เอาเป็นว่ามาแลกเปลี่ยนกันก็แล้วกันนะครับ
ผมไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือ มั่นใจกับ TE นัก เนื่องจากอะไรก็ตาม"หมกเม็ด"รายละเอียดวิธีการคิด บอกให้รู้แค่หลักการคร่าวๆว่าใช้อะไรเป็น parameterหลัก แต่ไม่บอกว่าให้น้ำหนัก parameter ไหนมากที่สุด หรือ อันใดมีผลน้อย มีผลมากเป็นต้น รวมไปถึงในแต่ละประเภทกีฬาแปลผลแตกต่างกันอย่างไร ( ตอบด้วยความเห็นส่วนตัวเลยว่า ถ้ามันเหมาะสมกับกีฬาจักรยาน มันคงจะมีอยู่ใน EDGE 1000 ไปแล้ว )
Recovery Advisory เป็นแค่คำแนะนำ เช่น บอกว่า 8 ชั่วโมง มันก็จะนับถอยหลังตั้งแต่หลังเราสิ้นสุด workout อันนั้น ถ้าหากเราสิ้นสุด workout นั้นตอน 18.00 น. ยังไงๆเสีย พรุ่งนี้เช้ามันต้องเหลือค่าเป็น 0 อย่างแน่นอนครับ
และที่ฮามากสำหรับผม เมื่อวานนี้ ผมไปเล่นเวทเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสว.ของผม จะได้พอมีแรงปั่นตามหนุ่มๆสาวๆเขาได้ พักกล้ามเนื้อแล้วก็ตอบความเห็นสุดท้าย แล้วก็ขึ้นเทรนเนอร์เพื่อปั่นจักรยานในช่วง recovery ซึ่งถือว่าผมปั่นเบามาก คือ 48-50%FTP , HR ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 50%HRR แล้วเปิด Garmin Finix3 กับ EDGE 1000 คู่กัน ( เซท parameter เท่าๆกัน เช่น อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง PowerZone HRzone ) ทั้งนี้ก็อยากจะดูว่า Finix3 วัดค่า TE ออกมาเท่าไหร่
ปั่นแค่ 20 นาที Finix3 วัด TE = 2.0 , TSSของทั้ง2 เครื่องตรงกันคือ 7.8 ( ปั่นเบามาก เพื่อคลายกล้ามเนื้อหลังจากเล่นเวทมาเท่านั้น ) แต่สิ่งที่ค้านความรู้สึกมากคือ Recovery Advisor ของ Finix3 ให้เวลาพักนานมาก นานกว่า EDGE1000 มากมาย
ทำให้ผมกลับมาคิดว่า
Recovery Advisory ของ Finix3 มีตรรกะในการคิดในลักษณะของ Running ( แต่ก็ยังสามารถใช้แจมกับจักรยานได้ เพราะ สามารถพ่วง sensor ต่างๆของจักรยานได้ทั้งหมด )
ในขณะที่ EDGE1000 ใช้ตรรกะแบบ Cycling ดังนั้นสำหรับคนที่ปั่นจักรยานเป็นหลัก วิ่งเป็นงานเสริมแบบผม ดูเพียงเท่านี้ ผมก็เชื่อว่า
ตรรกะในการคำนวณหา Recovery Advisory ของทั้ง 2 device นี้ไม่เหมือนกัน ( บน Fenix3 ผมเซท APP เป็น cycling อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะเซทผิด เพราะผมเซทมันให้เหมาะกับประเภทกีฬาแต่ละอย่าง ตามประสาคนบ้าอุปกรณ์ที่พอได้มาแล้วก็ต้องศึกษาเสียก่อน )
แน่นอนครับ ถ้าวิ่งผมคงจะประเมินผลเอาจาก Fenix3 เพราะเท่าที่ผ่านมา สิ่งที่มันแนะนำมันสอดคล้องกันกับการวิ่ง และถ้าปั่นจักรยาน ผมก็จะประเมินผลจาก EDGE1000 อย่างแน่นอน เพราะมันสอดคล้องกับจักรยาน
ความเห็นส่วนตัว
พยายามหาจนหมดทุกที่แล้ว EDGE1000 ไม่สามารถแสดงผลค่า TE ได้ ยิ่งทำให้เชื่อว่า TEนั้นเหมาะสมกับกีฬาบางประเภทเท่านั้น แต่ไม่แม่นยำพอสำหรับจักรยานที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย สำหรับจักรยานแล้ว เป็นที่ยอมรับกันในสากลแล้วว่า การใช้ power parameter จะมีความแม่นยำสูงกว่า HR parameter เพราะ power เป็นตัววัด output ของร่างกายอย่างแท้จริง ในขณะที่ปัจจัยภายนอกและปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อ HR มีอยู่มากมายเกินกว่าจะควบคุมได้ง่ายๆ
--------------------------------------------------------------------------------------------
คำถามที่ว่า เราจะรู้ได้ไงว่าโปรแกรมการฝึกอันไหนดีจริงอย่างไร เราก็ต้องมี KPI หรือ Key performance index เป็นตัวชี้วัดครับ KPIมีอยู่หลายตัวมาก เช่น
1.
Resting HR ปกติแล้ว หลังจากที่เราฝึกมาได้ระยะหนึ่ง Heart performanceจะต้องดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ Resting HR มีค่าลดต่ำลง แต่การวัด Resting HR ก็มีปัจจัยภายนอกมารบกวนมากพอสมควร การวัดจึงต้องเปรียบเทียบในสภาวะแวดล้อมที่เหมือนกัน เช่น วัดในขณะที่พึ่งตื่นนอนขึ้นมาใหม่ๆ หรือ เดินไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำให้หายกระหาย แล้วลงไปนอนนิ่งๆอยู่สัก 10 นาที เป็นต้น
2.
ความสัมพันธ์ระหว่างค่า วัตต์กับHR
บ้านๆก็ดูกันเลยว่า ปั่นเส้นทางนี้ เวลานี้ อากาศร้อนเย็นประมาณนี้ HRเท่านี้ ปั่นได้กี่วัตต์ หรือ avg HR เท่านี้ NPได้กี่วัตต์ ซึ่งอันนี้ก็ยังหยาบไป มันอาจจะเหมาะสำหรับประเมินความก้าวหน้าในช่วงต้นฤดูกาลฝึก กับ สิ้นสุดฤดูกาลฝึกว่า มีความก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหนได้ แต่ในช่วงระหว่างฤดูการฝึกนั้น อาจจะยังไม่ดีพอ จึงทำให้มีคนคิดวิธีการคำนวณที่เรียกว่า “Aerobic Decoupling And Efficiency Factor” อ่านรายละเอียดใน
http://help.trainingpeaks.com/hc/en-us/ ... ncy-Factor
http://home.trainingpeaks.com/blog/arti ... decoupling
http://home.trainingpeaks.com/blog/arti ... decoupling
และถ้ารักความก้าวหน้าจริงๆ แนะนำให้ลงทุนกับโปรแกรม WKO+ version 4 มันปรับปรุงอะไรขึ้นมาอีกพอสมควร เหมาะสำหรับผู้ที่รักความก้าวหน้าในเรื่องการฝึกฝนจริงๆครับ
3.
Power parameter
ตัวที่เรารู้ๆกันก็คือ CP 5sec , CP 1min , CP 5min , FTP แต่ละค่านั้นก็มีวิธีการวัดของมันอยู่ มันจะวัดความก้าวหน้าในแต่ละด้าน ขึ้นกับว่าโปรแกรมฝึกซ้อมแต่ละอย่างนั้น จะเน้นหนักไปทางไหน
4.
VO2max
ขอเตือนไว้ก่อนว่า ค่า VO2max ที่แสดงใน Garmin Fenix3 ก็ดี หรือ แม้แต่ใน Garmin EDGE 520 หรือ 1000 ก็ตามที มันเป็นการคำนวณ อาศัยparameterสำคัญๆหลายอย่าง ถ้าต้องการค่าที่เชื่อถือได้ เราก็จะต้องเล่นกันหนักจนถึงระดับ Maximum work หรือใกล้เคียง พูดง่ายๆว่า เล่นกันถึง Maximum HR นั่นแหละครับ มันถึงจะให้ค่าที่แม่นยำ
เคยมีเรื่องขำๆในกลุ่มเพื่อนที่เป็นนักวิ่ง บ่นว่ายิ่งวิ่ง aerobic pace VO2maxยิ่งลดลง หลายๆคนก็ออกมาพยักหน้าเห็นด้วยหมด ก็เลยต้องช่วยคลายข้องใจ เพราะถ้าวิ่ง aerobic pace อัตราชีพจรมันก็จะไม่ได้สูงมาก ยิ่งวิ่งHRยิ่งน้อยลง มันก็คำนวณผิดหมด เพราะไม่ได้ใช้งานมันภายใต้conditionที่มันถูกออกแบบมา
VO2max พัฒนาได้เรื่อยๆจนถึงจุดหนึ่งที่ทำยังไงก็ไม่ได้อีกแล้ว เช่น แก่ตัวลงแบบผม , ฝึกจนถึงpeakแล้ว
ถ้าอยากเพิ่มอีก ก็ต้องdopeสิครับ ไม่เชื่อไปถามน้า Lance ศิษย์EPOดูได้เลย ค่า VO2max ของแก สูงติดยอดหิ้งไปเลยแหละ
5.
สถิติบ้านๆ อย่าง segment ในstrava มันก็ช่วยเราได้เยอะนะ โดยเฉพาะ segment ขึ้นเขา แต่segmentที่ขอพ่วงเกาะท้ายให้เขาบังลมให้นี่ อย่าเอามาใช้อ้างอิงนะ อายฟ้าอายดินกันบ้าง
6 ฯลฯ นึกไม่ออก กำลังพิมพ์อยู่ ระหว่างเปลี่ยนภาษาด้วย cmd+space bar นิ้วก็ดันไปโดน ปุ่ม w กลายเป็น cmd w ปิดหน้าไปซะ สม.......
ตันไหม? ไปได้อีกไหม?
สถิติบอกได้ ค่าต่างๆที่เขียนไว้ข้างต้น ช่วยบอกเราได้ ถ้ามันไม่พัฒนาขึ้นอีกแล้ว แปลว่า ตัน? ผมไม่เคยเชื่อว่าร่างกายจะตัน แต่เชื่อว่า เรายังหาทางออกไม่เจอ อย่างผมเอง อายุทะลุเลข 5 ไปหลายปี แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การกีฬาก็ยังบอกว่า aerobic capacityยังพัฒนาได้ แน่นอนครับ ผมก็ยังมุ่งฝึกทางสายนี้ต่อไปเรื่อยๆ สลับกับการฝึกเพื่อเพิ่มกำลังให้กับกล้ามเนื้อ ด้วยการเล่นเวท ซึ่งผลรวมบอกว่า เรายังพัฒนาได้อยู่
ส่วนจะไปแข่งเมื่อไหร่นั้น ก็ตอบว่า เมื่อใจพร้อมครับ กายพร้อมเสมอแหละ ใจพร้อมหรือเปล่า?
โปรแกรมไหนเหมาะ โปรแกรมไหนฝึกไม่ไป?
จริงๆจะบอกว่า ทุกๆโปรแกรมการฝึกทำให้เราพัฒนาได้ทั้งสิ้นแหละครับ ฝึกอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ร่างกายพัฒนาได้เรื่อยๆ ภายใต้ข้อแม้ว่าร่างกายต้องการการพักที่เพียงพอ เพราะการฝึกคือการสร้างความเครียดให้ร่างกาย แต่การพักผ่อนคือการสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายให้เอาชนะความเครียดที่ร่างกายได้รับ
คิดโปรแกรมฝึกเอง ? ซื้อโปรแกรมฝึก? เสียเงินให้โคชอาชีฟเขียนโปรแกรมให้ฝึก?
ถ้าไม่มีเวลาฝึก อะไรๆที่กล่าวมาก็ไม่ช่วยครับ
แต่ถ้ามีเวลาฝึก อะไรๆที่กล่าวมา ช่วยได้ทั้งสิ้น เพียงแต่พัฒนาไปได้เร็วกว่ากันแค่ไหนเท่านั้นเอง หรือ ไปแล้วยั่งยืนอยู่ยั้งได้นานแค่ไหน
มีเวลาฝึกสัปดาห์ละกี่ชม.หละครับ คนที่เขาก้าวหน้าพรวดๆพราดๆ เขามีเฉลี่ยๆกันมากกว่า สัปดาห์ละ 10 ชม.
ทุกวันนี้ผมมีแค่ สัปดาห์ละไม่เกิน 7 ชม. ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเคยทำไว้ได้เฉลี่ยสูงสุดอยู่แถวๆ9ชม.ต่อสัปดาห์เท่านั้น แค่นั้นผมก็ปั่นขึ้นอินทนนท์ไปได้ไกลกว่าปีก่อน ทำเวลารวมได้ดีกว่าปีก่อนเป็นชม. ขนาดเป็นตะคริวลงจูงในช่วงสั้นๆ
หลังจากกลับจากดอยอินทนนท์ก็มีบาดเจ็บที่นิ้ว พักซ้อมไปพักหนึ่ง รู้เลยว่า performanceถดถอยลง ง่อยไปกว่าเดิมจนรู้สึกได้ จนต้องกลับไปเพิ่มเวลาฝึก zone 2 และ เวทเทรนนิ่งกันใหม่ พยายามซ้อมให้มากขึ้น โดยเฉพาะ aerobic
ถ้าไม่มีเวลา ก็ต้อง short course โดยไปเล่น interval พัฒนา Sweet spot และ VO2max
ถ้ามีเวลาก็ต้องเสริม Base training เพราะมันทำให้พื้นฐานในการฝึกหนักๆต่อไป
***********************************************************************
คุยกันสนุกๆนะครับ อย่าถือเป็นสาระมากมายนัก
วิชาการรู้มากไป บางทีก็เปลืองเวลา เครื่องมือง่ายๆใช้ได้ง่ายกว่า แปลผลได้ง่ายๆ บอกการสะสมความก้าวหน้าได้

- Screen Shot 2016-05-19 at 09.59.49.png (40.1 KiB) เข้าดูแล้ว 8934 ครั้ง
ส่วนหนึ่งจาก Strava Premium เฉพาะค่า Fitness หรือ CTL ที่สะสมมา แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการ และการเสื่อมถอยที่สอดคล้องกับ volume และ quality ของการฝึก สังเกตดีๆ peakมันจะไต่ขึ้นไปสูงสุดในช่วงกลางๆค่อนไปปลายเดือนกพ. ซึ่งเป็นช่วงที่ผมไปปั่นขึ้นอินทนนท์พอดี พัฒนาการที่เห็นสอดคล้องกันกับกราฟ
แค่นี้สำหรับผม ผมก็ว่าเพียงพอแล้ว ในการบอกความก้าวหน้าในการฝึก ไม่ดิ้นรนคิดมากอะไรมากมายแล้วครับ
