วิทยายุทธชั้นสูงของการรักษากำลังภายใน
*คำเตือน บทความนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อส่งเสริมนิสัยการเห็นแก่ตัว

การ"หมก" เป็นศาสตร์และทักษะสำคัญขั้นหนึ่งของการก้าวขึ้นมาเป็นจอมยุทธนักปั่นจักรยานที่ดี ด้วยกฏพื้นฐานของกีฬาจักรยานที่อาศัยพื้นฐานด้านอากาศพลศาสตร์ เมื่อคนหน้าทำหน้าที่แหวกลมไปข้างหน้า คนหลังจะสามารถลดภาระทางอากาศลงไปได้มากมาย จะมากจะน้อยขึ้นอยู๋กับลักษณะของลม ณ เวลานั้น ร่วมกับจำนวนและรูปแบบการปั่นของกลุ่มน้ั้นๆ และที่สำคัญ การหมกไม่ใช่เพียงแค่ไปต่อท้ายแล้วปั่นๆไป ก็จะลดภาระที่ต้องออกแรงไปได้ เพราะหากท่านหมกไม่ดี แน่นอนว่านอกจากจะเซฟแรงไม่ได้มากเท่าที่มันควรจะเป็น ยังต้องพบกับสภาพที่อาจจะหนักและเหนื่อยกว่าการปั่นคนเดียวเสียด้วยซ้ำ

เป็นที่ทราบกันดีมาอยู่แล้วว่า แรงต้านสำคัญแรงหนึ่งที่ส่งผลกับเราๆนักปั่นก็คืออากาศ หากอากาศอยู่นิ่งๆ(ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้) เราเคลื่อนที่เร็วเท่าไหร่ ก็เหมือนกับมีลมมากระแทกหน้าเราเร็วเท่านั้น ลองคิดดูว่าเราปั่นจักรยานด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ก็เหมือนเรายืนอยู่เฉยๆแล้วมีลมเข้ามาหาเราที่ความเร็ว 30 กม./ชม. และหากลมมีความแรง 20 กม./ชม. สวนมาหาเราตรงๆแล้วเราปั่นจักรยานฝ่าไปด้วยความเร็วอีก 30 กม./ชม. ก็เท่ากับเราต้องแหวกอากาศที่มีความเร็วราว 50 กม./ชม. ซึ่งหากอยากรู็ว่ามันแรงขนาดไหน ลองขับรถยนต์ด้วยความเร็วดังกล่าวแล้วยื่นมือออกไปนอกกระจกรถดูครับ ลองตั้งมือเอาฝ่ามือรับลมเต็มๆดูจะรู็ว่าอากาศผลักเราด้วยแรงแค่ไหน และลองสังเกตุสัมผัสที่ด้านหลังมือดูจะรู้สึกว่าอากาศในตรงนั้นนิ่งและไม่มีแรงกระแทก นี่คือพื้นฐานสุดๆแล้วสำหรับการเป็นนักปั่นที่จะเริ่มเข้าสู่ยุทธจักร(ยาน) เพราะถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ คงต้องบอกว่าลำบากแน่นอนครับ
ดังนั้น ทำไมเราถึงต้อง"หมก" หรือที่ฝรั่งเรียกมันว่าการ "ดราฟท์" (dragt) เพราะเมื่อเราไปอยู่หลังจักรยานทีอคันหนึ่ง อากาศที่ต้องแหวกไปจะลดลงอย่างมากมายเนื่องจากช่องว่างด้านหลังที่เกิดขึ้น และยิ่งมีนักปั่นอยู่เบื้องหน้าเรามากเท่าไหร่ ใหญ่เท่าไหร่ ผลของการดราฟท์ก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย ข้อนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เปรียบเทียบง่ายๆก็คล้ายกับว่าคน(ทุกคน)ที่อยู๋เบื้องหน้าเรา ทำหน้าที่เป็นกำแพงกันลมให้กับเรานั่นเอง ยิ่งแถวยาว หรือมีจำนวนมากขึ้น อากาศก็จะยิ่งวิ่งหลีกออกไปจากเรามากขึ้นไปด้วย

ตามแผนภาพประกอบด้านบนนี้ จะเห็นว่าการอยู๋ในกลุ่ม(เปโลตอง) สามารถส่งผลเซฟแรงได้ถึง 30% ซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงอธิบายเป็นฟิลลิ่งยาก แต่ลองคิดง่ายๆครับ มนุษย์หนึ่งคน ออกแรง 200 วัตต์ ฝ่าอากาศเบื้องหน้าไปด้วยความเร็วหนึ่ง ขณะนั้นเอง หากมนุษย์คนนั้นหมกอยู๋ในกลุ่มขนาดใหญ่ ก็จะใช้แรงเพียง 140 วัตต์ ในการเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเดียวกัน ซึ่งหากคิดแบบกำปั้นทุบดินง่ายๆว่า 200 วัตต์เป็นโซน 4 ของคนๆนั้น (โซนที่หมดสูบอัดได้ 1 ชม.) หัวใจสูบฉีดเลือดราว 160-180 ครั้งต่อนาที ลากไปได้ครึ่งชั่วโมงก็หอบแล้วอย่างแน่นอน ส่วน 140 วัตต์คือ ปลายๆโซน 2 ที่สามารถปั่นเป็นทางไกลได้อย่างสบายใจเฉิบ ให้ปั่นไปครึ่งวันก็ยังได้ คุยกันไปด้วยก็ยังไหว ความต่างระหว่างความเหนื่อยระดับพูดคำตอบคำ กับฝอยน้ำลายกระเด็นนั่นเอง
แต่ช้าก่อน ... นี่เป็นแค่วิทยายุทธชั้นแรกของด่านอรหันต์แห่งการหมกเท่านั้น โลกความเป็นจริงมันมีอุปสรรคที่มากกว่านั้นอีกมาก ซึ่งอุปสรรคสำคัญได้แก่
1.เนิน!
เนินเป็นปัจจัยที่หลอกหลอนนักจักรยานอยู่ทุกที่ทุกแห่ง ไม่ว่าจะ 2% หรือ 12% ก็ส่งผลในทางเดียวกันนั่นคือน้ำหนักรวมของคนและรถจะเข้ามามีบทบาททันที ยิ่งเนินชันเท่าไหร่ ภาระของการพาน้ำหนักก็จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากต้องการรักษาการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าเดิม ก็ต้องออกแรงเพิ่มอีกมากมาย ยิ่งน้ำหนักมากขึ้นผลต่างของแรงที่ต้องออกก็ยิ่งมากเป็นทวีขึ้นไปด้วย ทำให้ความได้เปรียบของอากาศพลศาสตร์ลดบทบาทลง และยิ่งในทางปฏิบัติ ทุกครั้งที่เจอเนิน ความเร็วก็จะลดลง เมื่อความเร็วลด ความได้เปรียบก็ยิ่งลดลงไปด้วย การหมกอยู่จึงไม่ได้ส่งผลสบายตัวดังเช่นเคย
2.กระชาก
ผลของความได้เรปียบที่เกิดขึ้นมักวัดจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ มีโมเมนตั้มที่คงที่ แต่เมื่อไหร่ที่มีการ"เร่ง" หมายถึงแต่ละคนต้องออกแรงไม่เท่ากันในการพาสังขารที่น้ำหนักแตกต่างกันไปข้างหน้า รวมถึงแรงที่สะสมมาภายในก็ไม่เท่ากัน ยิ่งเร่งความเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้แรงมากขึ้น และแน่นอนว่าคนด้านหลังก็ต้องออกแรงตาม แม้ว่าจะยังคงได้เปรียบในด้านอากาศพลศาสตร์ แต่ก็ต้องเสียแรงไปไม่น้อยเช่นกันในการรักษาระยะห่างเอาไว้ให้เหมือนเดิม เพราะหากปล่อยเอาไว้ยิ่งห่างออกไป อาจหลุดออกไปจากสลิปสตรีม (slipestream : กระแสอากาศนิ่งด้านหลังวัตถุ) แล้วหมดสภาวะได้เปรียบในการหมกไปในที่สุด
จากสองปัจจัยนี้ จะพบได้ในการแข่งขันจักรยาน ที่นักแข่งใช้เพื่อ "ตัดตัว" หรือการค่อยๆกำจัดชาวเกาะออกไปจากกลุ่ม และทำเกมส์การแข่งขันกันเป็นปกติ เพราะถ้าทำความเร็วกันไปนิ่งๆตลอดทาง ก็ไม่ต่างกับขบวนผ้าป่าสามัคคีที่อุทิศส่วนบุญให้กับเพื่อนด้านหลัง และความโหดร้ายก็จะมาเยือนเมื่อเอาทั้งเนินและกระชากมารวมกัน สิ่งที่พบเห็นจนชินตาก็คือ เหยื่อเคราะห์ร้าย ที่ร่วงหลุดออกมาจากฝูงเปโลตองทีละคนสองคน ยิ่งกระแทกลงดาบปลิดชีวิตกันซ้ำๆหลายครั้งเข้า จำนวนเปโลตองก็จะลดลงเรื่อยๆ เบื้องหลัง ซากของเหยื่อกระบี่ที่หมดแล้วซึ่งกำลังภายใน กรอบไปบนถนนอย่างสิ้นหวังเกลื่อนไปหมด นี่คือโลกปกติของเกมส์กีฬาจักรยานครับ มันไม่ใช่ความป่าเถื่อนหรือไร้น้ำใจ กีฬานี้เป็นเช่นนี้ในตัวมันเอง ก็เหมือนกับที่ทำไมเทนนิสต้องหวดลูกไปให้อีกคนต้องออกแรงโยก หรือฟุตบอลต้องล็อคหลบให้อีกฝ่ายแทบจะหัวทิ่ม แล้วไปสอบประตูของอีกฝ่าย
ต่อไปนี้เข้าเรื่องของวิทยายุทธขั้นสูงในการอยู่ในกลุ่มแบบนี้ให้ได้รอดปลอดภัยและรักษากำลังภายใน(อันน้อยนิด)เอาไว้ไปให้จบถึงปลายทาง หรือใช้ในยามที่ต้องการ ซึ่งไม่เพียงแค่ในสภาพการแข่งขันนะครับ เพราะในทริปหรือการปั่นต่างๆ บางครั้งสถานการณ์ก็ไม่ต่างไปจากการแข่งขันนัก เมื่อเส้นทางมีทั้งลมกรรโชกและเนินหรือสะพานคอยดักเชือดเราอยู่ตามทาง เริ่มกันเลย!
ท่าขี่

ข้อนี้จริงๆแล้วทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว เมื่อมาปั่นจักรยานเสือหมอบ เพราะโดยชื่อของมันก็แปลอยู๋แล้วว่าเราจะ"หมอบ" ซึ่งการหมอบนี้ก็คือท่าทางที่ก้มลงหลบไปจากกระแสอากาศที่ต้องแหวกผ่านไป เพียงแต่ส่วนมากนักปั่นจะพยายาม"แอโร่" กันเมื่อปั่นคนเดียวหรืออยู๋ด้านหน้าที่เจอกับลม แต่เมื่ออยู่ด้านหลังก็จะลืมไปว่าการแอโร่ฯนั้นสำคัญมากขนาดไหน ผลการวิจัยพบแล้วว่า ท่าขี่ที่เหมาะสมจะส่งผลกับความได้เปรียบ แม้ว่าเราจะหมกอยู่ในกลุ่มก็ตาม ดังนั้น บริหารระหว่างความแอโร่ฯและความสบายกับสถานการณ์เบื้องหน้าให้เหมาะสมคือวิทยายุทธที่สำคัญ อย่ามัวแต่ชะเง้อคอตั้งตรง หย่อนใจสบาย เพราะหากแค่งอศอกนิดหน่อย เก็บหัวลงมา อาจจะเป็นความต่างระหว่างโซนการออกแรงและส่งผลระยะยาวอย่างที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

และเมื่อกลุ่มมีความเร็วสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วหรือลมส่ง และทางลงเนิน พึงระลึกเสมอว่าทุกๆความเร็วที่มากขึ้น หมายถึงอากาศที่ไหลผ่านไปมากขึ้น ความได้เปรียบเล็กๆน้อยๆจะยิ่งส่งผลมากขึ้นเป็นเงาที่แซงตัวมันเอง ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือไม่เหนื่อย เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าความเร็วสูงขึ้น จงทำตัวเองให้เป็นภาระกับสารร่างน้อยที่สุด และคว้าเอาความได้เปรียบนั้นมามากที่สุด
ตำแหน่งที่อยู่

ลม ไม่ได้มาจากด้านเดียวเสมอไป นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง โอกาสที่ลมจะมาหาแบบ 0 องศาเข้าหน้าตรงๆนั้นน้อยนิดเหลือเกิน ไม่ซ้ายก็ขวา จะต้องมีทิศทางต้นกำเนิดบ้างไม่มากก็น้อย และเมื่อมากถึงระดับหนึ่ง การเลือกที่อยู่ก็จะกลายเป็นวรยุทธสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ถึงจะไม่จำเป็นต้องทำการดราฟท์เฉียงแบบบรรดาโปรแข่งขัน บางครั้งการเลือกฝั่งที่อยู่ในกลุ่มก็เพียงพอแล้ว เพราะการจะตั้งแถวเฉียงที่เหลื่อมกันได้แบบนั้น จำเป็นต้องมีทักษะการขี่กลุ่มและความเข้าใจในระดับสูง ส่วนในขั้นวรยุทธของจอมกระบี่สุดสัปดาห์ แค่ต่อท้ายแบบไปฝั่งซ้ายหรือขวานิดหน่อย ก็ช่วยเซฟได้แล้ว และแน่นอนว่าในกรณีที่เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ คนฉลาด เลือกข้างอยู่ได้ถูกที่ถูกเวลา เปลืองแรงน้อยกว่ากันเยอะ
บางตำแหน่งที่อยู่จะสบายเหมือนกับได้ปั่นนิ่งๆคนเดียว ยิ่งถ้าคนรอบตัวและเราได้ไปพร้อมๆกัน ก็ยิ่งเมหือนช่วยกันไปเซฟแรงไปได้เรื่อยๆ บางตำแหน่งเหนื่อยเสียยิ่งกว่าอยู่หน้ากลุ่ม หรือยอมไปปั่นคนเดียวดีกว่า เพราะยืดๆหดๆ ไม่ต่างจากสภาพการปั่นแบบอินเทอร์วัล ข้างหน้าเร่งกัน 40 แต่พอยืดหดกันมากๆ ต้องซัดกัน 45 ถึงจะหดระยะเข้าไปได้ การปั่นแบบเร่งๆ เบาๆ สลับกันไปเรื่อยๆไม่ใช่เรื่องดีสำหรับแรงที่มีน้อยนิดนะครับ จงจำเอาไว้อีกอย่างว่า ยิ่งเร่งเครื่องบ่อยแงานมากขึ้นตามไปด้วย แล้วพลังงานมนุษย์มันไม่ได้หากันง่ายๆ หมดแล้วแทบจะหมดเลย ซ้ำหนักเคราะห์ร้าย คุณตาคอยมาถามชวนจอดแล้วจะจบไม่สวย
จังหวะ
ข้อนี้ ยากที่สุดและเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นจอมยุทธที่พอจะมีกระบวนท่าชั้นสูงเลยทีเดียว ผมจะอธิบายเป็นลำดับขั้นตอนนะครับ อย่าลืมว่าในกระบวนนี้ ท่านต้องมีความเข้าใจอ่านรูปกระบวนยุทธที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าได้บ้าง ต้องอ่านการณ์ในอนาคตและเส้นทางประกอบกันให้ขาดเพื่อประกอบการตัดสินใจ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จว่าเพลงไหนจะต้องนำมารับเมื่อไหร่
ภาพแรก แสดงสภาพกลุ่มที่เคลื่อนที่ไปอย่างปกติยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ซึ่งถ้าไปกันแบบนี้ตลอดทาง จะสลับกันหรือไม่ก็ตามก็ถือว่าเป็นผ้าป่าสามัคคีที่สวยงามแบบตามไสตล์เมืองพุทธรักกันไปด้วยกันเลือดนักปั่น แต่แน่นอนครับว่า ไทยเรานี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม สมมุติว่า มีการเร่งความเร็วขึ้นของกลุ่ม ก็จะกลายเป็นสถานการณ์ดังภาพต่อไปนี้ ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเราไม่ได้คิดเตรียมเอาไว้ก่อน หรือตอบสนองกับสิ่งที่เกิดเบื้องหน้าแบบใจเย็น เช้าชามเย็นชามกันไปเรื่อยๆ สภานการณ์ของกลุ่มนี้ในอีกประมาณ 10 วินาทีให้หลังจะกลายเป็นดังภาพต่อไปนี้ ในเมื่อ 2 รอให้ 1 ขยับแล้วจึงเร่งตาม และ 3 ก็ออกแรงเร่งตามตอนที่ 2 เริ่มมีระยะห่างออกไปแล้ว ดังนั้นยิ่งกลุ่มยาว(หรือใหญ่)ขึ้นเท่าไหร่ หางทางด้านหลังก็จะยิ่งมีระยะห่างมากขึ้นเท่านั้นกว่าจะสามารถปิดระยะห่างที่เกิดขึ้นได้ก็อาจจะสายเกินไปหรือเสียแรงไปมากเสียยิ่งกว่าปั่นคนเดียวนิ่งๆ เพราะเมื่อหลุดออกจากระยะได้เปรียบทางแอโร่ฯไปแล้ว แต่หัวแถวยังคงไม่สิ้นความอำมหิตลงดาบฟันอย่างต่อเนื่องความเร็วไม่ลดลงง่ายๆ เราก็ต้องออกแรงไปมากกว่าเดิมเพื่อเข้าไปสู่ระยะห่างตั้งต้นให้ได้สำเร็จ
นี่คือตัวอย่างของจังหวะที่ "ช้าเกินไป" ซึ่งทางแก้คือการมองไปข้างหน้าตลอดเวลา มองเส้นทางเบื้องหน้า และเตรียมพร้อมขยับตัวทุกครั้งที่เกิดจุดเปลี่ยน
ใจเย็น
ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เพราะบางครั้งการผลีผลามทำอะไรมากไป ก็จะยิ่งเสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์ ต่อเนื่องจากสถานการณ์สมมุติที่ผ่านมา ตอนนี้ ระยะห่างได้ยืดออกจนน่ากลัวเสียแล้ว แต่เบื้องหน้ามองไปไกลๆเห็นเนินใหญ่ดักอยู๋ หรือแม้แต่เป็นทางลงเนินยาวๆที่รู้ว่าความเร็วจะเพิ่มขึ้นได้ง่ายๆโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ และท่าทีของคนหน้าเรากำลังมุ่งมั่นกลับเข้าหาอย่างไม่ลดละ เมื่อเห็นแล้วว่าที่หัวแถวไกลๆเริ่มกระจุกตัวรวมกันอีกรอบเป็นสัญลักษณ์ว่าความเร็วเริ่มลดลง วินาทีนี้ หากออกแรงเต็มเหนี่ยวเพื่อเร่งความเร็วตามไป ก็จะกลายเป็นว่าต้องเร่งความเร็วแล้วไปชลอหรือแตะเบรคเอาเมื่อใกล้ถึงก็เ)็นได้ จงจำเอาไว้ว่าทุกครั้งที่เราต้องลดความเร็วเพราะออกแรงมาเกิน หรือแตะเบรคเพื่อลดความเร็ว เท่ากับแรงที่ออกไปก่อนหน้านั้นได้เสียเปล่าไปโดยไร้ค่า ยิ่งทำเช่นนั้นบ่อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งผลาญแรงอันน้อยนิดของตัวเองไปโดยไม่จำเป็น กรณีนี้ลองฝากชีวิตเอาไว้กับคนหน้า เร่งความเร็วแค่พอจะไปอยู๋ในเงาของคนหน้าเราที่ดูโหงวเฮ้งเหมาะสมและท่าทีมีแรงพอจะกลับไปหากลุ่มได้อย่างแน่นอน จากนั้นจงตื่นตัวดูทุกอย่างเบื้องหน้าพร้อมจะแก้ไขเหตุการณ์ต่อไปได้หากอะไรๆเปลี่ยนแปลง ลองจินตนาการว่าในระยะห่างที่เกิดขึ้นด้านหลังไม่ได้มีเพียง 2 ชีวิตแต่มีร่วมกันหลายๆสิบชีวิต ก็จตะกลายเป็นพันธมิตรย่อยที่เกิดขึ้นได้ทันทีหากรอยแยกนั้นไม่มีท่าทีจะหดสั้นลง โดยเฉพาะในสถานการณ์แข่งขัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ด้านหน้ารับรู้ว่าเกิดรอยแยกเช่นนี้ แน่นอนว่าจะช่วยกันเร่งลงดาบสองและสามเพื่อปลิดชีพให้ขาดสิ้นลงให้ได้ จากนี้ไปก็อยู่ที่"บุญกรรม"ที่ทำร่วมกันมา แต่โดยมาก หากใจเย็นและร่วมมือกัน คนด้านหลังออกแรงกันคนละนิดละหน่อย ก็จะย่นระยะห่างนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอ่านสถานการณ์เส้นทางข้างหน้าได้อย่างเท่าทัน

ทุกกระบวนท่ารวมเป็นหนึ่ง
ขั้นสูงสุดของหนังกำลังภายในก็มักจะเป็นเคล็ดวิชาลับที่จับเอาทุกกระบวนท่าของสำนักมาเรียงร้อยเข้ากันเป็นท่าสุดยอด สำหรับวิทยายุทธการหมกขั้นสูงเองก็เช่นกัน เพราะกระบวนท่าสำคัญของการหมกอย่างชาญฉลาด ก็คือการรวมทุกๆเทคนิคและทักษะเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตำแหน่งที่อยู่ที่เหมาะสม เหมาะกับเส้นทาง เหมาะกับรูปการณ์ เลือกตอบสนองกับช่องว่างเบื้องหน้าอย่างสุขุมหรือรับมือได้แบบสายฟ้าแลบ ในการปั่นจักรยาน คนที่แข็งแรง ออกแรงได้มากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ไปได้จนตลอดรอดฝั่งหรือไปสู่เส้นชัยได้ก่อน แต่คนที่ใช้แรงได้ฉลาดที่สุด คือคนที่สามารถยิ้มได้และได้ยิ้ม
สรุปปิดท้าย
อย่างที่ออกตัวแต่แรก ผมไม่ได้นำเสนอบทความนี้เพราะต้องการให้ทุกท่านเป็นชาวเกาะที่เห็นแก่ตัวครับ แต่มันเกิดจากสิ่งที่ผมพบเห็นจากการไปแข่งและไปร่วมทริปต่างๆมา ไม่มากก็น้อย และทุกครั้งที่มีโอกาสมักจะสังเกตุอาการของเพื่อนนักปั่นรอบๆตัว โดยเฉพาะทริปที่ได้ห้อยท้ายกลุ่ม ผมพบว่าหลายๆท่านดูท่าทางแข็งแรงและมีความฟิตยิ่งกว่าผมเสียอีกแต่กลับไปไม่ถึงปลายทางด้วยกันได้ สิ่งที่สำคัญจึงมาอยู่ที่เทคนิคและทักษะสำคัญเหล่านี้ที่นำมาเหลาสู่กันฟังนั่นเอง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะช่วยให้ท่าน"เซฟแรง" และมีแรงพอที่จะวนขึ้นไปช่วยเพื่อนด้านหน้าได้ หรือสร้างสรรค์การแข่งขันที่เร้าใจสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการรุกเร้าเผ็ด้อนจากนักปั่นที่แรงสะสมมาดี หรือเกมส์รับที่เหนียบวแน่นร่วมมือกันไล่เหนี่ยวกลับมาของบรรดาผ้าป่าสามัคคีเวอร์ชั่นนักรบจิตอาสา ที่สำคัญที่สุด มันน่าจะช่วยให้เราๆนักปั่นสามารถสนุกไปบนเส้นทางได้อย่างครื้นเครง ร่วมกับเพื่อนได้นานขึ้น ไกลขึ้น (ไม่ถูกทิ้งเอาไว้กลางทาง) เพราะผมเชื่อว่ายิ่งเราไปได้ไกลขึ้น จักรยานก็ยิ่งสนุกขึ้นไม่มีวันเบื่อนั่นเอง
เนื้อหาเชื่อมโยงที่น่าจะเป็นประโยชน์
PACE LINE ขี่กลุ่มอย่างไรให้ปลอดภัย
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1371204
5 เคล็ดลับเอาตัวรอด
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1456059[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 853736.jpg[/homeimg]



