40.52 KiB) เข้าดูแล้ว 516 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย edu.singha เมื่อ 14 ก.ค. 2016, 14:13, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

บรรยากาศเส้นทางกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike 2016
งานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร

:D :D :D :D :D :D :D
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
แผนที่เส้นทาง
แผนที่เส้นทาง
received_754282011381593.jpeg (47.81 KiB) เข้าดูแล้ว 447 ครั้ง
จุด Start และจุด Finish ณ หาดเขาแดง(หาดปลาไก่)
จุด Start และจุด Finish ณ หาดเขาแดง(หาดปลาไก่)
1468398943633.jpg (45.42 KiB) เข้าดูแล้ว 447 ครั้ง
จุด Start และจุด Finish ณ หาดเขาแดง(หาดปลาไก่)
จุด Start และจุด Finish ณ หาดเขาแดง(หาดปลาไก่)
1468398944952.jpg (50.5 KiB) เข้าดูแล้ว 447 ครั้ง
จุด Start และจุด Finish ณ หาดเขาแดง(หาดปลาไก่)
จุด Start และจุด Finish ณ หาดเขาแดง(หาดปลาไก่)
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_6365.jpg (28.66 KiB) เข้าดูแล้ว 444 ครั้ง
ร่องรอยประวัติศาสตร์เมืองสิงกอรา กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง<br />มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ<br />ของตัวกำแพงขนานจะเป็นคูเมือง
ร่องรอยประวัติศาสตร์เมืองสิงกอรา กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง
มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ
ของตัวกำแพงขนานจะเป็นคูเมือง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_3703.jpg (72.1 KiB) เข้าดูแล้ว 444 ครั้ง
อีกมุมนึง กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง<br />มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ<br />ของตัวกำแพงขนานจะเป็นคูเมือง
อีกมุมนึง กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง
มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ
ของตัวกำแพงขนานจะเป็นคูเมือง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_5800.jpg (63.97 KiB) เข้าดูแล้ว 444 ครั้ง
กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง<br />มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ<br />กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง<br />มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ<br />ของตัวกำแพงขนานจะเป็นคูเมือง
กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง
มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ
กำแพงที่เหลือส่วนหนึ่ง เป็นที่ตั้งป้อมหมายเลข 1 ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านเขาแดง
มาทางหัวโค้งถนนสายหลักตรงสามแยก ทางขวามือ
ของตัวกำแพงขนานจะเป็นคูเมือง
1252574826.jpg (108.65 KiB) เข้าดูแล้ว 444 ครั้ง
ป้อมหมายเลข 2 อยู่ห่างมาจากป้อมหมายเลข 1 ขุดแต่งแล้วไม่สมบูรณ์เหมือนป้อมหมายเลข 9 <br />แต่ยังเห็นสภาพเป็นป้อมรักษาเขตเมือง
ป้อมหมายเลข 2 อยู่ห่างมาจากป้อมหมายเลข 1 ขุดแต่งแล้วไม่สมบูรณ์เหมือนป้อมหมายเลข 9
แต่ยังเห็นสภาพเป็นป้อมรักษาเขตเมือง
1252575007.jpg (74.21 KiB) เข้าดูแล้ว 444 ครั้ง
ประวัติเมืองสิงหนคร อำเภอสิงหนครเป็นอำเภอเก่าแก่ เมื่อเจ้าพระยากรุงทองสร้างเมืองสทิงพระ ได้ยกเมืองสิงหนครเป็นเมืองจัตวา มีนามว่า เมืองคชราชา จากตำนานกล่าวว่า เหตุที่ได้ชื่อว่าคชราชานั้น เมื่อเจ้าพระยากรุงทองออกเดินป่าตามทางลงมาทางได้ ได้จับช้างอันมีลักษณะดีงานสรรพด้วยคุณลักษณะที่ต้องตามตำราพรหมศาสตร์ จึงนำช้างที่จับมาได้นั้นผูกเป็นช้างประจำเมืองแล้วให้มีการมหรสพสมโภช 3 วันแล้วตั้งชื่อเมืองตามนามช้างว่า &quot;คชราชา&quot;<br /><br />เมืองสิงหนครแรกตั้งเมื่อ พ.ศ. 1899 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 รายนามเจ้าเมืองในช่วงต้นนั้นไม่ปรากฏ ปรากฏรายนามเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2146 เป็นต้นไป คือ<br /><br />ตวนกูดะโต๊ะ โมกอลล์ 2146-2163<br />สุลต่านสุไลมาน ชาห์ รามาธิบดี 2163-2212<br />สุลต่านมุสตาฟา 2212-2223<br />ตั้งแต่ พ.ศ. 2223 เป็นต้นไป เมืองสงขลากลายเป็นเมืองร้าง<br /><br />หลักฐานของไทยและต่างชาติต่างระบุว่า เจ้าเมืองสงขลาหัวเขาแดงเป็นมุสลิม ในพงศาวดารเมืองสงขลากล่าวว่า สุลต่านสุไลมานเป็นแขกชาวชวาจากเมืองลาไสย เกาะสุมาตรา บันทึกของชาวดัตช์ปี พ.ศ. 2162 เรียกว่าโมกุล และบันทึกของพ่อค้าชาวอังกฤษได้บอกว่า ดะโต๊ะ โมกอลล์ เมืองสงขลาตามแผนกัลปนาวัดต่าง ๆ ขึ้นวัดพะโคะนั้น โมกอลล์เข้ายึดครอง ปรากฏข้อเท็จจริงในแผนผังว่าเป็นชุมชนท่าเรือที่มีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว มีป้อมปืนตั้งอยู่บนบริเวณใกล้เคียงเมืองสงขลา ก็บ้านของราษฎรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น<br /><br />ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18-23 ที่เมืองนครศรีธรรมราชเปลี่ยนฐานะจากเมืองพระยามหานครของกรุงสุโขทัยไปสู่ฐานะหัวเมืองของรัฐบาลกลางกรุงศรีอยุธยาที่พยายามขยายพระราชอาณาเขตไปโดยการลดอำนาจบทบาทและอิทธิพลในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เมืองนครศรีธรรมราชถูกแบ่งออกเป็นตัวเมืองย่อย 4 เมืองคือ นครศรีธรรมราชเป็นเมืองเอก มีเมืองไชยา เมืองชุมพร และเมืองพัทลุงเป็นเมืองตรี สภาพเช่นนี้ทำให้ศูนย์อำนาจท้องถิ่นในภาคใต้ (เช่น เมืองนครศรีธรรมราช) ถูกแบ่งออกเป็นเสี่ยง ๆ และอ่อนแอ จึงเป็นโอกาสให้ดะโต๊ะ โมกอลล์ ก่อตั้งเมืองสงขลาของกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ตามสภาพภูมิศาสตร์เมืองสงขลาขึ้นอยู่กับพัทลุงแต่ในระยะดังกล่าวเมืองพัทลุงตกใต้อิทธิพลเมืองนครศรีธรรมราช มีหน้าที่ดูแลเมืองสงขลาด้วยในฐานะที่เป็นหัวเมืองถวายดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการต่อกรุงศรีอยุธยา<br /><br />แม้เมืองสงขลาจะขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุธยาผ่านนครศรีธรรมราช แต่เจ้าเมืองก็มีอำนาจและค่อนข้างจะเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง โดยสามารถที่จะอนุญาตให้ชาวต่างประเทศเข้าไปทำการค้าอย่างเสรี ไม่ต้องเสียภาษีเพียงแค่เสียของกำนัลเท่านั้น ฐานะของเจ้าเมืองสงขลาจึงแตกต่างไปจากเมืองพัทลุงและเมืองนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่มาจากส่วนกลาง อำนาจของเจ้าเมืองสงขลาน้อยกว่าเจ้าเมืองทั้งสอง และคงจะทัดเทียมกับเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งมีฐานะเช่นเดียวกัน<br /><br />การขยายตัวของเมืองสงขลาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างปี พ.ศ. 2164-2166 เมืองสงขลาเริ่มเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ่อค้าชาวดัตช์ได้มาตั้งสถานีในเมืองสงขลาและเริ่มมีอิทธิพลและความมั่นคงขึ้น หากเดินทางบนถนนเลียบฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ผ่านทางหัวเขาแดงซึ่งอยู่ในตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จะพบว่ามีป้อมโบราณเรียงรายอยู่หลายป้อมทั้งบนยอดเขาเชิงเขาและบริเวณรอบที่ราบของเทือกเขา ถัดจากป้อมออกไปทางด้านเหนือมีคูของตัวเมืองขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นท่าเรือ ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินแต่มีแนวพอจะมองเห็นได้ถึงที่ตั้งของเมืองโบราณที่เป็นเมืองท่าค้าขาย<br /><br />บริเวณที่เรียกในปัจจุบันว่าบ้านบนเมือง ริมถนนระหว่างช่วงปลายสะพานติณสูลานนท์ใกล้กับป้อมโบราณป้อมหนึ่ง คือบริเวณที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ ใหญ่กว่าเมืองสทิงพระ 10 เท่า มีหลักฐานปรากฏบันทึกของพ่อค้าชาวยุโรปที่เดินทางมาค้าขายและเรียก Singora ตามสำเนียงชาวพ่อค้าเปอร์เซิยและอาหรับที่เรียกกันว่า เมืองซิงหะรา แปลว่า เมืองบนยอดเขาที่มีทะเล จนกระทั่งเพี้ยนมาจนเป็นชื่อ เมืองสงขลา ในเวลาต่อมา อนึ่ง จากข้อสันนิษฐานของนักวิชาการและนักโบราณคดีกล่าวว่า &quot;สงขลา&quot; ยังอาจมีที่มามาจากคำว่า สงขาล ซึ่งแปลว่าดงเสือ ที่ปรากฏคำบอกเล่าถึงการจับเสือ และการสร้างศาลาริมทางไว้หลบซ่อนเสือ (เรียกว่า ศาลาหลบเสือ) อย่างมิดชิดที่ยังปรากฏให้เห็นในท้องที่ตำบลหัวเขาในปัจจุบัน<br /><br />ประจวบกับในปี พ.ศ. 2171 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต เกิดความไม่สงบขึ้นในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้รับสถาปนาขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมืองสงขลาจึงถือโอกาสปลดแอกจากไทย ปี พ.ศ. 2158 กองทัพกรุงศรีอยุธยาได้ยกกองทัพมาปราบ แต่ขาดกำลังสนับสนุนจากไพร่พลท้องถิ่นโดยเฉพาะจากนครศรีธรรมราช และป้อมปราการแข็งแกร่งเกินกำลังจะปราบลงได้<br /><br />พระเจ้าเมืองสงขลาสามารถตั้งตัวเป็นอิสระเป็นเวลาถึง 26 ปีตลอดสมัยพระเจ้าปราสาททอง หลังจากเจ้าเมืองสงขลาองค์แรกสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2211 มุสตาฟาโอรสก็ตั้งตนขึ้นเป็นพระเจ้าเมืองสงขลาองค์ที่สอง เป็นช่วงของการขยายอำนาจของเมืองสงขลาไปยังหัวเมืองใกล้เคียง โดยเฉพาะเมืองพัทลุง ปัตตานี และนครศรีธรรมราช<br /><br />จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ต่อมาทรงเห็นว่าอังกฤษกำลังเข้าไปมีอิทธิพลในเมืองสงขลาแทนดัตช์ จงยกทัพมาตีเมืองสงขลาในปี พ.ศ. 2223 โดยใช้กลยุทธ์ด้วยการเกลี้ยกล่อมตัดสินบนทหารรักษาป้อมเข้าโจมตีและได้เผาผลาญเมืองจนวอดวาย คงเหลือแต่ป้อมและซากป้อม 13 ป้อม ที่ราบ 5 ป้อม บนหัวเข้าแดงปากน้ำ 1 ป้อม บนเขาม่วงค่าย 3 ป้อม เชิงเขาน้อย 1 ป้อม และริมอ่าวไทย 3 ป้อม ซึ่งปัจจุบันบางป้อมได้กลายเป็นทะเลแต่ยังเห็นซากทับกองอยู่ในบริเวณท่าเรือน้ำลึก<br /><br />ปัจจุบันยังเหลือป้อมที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ 9 ป้อม คือป้อมที่เรียงรายอยู่บนเชิงหัวเขาแดง บนเขาม่วงค่าย และป้อมเชิงเขาน้อย มีลักษณะเป็นป้อมรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละด้านมีช่องเสมาสำหรับวางปืนใหญ่ ยังยืนยันถึงความแข็งแกร่งของป้อมปราการป้องกันเมือสงขลาเขาแดง<br /><br />ส่วนร่องรอยของการเข้ามาพำนักที่สงขลามีหลักฐานในปัจจุบันคือ ที่ฝังศพของพวกดัตช์ 22 สุสาน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสงขลาริมทางถนนสงขลา-ระโนดที่หัวเขาแดงไปทางทิศเหนือประมาณ 1,700 เมตร อยู่ใกล้กับที่ฝังศพสุสานสุลต่านสุไลมาน ชาวบ้านเรียกว่าทวดหุมหรือมะระหุมตั้งอยู่ในตำบลหัวเขา ที่ฝังศพมีศาลาคร่อมก่อด้วยอิฐไม่มีฝาผนัง หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องดินเผา เป็นที่เคารพของชาวบ้านหัวเขา และเชื่อกันว่าลูกหลานมะระหุ่มคือต้นตระกูลของสกุล ณ พัทลุง ซึ่งไปมีอำนาจเป็นเจ้าเมืองพัทลุงในช่วงหลัง<br /><br />ในเวลาต่อมา ท้องที่ที่ตั้งเป็นเมืองสิงหนคร (ชิงหะรา ซิงหะรา หรือ &quot;สงขลา&quot;) นี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอเมืองสงขลา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ทางราชการได้แบ่งพื้นที่ 11 ตำบลออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอสิงหนคร โดยใช้ชื่อตามชื่อเมืองสงขลาโบราณข้างต้น และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอสิงหนครเป็น อำเภอสิงหนคร ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ปีเดียวกัน<br />ข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3
ประวัติเมืองสิงหนคร อำเภอสิงหนครเป็นอำเภอเก่าแก่ เมื่อเจ้าพระยากรุงทองสร้างเมืองสทิงพระ ได้ยกเมืองสิงหนครเป็นเมืองจัตวา มีนามว่า เมืองคชราชา จากตำนานกล่าวว่า เหตุที่ได้ชื่อว่าคชราชานั้น เมื่อเจ้าพระยากรุงทองออกเดินป่าตามทางลงมาทางได้ ได้จับช้างอันมีลักษณะดีงานสรรพด้วยคุณลักษณะที่ต้องตามตำราพรหมศาสตร์ จึงนำช้างที่จับมาได้นั้นผูกเป็นช้างประจำเมืองแล้วให้มีการมหรสพสมโภช 3 วันแล้วตั้งชื่อเมืองตามนามช้างว่า "คชราชา"

เมืองสิงหนครแรกตั้งเมื่อ พ.ศ. 1899 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 รายนามเจ้าเมืองในช่วงต้นนั้นไม่ปรากฏ ปรากฏรายนามเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2146 เป็นต้นไป คือ

ตวนกูดะโต๊ะ โมกอลล์ 2146-2163
สุลต่านสุไลมาน ชาห์ รามาธิบดี 2163-2212
สุลต่านมุสตาฟา 2212-2223
ตั้งแต่ พ.ศ. 2223 เป็นต้นไป เมืองสงขลากลายเป็นเมืองร้าง

หลักฐานของไทยและต่างชาติต่างระบุว่า เจ้าเมืองสงขลาหัวเขาแดงเป็นมุสลิม ในพงศาวดารเมืองสงขลากล่าวว่า สุลต่านสุไลมานเป็นแขกชาวชวาจากเมืองลาไสย เกาะสุมาตรา บันทึกของชาวดัตช์ปี พ.ศ. 2162 เรียกว่าโมกุล และบันทึกของพ่อค้าชาวอังกฤษได้บอกว่า ดะโต๊ะ โมกอลล์ เมืองสงขลาตามแผนกัลปนาวัดต่าง ๆ ขึ้นวัดพะโคะนั้น โมกอลล์เข้ายึดครอง ปรากฏข้อเท็จจริงในแผนผังว่าเป็นชุมชนท่าเรือที่มีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว มีป้อมปืนตั้งอยู่บนบริเวณใกล้เคียงเมืองสงขลา ก็บ้านของราษฎรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18-23 ที่เมืองนครศรีธรรมราชเปลี่ยนฐานะจากเมืองพระยามหานครของกรุงสุโขทัยไปสู่ฐานะหัวเมืองของรัฐบาลกลางกรุงศรีอยุธยาที่พยายามขยายพระราชอาณาเขตไปโดยการลดอำนาจบทบาทและอิทธิพลในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เมืองนครศรีธรรมราชถูกแบ่งออกเป็นตัวเมืองย่อย 4 เมืองคือ นครศรีธรรมราชเป็นเมืองเอก มีเมืองไชยา เมืองชุมพร และเมืองพัทลุงเป็นเมืองตรี สภาพเช่นนี้ทำให้ศูนย์อำนาจท้องถิ่นในภาคใต้ (เช่น เมืองนครศรีธรรมราช) ถูกแบ่งออกเป็นเสี่ยง ๆ และอ่อนแอ จึงเป็นโอกาสให้ดะโต๊ะ โมกอลล์ ก่อตั้งเมืองสงขลาของกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ตามสภาพภูมิศาสตร์เมืองสงขลาขึ้นอยู่กับพัทลุงแต่ในระยะดังกล่าวเมืองพัทลุงตกใต้อิทธิพลเมืองนครศรีธรรมราช มีหน้าที่ดูแลเมืองสงขลาด้วยในฐานะที่เป็นหัวเมืองถวายดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการต่อกรุงศรีอยุธยา

แม้เมืองสงขลาจะขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุธยาผ่านนครศรีธรรมราช แต่เจ้าเมืองก็มีอำนาจและค่อนข้างจะเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง โดยสามารถที่จะอนุญาตให้ชาวต่างประเทศเข้าไปทำการค้าอย่างเสรี ไม่ต้องเสียภาษีเพียงแค่เสียของกำนัลเท่านั้น ฐานะของเจ้าเมืองสงขลาจึงแตกต่างไปจากเมืองพัทลุงและเมืองนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่มาจากส่วนกลาง อำนาจของเจ้าเมืองสงขลาน้อยกว่าเจ้าเมืองทั้งสอง และคงจะทัดเทียมกับเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งมีฐานะเช่นเดียวกัน

การขยายตัวของเมืองสงขลาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างปี พ.ศ. 2164-2166 เมืองสงขลาเริ่มเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ่อค้าชาวดัตช์ได้มาตั้งสถานีในเมืองสงขลาและเริ่มมีอิทธิพลและความมั่นคงขึ้น หากเดินทางบนถนนเลียบฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ผ่านทางหัวเขาแดงซึ่งอยู่ในตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จะพบว่ามีป้อมโบราณเรียงรายอยู่หลายป้อมทั้งบนยอดเขาเชิงเขาและบริเวณรอบที่ราบของเทือกเขา ถัดจากป้อมออกไปทางด้านเหนือมีคูของตัวเมืองขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นท่าเรือ ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินแต่มีแนวพอจะมองเห็นได้ถึงที่ตั้งของเมืองโบราณที่เป็นเมืองท่าค้าขาย

บริเวณที่เรียกในปัจจุบันว่าบ้านบนเมือง ริมถนนระหว่างช่วงปลายสะพานติณสูลานนท์ใกล้กับป้อมโบราณป้อมหนึ่ง คือบริเวณที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ ใหญ่กว่าเมืองสทิงพระ 10 เท่า มีหลักฐานปรากฏบันทึกของพ่อค้าชาวยุโรปที่เดินทางมาค้าขายและเรียก Singora ตามสำเนียงชาวพ่อค้าเปอร์เซิยและอาหรับที่เรียกกันว่า เมืองซิงหะรา แปลว่า เมืองบนยอดเขาที่มีทะเล จนกระทั่งเพี้ยนมาจนเป็นชื่อ เมืองสงขลา ในเวลาต่อมา อนึ่ง จากข้อสันนิษฐานของนักวิชาการและนักโบราณคดีกล่าวว่า "สงขลา" ยังอาจมีที่มามาจากคำว่า สงขาล ซึ่งแปลว่าดงเสือ ที่ปรากฏคำบอกเล่าถึงการจับเสือ และการสร้างศาลาริมทางไว้หลบซ่อนเสือ (เรียกว่า ศาลาหลบเสือ) อย่างมิดชิดที่ยังปรากฏให้เห็นในท้องที่ตำบลหัวเขาในปัจจุบัน

ประจวบกับในปี พ.ศ. 2171 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต เกิดความไม่สงบขึ้นในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้รับสถาปนาขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมืองสงขลาจึงถือโอกาสปลดแอกจากไทย ปี พ.ศ. 2158 กองทัพกรุงศรีอยุธยาได้ยกกองทัพมาปราบ แต่ขาดกำลังสนับสนุนจากไพร่พลท้องถิ่นโดยเฉพาะจากนครศรีธรรมราช และป้อมปราการแข็งแกร่งเกินกำลังจะปราบลงได้

พระเจ้าเมืองสงขลาสามารถตั้งตัวเป็นอิสระเป็นเวลาถึง 26 ปีตลอดสมัยพระเจ้าปราสาททอง หลังจากเจ้าเมืองสงขลาองค์แรกสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2211 มุสตาฟาโอรสก็ตั้งตนขึ้นเป็นพระเจ้าเมืองสงขลาองค์ที่สอง เป็นช่วงของการขยายอำนาจของเมืองสงขลาไปยังหัวเมืองใกล้เคียง โดยเฉพาะเมืองพัทลุง ปัตตานี และนครศรีธรรมราช

จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ต่อมาทรงเห็นว่าอังกฤษกำลังเข้าไปมีอิทธิพลในเมืองสงขลาแทนดัตช์ จงยกทัพมาตีเมืองสงขลาในปี พ.ศ. 2223 โดยใช้กลยุทธ์ด้วยการเกลี้ยกล่อมตัดสินบนทหารรักษาป้อมเข้าโจมตีและได้เผาผลาญเมืองจนวอดวาย คงเหลือแต่ป้อมและซากป้อม 13 ป้อม ที่ราบ 5 ป้อม บนหัวเข้าแดงปากน้ำ 1 ป้อม บนเขาม่วงค่าย 3 ป้อม เชิงเขาน้อย 1 ป้อม และริมอ่าวไทย 3 ป้อม ซึ่งปัจจุบันบางป้อมได้กลายเป็นทะเลแต่ยังเห็นซากทับกองอยู่ในบริเวณท่าเรือน้ำลึก

ปัจจุบันยังเหลือป้อมที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ 9 ป้อม คือป้อมที่เรียงรายอยู่บนเชิงหัวเขาแดง บนเขาม่วงค่าย และป้อมเชิงเขาน้อย มีลักษณะเป็นป้อมรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละด้านมีช่องเสมาสำหรับวางปืนใหญ่ ยังยืนยันถึงความแข็งแกร่งของป้อมปราการป้องกันเมือสงขลาเขาแดง

ส่วนร่องรอยของการเข้ามาพำนักที่สงขลามีหลักฐานในปัจจุบันคือ ที่ฝังศพของพวกดัตช์ 22 สุสาน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสงขลาริมทางถนนสงขลา-ระโนดที่หัวเขาแดงไปทางทิศเหนือประมาณ 1,700 เมตร อยู่ใกล้กับที่ฝังศพสุสานสุลต่านสุไลมาน ชาวบ้านเรียกว่าทวดหุมหรือมะระหุมตั้งอยู่ในตำบลหัวเขา ที่ฝังศพมีศาลาคร่อมก่อด้วยอิฐไม่มีฝาผนัง หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องดินเผา เป็นที่เคารพของชาวบ้านหัวเขา และเชื่อกันว่าลูกหลานมะระหุ่มคือต้นตระกูลของสกุล ณ พัทลุง ซึ่งไปมีอำนาจเป็นเจ้าเมืองพัทลุงในช่วงหลัง

ในเวลาต่อมา ท้องที่ที่ตั้งเป็นเมืองสิงหนคร (ชิงหะรา ซิงหะรา หรือ "สงขลา") นี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอเมืองสงขลา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ทางราชการได้แบ่งพื้นที่ 11 ตำบลออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอสิงหนคร โดยใช้ชื่อตามชื่อเมืองสงขลาโบราณข้างต้น และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอสิงหนครเป็น อำเภอสิงหนคร ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ปีเดียวกัน
ข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3
1252583610.jpg (115.62 KiB) เข้าดูแล้ว 443 ครั้ง
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์ รามาธิบดี 2163-2212
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์ รามาธิบดี 2163-2212
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2942.jpg (76.75 KiB) เข้าดูแล้ว 441 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย edu.singha เมื่อ 14 ก.ค. 2016, 14:14, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

บรรยากาศเส้นทางกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike 2016
งานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร (ต่อ)

:D :D :D :D :D :D
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2678.jpg (76.75 KiB) เข้าดูแล้ว 440 ครั้ง
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_6489.jpg (64.89 KiB) เข้าดูแล้ว 440 ครั้ง
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_9076.jpg (77.56 KiB) เข้าดูแล้ว 440 ครั้ง
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
ป้อมหมายเลข 9 ในจำนวน 13 ป้อมรายล้อมเมืองสงขลาเก่ายุคเจ้าเมืองสุลต่านสุไลมาน ชาห์
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_3818.jpg (70.45 KiB) เข้าดูแล้ว 440 ครั้ง
จุดกลับรถ ใต้สะพานติณสูลานนท์
จุดกลับรถ ใต้สะพานติณสูลานนท์
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_6555.jpg (49.82 KiB) เข้าดูแล้ว 439 ครั้ง
บรรยากาศใต้สะพานติณสูลานนท์
บรรยากาศใต้สะพานติณสูลานนท์
1024px-Tinsulanonda_Bridge_1.jpg (117.76 KiB) เข้าดูแล้ว 439 ครั้ง
สะพานติณสูลานนท์ เป็นสะพานคอนกรีตที่ยาวที่สุดในประเทศไทย อยู่ในอำเภอเมืองสงขลา และอำเภอสิงหนคร โดยเชื่อมเกาะยอ 2 ด้าน ระหว่างฝั่งบ้านน้ำกระจาย อำเภอเมืองสงขลา และบ้านเขาเขียว อำเภอสิงหนคร ความยาวของสะพาน 2 ช่วงแรก 940 เมตร และ 1,700 เมตร ตามลำดับ รวมเป็น 2,640 เมตร ก่อสร้างขึ้นในสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี<br /><br />จุดประสงค์ของการสร้างสะพานแห่งนี้ คือ การรองรับการคมนาคมทางรถยนต์ โดยไม่ต้องรอข้ามแพขนานยนต์ซึ่งมีไม่เพียงพอกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานาน ทั้งเมื่อข้ามฝั่งมาแล้วก็ยังทำให้การจราจรติดขัดในตัวเมืองอีกด้วย ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2524 รัฐบาลจึงมีนโยบายจะพัฒนาจังหวัดสงขลา และอำเภอหาดใหญ่ให้เป็นเมืองหลัก โดยกรมทางหลวงเป็นเจ้าของโครงการ และบริษัทจากประเทศไต้หวันเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง เปิดให้ใช้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2527<br /><br />สะพานติณสูลานนท์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 4146 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 4083 (ระโนด-เขาแดง) กับทางหลวงหมายเลข 407 (สงขลา-หาดใหญ่) ชาวจังหวัดสงขลานิยมเรียกสะพานนี้ติดปากว่า &quot;สะพานป๋าเปรม&quot; &quot;สะพานติณ&quot; หรือ &quot;สะพานเปรม&quot; และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของจังหวัด<br />ข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C
สะพานติณสูลานนท์ เป็นสะพานคอนกรีตที่ยาวที่สุดในประเทศไทย อยู่ในอำเภอเมืองสงขลา และอำเภอสิงหนคร โดยเชื่อมเกาะยอ 2 ด้าน ระหว่างฝั่งบ้านน้ำกระจาย อำเภอเมืองสงขลา และบ้านเขาเขียว อำเภอสิงหนคร ความยาวของสะพาน 2 ช่วงแรก 940 เมตร และ 1,700 เมตร ตามลำดับ รวมเป็น 2,640 เมตร ก่อสร้างขึ้นในสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จุดประสงค์ของการสร้างสะพานแห่งนี้ คือ การรองรับการคมนาคมทางรถยนต์ โดยไม่ต้องรอข้ามแพขนานยนต์ซึ่งมีไม่เพียงพอกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานาน ทั้งเมื่อข้ามฝั่งมาแล้วก็ยังทำให้การจราจรติดขัดในตัวเมืองอีกด้วย ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2524 รัฐบาลจึงมีนโยบายจะพัฒนาจังหวัดสงขลา และอำเภอหาดใหญ่ให้เป็นเมืองหลัก โดยกรมทางหลวงเป็นเจ้าของโครงการ และบริษัทจากประเทศไต้หวันเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง เปิดให้ใช้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2527

สะพานติณสูลานนท์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 4146 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 4083 (ระโนด-เขาแดง) กับทางหลวงหมายเลข 407 (สงขลา-หาดใหญ่) ชาวจังหวัดสงขลานิยมเรียกสะพานนี้ติดปากว่า "สะพานป๋าเปรม" "สะพานติณ" หรือ "สะพานเปรม" และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของจังหวัด
ข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C
1156762447.jpg (33.01 KiB) เข้าดูแล้ว 438 ครั้ง
เข้าสู่แหล่งชุมชนอิสลาม มัสยิดยาบัลนูร บ้านเขาเขียว
เข้าสู่แหล่งชุมชนอิสลาม มัสยิดยาบัลนูร บ้านเขาเขียว
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_4583.jpg (46.24 KiB) เข้าดูแล้ว 436 ครั้ง
เส้นทางชุมชนนึง มุ่งหน้าสู่อีกชุมชน
เส้นทางชุมชนนึง มุ่งหน้าสู่อีกชุมชน
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_6293.jpg (33.92 KiB) เข้าดูแล้ว 435 ครั้ง
อีกนึงชุมชนอิสลามที่มีมัสยิดสวยงาม มัสยิดดุดดีด (มัสยิดบ้านใหม่)
อีกนึงชุมชนอิสลามที่มีมัสยิดสวยงาม มัสยิดดุดดีด (มัสยิดบ้านใหม่)
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_6466.jpg (42.53 KiB) เข้าดูแล้ว 428 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

บรรยากาศเส้นทางกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike 2016
งานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร (ต่อ)

:D :D :D :D :D :D
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
เข้าสู่ชุมชนชาวพุทธ วัดและโรงเรียนวัดสถิตย์ชลธาร วัดสถิตย์ชลธาร ตั้งอยู่เลขที่ 57บ้านท่าเสา หมู่ที่ 6ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 9ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา อาณาเขต บริเวณวัด ด้านหน้าวัดยาว 184.80 เมตร ด้านหลังวัดยาว 206.40เมตร ด้านข้างยาว 122.40เมตร อีกด้านหนึ่งยาว 108เมตร<br />พื้นที่วัดเป็นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถกว้าง 8.50 เมตร ยาว 14.50เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2480โครงสร้างไม้ ศาลาการเปรียญกว้าง 12.50เมตร ยาว 18เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2493โครงสร้างไม้ กุฎีสงฆ์ จำนวน 4หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ 3หลัง และครึ่งตึกครึ่งไม้ 1หลัง และมีโรงครัว 1หลัง<br />วัดสถิตย์ชลธารสร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2429 ชาวบ้านเรียกว่า วัดสถิตย์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 31ตุลาคม พ.ศ. 2479 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 14 เมตร ยาว 18 เมตร ได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. 2480<br />เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม พระอธิการเจือน พระอธิการขุ้ย พระอธิการอิ้นพระมหานิมิต ถิธมฺโม พระอธิการคลิ้ง กิตฺติญาโณ พระมหาสุภาพปิยยธมฺโม (เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน) ข้อมูลจากศูนย์กลางทางวัฒนธรรม
เข้าสู่ชุมชนชาวพุทธ วัดและโรงเรียนวัดสถิตย์ชลธาร วัดสถิตย์ชลธาร ตั้งอยู่เลขที่ 57บ้านท่าเสา หมู่ที่ 6ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 9ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา อาณาเขต บริเวณวัด ด้านหน้าวัดยาว 184.80 เมตร ด้านหลังวัดยาว 206.40เมตร ด้านข้างยาว 122.40เมตร อีกด้านหนึ่งยาว 108เมตร
พื้นที่วัดเป็นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถกว้าง 8.50 เมตร ยาว 14.50เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2480โครงสร้างไม้ ศาลาการเปรียญกว้าง 12.50เมตร ยาว 18เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2493โครงสร้างไม้ กุฎีสงฆ์ จำนวน 4หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ 3หลัง และครึ่งตึกครึ่งไม้ 1หลัง และมีโรงครัว 1หลัง
วัดสถิตย์ชลธารสร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2429 ชาวบ้านเรียกว่า วัดสถิตย์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 31ตุลาคม พ.ศ. 2479 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 14 เมตร ยาว 18 เมตร ได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. 2480
เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม พระอธิการเจือน พระอธิการขุ้ย พระอธิการอิ้นพระมหานิมิต ถิธมฺโม พระอธิการคลิ้ง กิตฺติญาโณ พระมหาสุภาพปิยยธมฺโม (เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน) ข้อมูลจากศูนย์กลางทางวัฒนธรรม
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2216.jpg (53.87 KiB) เข้าดูแล้ว 426 ครั้ง
เส้นทางในชุมชน
เส้นทางในชุมชน
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2295.jpg (44.85 KiB) เข้าดูแล้ว 426 ครั้ง
อีกหนึ่งวัดที่มีความสวยงามและมีความสำคัญในอ.สิงหนคร วัดธรรมโฆษณ์ (จุดบริการน้ำ จุดที่ 1)
อีกหนึ่งวัดที่มีความสวยงามและมีความสำคัญในอ.สิงหนคร วัดธรรมโฆษณ์ (จุดบริการน้ำ จุดที่ 1)
วัดธรรมโฆษณ์_426.jpg (64.35 KiB) เข้าดูแล้ว 426 ครั้ง
บรรยากาศและที่ตั้งรูปเหมือนพระครูธรรมโฆษิต(คง โกกนุตฺโต)
บรรยากาศและที่ตั้งรูปเหมือนพระครูธรรมโฆษิต(คง โกกนุตฺโต)
วัดธรรมโฆษณ์_3699.jpg (58.22 KiB) เข้าดูแล้ว 423 ครั้ง
แวะสักการะรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส พระครูธรรมโฆษิต (พ่อท่านคง) พระครูวิจิตรธรรมรัต (พ่อท่านเห้ง) พระครูสิริธรรมานุศาสก์ (พ่อท่านฝาง) ณ วัดธรรมโฆษณ์
แวะสักการะรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส พระครูธรรมโฆษิต (พ่อท่านคง) พระครูวิจิตรธรรมรัต (พ่อท่านเห้ง) พระครูสิริธรรมานุศาสก์ (พ่อท่านฝาง) ณ วัดธรรมโฆษณ์
วัดธรรมโฆษณ์_5249.jpg (35.58 KiB) เข้าดูแล้ว 422 ครั้ง
ประวัติหลวงพ่อคง วัดธรรมโฆษณ์ จ.สงขลา พระครูธรรมโฆษิต(คง โกกนุตฺโต) วัตถุมงคลของท่านคือเหรียญรุ่นแรก เป็นหนึ่งในตำนานพระเครื่องเมืองสงขลาที่มีมูลค่าสูงมากและเป็นที่นิยมแต่หายากมากในปัจจุบันนี้<br /><br />ประวัติพระครูธรรมโฆษิต (คง) โกกนุตตเถระ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13ค่ำ เดือนยี่ ปีะระกา พ.ศ.2414 เป็นบุตรคนโตของนายซัง นางม่า มีน้องอีกสองคนคือ ยังและตั้ง ท่านเกิดที่บ้านหนองปาป ตำบลจะทิ้งหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มารดาของท่านถึงแก่กรรมเมื่อท่านยังเล็กๆ พออายุได้ 13ปี บิดาที่รักก็ทิ้งท่านไปอีก แต่ได้ความเมตตาของนางมุ้ย นางเสน ผู้น้า นำไปฝากเป็นศิษย์ของท่านทองขวัญ เจ้าอาวาสวัดบ่อปาป จึงได้ดำรงตนเป็นศิษย์วัด รับการศึกษาตามธรรมของสมัยนั้น พออายุได้ 15 ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรในสำนักของท่านทองขวัญและเป็นสามเณรมาจนอายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ จึงทำการอุปสมบทเป็นภิกษุในพัทธสีมาวัดบ่อปาป โดยท่านทองขวัญเป็นพระอุปัชณาย์ พระนวลวัดบ่อปาปเป็นพระกรรมวาจาจาริย์ พระหนูแก้ววัดมะม่วงหมู่เป็นพระอนุสาวนาจาริย์ ท่ามกลางสงฆ์ 22 รูปในปี พ.ศ. 2436 <br /><br />หลวงพ่อคง ท่านได้สนใจในการศึกษาธรรมวินัย โดยวิธีการของสมัยนั้น คือเรียนสวดมนต์จบ เรียนปาฏิโมกข์แปลจบ และได้ปฏิบัติอุปัชฌาย์ตามหน้าที่ของศิษย์ที่ดีทุกประการ จนท่านอาจารย์เห็นความสามารถในการปฏิบัติสำหรับตนและหมู่คณะเป็นอย่างดีประกอบกับมีอายุพรรษาพอบริหารงานได้แล้ว ในปี พ.ศ.2443 ท่านจึงถูกอาจารย์สั่งย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมโฆษณ์ และรับสมัญญานจากประชาชนว่า พ่อท่านธรรมโฆษณ์ตั้งแต่นั้นมา แม้จะได้รับสมณศักดิ์แล้วก็ไม่มีใครเรียกแต่เรียกว่า พ่อท่านธรรมโฆษณ์ อย่างเดิม<br /><br />วัดธรรมโฆษณ์ปัจจุบันทั้งหมด เป็นผลงานของพ่อท่าน ท่านได้เสียสละกำลังทุกทางสร้างวัดอันเป็นที่ลุ่มให้เป็นที่ดอน และมีเสนาสนะพอสำหรับภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษา นอกจากการสร้างทางด้านวัตถุแล้ว ท่านได้สร้างจิตใจของภิกษุตลอดถึงชาวบ้าน โดยการเปิดสำนักศึกษานักธรรมตามแผนใหม่ สร้างโรงเรียนประชาบาลเพื่อประโยชน์แก่เด็กน้อยของชาติ<br /><br />พ่อท่านคง ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรมาแต่ปี พ.ศ.2453 ถึง พ.ศ.2502 เป็นเวลาถึง 49 ปี มีสัทธิงวิหาริก หลาบพันคน พ่อท่านได้รับสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2492 ตามปกติ พ่อท่านเป็นผู้มีสุขภาพดี ไม่เคยเจ็บป่วยออดแอด ไปไหนมาไหนได้ตามปกติเสมอมา แต่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงแท้ ร่างกายที่เคยทนต่อโรคหมดความต้านทาน จึงมีโรคปรากฏ พ่อท่านต้องอยู่กับที่ไปไหนมาไหนไม่ได้ ต่อมาก็พูดไม่ได้ คณะศิษย์ได้เอาใจใส่รักษาเป็นอย่างดี จนถึง วันที่ 5 พฤษภาคม 2503 เวลา 10.10 น. พ่อท่านก็หมดลมหายใจด้วยอาการอันสงบ ท่านกลางความพรั่งพร้อมของศิษย์ทั้งหลาย ทิ้งไว้แต่ความดีตรึงใจคณะศิษย์และผู้คุ้นเคยในท่านอย่างไม่มีวันลืม ศิริรวม อายุของพ่อท่านได้ 89 ปี พรรษา67 ด้วยประการฉะนี้<br /><br />ที่มา...จากหนังสือแจกเป็นที่ระลึก โดยพระครูวิจารณ์ศาสนกิจ เจ้าอธิการเห้ง ธมมรโต
ประวัติหลวงพ่อคง วัดธรรมโฆษณ์ จ.สงขลา พระครูธรรมโฆษิต(คง โกกนุตฺโต) วัตถุมงคลของท่านคือเหรียญรุ่นแรก เป็นหนึ่งในตำนานพระเครื่องเมืองสงขลาที่มีมูลค่าสูงมากและเป็นที่นิยมแต่หายากมากในปัจจุบันนี้

ประวัติพระครูธรรมโฆษิต (คง) โกกนุตตเถระ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13ค่ำ เดือนยี่ ปีะระกา พ.ศ.2414 เป็นบุตรคนโตของนายซัง นางม่า มีน้องอีกสองคนคือ ยังและตั้ง ท่านเกิดที่บ้านหนองปาป ตำบลจะทิ้งหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มารดาของท่านถึงแก่กรรมเมื่อท่านยังเล็กๆ พออายุได้ 13ปี บิดาที่รักก็ทิ้งท่านไปอีก แต่ได้ความเมตตาของนางมุ้ย นางเสน ผู้น้า นำไปฝากเป็นศิษย์ของท่านทองขวัญ เจ้าอาวาสวัดบ่อปาป จึงได้ดำรงตนเป็นศิษย์วัด รับการศึกษาตามธรรมของสมัยนั้น พออายุได้ 15 ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรในสำนักของท่านทองขวัญและเป็นสามเณรมาจนอายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ จึงทำการอุปสมบทเป็นภิกษุในพัทธสีมาวัดบ่อปาป โดยท่านทองขวัญเป็นพระอุปัชณาย์ พระนวลวัดบ่อปาปเป็นพระกรรมวาจาจาริย์ พระหนูแก้ววัดมะม่วงหมู่เป็นพระอนุสาวนาจาริย์ ท่ามกลางสงฆ์ 22 รูปในปี พ.ศ. 2436

หลวงพ่อคง ท่านได้สนใจในการศึกษาธรรมวินัย โดยวิธีการของสมัยนั้น คือเรียนสวดมนต์จบ เรียนปาฏิโมกข์แปลจบ และได้ปฏิบัติอุปัชฌาย์ตามหน้าที่ของศิษย์ที่ดีทุกประการ จนท่านอาจารย์เห็นความสามารถในการปฏิบัติสำหรับตนและหมู่คณะเป็นอย่างดีประกอบกับมีอายุพรรษาพอบริหารงานได้แล้ว ในปี พ.ศ.2443 ท่านจึงถูกอาจารย์สั่งย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมโฆษณ์ และรับสมัญญานจากประชาชนว่า พ่อท่านธรรมโฆษณ์ตั้งแต่นั้นมา แม้จะได้รับสมณศักดิ์แล้วก็ไม่มีใครเรียกแต่เรียกว่า พ่อท่านธรรมโฆษณ์ อย่างเดิม

วัดธรรมโฆษณ์ปัจจุบันทั้งหมด เป็นผลงานของพ่อท่าน ท่านได้เสียสละกำลังทุกทางสร้างวัดอันเป็นที่ลุ่มให้เป็นที่ดอน และมีเสนาสนะพอสำหรับภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษา นอกจากการสร้างทางด้านวัตถุแล้ว ท่านได้สร้างจิตใจของภิกษุตลอดถึงชาวบ้าน โดยการเปิดสำนักศึกษานักธรรมตามแผนใหม่ สร้างโรงเรียนประชาบาลเพื่อประโยชน์แก่เด็กน้อยของชาติ

พ่อท่านคง ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรมาแต่ปี พ.ศ.2453 ถึง พ.ศ.2502 เป็นเวลาถึง 49 ปี มีสัทธิงวิหาริก หลาบพันคน พ่อท่านได้รับสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2492 ตามปกติ พ่อท่านเป็นผู้มีสุขภาพดี ไม่เคยเจ็บป่วยออดแอด ไปไหนมาไหนได้ตามปกติเสมอมา แต่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงแท้ ร่างกายที่เคยทนต่อโรคหมดความต้านทาน จึงมีโรคปรากฏ พ่อท่านต้องอยู่กับที่ไปไหนมาไหนไม่ได้ ต่อมาก็พูดไม่ได้ คณะศิษย์ได้เอาใจใส่รักษาเป็นอย่างดี จนถึง วันที่ 5 พฤษภาคม 2503 เวลา 10.10 น. พ่อท่านก็หมดลมหายใจด้วยอาการอันสงบ ท่านกลางความพรั่งพร้อมของศิษย์ทั้งหลาย ทิ้งไว้แต่ความดีตรึงใจคณะศิษย์และผู้คุ้นเคยในท่านอย่างไม่มีวันลืม ศิริรวม อายุของพ่อท่านได้ 89 ปี พรรษา67 ด้วยประการฉะนี้

ที่มา...จากหนังสือแจกเป็นที่ระลึก โดยพระครูวิจารณ์ศาสนกิจ เจ้าอธิการเห้ง ธมมรโต
porkong.jpg (67.34 KiB) เข้าดูแล้ว 421 ครั้ง
ความสวยงามภายในวัดธรรมฆษณ์
ความสวยงามภายในวัดธรรมฆษณ์
วัดธรรมโฆษณ์_7899.jpg (52.33 KiB) เข้าดูแล้ว 420 ครั้ง
ความสวยงามภายในวัดธรรมฆษณ์
ความสวยงามภายในวัดธรรมฆษณ์
วัดธรรมโฆษณ์_5596.jpg (53.03 KiB) เข้าดูแล้ว 420 ครั้ง
บรรยากาศเส้นทาง
บรรยากาศเส้นทาง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_8353.jpg (47.19 KiB) เข้าดูแล้ว 419 ครั้ง
บรรยากาศเส้นทาง
บรรยากาศเส้นทาง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_1181.jpg (54.39 KiB) เข้าดูแล้ว 418 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย edu.singha เมื่อ 14 ก.ค. 2016, 15:28, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

บรรยากาศเส้นทางกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike 2016
งานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร (ต่อ)

:D :D :D :D :D :D
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
มุ่งหน้าสู่อีกหนึ่งวัดที่สำคัญ วัดมะม่วงหมู่
มุ่งหน้าสู่อีกหนึ่งวัดที่สำคัญ วัดมะม่วงหมู่
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_4799.jpg (61.89 KiB) เข้าดูแล้ว 416 ครั้ง
วัดมะม่วงหมู่ตั้งอยู่บ้านมะม่วงหมู่ หมู่ที่ 5 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 12ไร่ 1 งาน 28ตารางวา อาณาเขต บริเวณวัดด้านหน้าวัดยาว 146เมตร ด้านหลังวัดยาว 132เมตร ด้านข้างยาว 104 เมตร อีกด้านหนึ่งยาว 93ด้านหน้าวัดมีกำแพงคอนกรีต วัดตั้งอยู่เป็นพื้นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถกว้าง 14.33 เมตร ยาว 22เมตร โครงสร้างคอนกรีต ศาลาการเปรียญกว้าง 16.28 เมตร ยาว 24เมตร โครงสร้างคอนกรีตและไม้ กุฎีสงฆ์ จำนวน 9หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ และมีโรงครัวอีกหนึ่งหลัง<br />วัดมะม่วงหมู่สร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2299ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440เขตวิสุงคามสีมากว้าง 19.28เมตร ยาว 27 เมตร ได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. 2451<br />เจ้าอาวาสที่ทราบนาม<br />พระเม่า<br />พระเอียด<br />พระรักษ์<br />พระหนูแก้ว<br />พระสังข์<br />พระครูวุฒิธรรมสาร<br />พระครูสุทัศนธรรมคุณ<br />พระอธิการวิโรจน์ จันทปาโล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน                   ที่มา ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม
วัดมะม่วงหมู่ตั้งอยู่บ้านมะม่วงหมู่ หมู่ที่ 5 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 12ไร่ 1 งาน 28ตารางวา อาณาเขต บริเวณวัดด้านหน้าวัดยาว 146เมตร ด้านหลังวัดยาว 132เมตร ด้านข้างยาว 104 เมตร อีกด้านหนึ่งยาว 93ด้านหน้าวัดมีกำแพงคอนกรีต วัดตั้งอยู่เป็นพื้นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถกว้าง 14.33 เมตร ยาว 22เมตร โครงสร้างคอนกรีต ศาลาการเปรียญกว้าง 16.28 เมตร ยาว 24เมตร โครงสร้างคอนกรีตและไม้ กุฎีสงฆ์ จำนวน 9หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ และมีโรงครัวอีกหนึ่งหลัง
วัดมะม่วงหมู่สร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2299ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440เขตวิสุงคามสีมากว้าง 19.28เมตร ยาว 27 เมตร ได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. 2451
เจ้าอาวาสที่ทราบนาม
พระเม่า
พระเอียด
พระรักษ์
พระหนูแก้ว
พระสังข์
พระครูวุฒิธรรมสาร
พระครูสุทัศนธรรมคุณ
พระอธิการวิโรจน์ จันทปาโล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ที่มา ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม
ม่วงหมู่2.JPG (54.9 KiB) เข้าดูแล้ว 415 ครั้ง
อีกมุม
อีกมุม
2015-04_31b025693e94963.jpg (52.64 KiB) เข้าดูแล้ว 415 ครั้ง
อีกมุม
อีกมุม
ม่วงหมู่.jpg (70.59 KiB) เข้าดูแล้ว 415 ครั้ง
ฝั่งตรงข้ามวัดมะม่วงหมู่จะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่ม่วงทอง
ฝั่งตรงข้ามวัดมะม่วงหมู่จะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่ม่วงทอง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_3222.jpg (45.94 KiB) เข้าดูแล้ว 415 ครั้ง
ประเพณีความเชื่อ “ไหว้ต้นไม้ใหญ่” ที่เกิดขึ้น ณ บ้านมะม่วงหมู่ ที่หมู่ 4 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา นับว่าน่าสนใจ...น่าสนใจตรงที่ว่าความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง 3-4 วัฒนธรรมของสังคมบนแดนดินผืนนี้ นั่นคือสังคมของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ อิสลาม และสังคมจีน ควบรวมไปถึงความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นรากฐานทางสังคมก่อนพุทธศาสนาและ ก่อนอิสลามจะเดินทางมาถึง ประเพณีไหว้ต้นไม้ใหญ่ มีชื่อเรียกตามกลุ่มชนและพัฒนาการตามยุคสมัย เช่น ไหว้ทวดม่วงทอง ไหว้ต้นไม้ใหญ่ แต่งงานกับแม่ม่วงทอง หรือแม้กระทั่ง...แต่งงานกับต้นไม้ เล่ากันว่าที่มาของประเพณีเกิดจาก 2 รากความเชื่อที่ต่อเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน คือความเชื่อในตำนานลูกสาวเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในยุคหลายร้อยปีก่อนที่ถูก โจรฆ่าตายแล้วฝังไว้ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ปัจจุบันคือบริเวณวัดมะม่วงหมู่ อีกความเชื่อหนึ่งเล่าว่า ชาวบ้านหลายคนฝันเห็นสาวรุ่นหน้าตาสะสวย แต่งตัวด้วยเครื่องประดับที่เป็นทองคำ ใส่กำไลข้อมือ ข้อเท้า สวมสายสร้อยพร้อมปิ่นปักผม แวววาวไปทั้งตัว สิงสถิตย์ ณ ต้นมะม่วงใหญ่ อาจารย์อำนวย สงนวล ประธานสภาวัฒนธรรม อ.สิงหนคร จ.สงขลา ผู้สนใจและศึกษาปรากฏการณ์ของประเพณีความเชื่อดังกล่าว เห็นว่า ที่มาแห่งความเชื่อเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนของเมืองสงขลายุคเก่าที่ แบ่งออกเป็นสามชุมชน สามประเพณี สามวัฒนธรรม คือ ชุมชนปะโอ หรือชุมชนปากอู่เก่า ที่อพยพเข้ามาประมาณศตวรรษที่ 18 เป็นชุมชนดั้งเดิม กับชุมชนมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซียที่เข้ามาช่วงศตวรรษที่ 22 และชุมชนเชื้อสายจีน “การผสมผสานระหว่าง 3 ชุมชน คือเมื่อมีการแต่งงานระหว่างกัน พุทธไปได้เมียมุสลิม หรือจีนไปได้กับมุสลิม ต่อมาก็เกิดความรู้สึกขัดแย้งกัน ฝ่ายพุทธบอกว่ามีลูกชายต้องบวชก่อน ฝ่ายมุสลิมก็บอกว่าต้องเข้าสุนัต (ขริบอวัยวะเพศ) ก่อน ฉะนั้นในระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถประนีประนอมในวัฒนธรรมทั้งสองฝ่าย เป็นอันว่าเจ้าบ่าวฝ่ายพุทธต้องบวชก่อนแล้วค่อยมาเป็นมุสลิม อย่างไรก็ดี ยุคนั้นความเชื่อที่มีด้วยกันคือการเชื่อผีหรือความเชื่อในเรื่องตายาย ต้องไหว้ตายายเสียก่อน เพราะตายายก็คือผีของบรรพบุรุษที่ชาวบ้านนับถือ และตายายที่ว่านี้สิงสถิตย์ ณ ต้นมะม่วง ไหว้เสร็จก็บวช จากนั้นก็เข้าอิสลาม” จุดเริ่มต้นของประเพณีแต่งงานกับต้นไม้ จึงมีที่มาจากการไหว้ผีบรรพบุรุษ หรือประเพณีไหว้ตายาย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าตายายอาศัยอยู่ที่ต้นมะม่วง คาดว่าน่าจะเป็นต้นมะม่วงคัน (มะม่วงป่า-บางถิ่นเรียกมะม่วงหมู อาจเพี้ยนมาเป็นหมู่) ซึ่งตายไปประมาณ 50-60 ปีแล้ว ครั้นต้นมะม่วงตายไป ชาวบ้านก็อัญเชิญท่านมาอยู่ที่ต้นประดู่ (ต้นโด-ภาษาถิ่น) ในบริเวณเดียวกัน จากเดิมที่ชาวบ้านไหว้ในลักษณะตายาย ก็เพี้ยนมาเป็นการไหว้นางไม้ แม้จะย้ายที่ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเรียกว่าเจ้าแม่ม่วงทอง...ในความเชื่อที่ว่า “เจ้าแม่สามารถทำอะไรกับลูกหลานได้” ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงนิยมนำลูกหลานยกให้เจ้าแม่ม่วงทอง ยกตั้งแต่เกิดบ้าง หรือรอให้โตก่อนค่อยยก บางคนเวลาลูกไม่สบายก็มายกให้ เพื่อขอให้ลูกหายจากโรคร้ายต่างๆ บางคนดื้อจนพ่อแม่ระอาใจ ก็มายกให้เจ้าแม่เพื่อให้หายดื้อ ทำสัญญาระหว่างลูก-พ่อ-แม่ กับเจ้าแม่ หากผิดสัญญาก็จะเกิดเหตุต่างๆ เช่น พูดไม่ได้ ฟั่นเฟือน ฯลฯ แต่หากไม่ทำตาม เกิดสำนึกผิด เข้ามาขอขมาก็จะหายเป็นปาฏิหาริย์ “เพราะฉะนั้นในมิติของการผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรม จึงอาศัยตัวนี้เป็นสื่อสลาย” อาจารย์อำนวย สรุป ประธานสภาวัฒนธรรม อ.สิงหนคร กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับมุสลิมในพื้นที่ เวลาผ่านไปความเชื่อนี้ก็เริ่มหายไป เพราะเขารู้ว่าผิดหลักการศาสนา บวกกับที่ตั้งของเจ้าแม่อยู่ในบริเวณวัดด้วย แต่ความเชื่อส่วนหนึ่งยังมี อยู่ มาช่วงหลังมุสลิมส่วนหนึ่งจึงดำเนินพิธีกรรมด้วยตัวเอง เช่น ที่บ้านม่วงหวาน มีการทำพิธีติดกับกุโบร์เก่า (สุสาน) พิธีอาจจะคล้ายกัน เช่น ต้องมีผ้าพระคล้องคอ มีย่ามแขวน แต่พิธีกรรมของมุสลิมหายไปแล้วเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ความเชื่อของคนพุทธก็กลายเป็นว่าถ้ามีลูกชายต้องนำมาแต่งงานกับเจ้า แม่ม่วงทอง จะเห็นได้ว่าความเชื่อจะแบ่งเป็น 2 ยุค คือ “ยุคไหว้” กับ “ยุคแต่งงาน” นั่นหมายความว่าการแต่งงานก็คือการไหว้เจ้าแม่นั่นเอง เป็นวิวัฒนาการทางความเชื่อที่ละเอียดอ่อน เกิดขึ้นจาก 300-400 ปี และวิวัฒนาการมาจนถึงทุกวันนี้ กระนั้นก็ตาม ในวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาของ บุญเลิศ จันทระ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล หัวข้อ “กรณีศึกษาประเพณีแต่งงานกับต้นไม้” กล่าว ถึงความเชื่อของชาวบ้านตรงนี้ว่า ลูกชายหัวปีของตระกูลที่เคารพนับถือทวดม่วงทองจะต้องทำพิธีไหว้ ส่วนลูกชายคนอื่นๆ จะไหว้หรือไม่ไหว้ก็ได้ หรือไปไหว้ในชั้นต่อไป แต่ในพิธีไหว้ต้องมีเจ้าพิธีหรือหมอเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนใหญ่จะไหว้เมื่ออา ยุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ไหว้แล้วบวชเป็นภิกษุ ไหว้เช้าบวชบ่าย หรือไหว้วันนี้รุ่งขึ้นบวช หรือไหว้แล้วต้องบวชภายใน 3 วัน ถ้าจำเป็นต้องเลื่อน จะบวชเมื่อใดผู้ทำพิธีต้องบอกกล่าวในพิธี สำหรับพิธีไหว้ จะทำกันตั้งแต่เดือน 6 เดือน 7 ช่วงขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ไปจนถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ก่อนเข้าพรรษา วันไหว้ต้องเป็นวันเสาร์กับวันอังคาร ต้องทำพิธีตอนเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น ตอนบ่ายไม่ทำ เจ้าบ่าวต้องแต่งตัวนุ่งผ้าโจงกระเบน เสื้อแขนยาวสีขาว ถุงเท้าหนังสีดำ หรือแต่งชุดราชปะแตน ต้องเหน็บกริช มีเพื่อนเจ้าบ่าว 1-2 คน มีขบวนขันหมาก 21 ขัน ผ้าขาว ชุดผ้าผลัดเจ้าบ่าว เสื่อและหมอนใหม่ ผู้ถือขันหมากทั้งหมดต้องเป็นสาวพรหมจรรย์ มีขบวนกลองยาวแห่ขันหมาก จุดประทัดพร้อมเครื่องสักการะบูชา เมื่อเสร็จพิธีไหว้ต้องเลี้ยงแกงจืดวุ้นเส้นผู้ที่เข้าร่วมงาน และทุกคนต้องกินให้หมด ถ้าเหลือห้ามนำกลับบ้าน ต้องเทหรือทิ้งไว้บริเวณนั้น ดังที่อาจารย์อำนวยได้ว่าไว้ ถ้ามองให้ลึกถึงมิติการแก้ไขปัญหาสังคม เราจะเห็นถึงพิธีกรรมที่มีส่วนผสมในระหว่าง 3-4 วัฒนธรรม กริชคือมุสลิม พุทธหรือพราหมณ์คือพิธีกรรมและการแต่งกาย ส่วนแกงจืดนั้นคืออาหารของคนจีน ลงตัวไปหมด... อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันความเชื่อนี้จะยังมีปรากฏให้เห็น แต่วิถีทุนนิยมตะวันตกที่รุกเข้ามาจนชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน ทำให้บางคนคิดไปว่าชั่วเวลาอีกไม่กี่ปีประเพณีความเชื่อนี้อาจสูญหายไปตาม กาลเวลา แต่ อาจารย์อำนวย ไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะเห็นว่าวัฒนธรรมก็เหมือนสายเลือดที่ติดตัวเราไปตลอด ไม่มีทางสูญหายไปได้ ปัจจุบันชาวบ้านสร้างศาลเจ้าแม่ที่ใต้ต้นตะแบกแทนต้นประดู่ซึ่งสูญสลายไปตามกาลเวลา โดยตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่เดิม ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อ “เมื่อลูกได้แต่งงานกับต้นไม้ พ่อแม่จะมีความสุขเหมือนลูกได้บวช”  cr. สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ประเพณีความเชื่อ “ไหว้ต้นไม้ใหญ่” ที่เกิดขึ้น ณ บ้านมะม่วงหมู่ ที่หมู่ 4 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา นับว่าน่าสนใจ...น่าสนใจตรงที่ว่าความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง 3-4 วัฒนธรรมของสังคมบนแดนดินผืนนี้ นั่นคือสังคมของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ อิสลาม และสังคมจีน ควบรวมไปถึงความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นรากฐานทางสังคมก่อนพุทธศาสนาและ ก่อนอิสลามจะเดินทางมาถึง ประเพณีไหว้ต้นไม้ใหญ่ มีชื่อเรียกตามกลุ่มชนและพัฒนาการตามยุคสมัย เช่น ไหว้ทวดม่วงทอง ไหว้ต้นไม้ใหญ่ แต่งงานกับแม่ม่วงทอง หรือแม้กระทั่ง...แต่งงานกับต้นไม้ เล่ากันว่าที่มาของประเพณีเกิดจาก 2 รากความเชื่อที่ต่อเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน คือความเชื่อในตำนานลูกสาวเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในยุคหลายร้อยปีก่อนที่ถูก โจรฆ่าตายแล้วฝังไว้ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ปัจจุบันคือบริเวณวัดมะม่วงหมู่ อีกความเชื่อหนึ่งเล่าว่า ชาวบ้านหลายคนฝันเห็นสาวรุ่นหน้าตาสะสวย แต่งตัวด้วยเครื่องประดับที่เป็นทองคำ ใส่กำไลข้อมือ ข้อเท้า สวมสายสร้อยพร้อมปิ่นปักผม แวววาวไปทั้งตัว สิงสถิตย์ ณ ต้นมะม่วงใหญ่ อาจารย์อำนวย สงนวล ประธานสภาวัฒนธรรม อ.สิงหนคร จ.สงขลา ผู้สนใจและศึกษาปรากฏการณ์ของประเพณีความเชื่อดังกล่าว เห็นว่า ที่มาแห่งความเชื่อเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนของเมืองสงขลายุคเก่าที่ แบ่งออกเป็นสามชุมชน สามประเพณี สามวัฒนธรรม คือ ชุมชนปะโอ หรือชุมชนปากอู่เก่า ที่อพยพเข้ามาประมาณศตวรรษที่ 18 เป็นชุมชนดั้งเดิม กับชุมชนมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซียที่เข้ามาช่วงศตวรรษที่ 22 และชุมชนเชื้อสายจีน “การผสมผสานระหว่าง 3 ชุมชน คือเมื่อมีการแต่งงานระหว่างกัน พุทธไปได้เมียมุสลิม หรือจีนไปได้กับมุสลิม ต่อมาก็เกิดความรู้สึกขัดแย้งกัน ฝ่ายพุทธบอกว่ามีลูกชายต้องบวชก่อน ฝ่ายมุสลิมก็บอกว่าต้องเข้าสุนัต (ขริบอวัยวะเพศ) ก่อน ฉะนั้นในระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถประนีประนอมในวัฒนธรรมทั้งสองฝ่าย เป็นอันว่าเจ้าบ่าวฝ่ายพุทธต้องบวชก่อนแล้วค่อยมาเป็นมุสลิม อย่างไรก็ดี ยุคนั้นความเชื่อที่มีด้วยกันคือการเชื่อผีหรือความเชื่อในเรื่องตายาย ต้องไหว้ตายายเสียก่อน เพราะตายายก็คือผีของบรรพบุรุษที่ชาวบ้านนับถือ และตายายที่ว่านี้สิงสถิตย์ ณ ต้นมะม่วง ไหว้เสร็จก็บวช จากนั้นก็เข้าอิสลาม” จุดเริ่มต้นของประเพณีแต่งงานกับต้นไม้ จึงมีที่มาจากการไหว้ผีบรรพบุรุษ หรือประเพณีไหว้ตายาย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าตายายอาศัยอยู่ที่ต้นมะม่วง คาดว่าน่าจะเป็นต้นมะม่วงคัน (มะม่วงป่า-บางถิ่นเรียกมะม่วงหมู อาจเพี้ยนมาเป็นหมู่) ซึ่งตายไปประมาณ 50-60 ปีแล้ว ครั้นต้นมะม่วงตายไป ชาวบ้านก็อัญเชิญท่านมาอยู่ที่ต้นประดู่ (ต้นโด-ภาษาถิ่น) ในบริเวณเดียวกัน จากเดิมที่ชาวบ้านไหว้ในลักษณะตายาย ก็เพี้ยนมาเป็นการไหว้นางไม้ แม้จะย้ายที่ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเรียกว่าเจ้าแม่ม่วงทอง...ในความเชื่อที่ว่า “เจ้าแม่สามารถทำอะไรกับลูกหลานได้” ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงนิยมนำลูกหลานยกให้เจ้าแม่ม่วงทอง ยกตั้งแต่เกิดบ้าง หรือรอให้โตก่อนค่อยยก บางคนเวลาลูกไม่สบายก็มายกให้ เพื่อขอให้ลูกหายจากโรคร้ายต่างๆ บางคนดื้อจนพ่อแม่ระอาใจ ก็มายกให้เจ้าแม่เพื่อให้หายดื้อ ทำสัญญาระหว่างลูก-พ่อ-แม่ กับเจ้าแม่ หากผิดสัญญาก็จะเกิดเหตุต่างๆ เช่น พูดไม่ได้ ฟั่นเฟือน ฯลฯ แต่หากไม่ทำตาม เกิดสำนึกผิด เข้ามาขอขมาก็จะหายเป็นปาฏิหาริย์ “เพราะฉะนั้นในมิติของการผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรม จึงอาศัยตัวนี้เป็นสื่อสลาย” อาจารย์อำนวย สรุป ประธานสภาวัฒนธรรม อ.สิงหนคร กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับมุสลิมในพื้นที่ เวลาผ่านไปความเชื่อนี้ก็เริ่มหายไป เพราะเขารู้ว่าผิดหลักการศาสนา บวกกับที่ตั้งของเจ้าแม่อยู่ในบริเวณวัดด้วย แต่ความเชื่อส่วนหนึ่งยังมี อยู่ มาช่วงหลังมุสลิมส่วนหนึ่งจึงดำเนินพิธีกรรมด้วยตัวเอง เช่น ที่บ้านม่วงหวาน มีการทำพิธีติดกับกุโบร์เก่า (สุสาน) พิธีอาจจะคล้ายกัน เช่น ต้องมีผ้าพระคล้องคอ มีย่ามแขวน แต่พิธีกรรมของมุสลิมหายไปแล้วเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ความเชื่อของคนพุทธก็กลายเป็นว่าถ้ามีลูกชายต้องนำมาแต่งงานกับเจ้า แม่ม่วงทอง จะเห็นได้ว่าความเชื่อจะแบ่งเป็น 2 ยุค คือ “ยุคไหว้” กับ “ยุคแต่งงาน” นั่นหมายความว่าการแต่งงานก็คือการไหว้เจ้าแม่นั่นเอง เป็นวิวัฒนาการทางความเชื่อที่ละเอียดอ่อน เกิดขึ้นจาก 300-400 ปี และวิวัฒนาการมาจนถึงทุกวันนี้ กระนั้นก็ตาม ในวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาของ บุญเลิศ จันทระ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล หัวข้อ “กรณีศึกษาประเพณีแต่งงานกับต้นไม้” กล่าว ถึงความเชื่อของชาวบ้านตรงนี้ว่า ลูกชายหัวปีของตระกูลที่เคารพนับถือทวดม่วงทองจะต้องทำพิธีไหว้ ส่วนลูกชายคนอื่นๆ จะไหว้หรือไม่ไหว้ก็ได้ หรือไปไหว้ในชั้นต่อไป แต่ในพิธีไหว้ต้องมีเจ้าพิธีหรือหมอเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนใหญ่จะไหว้เมื่ออา ยุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ไหว้แล้วบวชเป็นภิกษุ ไหว้เช้าบวชบ่าย หรือไหว้วันนี้รุ่งขึ้นบวช หรือไหว้แล้วต้องบวชภายใน 3 วัน ถ้าจำเป็นต้องเลื่อน จะบวชเมื่อใดผู้ทำพิธีต้องบอกกล่าวในพิธี สำหรับพิธีไหว้ จะทำกันตั้งแต่เดือน 6 เดือน 7 ช่วงขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ไปจนถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ก่อนเข้าพรรษา วันไหว้ต้องเป็นวันเสาร์กับวันอังคาร ต้องทำพิธีตอนเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น ตอนบ่ายไม่ทำ เจ้าบ่าวต้องแต่งตัวนุ่งผ้าโจงกระเบน เสื้อแขนยาวสีขาว ถุงเท้าหนังสีดำ หรือแต่งชุดราชปะแตน ต้องเหน็บกริช มีเพื่อนเจ้าบ่าว 1-2 คน มีขบวนขันหมาก 21 ขัน ผ้าขาว ชุดผ้าผลัดเจ้าบ่าว เสื่อและหมอนใหม่ ผู้ถือขันหมากทั้งหมดต้องเป็นสาวพรหมจรรย์ มีขบวนกลองยาวแห่ขันหมาก จุดประทัดพร้อมเครื่องสักการะบูชา เมื่อเสร็จพิธีไหว้ต้องเลี้ยงแกงจืดวุ้นเส้นผู้ที่เข้าร่วมงาน และทุกคนต้องกินให้หมด ถ้าเหลือห้ามนำกลับบ้าน ต้องเทหรือทิ้งไว้บริเวณนั้น ดังที่อาจารย์อำนวยได้ว่าไว้ ถ้ามองให้ลึกถึงมิติการแก้ไขปัญหาสังคม เราจะเห็นถึงพิธีกรรมที่มีส่วนผสมในระหว่าง 3-4 วัฒนธรรม กริชคือมุสลิม พุทธหรือพราหมณ์คือพิธีกรรมและการแต่งกาย ส่วนแกงจืดนั้นคืออาหารของคนจีน ลงตัวไปหมด... อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันความเชื่อนี้จะยังมีปรากฏให้เห็น แต่วิถีทุนนิยมตะวันตกที่รุกเข้ามาจนชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน ทำให้บางคนคิดไปว่าชั่วเวลาอีกไม่กี่ปีประเพณีความเชื่อนี้อาจสูญหายไปตาม กาลเวลา แต่ อาจารย์อำนวย ไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะเห็นว่าวัฒนธรรมก็เหมือนสายเลือดที่ติดตัวเราไปตลอด ไม่มีทางสูญหายไปได้ ปัจจุบันชาวบ้านสร้างศาลเจ้าแม่ที่ใต้ต้นตะแบกแทนต้นประดู่ซึ่งสูญสลายไปตามกาลเวลา โดยตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่เดิม ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อ “เมื่อลูกได้แต่งงานกับต้นไม้ พ่อแม่จะมีความสุขเหมือนลูกได้บวช” cr. สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ศาลา.jpg (64.4 KiB) เข้าดูแล้ว 414 ครั้ง
บรรยากาศเส้นทาง
บรรยากาศเส้นทาง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_4811.jpg (36.96 KiB) เข้าดูแล้ว 413 ครั้ง
มุ่งหน้าสู่วัดตาหลวงคง
มุ่งหน้าสู่วัดตาหลวงคง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_8780.jpg (50.61 KiB) เข้าดูแล้ว 413 ครั้ง
โรงเรียนวัดตาหลวงคง
โรงเรียนวัดตาหลวงคง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_9188.jpg (58.86 KiB) เข้าดูแล้ว 411 ครั้ง
เส้นทางนักปั่น
เส้นทางนักปั่น
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_8298.jpg (58.25 KiB) เข้าดูแล้ว 411 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

บรรยากาศเส้นทางกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike 2016
งานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร (ต่อ)

:D :D :D :D :D :D
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
มุ่งหน้าสู่โรงเรียนเทศบาลเมืองสิงหนคร 1 (บ้านยางงาม)สังกัด เทศบาลเมืองสิงหนคร
มุ่งหน้าสู่โรงเรียนเทศบาลเมืองสิงหนคร 1 (บ้านยางงาม)สังกัด เทศบาลเมืองสิงหนคร
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_5323.jpg (66.02 KiB) เข้าดูแล้ว 409 ครั้ง
เส้นทางนักปั่น
เส้นทางนักปั่น
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_5215.jpg (58.44 KiB) เข้าดูแล้ว 408 ครั้ง
มุ่งสู่ถนนใหญ่ผ่านทางโรงเรียนวัดประตูไชย
มุ่งสู่ถนนใหญ่ผ่านทางโรงเรียนวัดประตูไชย
21013.jpg (63.02 KiB) เข้าดูแล้ว 407 ครั้ง
ยูเทรินมุ่งสู่หาดแก้วจุลดิศ
ยูเทรินมุ่งสู่หาดแก้วจุลดิศ
2.jpg (51.39 KiB) เข้าดูแล้ว 406 ครั้ง
บรรยากาศเส้นทางสู่หาดแก้วจุลดิศ
บรรยากาศเส้นทางสู่หาดแก้วจุลดิศ
3.jpg (60.28 KiB) เข้าดูแล้ว 406 ครั้ง
หาดแก้วจุลดิศ (จุดบริการน้ำที่ 2)
หาดแก้วจุลดิศ (จุดบริการน้ำที่ 2)
4.jpg (54.74 KiB) เข้าดูแล้ว 406 ครั้ง
หาดแก้วจุลดิศ (จุดบริการน้ำที่ 2)
หาดแก้วจุลดิศ (จุดบริการน้ำที่ 2)
5.jpg (58.2 KiB) เข้าดูแล้ว 406 ครั้ง
เส้นทางเลี้ยวรถมุ่งสู่วัดเปรมศรัทธา
เส้นทางเลี้ยวรถมุ่งสู่วัดเปรมศรัทธา
7.jpg (60.58 KiB) เข้าดูแล้ว 405 ครั้ง
เส้นทางออกมุ่งสู่วัดเปรมศรัทธา
เส้นทางออกมุ่งสู่วัดเปรมศรัทธา
9.jpg (41.77 KiB) เข้าดูแล้ว 405 ครั้ง
เลี้ยวซ้าย
เลี้ยวซ้าย
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_944.jpg (61.29 KiB) เข้าดูแล้ว 403 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

บรรยากาศเส้นทางกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike 2016
งานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559 ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร (ต่อ)

:D :D :D :D :D :D
******************
:arrow: ..ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด/สมัครได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร.074 - 331769 ต่อ 220
:lol: ID Line : singora-touring
:lol: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:lol: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:lol: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing
ไฟล์แนบ
เส้นทางนักปั่น
เส้นทางนักปั่น
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_7284.jpg (54.17 KiB) เข้าดูแล้ว 402 ครั้ง
ถึงแล้ว..วัดเปรมศรัทธา
ถึงแล้ว..วัดเปรมศรัทธา
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_4799.jpg (61.89 KiB) เข้าดูแล้ว 402 ครั้ง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2061.jpg
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2061.jpg (77.75 KiB) เข้าดูแล้ว 402 ครั้ง
เส้นทางออกสู่ถนนใหญ่
เส้นทางออกสู่ถนนใหญ่
13709688_10208795897508116_1852850465_o (1).jpg (44.77 KiB) เข้าดูแล้ว 401 ครั้ง
เส้นทางถนนใหญ่
เส้นทางถนนใหญ่
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_7204.jpg (34.87 KiB) เข้าดูแล้ว 400 ครั้ง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_9912.jpg
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_9912.jpg (37.3 KiB) เข้าดูแล้ว 399 ครั้ง
ผ่านโรงเรียนสงขลาวิทยาคม
ผ่านโรงเรียนสงขลาวิทยาคม
13646886_10208795978270135_893205131_o.jpg (58.27 KiB) เข้าดูแล้ว 398 ครั้ง
มุ่งสู่จุด FINISH ณ หาดเขาแดง (หาดปลาไก่)
มุ่งสู่จุด FINISH ณ หาดเขาแดง (หาดปลาไก่)
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_2215.jpg (35.66 KiB) เข้าดูแล้ว 397 ครั้ง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_9215.jpg
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_9215.jpg (29.82 KiB) เข้าดูแล้ว 397 ครั้ง
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_7653.jpg
เส้นทางจย.ท่องเที่ยว_7653.jpg (51.5 KiB) เข้าดูแล้ว 397 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
edu.singha
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2016, 15:55
Tel: 074-331769 ต่อ 220

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย edu.singha »

กิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว "สิงหนครเมืองเก่า" Singora Bike Tour 2016
ในงานสมโภชเมืองสิงหนคร ประจำปี 2559
มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม 2559
:D :D เส้นทางท่องเที่ยวในเขตเทศบาลเมืองสิงหนคร ระยะทาง 27.63 กิโลเมตร :lol: :lol:

รายละเอียด
1. ประเภท VIP (รับจำนวนจำกัด 100 ท่านเท่านั้น)
8-) ค่าสมัคร 800 บาท
8-) ถ้วยรางวัล 1 ใบ
8-) รับเสื้อ 1 ตัว
8-) อาหารกลางวัน น้ำ และอาหารว่าง
2. ประเภททั่วไป
:D ค่าสมัคร 300 บาท
:D รับเสื้อ 1 ตัว
:D อาหารกลางวัน น้ำ และอาหารว่าง


หมายเหตุ : ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับใบประกาศ/ประสบการณ์

:P ..ติดต่อรับใบสมัคร/สอบถามรายละเอียดได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสิงหนคร
หมายเลขโทรศัพท์ 074 – 331769 ต่อ 220 หรือ นายอับดุลอายิ ฮาแว โทร.082 - 729 - 8892
ทุกวันในวัน - เวลาราชการ หรือดาวน์โหลด/ใบสมัครออนไลน์ได้ที่
เฟซบุ๊ค : https://www.facebook.com/edu.singhanakorn

:arrow: ID Line : singora-touring
:!: แอดไลน์ด่วนที่ : http://line.me/ti/p/aU0Ft0j9_Z
:mrgreen: ดาวน์โหลดใบสมัคร/รายละเอียด..คลิก :
https://drive.google.com/file/d/0B7q8Y_ ... sp=sharing
:roll: สมัครผ่านระบบออนไลน์..คลิก :
https://docs.google.com/forms/d/19e3V8M ... sp=sharing

โชกุน
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 182
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ธ.ค. 2008, 22:35
Tel: 081-4789828
team: -
Bike: BMC Roadracer SL01/Focus Black Forest 4.0
ตำแหน่ง: นราธิวาส
ติดต่อ:

Re: ปั่นพิชิตเจดีย์องค์ดำ องค์ขาว สุดยอดเมืองสิงหนคร

โพสต์ โดย โชกุน »

เสียดาย...น่าจะมีอายุไม่เกิน 15
คนแรงน้อย แต่ใจเต็มร้อย..เกาะไป..ดูดไป เดี๋ยวเดียวก็ถึง
ตอบกลับ

กลับไปยัง “ประชาสัมพันธ์ งานปั่น/งานแข่ง”