ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- keanetona
- ขาประจำ
- โพสต์: 830
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ค. 2011, 00:50
- Bike: Pinarello Dogma F8 , Trek Madone 9
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
พูดถึงเรื่องของปลอมแล้ว ผมก็นึกถึงสายแลน ... Local Area Network .... ไม่ใช่ตัวแลนที่มันอยู่ในป่า ตอนนี้บริษัทผมใช้แต่สาย Link ครับ จริงๆแล้ว AMP มันดีกว่า แต่ปลอมโคตรเยอะ เยอะจนผมไม่กล้าซื้อ
ส่วนขากระติก ผมซื้อของถูกครับ ไม่ใช่อะไร แค่ผมอยากจะได้สีที่มันเข้ากับรถ เพราะตัวแพงมีแต่ดำ
แล้วเรื่อง R&D คนออกแบบเขาก็คนนะครับ เขาต้องกินข้าว ต้นทุนสินค้าแต่ละอย่างไปทาง R&D กันหมดน่ะแหละครับ ส่วนโฆษณานี่ของดีจริงๆแทบไม่ต้องโฆษณา ถ้าของดีจริงคนจะไปหาเอง
ผมยังยืนยันครับ ของปลอม น่าอาย เงินน้อยซื้อแบรนด์รองดีกว่า
ส่วนขากระติก ผมซื้อของถูกครับ ไม่ใช่อะไร แค่ผมอยากจะได้สีที่มันเข้ากับรถ เพราะตัวแพงมีแต่ดำ
แล้วเรื่อง R&D คนออกแบบเขาก็คนนะครับ เขาต้องกินข้าว ต้นทุนสินค้าแต่ละอย่างไปทาง R&D กันหมดน่ะแหละครับ ส่วนโฆษณานี่ของดีจริงๆแทบไม่ต้องโฆษณา ถ้าของดีจริงคนจะไปหาเอง
ผมยังยืนยันครับ ของปลอม น่าอาย เงินน้อยซื้อแบรนด์รองดีกว่า
อย่าถามผมว่ารถผมคันละเท่าไหร่
อย่าถามผมว่าปั่นรถแพงแล้วได้อะไร
แต่เอาเป็นว่า ผมปั่นเพื่อสุขภาพ เป็นหมูที่แข็งแรงดีกว่าเป็นหมูขี้โรคนะ
อย่าถามผมว่าปั่นรถแพงแล้วได้อะไร
แต่เอาเป็นว่า ผมปั่นเพื่อสุขภาพ เป็นหมูที่แข็งแรงดีกว่าเป็นหมูขี้โรคนะ
- tauhoo
- สมาชิก
- โพสต์: 30
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2015, 17:35
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ข้ออ้างครับ ของแท้หลักพัน มันก็ของแท้ ของปลอมของก๊อปหลักหมื่นยังไงก็ของก๊อป มันไม่เกี่ยวว่าเฟรมราคาแพง หรือเฟรมถูก ถ้าคุณปั่นเพื่อสุขภาพไม่ได้ปั่นเพื่ออวดใคร คุณจะไม่มาตอบแบบนี้ มันเกี่ยวว่าของก๊อป มันก๊อปมาจากเฟรมราคาแพงที่ขายดีจนนิยม แล้วไอ้คนที่ใช้ของก๊อปน่ะ มันคือพวกวัตถุนิยม ที่เงินไม่ถึง ไม่มีปัญญาซื้อของแท้ แต่อยากอวดฐานะว่าใช้ของแบรนด์ แบบนี้เหรอครับไม่ได้ปั่นเพื่ออวดรวย ที่มันต้องต่อต้านเพราะค่านิยมแย่ๆงี้ไงครับ เข้าใจตรงกันนะครับtum13 เขียน:กะทู้แบบนี้ ท่าผมมีเหตุผลสวนกระแส จะโดนว่า เป็นพวกนิยมใช้ของปลอม แต่ อยากให้ฉุดคิดแบบมีเหตุผลหน่อย เฟรมจักรยาน แพงเกินไปคือต้นเหตุให้มีคนทำปลอม คุณอาจจะบอกว่าต้นทุนการออกแบบ สูง แต่ถ้าคุณมีเหตุผลฉุดคิดซักนิดนึง การคิดค้นออกแบบจักรยาน กับการแบบมอเตอร์ไซด์ คุณคิดว่า จักรยานใช้ความรู้ทางด้านวิศวะกรรมชั้นสูงแล้วหรือ อีกอย่าง ความรู้ทางด้านฟิสิกส์ ระบบแมคคานิคมันเป็นศาสตร์ที่เราค้นคว้าจนถึงทางตันแล้ว ทุกวันนี้มนุษย์ในโลกที่ยังต้องศีกษาอีกก็คือเรื่องวัสดุศาสตร์ ซึ่งตอนนีงัยที่เราได้พัฒนาเฟรมมาเป็นพวกคาร์บอน ที่แข็งและเบา แต่ค่ายจักรยานก็พยายามจะสร้างเฟรมให้เบาและแข็งแรง แต่จะสร้างออกแบบยังงัย ก็ไม่หนีการออกแบบที่ใช้ศาสตร์ทางฟิสิกส์ ทีจะต้องทำเฟรมรูปทรงมุม3เหลี่ยมอยู่ดี แล้วมุมนี่เองระยะต่างนี่หาจุดที่ทำให้รถพุ่งมันก็มีที่สุดแค่จุดเดียวกัน แล้วเพราะฉะนัน จะแต่ละค่ายจักรยานท่าจะออกแบบให้มันเป็นที่สุด ก็คงจะต้องเหมือนหรือคล้ายกัน โธ่แค่เหตุผลตรงนี้ จะไปยึดว่าค่ายนั้นออกแบบดีรถพุ่งไม่พุ่ง กว่ากัน ผมก็หนุมานว่า ความหมายว่า "แค่เฟรมจักรยาน มันไม่ได้ใช้ทรัพยากรทางปัญญามากนักหรอกครับ" คุณอาจจะเห็นว่า โฆษณาโชว์อุโมงลม โชว์เฟรมแอโร่มีตัวเลขออกมา แต่คุณรู้มั้ย ตัวเลขนั่นมันน้อยนักแทบจะไม่มีผล จากการปั่นของร่างกายมนุยษ์เลย เพราะในแต่ละวันร่างกายเราก็มีออกแรงไม่เท่ากัน มีค่าwattที่แตกต่างกันมาก แทบจะไม่มีผลเลย ว่าเฟรมนี้จะดีกว่าเฟรมนี้ แต่มันเป็นการสร้างภาพลักษ์สร้างคุณค่าทางการตลาดนั่นแหละ สรุปแล้วแต่ละค่ายก็ต้องการสร้างเฟรมให้เบา แต่พอเบาก็ขาดความแข็งแรง เราก็เห็นกันอยู่ เฟรมคันเป็นแสนพอปั่นล้มทีขาด2ท่อน คุณภูมิใจนักเหรอกับของมีแบรน มันก็ไม่ได้ต่างกันกับของไม่มีแบรนหรือของปลอม สิ่งที่ผมอยากให้ฉุดคิด เราคือผู้ใช้ ผมเขียนในฐานะผู้ใช้ต้องการของดีราคาเป็นธรรม แต่ก็ไม่อยากให้มองว่าของมีแบรนต้องสุดยอดแล้วต้องแพง เราปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ เราไม่ได้ปั่นเพืออวดความร่ำรวย ของปลอมถ้ามันไม่ดี คนก็เลิกใช้ไปเอง ไม่จำเป็นต้องต่อต้าน มันก็จะเป็นกลไกลทางธรรมชาติไปเอง ของไม่ดี ก็จะไม่มีคนใช้
-
NEMOK
- ขาประจำ
- โพสต์: 117
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2015, 11:16
- Tel: 0983937217
- Bike: cinelli experience
- ตำแหน่ง: แม่สา แม่ริม เชียงใหม่
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
วันนึงก้อต้องโหยหาของแท้อยู่ดี
คนผลิตของเทียมไม่ได้เลว เขามีเหตุผลในการผลิต เขามีความรู้ในการผลิตระดับนึง ด้วยต้นทุนไม่มาก และการตลาดแบบกองโจร
คนใช้ก้อไม่ได้เลว เขามีเหตุผลในการเลือกใช้ครับ ด้วยรายได้ ด้วยภาระค่าใช้จ่าย
อย่าลืมว่าจักรยานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
คนผลิตของเทียมไม่ได้เลว เขามีเหตุผลในการผลิต เขามีความรู้ในการผลิตระดับนึง ด้วยต้นทุนไม่มาก และการตลาดแบบกองโจร
คนใช้ก้อไม่ได้เลว เขามีเหตุผลในการเลือกใช้ครับ ด้วยรายได้ ด้วยภาระค่าใช้จ่าย
อย่าลืมว่าจักรยานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
- idonat
- ขาประจำ
- โพสต์: 1036
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 01:17
- Tel: 088-104-8098
- team: ชมรมจักรยานจังหวัดอำนาจเจริญ Amnatcharoen Cycling Club
- Bike: Cannondale Flash F3 Merida reacto 5000
- ตำแหน่ง: อำนาจเจริญ, กำแพงเพชร
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ผมมองว่าเจ้าของกระทู้เจตนาแค่จะบอกว่า การขยายตัวของสังคมจักรยานขยายใหญ่โตขึ้นมาก การบริโภค(ของแท้ เพราะแต่ก่อนของปลอมคงไม่มีหรือมีน้อย) ก็เป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้มีการนำเข้าจักรยานและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ราคาโดยรวมถูกลงกว่าแต่ก่อน การเข้ามาของของปลอมอาจทำให้การขยายตัวดังกล่าวถดถอยหรือเป็นการไม่ส่งเสริมให้คนที่นำเข้าของแท้มาถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าคนที่ใช้หรือสนับสนุนของปลอมจะมีเหตุผลอย่างไร มันก็คือการสนับสนุนให้คนอื่นทำสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่อย่างนั้น และการที่เจ้าของกระทู้บอกว่าน่าอาย ผมมองว่า เจ้าของกระทู้แค่ใช้ถ้อยคำในลักษณะสร้างค่านิยมใหม่ให้คนในสังคมจักรยาน รังเกียจการใช้ของปลอมเท่านั้น ครับ
- tum13
- ขาประจำ
- โพสต์: 3567
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2008, 08:10
- Tel: 0819095957
- team: รวมมิตร , ดอนเมือง , รามอินทรา, 347 Cycling Team
- ติดต่อ:
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ว่าแล้ว เดี๋ยวผมก็ถูกหวย เอาละครับ อย่างจิงจังกันนักเลย คนใช้ของปลอมของก็อปน่ะ อย่าไปประนามว่าน่าอายเลย คุณควรประนามคนที่หลอกขายเอาของปลอมมาหลอกขายเขาดีกว่าว่าน่าอาย แต่คนที่เขาบอกของก็อป เออมันก็ยังบอกกันตรงๆๆ คนใช้ เขายินยอมต้องการมันก็จบ ค่าความคิดผมก็ขี้เกียจพูดแล้ว ทุกอย่างในโลกมีคนคิดคนแรกเท่านั้น แต่ก็ลอกเลียนแบบกันมาคล้ายกันนั่นแหละ เพียงแต่ใครสปิลิต ไม่ไปก็อปชื่อแบรน เค้ามาด้วย กระทู้นี้แบบนี้ มันก็จะมีคนออกมาเถียงเหมือนอย่างผมนั่นแหละ ใครจะว่าผมต่างๆๆนาเชิญครับผมไม่ถือสา
-
aiir
- สมาชิก
- โพสต์: 54
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 เม.ย. 2015, 15:54
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
มีเหตุมีผลดีครับtum13 เขียน:กะทู้แบบนี้ ท่าผมมีเหตุผลสวนกระแส จะโดนว่า เป็นพวกนิยมใช้ของปลอม แต่ อยากให้ฉุดคิดแบบมีเหตุผลหน่อย เฟรมจักรยาน แพงเกินไปคือต้นเหตุให้มีคนทำปลอม คุณอาจจะบอกว่าต้นทุนการออกแบบ สูง แต่ถ้าคุณมีเหตุผลฉุดคิดซักนิดนึง การคิดค้นออกแบบจักรยาน กับการแบบมอเตอร์ไซด์ คุณคิดว่า จักรยานใช้ความรู้ทางด้านวิศวะกรรมชั้นสูงแล้วหรือ อีกอย่าง ความรู้ทางด้านฟิสิกส์ ระบบแมคคานิคมันเป็นศาสตร์ที่เราค้นคว้าจนถึงทางตันแล้ว ทุกวันนี้มนุษย์ในโลกที่ยังต้องศีกษาอีกก็คือเรื่องวัสดุศาสตร์ ซึ่งตอนนีงัยที่เราได้พัฒนาเฟรมมาเป็นพวกคาร์บอน ที่แข็งและเบา แต่ค่ายจักรยานก็พยายามจะสร้างเฟรมให้เบาและแข็งแรง แต่จะสร้างออกแบบยังงัย ก็ไม่หนีการออกแบบที่ใช้ศาสตร์ทางฟิสิกส์ ทีจะต้องทำเฟรมรูปทรงมุม3เหลี่ยมอยู่ดี แล้วมุมนี่เองระยะต่างนี่หาจุดที่ทำให้รถพุ่งมันก็มีที่สุดแค่จุดเดียวกัน แล้วเพราะฉะนัน จะแต่ละค่ายจักรยานท่าจะออกแบบให้มันเป็นที่สุด ก็คงจะต้องเหมือนหรือคล้ายกัน โธ่แค่เหตุผลตรงนี้ จะไปยึดว่าค่ายนั้นออกแบบดีรถพุ่งไม่พุ่ง กว่ากัน ผมก็หนุมานว่า ความหมายว่า "แค่เฟรมจักรยาน มันไม่ได้ใช้ทรัพยากรทางปัญญามากนักหรอกครับ" คุณอาจจะเห็นว่า โฆษณาโชว์อุโมงลม โชว์เฟรมแอโร่มีตัวเลขออกมา แต่คุณรู้มั้ย ตัวเลขนั่นมันน้อยนักแทบจะไม่มีผล จากการปั่นของร่างกายมนุยษ์เลย เพราะในแต่ละวันร่างกายเราก็มีออกแรงไม่เท่ากัน มีค่าwattที่แตกต่างกันมาก แทบจะไม่มีผลเลย ว่าเฟรมนี้จะดีกว่าเฟรมนี้ แต่มันเป็นการสร้างภาพลักษ์สร้างคุณค่าทางการตลาดนั่นแหละ สรุปแล้วแต่ละค่ายก็ต้องการสร้างเฟรมให้เบา แต่พอเบาก็ขาดความแข็งแรง เราก็เห็นกันอยู่ เฟรมคันเป็นแสนพอปั่นล้มทีขาด2ท่อน คุณภูมิใจนักเหรอกับของมีแบรน มันก็ไม่ได้ต่างกันกับของไม่มีแบรนหรือของปลอม สิ่งที่ผมอยากให้ฉุดคิด เราคือผู้ใช้ ผมเขียนในฐานะผู้ใช้ต้องการของดีราคาเป็นธรรม แต่ก็ไม่อยากให้มองว่าของมีแบรนต้องสุดยอดแล้วต้องแพง เราปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ เราไม่ได้ปั่นเพืออวดความร่ำรวย ของปลอมถ้ามันไม่ดี คนก็เลิกใช้ไปเอง ไม่จำเป็นต้องต่อต้าน มันก็จะเป็นกลไกลทางธรรมชาติไปเอง ของไม่ดี ก็จะไม่มีคนใช้
- kai9121
- ขาประจำ
- โพสต์: 357
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 21:15
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
โอ้ว ขากระติกราคาเกือบซื้อสมาร์ทโฟนได้
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ดูการทดสอบ หมวกกันน็อค แท้ VS ปลอม กันครับ
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
- tauhoo
- สมาชิก
- โพสต์: 30
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2015, 17:35
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ครับ แต่ตรรกะที่พี่พิมพ์มามันเพี้ยนไงtum13 เขียน:ว่าแล้ว เดี๋ยวผมก็ถูกหวย เอาละครับ อย่างจิงจังกันนักเลย คนใช้ของปลอมของก็อปน่ะ อย่าไปประนามว่าน่าอายเลย คุณควรประนามคนที่หลอกขายเอาของปลอมมาหลอกขายเขาดีกว่าว่าน่าอาย แต่คนที่เขาบอกของก็อป เออมันก็ยังบอกกันตรงๆๆ คนใช้ เขายินยอมต้องการมันก็จบ ค่าความคิดผมก็ขี้เกียจพูดแล้ว ทุกอย่างในโลกมีคนคิดคนแรกเท่านั้น แต่ก็ลอกเลียนแบบกันมาคล้ายกันนั่นแหละ เพียงแต่ใครสปิลิต ไม่ไปก็อปชื่อแบรน เค้ามาด้วย กระทู้นี้แบบนี้ มันก็จะมีคนออกมาเถียงเหมือนอย่างผมนั่นแหละ ใครจะว่าผมต่างๆๆนาเชิญครับผมไม่ถือสา
พี่บอกเฟรมจักรยานแพงเกินไป คือต้นเหตุของการมีของปลอม <<<< อันนี้เรื่องจริงเพราะเฟรมแพง สวย เบา แล้วได้รับความนิยม มันเลยทีคนทำของปลอมออกมา แล้วคนที่ซื้อใช้มันก็พวกบ้าแบรนด์นิยมที่ไม่มีทุนพอซื้อของแท้นั่นแหละ อยากมี อยากหล่อกะเค้าบ้าง หรือไม่จริง ไม่เกี่ยวไรกะค่าความคิด ค่าต้นทุน ค่าบลาๆๆเลย มันเป็นค่านิยมล้วนๆ
มันน่าชื่นชม น่าสนับสนุนตรงไหนครับคนพวกนี้ที่ยืดอกรับว่า ใช่ครับผมใช้ของก๊อป ผมอยากใช้ของแพงแต่ไม่มีตังค์ครับเลยยินดีใช้ของก๊อป งง? แบบนี้มันพวกดูถูกตัวเองแล้วครับ รายได้ต่ำ รสนิยมสูงโดยไม่เคารพตัวเองแบบนี้ มันคนละเรื่องกับการปั่นเพื่อออกกำลังกายแล้วแบบนี้
ผมขอเลือกชื่นชมคนที่ขี่รถแบรนด์ถูกๆแต่เลือกใช้ของแท้มากกว่าครับไม่ว่าจะปั่นยี่ห้ออะไรแต่เขาก็เลือกใช้ของแท้ แบบนี้ยังเป็นคนที่เคารพตัวเองมากกว่า น่าชื่นชม คนกลุ่มนี้ต่างหากที่ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ เพื่อออกกำลังกาย เพื่อแข่งขัน หรือเพื่ออะไรจริงๆ โดยที่ไม่ได้เลือกปั่นเพื่อหน้าตา
ขอโทษด้วยนะครับที่แย้ง ผมไม่รู้หรอกว่าใครใช้ของแท้ ของเก๊ ผมมองตามมุมมองของผม ใครอยากจะใช้ของปลอมก็ใช้ไป แต่ผมคนนึงไม่ชื่นชม และไม่คิดจะเคารพการตัดสินใจด้วย ถ้าเห็นที่ไหนเมื่อไหร่คงได้แต่ยิ้มอ่อนๆให้
-
inugami
- ขาประจำ
- โพสต์: 158
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 พ.ย. 2013, 09:31
- Tel: 0894530511
- Bike: Ridley Noah RS
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องของกฏหมายหรือสปิริทกันแน่?tum13 เขียน:ว่าแล้ว เดี๋ยวผมก็ถูกหวย เอาละครับ อย่างจิงจังกันนักเลย คนใช้ของปลอมของก็อปน่ะ อย่าไปประนามว่าน่าอายเลย คุณควรประนามคนที่หลอกขายเอาของปลอมมาหลอกขายเขาดีกว่าว่าน่าอาย แต่คนที่เขาบอกของก็อป เออมันก็ยังบอกกันตรงๆๆ คนใช้ เขายินยอมต้องการมันก็จบ ค่าความคิดผมก็ขี้เกียจพูดแล้ว ทุกอย่างในโลกมีคนคิดคนแรกเท่านั้น แต่ก็ลอกเลียนแบบกันมาคล้ายกันนั่นแหละ เพียงแต่ใครสปิลิต ไม่ไปก็อปชื่อแบรน เค้ามาด้วย กระทู้นี้แบบนี้ มันก็จะมีคนออกมาเถียงเหมือนอย่างผมนั่นแหละ ใครจะว่าผมต่างๆๆนาเชิญครับผมไม่ถือสา
แน่นอนคุณจะคิดว่าคนที่มีสิทธิ์อยู่ในมือนั้นเอาเปรียบด้วยการ Overprice เทคโนโลยีของพวกเขา แต่ทางกฏหมายมันก็มีช่องว่างมากพอให้คุณผลิตอะไหล่จักรยานที่มีรูปแบบเหมือนกันแทบจะทุกประการออกมาขายได้โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่ตีตราสินค้าของเจ้าของสิทธิ์ลงไป ฉะนั้นตรรกะของคุณมันใช้ได้กับเฉพาะสินค้า Unbranded OEM open mould หรือพวกยี่ห้อจีน ไต้หวัน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นของก๊อปอยู่แล้ว แต่จะใช้กับของก๊อป แบบตีตรา 3T Speciallized ไม่ได้ มันย้อนแย้งกับตรรกะที่คุณเขียนเองว่าพวกใช้ของปลอมมันไม่ได้บ้าแบรนด์ คนไม่บ้าแบรนด์จะเลือกใช้ของไม่ตีตราหรือตรายี่ห้อไม่ดัง ไม่ใช่อ้างว่าตนไม่สนใจแบรนด์แต่พยายามหาของที่ก๊อปเหมือนที่สุด
แน่นอนว่าเรื่องเจตนาก็มีส่วนและตรงนี้มันวัดกันไม่ได้ทางกายภาพ ใจแต่ละคนจะบอกด้วยตัวเองว่าเราจัดอยู่ในประเภทไหน คนที่ไม่เลือกจะใช้ของก๊อป(ไม่จำเป็นว่าต้องใช้ของแบรนด์เจ้าตลาดนะ ผมหมายรวมที่ใช้พวกของไม่ตียี่ห้อและOEMด้วย)ถือว่าคุณให้เกียรติผู้อื่น ไม่ไปขโมยของเขา(ผมพูดเฉพาะเรื่องจักรยานนะ) ส่วนคนที่ใช้ของก๊อปก็ใช่ว่าจะไม่ดีไปซะหมด แน่นอนคนที่ใช้โดยไม่รู้ย่อมไม่ผิด ส่วนคนที่รู้แต่ก็เลือกใช้ด้วยว่าราคาถูกเท่านั้น ไม่ใช่ว่าอยากเห่อแบรนด์แต่เพราะมันเข้าไม่ถึงของถูกที่ไม่ตียี่ห้อ ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าเจตนามันยังพอเข้าใจได้บ้างแต่มันก็ยังมีความผิดอยู่ดี ส่วนพวกสุดท้ายคือรู้ว่าปลอมและอยากใช้เพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเราใช้ของแท้ อันนี้ก็ไม่ต้องพูดอะไรมากกับคนพวกนี้ครับ เห็นแก่ตัวและไม่สนใจความถูกต้องใดๆ เอาแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งและกลายเป็นขโมยโดยเจตนาครับ
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
เหยื่อของข้อมูลที่ถูกบิดเบือนคือ
ของแท้ของปลอมทุนมาพอกัน
สองหมื่นบินไปจีนหาที่พักได้ถูกกว่าเฟรมก็อปอีก ไปหาดูกับตาครับว่าการผลิตของโรงงานดีๆกับเลวๆมันต่างกันขนาดไหน
แล้วหาเงินอีกซัก 5 ล้านนำเข้าจักรยานหรือสร้างแบรนด์มาเองแล้วจะรู้ว่าทุนที่บอกว่าไม่ต่างกัน เอากำไรเกินควรมันเป็นอย่างไร
เห็นคนแคะขนมครกก็บอกว่าง่ายคิดเองว่าตนเข้าใจแต่ก็แคะได้ด้วยปากพูด เห็นละเลงขนมเบื้องก็คิดว่าไม่มีอะไรทำได้ง่ายก็เอาปากสาธยายการละเลง
แต่ขาดความแตกฉานและพยายามยืนยัน
อย่าเชื่อผมครับไปดูด้วยตาเลย แล้วจะเปลี่ยนความคิด การเป็นเหยื่อมันง่ายเพราะเราพร้อมจะฮุบเอาสิ่งที่จริตเราต้องการแล้วลืมไปว่าปลายเบ็ดมีขอเงี่ยงอยู่ ถ้ารู้ตัวกเทได้แต่สลัดต่อสู้ ที่น่าสมเพชคือยังหวานอยู่กับรสเหยื่อปลอมหารู้ไม่ว่าได้โดนเบ็ดเกี่ยวเข้าแล้วและเชื่อว่านี่คือรสที่ช่างต้องใจนัก
ผมบอกให้เปชี่ยนรสนิยมไม่ได้แต่บทความนี้ชี้ให้เห็นผลกระทบและเปรียบเทียบประโยชน์ที่สังคมได้หรือเสียเท่านั้น
เลิกเอาถูกแพงมาเถียงครับของถูกแล้วดีไม่ลอกใครก็มี คนมันบ้าอยากเอาตรามาติดให้โก้เก๋เองคนขายก็เห็นแก่ตัวเอง หลงใหลกับกิเลสไร้ปัญญาไตร่ตรอง แต่พยายามหาความชอบธรรม
ของแท้ของปลอมทุนมาพอกัน
สองหมื่นบินไปจีนหาที่พักได้ถูกกว่าเฟรมก็อปอีก ไปหาดูกับตาครับว่าการผลิตของโรงงานดีๆกับเลวๆมันต่างกันขนาดไหน
แล้วหาเงินอีกซัก 5 ล้านนำเข้าจักรยานหรือสร้างแบรนด์มาเองแล้วจะรู้ว่าทุนที่บอกว่าไม่ต่างกัน เอากำไรเกินควรมันเป็นอย่างไร
เห็นคนแคะขนมครกก็บอกว่าง่ายคิดเองว่าตนเข้าใจแต่ก็แคะได้ด้วยปากพูด เห็นละเลงขนมเบื้องก็คิดว่าไม่มีอะไรทำได้ง่ายก็เอาปากสาธยายการละเลง
แต่ขาดความแตกฉานและพยายามยืนยัน
อย่าเชื่อผมครับไปดูด้วยตาเลย แล้วจะเปลี่ยนความคิด การเป็นเหยื่อมันง่ายเพราะเราพร้อมจะฮุบเอาสิ่งที่จริตเราต้องการแล้วลืมไปว่าปลายเบ็ดมีขอเงี่ยงอยู่ ถ้ารู้ตัวกเทได้แต่สลัดต่อสู้ ที่น่าสมเพชคือยังหวานอยู่กับรสเหยื่อปลอมหารู้ไม่ว่าได้โดนเบ็ดเกี่ยวเข้าแล้วและเชื่อว่านี่คือรสที่ช่างต้องใจนัก
ผมบอกให้เปชี่ยนรสนิยมไม่ได้แต่บทความนี้ชี้ให้เห็นผลกระทบและเปรียบเทียบประโยชน์ที่สังคมได้หรือเสียเท่านั้น
เลิกเอาถูกแพงมาเถียงครับของถูกแล้วดีไม่ลอกใครก็มี คนมันบ้าอยากเอาตรามาติดให้โก้เก๋เองคนขายก็เห็นแก่ตัวเอง หลงใหลกับกิเลสไร้ปัญญาไตร่ตรอง แต่พยายามหาความชอบธรรม
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- Meow-Meow
- ขาประจำ
- โพสต์: 1244
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ต.ค. 2011, 22:17
- Bike: Cinelli Xperiance;Giant Yukon ปี2000
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
สาย Amp ปลอมใช้ได้ไม่ถึงปีหน้า contact เสื่อม oxide เกาะหัวเสีย เสียบไม่ติดkeanetona เขียน:พูดถึงเรื่องของปลอมแล้ว ผมก็นึกถึงสายแลน ... Local Area Network .... ไม่ใช่ตัวแลนที่มันอยู่ในป่า ตอนนี้บริษัทผมใช้แต่สาย Link ครับ จริงๆแล้ว AMP มันดีกว่า แต่ปลอมโคตรเยอะ เยอะจนผมไม่กล้าซื้อ
ส่วนขากระติก ผมซื้อของถูกครับ ไม่ใช่อะไร แค่ผมอยากจะได้สีที่มันเข้ากับรถ เพราะตัวแพงมีแต่ดำ
แล้วเรื่อง R&D คนออกแบบเขาก็คนนะครับ เขาต้องกินข้าว ต้นทุนสินค้าแต่ละอย่างไปทาง R&D กันหมดน่ะแหละครับ ส่วนโฆษณานี่ของดีจริงๆแทบไม่ต้องโฆษณา ถ้าของดีจริงคนจะไปหาเอง
ผมยังยืนยันครับ ของปลอม น่าอาย เงินน้อยซื้อแบรนด์รองดีกว่า
- wheeler 168
- ขาประจำ
- โพสต์: 467
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:10
- team: ไม่แน่นอน
- Bike: Trek Emonda SL
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ตรรกะเพี้ยนๆ ของผมสำหรับคนที่บอกว่าของแท้เอาเปรียบ ของแท้ราคาแพงเกินไปนั่นเพราะว่า
คุณไม่เคยทำอะไรที่เริ่มต้นด้วยตัวเองอย่างแท้จริง จึงไม่เข้าใจความยากลำบากกว่าจะได้มา
ทำให้คุณคิดแค่ราคาที่มันควรขาย แต่มองข้ามราคาที่มันควรเป็น
อย่าลืมว่า ค่าออกแบบ ค่าดีไซน์ ค่าวิจัย ค่าขนส่ง รวมถึง economy of scale ค่าโฆษณา ค่าการตลาด
มีผลต่อราคาทั้งนั้น ลองคิดดูว่าถ้าเขาไม่ขายในราคาที่ทำให้เขาอยู่ได้ หรือที่คนชอบเรียกว่ากำไรเกินควร
มาพัฒนาสินค้านั้น การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงการก๊อปปี้ก็ต้องจบลง
เพราะไม่มีทางที่ของก๊อปจะมาเสียเงินส่วนนี้เพื่อขายในราคาต่ำๆ นอกจากจะคิดสร้างแบรนด์ตัวเอง
ถ้าไม่เชื่อ ลองเริ่มทำอะไรสักอย่างขึ้นมาขายดูก็ได้ เอาเป็นหมูย่างละกัน
กว่าคุณจะหาสูตร หาวัตถุดิบ หาวิธีเสียบ วิธีย่างจนมาขายมาไม้ละ10 บาทที่คนเริ่มชอบได้
ก็คงกินเวลาน่าจะเกือบเดือน แล้วลองคิดว่าถ้ามีคนมาก๊อบหมูย่างของคุณแล้วขายไม้ละ 5 บาท
โดยเน้นที่คล้ายของคุณที่สุด รสชาติไม่สน แถมคนซื้อก็ยังบอกว่า ก็ของคุณมันแพงเกินไป
หรือง่ายกว่านั้นก็งานที่เราทำกันเนี่ยแหละ คิดมาก่อน เตรียมมาดิบดี แต่พอเราขายไปแล้ว
มีคนมาก๊อบไอเดียไปขายลูกค้าเราด้วยราคาไม่ถึงครึ่งที่วางไว้ และลูกค้าก็เห็นดีด้วย
คงจะมาบอกว่าเพราะราคาเราแพงไปผมว่ามันก็ไม่ถูกนะครับ
สรุปง่ายๆ ถ้าเราไม่ให้ค่าของความคิด เราจะไม่เข้าใจในมูลค่าความคิดเท่าที่มันควรจะเป็นครับ
ผมมองแบบนี้ ใครคิดไม่ตรงกัน ไม่ว่ากันครับ
คุณไม่เคยทำอะไรที่เริ่มต้นด้วยตัวเองอย่างแท้จริง จึงไม่เข้าใจความยากลำบากกว่าจะได้มา
ทำให้คุณคิดแค่ราคาที่มันควรขาย แต่มองข้ามราคาที่มันควรเป็น
อย่าลืมว่า ค่าออกแบบ ค่าดีไซน์ ค่าวิจัย ค่าขนส่ง รวมถึง economy of scale ค่าโฆษณา ค่าการตลาด
มีผลต่อราคาทั้งนั้น ลองคิดดูว่าถ้าเขาไม่ขายในราคาที่ทำให้เขาอยู่ได้ หรือที่คนชอบเรียกว่ากำไรเกินควร
มาพัฒนาสินค้านั้น การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงการก๊อปปี้ก็ต้องจบลง
เพราะไม่มีทางที่ของก๊อปจะมาเสียเงินส่วนนี้เพื่อขายในราคาต่ำๆ นอกจากจะคิดสร้างแบรนด์ตัวเอง
ถ้าไม่เชื่อ ลองเริ่มทำอะไรสักอย่างขึ้นมาขายดูก็ได้ เอาเป็นหมูย่างละกัน
กว่าคุณจะหาสูตร หาวัตถุดิบ หาวิธีเสียบ วิธีย่างจนมาขายมาไม้ละ10 บาทที่คนเริ่มชอบได้
ก็คงกินเวลาน่าจะเกือบเดือน แล้วลองคิดว่าถ้ามีคนมาก๊อบหมูย่างของคุณแล้วขายไม้ละ 5 บาท
โดยเน้นที่คล้ายของคุณที่สุด รสชาติไม่สน แถมคนซื้อก็ยังบอกว่า ก็ของคุณมันแพงเกินไป
หรือง่ายกว่านั้นก็งานที่เราทำกันเนี่ยแหละ คิดมาก่อน เตรียมมาดิบดี แต่พอเราขายไปแล้ว
มีคนมาก๊อบไอเดียไปขายลูกค้าเราด้วยราคาไม่ถึงครึ่งที่วางไว้ และลูกค้าก็เห็นดีด้วย
คงจะมาบอกว่าเพราะราคาเราแพงไปผมว่ามันก็ไม่ถูกนะครับ
สรุปง่ายๆ ถ้าเราไม่ให้ค่าของความคิด เราจะไม่เข้าใจในมูลค่าความคิดเท่าที่มันควรจะเป็นครับ
ผมมองแบบนี้ ใครคิดไม่ตรงกัน ไม่ว่ากันครับ
แก้ไขล่าสุดโดย wheeler 168 เมื่อ 01 ก.ค. 2016, 13:57, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
Haven't you got talent ?
Name plate ultegra 6700 ข้างซ้าย
สนใจติดต่อได้ครับ
Name plate ultegra 6700 ข้างซ้าย
สนใจติดต่อได้ครับ
-
popozz
- สมาชิก
- โพสต์: 51
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ต.ค. 2011, 00:43
- ติดต่อ:
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
พวกผลิตของปลอม(ไม่ใช่พวกไม่มียี่ฮ้อ)คือพวกทำนาบนหลังคนครับ เค้าคิดมาเค้าสร้างแบรนมาแทบตายสุดท้ายโดนคนมาทำเหมือน ขายถูกๆฟันกำไร
คุณคิดว่าง่ายเหรอครับที่จะคิดอะไรที่มันเป็นตัวเองที่มันแตกต่าง จะมาบอกว่าจักรยานไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรคิด ถามคำเดียว แค่ลายหรือโลโก้ที่ใช้แค่มือกับดินสอสี เรามีปัญญาออกแบบให้คนชอบมั๊ยครับ?
และการที่เราใช้ของปลอมมันทำให้ประเทศเราด้อยพัฒนา เพราะแทนที่เราจะใช้หัวคิดทำของดีๆถูกๆมาใช้แทนยี่ฮ้อแพงๆ สร้างแบรนขึ้นมาเอง กลายเป็นใช้ของก๊อปซะสวยเท่สบายกระเป๋า
อย่าเอารายได้มาเป็นข้ออ้างในการทำผิดเลยครับ จริงๆคุณไม่ได้อยากใช้ของดีราคาถูกหรอกเพราะถ้าแบบนั้นคุณสามารถใช้ของไม่มียี่ฮ้อได้ แต่คุณใช้ของปลอมเพราะคุณอยากดูหรูดูแพงโดยที่ไม่อยากจ่ายตังมากกว่า
ความเห็นส่วนตัวครับผม^^
คุณคิดว่าง่ายเหรอครับที่จะคิดอะไรที่มันเป็นตัวเองที่มันแตกต่าง จะมาบอกว่าจักรยานไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรคิด ถามคำเดียว แค่ลายหรือโลโก้ที่ใช้แค่มือกับดินสอสี เรามีปัญญาออกแบบให้คนชอบมั๊ยครับ?
และการที่เราใช้ของปลอมมันทำให้ประเทศเราด้อยพัฒนา เพราะแทนที่เราจะใช้หัวคิดทำของดีๆถูกๆมาใช้แทนยี่ฮ้อแพงๆ สร้างแบรนขึ้นมาเอง กลายเป็นใช้ของก๊อปซะสวยเท่สบายกระเป๋า
อย่าเอารายได้มาเป็นข้ออ้างในการทำผิดเลยครับ จริงๆคุณไม่ได้อยากใช้ของดีราคาถูกหรอกเพราะถ้าแบบนั้นคุณสามารถใช้ของไม่มียี่ฮ้อได้ แต่คุณใช้ของปลอมเพราะคุณอยากดูหรูดูแพงโดยที่ไม่อยากจ่ายตังมากกว่า
ความเห็นส่วนตัวครับผม^^
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ใช้ของปลอม น่าอายกว่าไม่มีใช้
ขอต่อนะครับ สำหรับคนที่บอกว่า
"ตอนนี้จักรยาน ก็ไม่มีอะไรออกแบบมาใหม่ จบลงที่ทรงสามเหลี่ยนนั่นแหละดีที่สุด"
และประโยคที่บอกว่า "มันก็มาสิ้นสุดตรงคาร์บอนเป็นวัสดุ"
ลองอ่านจากนี้ไปนะครับแล้วจะสว่างขึ้น
การที่จักรยานต้องเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมสองอันนั้น มาจากข้อบังคับของ UCI ครับ เพราะในอดีตมีการทำจักรยานทรงอื่นๆมาแข่งขันและถูกมองว่าเป็นการออกแบบที่ได้เรปียบเกินไปจึงมีการกำหนดรูปทรงของจักรยานที่เป็นมาตรฐานเอาไว้ รูปทรงนี้จึงกลายเป็นบรรทัดฐาน และกรอบ(design factor) ของการออกแบบไปในที่สุด ถ้าจะให้นักออกแบบทำจักรยานรูปทรงอื่นมา มีมากมายครับ Lotus, Pinarello ก็เคยออกมา เคยมีลงแข่งก่อนจะโดนแบนออกไป ลองศึกษาดูให้ถ่องแท้ก่อนจะเหมานะครับ
ดังนั้นความท้าทายของ designeer คือ "ทำอย่างไรให้โครงสร้างนี้ประสบจุดสูงสุดทางสมรรถนะได้" ก็เปลี่ยนวัสดุมาเรื่อย จากเหล็กมาโครโมลี่ (เมืองนอกก็นับว่ามันก็คือเหล็กนั่นแหละ) มาเป็นอลูมินั่มอัลลอย ในยุคหนึ่งยังคงมีเฟรมอลูฯหางสตีล สำหรับแข่งขัน ต่อมาต้องการความสบายและน้ำหนักที่เบา จึงไปใช้ไทเทเนียม แต่ก็มีผลกับความสติฟ และจุดต่อมาก็กลับมาดันกันต่อที่อลูมินั่ม พัฒนาเกรดวัสดุต่อไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นการขึ้นรูปทรงท่อแบบต่างๆด้วยไฮโดรฟอร์มมิ่ง ที่สามารถทำรูปทรงที่รับแรงได้ดี ทั้งหมดนี้ อยู๋บนฐานของสามเหลี่ยนล้วนๆครับ แต่ยังสามารถพัฒนาออกมาได้อีกไกลมาก
เฟรมคาร์บอน ไม่ใช่ของใหม่บ้าบออะไรอย่างที่คิด มันมีมาจะครึ่งศตวรรษแล้วมั้งครับสำหรับการเริ่มสร้าง และมีการผลิตออกมาเรื่อยๆ แต่เฟรมคาร์บอนที่ทำขายจริงๆในยุคแรกๆ ผลิตขายรีเทลและใช้แข่งออกมาตั้งแต่ยุค 80s โน่น หลักการก็เอาท่อคาร์บอนมาต่อๆกันให้ได้สามเหลี่ยมสองอัน เดิมทีใช้เป็นจักรยานแบบพิเศษ เฉพาะทาง ส่วนมากใช้บนเขา และไทม์ไทรอัลเพราะทำรูปทรงได้พิเศษกว่า แต่คุณรู็ไหมว่าจักรยานคาร์บอนคันแรกจริงๆ ที่ใช้แข่งขันเป็นรถเสือหมอบปกติ ใช้ทุกเส้นทาง ทุกรูปแบบ ทุกเสตจ จนแข่ง TDF ทุกเสตจมันมีมาเมื่อไหร่?
เพิ่งมีมาเมื่อยุคแลนซ์ อาร์มสตรองนี่เอง ปลายทศวรรษ 90s โน่นเลยกับมาโดนในตำนาน ใช้เวลาพัฒนากันเกือบยี่สิบปีกว่าที่คุณบอกว่ามาเป็นคาร์บอนแล้วถึงทางตัน! จากยุคนั้นเป็นการขึ้นรูปคาร์บอนเป็นส่วนๆ นำมาต่อประกอบกันด้วยข้อต่อ เป็นหลัก ก็ตามมาด้วยยุคต่อไปที่เกิดมาเป็นเฟรมแบบขึ้นรูปชิ้นเดียวหรือ "โมโนค็อก" ซึ่งบางยี่ห้อที่โด่งดัง เพิ่งมีเฟรมโมโนค็อกจริงๆโผล่มาช่วงสิบปีก่อนนี้เอง อย่าง เบียงคี่ 928 โมโนค็อก ถ้าจำไม่ผิดประมาณปี 2008 ครับ ก่อนหน้านั้นเป็นระบบลัก(รอยต่อ) และระบบ "ทิวป์ทูทิวป์" ซึ่งในระยะนั้นเฟรมคาร์บอนโมโนค็อกคือมาตรฐานของเฟรมคาร์บอน ใช้เวลาอีกสิบปีหลังจากแลนซ์ขี่มาโดนคันเดียวเที่ยวทั่วตูร์
รูปทรงจักรยานก็เช่นกันที่เปลี่ยนแปลงไป จากเฟรมรูปทรงปกติ ก็ปรับมาเป็นทรง"ค็อมแพ็คจีโอเมทรี่" พลิกวงการออกแบบจักรยาน นำมาโดยไจแอ็นท์ นำเสนอ "ทีซีอาร์" ยอดรถในตำนานที่เล่นกันโลกตะลึงกับการออกแบบที่ได้ผลทั้งสมรรถนะและการตลาด สุดท้ายรูปทรงที่ฝรั่งตราหน้าว่า "อั๊กลี่" ก็กลายเป็นของปกติ แถมยังพัฒนาต่อกันไปอีกมากมาย เสปเชียลไลซ์ ทำรูปทรงโค้งคันธนูด้านบน เพื่อลดแรงสะเทือนจากถนนที่ส่งตรงมายังท่อนั่ง ครึ่งบนเป็นคาร์บอน ครึ่งล่างเป็นอลูมินั่ม
มาว่ากันด้วยเรื่องการผสม คุณรู็บ้างมั้ย เฟรมอลูมินั่มใช้แข่ง TDF มาจนถึงปีไหน? เฟรมอลูฯตัวสุดท้ายในเปโลตองตูร์ฯ ได้แก่ ลาเปียร์ ครับ ก่อนหน้านั้นครึ่งปี "เอฟจีไลท์" เพิ่งปลดระวางออกไปหลังจาก "เอสเวิร์ค อีไฟว์" ติดๆกันมาเลย ทั้งหมดนี้เกิดในช่วงปี 2005-2006 เท่านั้นเอง (สิบปีก่อน) เพราะคาร์บอนในช่วงนั้ยังไม่สามารถทำให้ส่งแรงได้ดีพอ แต่ก็สะท้านมาก ดังนั้นทั้ง "เอสเวิร์ค" และ "เอฟจี" ต่างมีรุ่นที่เป็นหางคาร์บอนให้นักแข่งได้ใช้เพื่อลดความสะเทือนของถนนลงไป
และแล้วการพัฒนาคาร์บอนก็ไม่หยุดยั้งเพราะนักออกแบบค้นพบว่าอุปสรรคของการผลิตไม่ได้อยู่ที่เนื้อวัสดุ เกรดวัสดุจะเป็น T อะไรก็ตาม ไม่ใช่โจทย์ทั้งหมด ที่ต้องตี แต่มันอยู๋ที่จะเลือกใช้อย่างไร ผสมอย่างไร ส่นไหน ทิศทางไหน และควบคุมการผลิตอย่างไรมากกว่า จนทำให้เกิดเทคโนโลยีเฉพาะของแต่ละค่ายที่เรียกต่างกันไปเช่น OCLV ของเทร็ค หรือ FACT ของเสปฯ ซึ่งหลักๆคือการเลือกผสมผสานใช้คาร์บอนแต่ละรูปแบบ ในทิศทาง จังหวะการวาง จำนวนชิ้นแผ่น และคุมการผลิตให้มีช่องว่างในระหว่างชั้นน้อยที่สุด มีรอยยับน้อยที่สุด
ทางด้านไจแอ็นท์เอง เนื่องจากำเป็นผู้ผลิตเองตั้งแต่คาร์บอน ไปจนวิจัยและขึ้นรูปทำให้มั่นใจในกระบวนการรักษาคุณภาพเฟรมเป็นอย่างดี เฟรมที่มีฟองอากาศหรือช่องว่างภายในมากกว่าที่กำหนดจะถูกทำลายทิ้งทันที มีการตรวจสอบ "ทุกเฟรม" ด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง ก่อนจะทำการสำเร็จผิวงาน เฟรมที่ย่อยก็จะถูกนำไปเข้ากระบวนการย้อนกลับมาเป็นวัสดุใหม่อีกครั้ง และในหนึ่งเฟรมระดับท็ฮปของทุกๆแบรนด์ มีจำนวนแผ่นคาร์บอนเล็ก ใหญ่ ประกอบกันขึ้นมาตามจังหวะของรูปทรงเฟรม จำนวนมากถึง 500+ แผ่น ที่ต้องใช้แรงงานฝีมือสูงในการประกอบเรียงเข้าด้วยกัน ให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด มีฟองอากาศหรือรอยยับของชิ้นคาร์บอนน้อยที่สุด (ไม่มีเลย)
การผิลิตและการออกแบบเช่นนี้เพิ่งมีในอุตสาหกรรมจักรยาน ไม่ถึงสิบปี! เป็นคลื่นที่ต่อมาจาก"โมโนค็อก" นักออกแบบพบว่ายิ่งซอยจำนวนแผ่นออกมาเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะออกแบบให้มีสมรรถนะละเอียดเฉพาะจุดมากขึ้นเท่านั้น จนปัจจุบันนี้ คาร์บอนมีความสติฟเฉพาะจุดสุงกว่าอลูมินั่มไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่สามารถขี่ได้สบายรับแรงได้ดีขึ้นด้วย เอาเฉพาะของยี่ห้อโทเรย์ มีคาร์บอนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับจักรยานมากกว่า 5 รหัสสินค้า ถูกใช้ในส่วนต่างๆผสมกันไป หากเป็นการรับแรงได้ดีจะเป็นรหัส T ส่วนถ้าเป็นการซับและกระจายแรงก็จะเป็นรหัส M ยังมีเรื่องของทิศทางในการวางที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลที่แตกต่างกัน
ความท้าทายของนักออกแบบในตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้วัสดุที่เหมือนกัน ส่งผลกับสมรรถนะที่ต่างกัน ด้วยการออกแบบที่เข้าถึงในทุกๆจุดอย่างแท้จริง การวิจัยพบว่าเปลี่ยนลำดับการเรียงตัวก็มีผลแล้ว ดังนั้น ทุกวันนี้เรายังต้องออกแบบต่อไปอีกมาก ยังไม่ถึงแม้แต่ทางที่จะเห็นกำแพงที่เรียกว่า "ทางตัน" อะไรคือความท้าทายต่อไปข้างหน้า?
ย้อนกลับไปสั้นๆเอาแค่ 5 ปีก่อน เมื่อโลกต้องการความได้เปรียบทุกอย่างก็กำเนิดยี่ห้อจักรยานที่ทำเรื่องแอโร่ไดนามิคส์ออกมาเป็นกระแสหลัก คำว่า"แอโร่ฯ" มีมาเป็นชาติแล้วครับ เฟรมเหล็กยุค 70s ก็มีการพยายามทำท่อรูปวงรีเพื่อเพิ่มความแอโร่ฯมาจะครึ่งศตวรรษ เฟรมทรงอวกาศจากไฟเบอร์กลาสก็มีมาตั้งแต่สมัย "เดอะ บีทเทิลส์" ยังแสดงสดกันอยู่ แต่ทำไมกระแสแอโร่ฯเพิ่งมาขยับเอาช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้?
เซอร์เวโล เป็นเจ้าแรกๆที่นำเอาไอเดียนี้มายึดจนเป็นแนวทางของตน จากที่มาของจักรยาน 3 คันแรกไร้ชื่อถูกสร้างมาให้ขี่ได้เร็วที่สุด ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนและการออกแบบพัฒนาในยุคนั้น ในเวลาต่อมาไม่นานก็มีจักรยานอีกหลายๆค่ายที่ขยับไปในทิศทางเดียวกันเช่น "เฟลท์" และ "ไทม์" แต่โลกมาถูกกระตุกด้วยเจ้าตลาดใหญ่อย่าง "เอส เวิร์ค เว็นจ์" ที่ทำให้กระแสเฟรมหน้าตาน่าเกลียดในความคิดของยุคนั้นกลายเป็นแฟชั่นสุดสวยไปได้ ตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะน่าจะเหลือยี่ห้อหลักๆอีก 2-3 ยี่ห้อเท่านั้นที่ไม่ส่งเฟรมแอโร่ฯออกมา (และได้ยินว่าปีนี้ยอมแพ้กำลังจะส่งเฟรมแอโร่ฯออกมาแล้ว) ทำไมมันึถึงยากเย็น?
รูปทรงของเฟรมแอโร่ฯขัดกับความต้องการของสมรรถนะที่นักแข่งต้องการ มันบอบบาง รับแรงไม่ดี หากจะทำให้รับแรงได้ดีก็หนาและหนัก ที่สำคัญมันส่งแรงสะเทือนจากถนนมาเยอะมาก ทำให้เฟรมแอโร่ฯเหล่านี้มีน้ำหนักมาก ขี่ไม่สบาย เป็นยุค(เจ็นเนอเรชั่น)แรกๆ และใช้เวลาต่อมาอีก 2-3 ปีเริ่มมีเฟรมแอโร่ฯ ยุคสองกำเนิดมาด้ววยกลุ่มน้ำหนักต่ำกว่ากิโลกรัมได้สำเร็จ หรือบางค่ายไม่ได้เบามากแต่ขี่สบายเหลือเชื่อในขณะที่ยังสติฟดีอยู่ และตอนนี้กำลังก้าวสู่ยุคที่สามของเฟรมแอโร่ฯแล้วครับ เพราะมันต่อยอดไปสู่การที่เฟรมแอโร่ฯ สามารถใช้งานทดแทนเฟรมทั่วไปได้อย่างเต็มตัว หรือแม้แต่เฟรมทั่วไปบางตัวเช่น "ทีซีอาร์" และ "อัลติเมท ซีเอฟ เอสแอลเอ็กซ์" ก็ใส่เอาความแอโร่ฯเข้ามาในตัว ลามไปถึงเฟรมเน้นขี่สบายอย่าง "วิลเลียร์ จีทีอาร์" กับ "เทร็ค โดมานี่" ก็ยังพ่วงเอาทรงแอโร่ฯมาผสมผสานด้วยได้สำเร็จ
ความท้าทายต่อไปอีกในยุคที่กำลังเข้ามาใกล้ มันคืยุคของ "อินทิเกรท" ที่จะซ่อนสายทั้งหมดเข้าไว้ในเฟรม คำว่า"ซ่อนสาย" ไม่ใช่ของใหม่เพราะมันมีมานานมากแล้วกับจักรยานไทม์ไทรอัล สิบกว่าปีที่แล้ว เฟรมไทม์ไทรฯก็ซ่อนสายแล้ว แต่เฟรมหมอบเพิ่งมาซ่อนสายเป็นจริงเป็นจังเอาเมื่อราวๆ 5-6 ปีมานี้เอง เพราะอะไร? เพราะทุกรูที่เจาะลงไปบนเฟรมส่งผลถึงความสติฟของคาร์บอนทั้งสิ้น นักออกแบบพยายามหลีกเลี่ยงพวกนี้ แต่เมื่อการออกแบบและการผลิตได้พัฒนาขึ้นถึงขั้นหนึ่ง ก็สามารถออกแบบรองรับการเก็บซ่อนสายต่างๆเข้าไว้ถายในได้ไม่ยากและไม่มีผลต่อสมรรถนะของจักรยาน มันไม่ใช่เพื่อความสวยงามครับ แต่ทำเพื่อความแอโร่ฯอันน้อยนิดสำหรับการแข่งขันที่มีค่า ที่สำคัญ ล้างรถง่ายกว่าเยอะมากๆ สำหรับช่างทีมที่ต้องล้างรถทุกวัน วันละเกือบสิบคัน ย่นเวลางานลงได้ไม่น้อย
การซ่อนสายในอนาคตคือการ"ซ่อนหมดจด" ไม่มีสายโผล่ออกมาตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงอุปกรณ์ มันอาจไม่ได้ส่งผลขนาดช้ชัดว่าชนะกันได้ แต่สำหรับการแข่งขัน เสี้ยวนึงก็เอาแล้วครับ และเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวด ตอนนี้มียี่ห้อดังๆทำมาก่อนแล้วได้แก่ "ไวแอส" และ "มาโดนเก้า" ตามมาติดๆปีนี้เมื่อ "บีเอ็มซี" ก็ออกมาตีขนาบ ส่วนยี่ห้ออื่นๆแม้จะไม่ซ่อนหมดแต่ก็เก็บจนแทบไม่เห็นสายอยู๋ในระบบแฮนด์ตัวเองอย่าง "แอโร้ด ซีเอฟ เอสแอลเอ็กซ์๋" และ "ฟอยล์" ถ้ามองกันแบบอินดี้ "สปีดเอ็กซ์ ลีโอพาร์ด" แบรนด์จีนกับ "จาว่า" รถมหาชน ก็ได้ส่งหมอบซ่อนสายเนียนๆออกมาเช่นกัน ทั้งหมดใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาไม่น้อยกว่าจะสำเร็จ ซึ่งผมกล้าบอกได้ว่า ยังไม่ถึงที่สุดเพราะยังมีปัญหาอยู๋หลายจุด
สปีดเอ็กซ์ เสต็มไม่สติฟ ไวแอสระบบเบรคฝืดมากๆ มาโดนเก้าดูจะสมบูรณ์สุดแต่ก็ยากจะปรับแต่งเพราะเสต็มกับแฮนด์ต้องเป็นอันเดียวกันเท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือปัญหา และเมื่อมีปัญหา นักออกแบบต้องแก้ไข นั่นคือการออกแบบต่อไป
แต่โบราณมาแล้ว อาจารย์สอนการออกแบบพร่ำสอนเสมอมาว่าการเป็นนักออกแบบแท้ที่จริงคือนักแก้ปัญหา กระบวนการมันดูแล้วไม่ซับซ้อน
ค้นพบปัญหา รับทราบปัญหา นี่คือโจทย์ที่ต้องนำมาหาที่มาของปัญหา จากนั้นศึกษา หาข้อมูล ก็จะเข้าสู่กระบวนการรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัย(designe factor) และบริบท (design context) โดยคำนึงถึงเกณฑ์ในการออกแบบ (criteria) และนำไปบ่มจนเกิดเป็น
แนวคิดในการออกแบบ (design concept) เพื่อนำไปสู๋วิธีการแก้ปัญหาออกมาให้เป็นรูปธรรม แต่อย่าลืมว่าของทั้งหมดมันต้องผลิต มันต้องขายดังนั้น ในสิ่งแวดล้อมทั้งหมดนี้ถูกบีบมาด้วย วัสดุ กระบวนการผลิต ปัจจัยทางอุตสาหกรรม และ สภาพตลาดที่เป็นจริง ทำออกมาดีเลิศแต่ขายไม่ได้เพราะจักรยานเฟรมนึงราคาเท่ากระสวยอวกาศก็ไปไม่รอดเหมือนกัน
ผมถามหน่อยครับว่าอ่านมาถึงตรงนี้ ตอบกับผมดังๆชัดๆหน่อยว่า
ง่ายตรงไหนวะ!?
เนี่ยหรอครับที่คุณบอกว่ามันไม่น่าใช้ทุนเยอะ ไม่เชื่อว่ามีต้นทุน มีขั้นตอน เนี่ยหรอที่บอกว่ามาถึงทางตันครับ?
ทำขนมเบื้อง ดูๆกันไปทำไม่ยาก เอาปากมาละเลงกันได้ เอาส้นตนมาเบ่งกันก็ได้ว่าใครๆก็ทำได้ สุภาษิตไทยก็มีอยู๋แล้ว เพราะไอ้พวกพ่อค้าเฮงซวยที่เฝ้าหลอกคนอยู๋ไงครับว่าของมันถูกขายแพงเกินไปบ้าง เอากำไรเกินควรบ้าง ต้นทุนเท่ากันบ้าง โทษนะ เอาส้นตีนคิดแบบนี้ ถ้าคิดอยู๋บ้านคนนเดียวก็คงไม่เป็นไร แต่นี่คิดแล้วพูดเพื่อหากำไรในการขายของๆตนเอง กำไรเอาไปทำอะไร? ไม่รู็ ไม่ทำอะไรเลย เปิดร้าน ของไม่ต้องสั่ง พรีออเดอร์ พึ่งพาความอยากของคน กำไรได้มา เข้ากระเป๋าเต็มๆ เคยมีมั้ยคนขายของปลอมร่วมสนับสนุนนักปั่นทีมชาติ? เคยมีมั้ยเฟรมปลอมร่วมสร้างช้างเผือกนักปั่นเลือดใหม่เสริมชุดอนาคต เคยมีหรอครับหมวกปลอมร่วมจัดการแข่งขันสมทบทุนผู้จัดเป็นสปอนเซอร์ พับผ่าสิ!
ปิดท้ายว่า... หากคุณเป็นแค่เหยื่อของคนขายของพวกนี้ พึงรับรู้ครับว่าท่านอาจโดนหลอกอยู่นะครับ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร อธิบายไปก็เท่านั้น เพราะการหาเหตุผลมารองรับการกระทำตนเองย่อมเป็นสิ่งพื้นๆที่ใครๆก็เป็นทั้งนั้น แต่เตือนไว้อย่าง
โลภ + โง่ = หมูให้เชือดหรือควายให้จูงจมูก
ลดความโลภลงสักนิด แล้วจะมองเห็น ลดความโง่ลงสักหน่อย ความอยากก็จะทุเลาไปด้วย
ทรัพย์เป็นของท่าน หามาได้ ท่านมีสิทธิใช้เพื่อสนองความสุขของท่าน แต่ใช้อย่างไรให้สุขที่สุด? ใช้อย่างไรให้ภูมิใจ
ขี่คันละสามหมื่นแต่ของแท้ที่เสี้ยวเงินมีส่วนผลักดันสังคมจักรยาน ยังน่าภูมิใจขี่คันละห้าหมื่นแต่เป็นของปลอมที่โอ่โก้กับความสวยงามปลอมๆแต่ไม่มีใครได้อะไรเลยนอกจากคนสองคน (คนซื้อกับคนขาย)
"ตอนนี้จักรยาน ก็ไม่มีอะไรออกแบบมาใหม่ จบลงที่ทรงสามเหลี่ยนนั่นแหละดีที่สุด"
และประโยคที่บอกว่า "มันก็มาสิ้นสุดตรงคาร์บอนเป็นวัสดุ"
ลองอ่านจากนี้ไปนะครับแล้วจะสว่างขึ้น
การที่จักรยานต้องเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมสองอันนั้น มาจากข้อบังคับของ UCI ครับ เพราะในอดีตมีการทำจักรยานทรงอื่นๆมาแข่งขันและถูกมองว่าเป็นการออกแบบที่ได้เรปียบเกินไปจึงมีการกำหนดรูปทรงของจักรยานที่เป็นมาตรฐานเอาไว้ รูปทรงนี้จึงกลายเป็นบรรทัดฐาน และกรอบ(design factor) ของการออกแบบไปในที่สุด ถ้าจะให้นักออกแบบทำจักรยานรูปทรงอื่นมา มีมากมายครับ Lotus, Pinarello ก็เคยออกมา เคยมีลงแข่งก่อนจะโดนแบนออกไป ลองศึกษาดูให้ถ่องแท้ก่อนจะเหมานะครับ
ดังนั้นความท้าทายของ designeer คือ "ทำอย่างไรให้โครงสร้างนี้ประสบจุดสูงสุดทางสมรรถนะได้" ก็เปลี่ยนวัสดุมาเรื่อย จากเหล็กมาโครโมลี่ (เมืองนอกก็นับว่ามันก็คือเหล็กนั่นแหละ) มาเป็นอลูมินั่มอัลลอย ในยุคหนึ่งยังคงมีเฟรมอลูฯหางสตีล สำหรับแข่งขัน ต่อมาต้องการความสบายและน้ำหนักที่เบา จึงไปใช้ไทเทเนียม แต่ก็มีผลกับความสติฟ และจุดต่อมาก็กลับมาดันกันต่อที่อลูมินั่ม พัฒนาเกรดวัสดุต่อไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นการขึ้นรูปทรงท่อแบบต่างๆด้วยไฮโดรฟอร์มมิ่ง ที่สามารถทำรูปทรงที่รับแรงได้ดี ทั้งหมดนี้ อยู๋บนฐานของสามเหลี่ยนล้วนๆครับ แต่ยังสามารถพัฒนาออกมาได้อีกไกลมาก
เฟรมคาร์บอน ไม่ใช่ของใหม่บ้าบออะไรอย่างที่คิด มันมีมาจะครึ่งศตวรรษแล้วมั้งครับสำหรับการเริ่มสร้าง และมีการผลิตออกมาเรื่อยๆ แต่เฟรมคาร์บอนที่ทำขายจริงๆในยุคแรกๆ ผลิตขายรีเทลและใช้แข่งออกมาตั้งแต่ยุค 80s โน่น หลักการก็เอาท่อคาร์บอนมาต่อๆกันให้ได้สามเหลี่ยมสองอัน เดิมทีใช้เป็นจักรยานแบบพิเศษ เฉพาะทาง ส่วนมากใช้บนเขา และไทม์ไทรอัลเพราะทำรูปทรงได้พิเศษกว่า แต่คุณรู็ไหมว่าจักรยานคาร์บอนคันแรกจริงๆ ที่ใช้แข่งขันเป็นรถเสือหมอบปกติ ใช้ทุกเส้นทาง ทุกรูปแบบ ทุกเสตจ จนแข่ง TDF ทุกเสตจมันมีมาเมื่อไหร่?
เพิ่งมีมาเมื่อยุคแลนซ์ อาร์มสตรองนี่เอง ปลายทศวรรษ 90s โน่นเลยกับมาโดนในตำนาน ใช้เวลาพัฒนากันเกือบยี่สิบปีกว่าที่คุณบอกว่ามาเป็นคาร์บอนแล้วถึงทางตัน! จากยุคนั้นเป็นการขึ้นรูปคาร์บอนเป็นส่วนๆ นำมาต่อประกอบกันด้วยข้อต่อ เป็นหลัก ก็ตามมาด้วยยุคต่อไปที่เกิดมาเป็นเฟรมแบบขึ้นรูปชิ้นเดียวหรือ "โมโนค็อก" ซึ่งบางยี่ห้อที่โด่งดัง เพิ่งมีเฟรมโมโนค็อกจริงๆโผล่มาช่วงสิบปีก่อนนี้เอง อย่าง เบียงคี่ 928 โมโนค็อก ถ้าจำไม่ผิดประมาณปี 2008 ครับ ก่อนหน้านั้นเป็นระบบลัก(รอยต่อ) และระบบ "ทิวป์ทูทิวป์" ซึ่งในระยะนั้นเฟรมคาร์บอนโมโนค็อกคือมาตรฐานของเฟรมคาร์บอน ใช้เวลาอีกสิบปีหลังจากแลนซ์ขี่มาโดนคันเดียวเที่ยวทั่วตูร์
รูปทรงจักรยานก็เช่นกันที่เปลี่ยนแปลงไป จากเฟรมรูปทรงปกติ ก็ปรับมาเป็นทรง"ค็อมแพ็คจีโอเมทรี่" พลิกวงการออกแบบจักรยาน นำมาโดยไจแอ็นท์ นำเสนอ "ทีซีอาร์" ยอดรถในตำนานที่เล่นกันโลกตะลึงกับการออกแบบที่ได้ผลทั้งสมรรถนะและการตลาด สุดท้ายรูปทรงที่ฝรั่งตราหน้าว่า "อั๊กลี่" ก็กลายเป็นของปกติ แถมยังพัฒนาต่อกันไปอีกมากมาย เสปเชียลไลซ์ ทำรูปทรงโค้งคันธนูด้านบน เพื่อลดแรงสะเทือนจากถนนที่ส่งตรงมายังท่อนั่ง ครึ่งบนเป็นคาร์บอน ครึ่งล่างเป็นอลูมินั่ม
มาว่ากันด้วยเรื่องการผสม คุณรู็บ้างมั้ย เฟรมอลูมินั่มใช้แข่ง TDF มาจนถึงปีไหน? เฟรมอลูฯตัวสุดท้ายในเปโลตองตูร์ฯ ได้แก่ ลาเปียร์ ครับ ก่อนหน้านั้นครึ่งปี "เอฟจีไลท์" เพิ่งปลดระวางออกไปหลังจาก "เอสเวิร์ค อีไฟว์" ติดๆกันมาเลย ทั้งหมดนี้เกิดในช่วงปี 2005-2006 เท่านั้นเอง (สิบปีก่อน) เพราะคาร์บอนในช่วงนั้ยังไม่สามารถทำให้ส่งแรงได้ดีพอ แต่ก็สะท้านมาก ดังนั้นทั้ง "เอสเวิร์ค" และ "เอฟจี" ต่างมีรุ่นที่เป็นหางคาร์บอนให้นักแข่งได้ใช้เพื่อลดความสะเทือนของถนนลงไป
และแล้วการพัฒนาคาร์บอนก็ไม่หยุดยั้งเพราะนักออกแบบค้นพบว่าอุปสรรคของการผลิตไม่ได้อยู่ที่เนื้อวัสดุ เกรดวัสดุจะเป็น T อะไรก็ตาม ไม่ใช่โจทย์ทั้งหมด ที่ต้องตี แต่มันอยู๋ที่จะเลือกใช้อย่างไร ผสมอย่างไร ส่นไหน ทิศทางไหน และควบคุมการผลิตอย่างไรมากกว่า จนทำให้เกิดเทคโนโลยีเฉพาะของแต่ละค่ายที่เรียกต่างกันไปเช่น OCLV ของเทร็ค หรือ FACT ของเสปฯ ซึ่งหลักๆคือการเลือกผสมผสานใช้คาร์บอนแต่ละรูปแบบ ในทิศทาง จังหวะการวาง จำนวนชิ้นแผ่น และคุมการผลิตให้มีช่องว่างในระหว่างชั้นน้อยที่สุด มีรอยยับน้อยที่สุด
ทางด้านไจแอ็นท์เอง เนื่องจากำเป็นผู้ผลิตเองตั้งแต่คาร์บอน ไปจนวิจัยและขึ้นรูปทำให้มั่นใจในกระบวนการรักษาคุณภาพเฟรมเป็นอย่างดี เฟรมที่มีฟองอากาศหรือช่องว่างภายในมากกว่าที่กำหนดจะถูกทำลายทิ้งทันที มีการตรวจสอบ "ทุกเฟรม" ด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง ก่อนจะทำการสำเร็จผิวงาน เฟรมที่ย่อยก็จะถูกนำไปเข้ากระบวนการย้อนกลับมาเป็นวัสดุใหม่อีกครั้ง และในหนึ่งเฟรมระดับท็ฮปของทุกๆแบรนด์ มีจำนวนแผ่นคาร์บอนเล็ก ใหญ่ ประกอบกันขึ้นมาตามจังหวะของรูปทรงเฟรม จำนวนมากถึง 500+ แผ่น ที่ต้องใช้แรงงานฝีมือสูงในการประกอบเรียงเข้าด้วยกัน ให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด มีฟองอากาศหรือรอยยับของชิ้นคาร์บอนน้อยที่สุด (ไม่มีเลย)
การผิลิตและการออกแบบเช่นนี้เพิ่งมีในอุตสาหกรรมจักรยาน ไม่ถึงสิบปี! เป็นคลื่นที่ต่อมาจาก"โมโนค็อก" นักออกแบบพบว่ายิ่งซอยจำนวนแผ่นออกมาเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะออกแบบให้มีสมรรถนะละเอียดเฉพาะจุดมากขึ้นเท่านั้น จนปัจจุบันนี้ คาร์บอนมีความสติฟเฉพาะจุดสุงกว่าอลูมินั่มไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่สามารถขี่ได้สบายรับแรงได้ดีขึ้นด้วย เอาเฉพาะของยี่ห้อโทเรย์ มีคาร์บอนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับจักรยานมากกว่า 5 รหัสสินค้า ถูกใช้ในส่วนต่างๆผสมกันไป หากเป็นการรับแรงได้ดีจะเป็นรหัส T ส่วนถ้าเป็นการซับและกระจายแรงก็จะเป็นรหัส M ยังมีเรื่องของทิศทางในการวางที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลที่แตกต่างกัน
ความท้าทายของนักออกแบบในตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้วัสดุที่เหมือนกัน ส่งผลกับสมรรถนะที่ต่างกัน ด้วยการออกแบบที่เข้าถึงในทุกๆจุดอย่างแท้จริง การวิจัยพบว่าเปลี่ยนลำดับการเรียงตัวก็มีผลแล้ว ดังนั้น ทุกวันนี้เรายังต้องออกแบบต่อไปอีกมาก ยังไม่ถึงแม้แต่ทางที่จะเห็นกำแพงที่เรียกว่า "ทางตัน" อะไรคือความท้าทายต่อไปข้างหน้า?
ย้อนกลับไปสั้นๆเอาแค่ 5 ปีก่อน เมื่อโลกต้องการความได้เปรียบทุกอย่างก็กำเนิดยี่ห้อจักรยานที่ทำเรื่องแอโร่ไดนามิคส์ออกมาเป็นกระแสหลัก คำว่า"แอโร่ฯ" มีมาเป็นชาติแล้วครับ เฟรมเหล็กยุค 70s ก็มีการพยายามทำท่อรูปวงรีเพื่อเพิ่มความแอโร่ฯมาจะครึ่งศตวรรษ เฟรมทรงอวกาศจากไฟเบอร์กลาสก็มีมาตั้งแต่สมัย "เดอะ บีทเทิลส์" ยังแสดงสดกันอยู่ แต่ทำไมกระแสแอโร่ฯเพิ่งมาขยับเอาช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้?
เซอร์เวโล เป็นเจ้าแรกๆที่นำเอาไอเดียนี้มายึดจนเป็นแนวทางของตน จากที่มาของจักรยาน 3 คันแรกไร้ชื่อถูกสร้างมาให้ขี่ได้เร็วที่สุด ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนและการออกแบบพัฒนาในยุคนั้น ในเวลาต่อมาไม่นานก็มีจักรยานอีกหลายๆค่ายที่ขยับไปในทิศทางเดียวกันเช่น "เฟลท์" และ "ไทม์" แต่โลกมาถูกกระตุกด้วยเจ้าตลาดใหญ่อย่าง "เอส เวิร์ค เว็นจ์" ที่ทำให้กระแสเฟรมหน้าตาน่าเกลียดในความคิดของยุคนั้นกลายเป็นแฟชั่นสุดสวยไปได้ ตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะครับ เพราะน่าจะเหลือยี่ห้อหลักๆอีก 2-3 ยี่ห้อเท่านั้นที่ไม่ส่งเฟรมแอโร่ฯออกมา (และได้ยินว่าปีนี้ยอมแพ้กำลังจะส่งเฟรมแอโร่ฯออกมาแล้ว) ทำไมมันึถึงยากเย็น?
รูปทรงของเฟรมแอโร่ฯขัดกับความต้องการของสมรรถนะที่นักแข่งต้องการ มันบอบบาง รับแรงไม่ดี หากจะทำให้รับแรงได้ดีก็หนาและหนัก ที่สำคัญมันส่งแรงสะเทือนจากถนนมาเยอะมาก ทำให้เฟรมแอโร่ฯเหล่านี้มีน้ำหนักมาก ขี่ไม่สบาย เป็นยุค(เจ็นเนอเรชั่น)แรกๆ และใช้เวลาต่อมาอีก 2-3 ปีเริ่มมีเฟรมแอโร่ฯ ยุคสองกำเนิดมาด้ววยกลุ่มน้ำหนักต่ำกว่ากิโลกรัมได้สำเร็จ หรือบางค่ายไม่ได้เบามากแต่ขี่สบายเหลือเชื่อในขณะที่ยังสติฟดีอยู่ และตอนนี้กำลังก้าวสู่ยุคที่สามของเฟรมแอโร่ฯแล้วครับ เพราะมันต่อยอดไปสู่การที่เฟรมแอโร่ฯ สามารถใช้งานทดแทนเฟรมทั่วไปได้อย่างเต็มตัว หรือแม้แต่เฟรมทั่วไปบางตัวเช่น "ทีซีอาร์" และ "อัลติเมท ซีเอฟ เอสแอลเอ็กซ์" ก็ใส่เอาความแอโร่ฯเข้ามาในตัว ลามไปถึงเฟรมเน้นขี่สบายอย่าง "วิลเลียร์ จีทีอาร์" กับ "เทร็ค โดมานี่" ก็ยังพ่วงเอาทรงแอโร่ฯมาผสมผสานด้วยได้สำเร็จ
ความท้าทายต่อไปอีกในยุคที่กำลังเข้ามาใกล้ มันคืยุคของ "อินทิเกรท" ที่จะซ่อนสายทั้งหมดเข้าไว้ในเฟรม คำว่า"ซ่อนสาย" ไม่ใช่ของใหม่เพราะมันมีมานานมากแล้วกับจักรยานไทม์ไทรอัล สิบกว่าปีที่แล้ว เฟรมไทม์ไทรฯก็ซ่อนสายแล้ว แต่เฟรมหมอบเพิ่งมาซ่อนสายเป็นจริงเป็นจังเอาเมื่อราวๆ 5-6 ปีมานี้เอง เพราะอะไร? เพราะทุกรูที่เจาะลงไปบนเฟรมส่งผลถึงความสติฟของคาร์บอนทั้งสิ้น นักออกแบบพยายามหลีกเลี่ยงพวกนี้ แต่เมื่อการออกแบบและการผลิตได้พัฒนาขึ้นถึงขั้นหนึ่ง ก็สามารถออกแบบรองรับการเก็บซ่อนสายต่างๆเข้าไว้ถายในได้ไม่ยากและไม่มีผลต่อสมรรถนะของจักรยาน มันไม่ใช่เพื่อความสวยงามครับ แต่ทำเพื่อความแอโร่ฯอันน้อยนิดสำหรับการแข่งขันที่มีค่า ที่สำคัญ ล้างรถง่ายกว่าเยอะมากๆ สำหรับช่างทีมที่ต้องล้างรถทุกวัน วันละเกือบสิบคัน ย่นเวลางานลงได้ไม่น้อย
การซ่อนสายในอนาคตคือการ"ซ่อนหมดจด" ไม่มีสายโผล่ออกมาตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงอุปกรณ์ มันอาจไม่ได้ส่งผลขนาดช้ชัดว่าชนะกันได้ แต่สำหรับการแข่งขัน เสี้ยวนึงก็เอาแล้วครับ และเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวด ตอนนี้มียี่ห้อดังๆทำมาก่อนแล้วได้แก่ "ไวแอส" และ "มาโดนเก้า" ตามมาติดๆปีนี้เมื่อ "บีเอ็มซี" ก็ออกมาตีขนาบ ส่วนยี่ห้ออื่นๆแม้จะไม่ซ่อนหมดแต่ก็เก็บจนแทบไม่เห็นสายอยู๋ในระบบแฮนด์ตัวเองอย่าง "แอโร้ด ซีเอฟ เอสแอลเอ็กซ์๋" และ "ฟอยล์" ถ้ามองกันแบบอินดี้ "สปีดเอ็กซ์ ลีโอพาร์ด" แบรนด์จีนกับ "จาว่า" รถมหาชน ก็ได้ส่งหมอบซ่อนสายเนียนๆออกมาเช่นกัน ทั้งหมดใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาไม่น้อยกว่าจะสำเร็จ ซึ่งผมกล้าบอกได้ว่า ยังไม่ถึงที่สุดเพราะยังมีปัญหาอยู๋หลายจุด
สปีดเอ็กซ์ เสต็มไม่สติฟ ไวแอสระบบเบรคฝืดมากๆ มาโดนเก้าดูจะสมบูรณ์สุดแต่ก็ยากจะปรับแต่งเพราะเสต็มกับแฮนด์ต้องเป็นอันเดียวกันเท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือปัญหา และเมื่อมีปัญหา นักออกแบบต้องแก้ไข นั่นคือการออกแบบต่อไป
แต่โบราณมาแล้ว อาจารย์สอนการออกแบบพร่ำสอนเสมอมาว่าการเป็นนักออกแบบแท้ที่จริงคือนักแก้ปัญหา กระบวนการมันดูแล้วไม่ซับซ้อน
ค้นพบปัญหา รับทราบปัญหา นี่คือโจทย์ที่ต้องนำมาหาที่มาของปัญหา จากนั้นศึกษา หาข้อมูล ก็จะเข้าสู่กระบวนการรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัย(designe factor) และบริบท (design context) โดยคำนึงถึงเกณฑ์ในการออกแบบ (criteria) และนำไปบ่มจนเกิดเป็น
แนวคิดในการออกแบบ (design concept) เพื่อนำไปสู๋วิธีการแก้ปัญหาออกมาให้เป็นรูปธรรม แต่อย่าลืมว่าของทั้งหมดมันต้องผลิต มันต้องขายดังนั้น ในสิ่งแวดล้อมทั้งหมดนี้ถูกบีบมาด้วย วัสดุ กระบวนการผลิต ปัจจัยทางอุตสาหกรรม และ สภาพตลาดที่เป็นจริง ทำออกมาดีเลิศแต่ขายไม่ได้เพราะจักรยานเฟรมนึงราคาเท่ากระสวยอวกาศก็ไปไม่รอดเหมือนกัน
ผมถามหน่อยครับว่าอ่านมาถึงตรงนี้ ตอบกับผมดังๆชัดๆหน่อยว่า
ง่ายตรงไหนวะ!?
เนี่ยหรอครับที่คุณบอกว่ามันไม่น่าใช้ทุนเยอะ ไม่เชื่อว่ามีต้นทุน มีขั้นตอน เนี่ยหรอที่บอกว่ามาถึงทางตันครับ?
ทำขนมเบื้อง ดูๆกันไปทำไม่ยาก เอาปากมาละเลงกันได้ เอาส้นตนมาเบ่งกันก็ได้ว่าใครๆก็ทำได้ สุภาษิตไทยก็มีอยู๋แล้ว เพราะไอ้พวกพ่อค้าเฮงซวยที่เฝ้าหลอกคนอยู๋ไงครับว่าของมันถูกขายแพงเกินไปบ้าง เอากำไรเกินควรบ้าง ต้นทุนเท่ากันบ้าง โทษนะ เอาส้นตีนคิดแบบนี้ ถ้าคิดอยู๋บ้านคนนเดียวก็คงไม่เป็นไร แต่นี่คิดแล้วพูดเพื่อหากำไรในการขายของๆตนเอง กำไรเอาไปทำอะไร? ไม่รู็ ไม่ทำอะไรเลย เปิดร้าน ของไม่ต้องสั่ง พรีออเดอร์ พึ่งพาความอยากของคน กำไรได้มา เข้ากระเป๋าเต็มๆ เคยมีมั้ยคนขายของปลอมร่วมสนับสนุนนักปั่นทีมชาติ? เคยมีมั้ยเฟรมปลอมร่วมสร้างช้างเผือกนักปั่นเลือดใหม่เสริมชุดอนาคต เคยมีหรอครับหมวกปลอมร่วมจัดการแข่งขันสมทบทุนผู้จัดเป็นสปอนเซอร์ พับผ่าสิ!
ปิดท้ายว่า... หากคุณเป็นแค่เหยื่อของคนขายของพวกนี้ พึงรับรู้ครับว่าท่านอาจโดนหลอกอยู่นะครับ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร อธิบายไปก็เท่านั้น เพราะการหาเหตุผลมารองรับการกระทำตนเองย่อมเป็นสิ่งพื้นๆที่ใครๆก็เป็นทั้งนั้น แต่เตือนไว้อย่าง
โลภ + โง่ = หมูให้เชือดหรือควายให้จูงจมูก
ลดความโลภลงสักนิด แล้วจะมองเห็น ลดความโง่ลงสักหน่อย ความอยากก็จะทุเลาไปด้วย
ทรัพย์เป็นของท่าน หามาได้ ท่านมีสิทธิใช้เพื่อสนองความสุขของท่าน แต่ใช้อย่างไรให้สุขที่สุด? ใช้อย่างไรให้ภูมิใจ
ขี่คันละสามหมื่นแต่ของแท้ที่เสี้ยวเงินมีส่วนผลักดันสังคมจักรยาน ยังน่าภูมิใจขี่คันละห้าหมื่นแต่เป็นของปลอมที่โอ่โก้กับความสวยงามปลอมๆแต่ไม่มีใครได้อะไรเลยนอกจากคนสองคน (คนซื้อกับคนขาย)
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/