ขี่เสือภูเขาสลับกะเสือหมอบมีผลต่อรอบขาหรือเปล่า
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- konameirda
- สมาชิก
- โพสต์: 73
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ธ.ค. 2015, 11:02
- team: ไม่มี
- Bike: kona
ขี่เสือภูเขาสลับกะเสือหมอบมีผลต่อรอบขาหรือเปล่า
สอบถามผู้รู้ครับ จริงไหมครับขี่เสือภูเขาทำให้รอบขาตกเมื่อมาขี่เสือหมอบ คือแบบปั่นสลับอาทิตย์หนึ่งเสือหมอบ อีกอาทิตย์หนึ่งเสือภูเขา
-
โดดเดี่ยว เดียวดาย
- ขาประจำ
- โพสต์: 303
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ค. 2013, 23:22
- team: ทีมเขี้ยวตัน-นวนคร
- Bike: merida scultura 400
- ตำแหน่ง: แถวตลาดไท
- ติดต่อ:
-
kaemart
- ขาประจำ
- โพสต์: 462
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ส.ค. 2008, 08:36
- Tel: 0845107205
- team: pumeng mtb khonkaen
- Bike: ตราแข้
Re: ขี่เสือภูเขาสลับกะเสือหมอบมีผลต่อรอบขาหรือเปล่า
ผมขี่เสือภูเขาบนเทรนเนอร์จันทร์-ศุกร์ เสาร์อาทิตย์เอาหมอบออกปั่น
- น้องหนึ่ง
- ขาประจำ
- โพสต์: 10662
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 04:07
- Tel: 0891441866
- ตำแหน่ง: http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
- ติดต่อ:
Re: ขี่เสือภูเขาสลับกะเสือหมอบมีผลต่อรอบขาหรือเปล่า
คนละอย่างเลยครับ ทั้งตำแหน่งวางขา กว้างแคบ สั้นยาว ไม่เท่ากัน ตำแหน่งลำตัว แฮนด์ ไปจนถึงกระทั่งทักษะการทรงตัว
แต่ผมว่าทั้งสองอย่าง "ส่งเสริม" กันนะครับ ขี่อย่างเดียวแข็งแรงสู้ขี่ทั้งสองอย่างไม่ได้ และถ้าเล่นกีฬาอย่างอื่นด้วยจะยิ่งเสริมกันกับจักรยานเข้าไปอีกครับ
แต่ผมว่าทั้งสองอย่าง "ส่งเสริม" กันนะครับ ขี่อย่างเดียวแข็งแรงสู้ขี่ทั้งสองอย่างไม่ได้ และถ้าเล่นกีฬาอย่างอื่นด้วยจะยิ่งเสริมกันกับจักรยานเข้าไปอีกครับ
ร้านจักรยานฝีมือดี มาดึกๆได้
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ขี่เสือภูเขาสลับกะเสือหมอบมีผลต่อรอบขาหรือเปล่า
บางคนอาจจะไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างกัน
แต่ถ้าเป็นคนที่ปั่นจักรยานโดยร่างกายจดจำตำแหน่งต่างๆไว้ได้โดยไม่ต้องฝืน เช่น ปั่นโดยที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก อยู่ในแนวเดียวกัน คนกลุ่มนี้จะปั่นโดยเท้า 2 ข้างวางขนานกันตลอดเวลา ปั่นแล้วเข่าไม่กางไม่หุบ
เวลาที่สลับปั่นเสือภูเขา กับ หมอบ จะบอกถึงความแตกต่างได้มากเลยทีเดียว
ที่ต่างกันมากๆคือ ค่า Q-factor หรือ ระยะห่างระหว่างขาจานทั้ง 2 ด้าน ที่เสือภูเขาจะกว้างกว่าเสือหมอบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะขาจานแบบ 3 ใบจาน หรือ แม้แต่ปัจจุบันที่อาจจะมีขาจาน 2 ใบจานก็ตาม ค่าQ-factor ของเสือภูเขาก็ยังกว้างกว่าเสือหมอบอยู่ดี ทำให้เวลาที่สลับจากเสือหมอบไปเสือภูเขาใหม่ๆ จะรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กางขาปั่น ก็จะพยายามฝืนด้วยการหุบขาปั่นชดเชย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับความรู้สึกนั้น และเช่นกัน เมื่อกลับไปปั่นเสือหมอบ ก็จะเกิดอความรู้สึกอยากจะขยับเท้าออกไปด้านนอกอีก เช่นเดียวกันก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกเช่นกัน
ส่วนรอบขานั้น ก็ขึ้นกับการเลือกเกียร์ ความหนักโดยรวมที่เจอ และความยาวขาจาน โดยปกติแล้วสมองและกล้ามเนื้อมันจะมีความจำอยู่ว่า รอบขาเท่าไหร่ที่ลงตัวที่สุด ( การฝึกฝนสามารถทำให้เราสามารถกำหนดรอบขาที่เราคุ้นเคยได้ หรือ ฝึกให้มันช้าหรือเร็วกว่าเดิมได้ ความยาวขาจานก็มีผลเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงรอบขาได้ในทันทีทันใด เพราะบางครั้งขาจานที่สั้นลงก็ใช่ว่าจะทำให้ได้รอบขาที่สูงขึ้นเสมอไป เพราะพอผ่านไปสักพักก็จะเผลอกลับมาใช้รอบขาที่เคยจำได้อยู่ดี
จึงจำเป็นต้องมาเข้ากระบวนการฝึกใหม่อยู่ดี ) ถ้าขาจานยาวเท่าเดิม ก็ไม่ส่งผลมากมายนัก ปรับตัวสักพักให้ชินกับ Q-factor ที่เปลี่ยนไป ก็จะกลับมาอยู่ที่เดิมได้ไม่ยาก
เสือภูเขาเดี๋ยวนี้ก็ต่างไปจากรถในสมัยก่อน รถที่ผมมีใช้ชอคหน้ายุบ 63 มม เท่านั้น เซทแฮนด์ต่ำกว่าอานได้สบายๆ ท่าปั่น aggressive หลังทำมุม 45องศา เพราะเป็นมุมหลังที่สามารถปรับท่าปั่นได้ทุกรูปแบบการปั่น วิธีการปั่น การเข้าโค้งก็แตกต่างกัน เพราะรถมันมีgeometry ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าใครขี่เสือภูเขาคล่อง จะรู้ว่าเสือหมอบปั่นง่ายกว่าเยอะ รวมไปถึงทักษะที่มีไว้เอาตัวรอดจะดีกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเสือภูเขาในเส้นทางวิบากอีกด้วย
แต่ถ้าเป็นคนที่ปั่นจักรยานโดยร่างกายจดจำตำแหน่งต่างๆไว้ได้โดยไม่ต้องฝืน เช่น ปั่นโดยที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก อยู่ในแนวเดียวกัน คนกลุ่มนี้จะปั่นโดยเท้า 2 ข้างวางขนานกันตลอดเวลา ปั่นแล้วเข่าไม่กางไม่หุบ
เวลาที่สลับปั่นเสือภูเขา กับ หมอบ จะบอกถึงความแตกต่างได้มากเลยทีเดียว
ที่ต่างกันมากๆคือ ค่า Q-factor หรือ ระยะห่างระหว่างขาจานทั้ง 2 ด้าน ที่เสือภูเขาจะกว้างกว่าเสือหมอบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะขาจานแบบ 3 ใบจาน หรือ แม้แต่ปัจจุบันที่อาจจะมีขาจาน 2 ใบจานก็ตาม ค่าQ-factor ของเสือภูเขาก็ยังกว้างกว่าเสือหมอบอยู่ดี ทำให้เวลาที่สลับจากเสือหมอบไปเสือภูเขาใหม่ๆ จะรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กางขาปั่น ก็จะพยายามฝืนด้วยการหุบขาปั่นชดเชย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับความรู้สึกนั้น และเช่นกัน เมื่อกลับไปปั่นเสือหมอบ ก็จะเกิดอความรู้สึกอยากจะขยับเท้าออกไปด้านนอกอีก เช่นเดียวกันก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกเช่นกัน
ส่วนรอบขานั้น ก็ขึ้นกับการเลือกเกียร์ ความหนักโดยรวมที่เจอ และความยาวขาจาน โดยปกติแล้วสมองและกล้ามเนื้อมันจะมีความจำอยู่ว่า รอบขาเท่าไหร่ที่ลงตัวที่สุด ( การฝึกฝนสามารถทำให้เราสามารถกำหนดรอบขาที่เราคุ้นเคยได้ หรือ ฝึกให้มันช้าหรือเร็วกว่าเดิมได้ ความยาวขาจานก็มีผลเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงรอบขาได้ในทันทีทันใด เพราะบางครั้งขาจานที่สั้นลงก็ใช่ว่าจะทำให้ได้รอบขาที่สูงขึ้นเสมอไป เพราะพอผ่านไปสักพักก็จะเผลอกลับมาใช้รอบขาที่เคยจำได้อยู่ดี
เสือภูเขาเดี๋ยวนี้ก็ต่างไปจากรถในสมัยก่อน รถที่ผมมีใช้ชอคหน้ายุบ 63 มม เท่านั้น เซทแฮนด์ต่ำกว่าอานได้สบายๆ ท่าปั่น aggressive หลังทำมุม 45องศา เพราะเป็นมุมหลังที่สามารถปรับท่าปั่นได้ทุกรูปแบบการปั่น วิธีการปั่น การเข้าโค้งก็แตกต่างกัน เพราะรถมันมีgeometry ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าใครขี่เสือภูเขาคล่อง จะรู้ว่าเสือหมอบปั่นง่ายกว่าเยอะ รวมไปถึงทักษะที่มีไว้เอาตัวรอดจะดีกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเสือภูเขาในเส้นทางวิบากอีกด้วย
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน