อย่ามองว่า ผมมาเชียร์ขายของ
อย่ามองว่า มี conflict of interest
ผมมองว่า จักรยานมันมีหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายอารมณ์ หลากหลายรูปลักษณะ ทำไมหละถ้ามีคนใจดีมาให้ยืมไปปั่นแล้วเราจะไม่อยากจะทดลองหรอกหรือ
บอกตรงๆว่า KEMOเป็นยี่ห้อจักรยานที่ผมไม่คุ้นตา ไม่คุ้นเคย และไม่คุ้นหู เพื่อนฝูงไม่เคยใช้ ถ้าจะผ่านตาบ้างก็คงจากในกระทู้ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 35679&f=60 ที่คุณ giro เล่าเรื่องราวให้ฟังมา แต่มันก็มีเรื่องท่ีน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะในความไม่คุ้นชื่อของมันนั้น หากเราไปพูดถึง Felt ที่ใช้เส้นใยคาร์บอนของ TeXtreme ผมว่าตรงนี้หลายคนที่ชอบติดตามเทคโนโลยี่คงจะคุ้นเคยเจ้า TeXtreme กันหละ
KEMO KE-R8 5KS พูดง่ายๆมันคือรถของอิตาลี่ ที่ขึ้นรูปในไต้หวัน แล้วเอากลับมา QC และ Furnishing ที่อิตาลี่
เราก็คงต้องยอมรับกันว่ามันเป็นวิถีชีวิตของการผลิตจักรยานในทุกวันนี้ไปเสียแล้ว Brandคุณจะหรูยังไง แต่ถ้าต้องการฝีมือและเทคโนโลยี่ดีๆในการผลิต QCแจ่มๆ คุณก็ต้องไปจ้างโรงงานชั้นนำในไต้หวันทำให้ แต่สิ่งที่แรงงานไต้หวันทำให้ไม่ได้ ก็คงจะหนีไม่พ้นงาน furnishing ซึ่งต้องยอมรับกันว่า พี่เลี่ยนนั้นเก่งกาจสามารถในเรื่อง art ในระดับชั้นนำทีเดียว
5KS หรือ Five Key Steps ซึ่งเป็นจุดขายของเขา ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญๆ 5 อย่าง และอย่างสุดท้ายคือการนำ TeXtreme Technology ซึ่งเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ชนิดพิเศษเอามาใช้กับจักรยานคันนี้ ( หากสนใจในรายละเอียดอ่านได้ที่ http://www.kemobikes.com/en/bikes/road/ke_r8-5ks-3300 )
ก่อนอื่นผมต้องบอกเลยว่า KE-R8 ตัวนี้มีขนาดเล็กกว่ารถที่ผมขี่ไป 1size ซึ่งจริงๆแล้ว ผมเป็นพวกที่ชอบขี่รถที่เล็กกว่าขนาดที่ผู้ผลิตแนะนำอยู่ 1size อยู่แล้ว แต่เจ้านี่มันเท่ากับเล็กกว่าที่ผู้ผลิตแนะนำถึง 2 size ทีเดียว ดูๆไปคล้ายๆกับผู้ใหญ่ขี่รถเด็กกระมัง
เอาเข้าจริงๆ ผมก็จับมันมายืดหลักอานให้สูงขึ้น จนได้ระยะเบาะใกล้เคียงกับเจ้า SuperSix Evo HiMod ที่ผมปั่นอยู่ประจำๆ เช็คระยะ CockPit แล้วมันก็ยังสั้นกว่าอยู่นิดหนึ่ง แต่ระยะบันไดได้เป๊ะ ลองขยับโน่นนี่นิดหนึ่งบนเทรนเนอร์ ลองปั่นบนเทรนเนอร์ อืมมม มันไม่ได้ขัดขืน หรือ อึดอัดแบบที่กลัวเลย
สว.ตัวไม่แข็งแบบผมก็เลยไม่มีปัญหากับรถในลักษณะนี้ ขอเลียนแบบโปรที่ตัวโตแต่ขี่รถเด็กกันบ้างดีกว่า

ล้อติดรถหนะ ผมถอดออกเก็บ แล้วเอา Fulcrum Racing Zero Nite ใส่เข้าไปแทน เพราะผมจะเอามันไปไต่เขาใหญ่ รถหน้าตาแบบนี้ผมอยากจะเอาไปเล่นบนเขามากกว่า เพราะเขาใหญ่เป็นเส้นทางที่ได้ทุกรสชาติ ไต่เนิน ไต่ยาว ไต่ชัน ไหลลงด้วยความเร็ว เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง บอกอะไรได้เยอะทีเดียว
หลังจากใส่เจ้า Fulcrum ลงไป ยกรถขึ้นไปเกี่ยวตาชั่ง นน.ก็มาป้วนเปี้ยนๆแถวๆ 6.8-6.9 kg ซึ่งเป็นนน.รถที่ผมคุ้นเคย จะได้ไม่มีข้ออ้างว่ารถเบาหรือหนักกว่าที่เคยใช้

เขาใหญ่วันนั้นร้อนเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผมอาจจะไม่ได้สดเท่ากับช่วงก่อนไปอินทนนท์เพราะอุบัติเหตุที่ทำให้นิ้วเดี้ยงทำให้งดการปั่นจักรยานไปช่วงสั้นๆ บวกกับอากาศที่ร้อนจัดทำให้ไม่สามารถฟิตซ้อมได้เท่ากับช่วงต้นปี แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าจะสร้างปัญหาอะไรให้มากนัก
การตอบสนองต่อแรงที่กระแทกเข้าไปที่บันได
ถ้าคุณเคยปั่น S-Works พวก SL3 คุณจะบอกว่า”มันใช่เลย” เพราะเจ้า KE-R8 5KS เป็นอะไรที่มาในแนวนั้นทุกอย่าง ทันทีที่คุณระเบิดพลังใส่เข้าไปกับมัน มันก็จะรับพลังนั้นแล้วระเบิดต่อไปลงพื้นในทันที ไม่มีอิดออด ไม่สามารถสัมผัสถึงอาการโยกย้วยของเฟรม ไม่ว่าจะยืนย่ำ ยืนโยก ยืนบิดเฟรมแบบจงใจจับผิดแค่ไหนก็ตาม ( แรงระดับสว.ก็คงจะไม่มากพอที่จะจับอาการย้วยของมันได้ก็จริง แต่รถที่ย้วยนี่ แรงน้อยกว่าตอนนี้ผมยังเคยโยกมันบิดมาแล้ว ) ความจริงก็มาปรากฏหลังจากกลับมาดูใน Strava Segment ในช่วง Peak Climb หลายๆช่วงที่ต้องระเบิดพลังออกมา มันทำเวลาได้ดีกว่าทุกๆครั้ง แต่ถึงแม้ว่าเวลารวมอาจจะช้ากว่าคราวต้นปีที่ผมเคยเอา SuperSix Evo HiMod ไปปั่นก็ตามที แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ระเบิดพลังออกมาในช่วงสั้นๆ มันจะตอบสนองและทำเวลาได้ดีกว่าทุกๆครั้ง
แอ่งกระทะ เป็นที่ที่หลายคนอยากจะได้มีโอกาสลงไปดิ่งแอ่ง เพื่อสัมผัสกับความเร็วสูงสุดที่ไม่ต้องกลัวว่าจะแหกโค้ง เพราะมันดิ่งตรงและมีทางขึ้นสูงชันคอยเบรคคุณไว้ คนตัวเบาๆอย่างผม ไม่สามารถสัมผัส Top Speed ที่มากกว่า 70กม/ชม ได้ง่ายๆนัก ลำพังแค่ปล่อยไหลอย่างเดียวมันไปไม่เท่าไหร่เลย ดังนั้นต้องระเบิดพลังอัดลงไปตลอดทางเท่านั้น
Max Speed ที่ 75 กม/ชม เป็นอะไรที่ผมตะลึงพอสมควร มันทำเวลาได้ดีกว่าเมื่อต้นปีที่ทำได้ 72 กม/ชม. สังเกตได้เลยว่ารถมันรับแรงที่ส่งต่อไปได้ตลอดเวลา รับไปโดยไม่อิดออด แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ความเร็วแค่นี้มันไม่พอส่งขึ้นให้พ้นขอบแอ่งกระทะได้อยู่ดี ต้องพึ่งขาย่ำส่งขึ้นไป

พุ่งแต่นุ่ม
นี่คืออาการที่ผมประทับใจที่สุด เพราะคำว่า”นุ่ม”สำหรับผมนั้น ไม่ใช่”มโน” แต่เป็นการเปรียบเทียบกับ SuperSix Evo Himod ที่บางคนชอบ”มโน”กันไปต่างๆนานา
คำว่าพุ่งนั้นคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันอีกแล้ว แต่คำว่านุ่มนั้น ผมบอกได้ชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงที่ปล่อยรถไหลลงมาจากที่ทำการ ถ้าใครไปเขาใหญ่จะรู้ว่าเขาจะมีเส้นสีขาวๆนูนๆ ที่ทาพาดเป็นแนวไว้เตือนให้รถยนต์ลดความเร็วอยู่เป็นระยะๆ โดยปกติแล้วสำหรับล้อชุดนี้บน SuperSix Evo Himod มันจะสัมผัสแรงสะท้อนสะเทือนได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นระดับที่ทำให้ผมเห็น”ต่าง”ไปจากที่หลายคนมโนกันไว้ แต่สำหรับเจ้า KE-R5 5KS นี้ มันให้ความรู้สึกที่ต่างกัน มันส่งความรู้สึกมาว่า เจ้าเส้นขาวๆนูนๆนี้มันเตี้ยมาก เวลารูดไป เหมือนกับวิ่งผ่านผิวถนนที่นูนขึ้นมาเพียงนิดเดียว แรงที่ส่งผ่านตะเกียบหน้า ผ่านแขนขึ้นมาที่ลำตัวมันน้อยมาก แรงที่ส่งผ่านหลักอานขึ้นมาที่ก้นก็น้อยด้วยเช่นกัน
วันนั้นผมขี่สบายตัวมากจริงๆ ตะเกียบโซ่แบนๆให้ตัวได้คงจะไม่มีความจำเป็นสำหรับรถคันนี้ เพราะเทคโนโลยี่ในการผลิตของมันทำให้ได้เราน้ำหนักเบา พุ่ง แต่ไร้ความกระด้าง

พุ่งแต่ไม่ค่อยอยากจะไหล
ผมว่าอาการนี้มันดูจะกลายเป็นเรื่องปกติของรถแนวแข่งขัน รถแนวสายโหด โดยเฉพาะรถค่ายอิตาเลี่ยนสายโหดในอดีตที่ผมเคยปั่นมา แม้กระทั่ง Specialized SL3ก็มีนิสัยแบบนั้น คือ ขอให้คุณมีแรง มันจะรับแรงนั้นส่งผ่านล้อไปได้ทั้งหมด กดเป็นพุ่ง ย่ำเป็นพุ่ง ปั่นเป็นพุ่ง แต่หยุดเมื่อไหร่ก็..... รู้กันนะ แน่นอนครับ ถ้าเปลี่ยนล้อใหม่ จากขอบเตี้ยเป็นขอบสูงซะ แล้วอาศัยล้อเป็นตัวช่วยส่งโมเมนตัม และใช้รถเป็นตัวรับสนองแรง ผมว่า Solution นี้น่าจะตอบโจทย์ได้
ครับ บอกเลยนะ ว่ามันเหมาะสำหรับ”นักแข่ง”มาก เพราะนอกจากมันจะพุ่งแล้ว มันยังปั่นได้สบายตัว ซัดหนักกัน 100กม. เหนื่อยแค่หัวใจ เข้าเส้นลงจากรถมาก็ยังเดินชิลๆ หยิบน้ำมากิน แขนก็ยังไม่สั่น ใครที่คุ้นเคยกับรถกระด้างๆ จะเข้าใจที่ผมบอกมาได้เป็นอย่างดี
เข้าโค้งเป็นไง
ครับเขาใหญ่ครบสูตรตรงนี้แหละ High Speed turn
ปัญหาของรถคันนี้มีเรื่องเดียว คือ มันเล็ก พอมันเล็ก สิ่งที่ตามมาคือ มุมท่อคอที่ลาดมาก เพราะมันเป็นรถ size XXS ที่มุมท่อคอเอียงถึง 69องศา แต่ระยะ fork rake มาตรฐานคือ 48mm นั่นคือรถคันนี้จะมีระยะ Trail ที่ยาวกว่ารถทุกคันที่ผมเคยปั่นมา แปลว่า มันจะเป็นรถที่นิ่งในทางตรง แต่จะหนักเวลาเลี้ยว จะเลี้ยวในโค้งได้ช้า คือ ทำใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องเจออาการนี้ แต่มันก็ยังน้อยกว่าที่คิด
ครับ รถเข้าโค้งได้ไม่เฉียบเท่ากับ SuperSix Evo HiMod ที่ผมใช้งานประจำ แต่มันก็ยังเข้าได้คมเท่าที่ฝีมือของผมจะอำนวย มีรถที่ไหลตามกันมาหลายคัน ดูเหมือนว่าช่วงขึ้นเนินหนุ่มๆเหล่านั้นจะแรงมากพอที่จะทิ้งผมได้บนเนิน แต่พอไหลลง ผมก็กลับสามารถยืดระยะในทางโค้งในช่วงลงทดแทนกันไป เสียดายถ้ามันเป็นรถ size XS ที่ผมคุ้นเคย อาการในโค้งน่าจะเฉียบคมกว่านี้อย่างแน่นอน

ความเห็นส่วนตัว
จักรยานเป็นแค่วัตถุ ความสำคัญอยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ ทักษะและแรงเป็นตัวผลักดันให้จักรยานเคลื่อนที่ไปในแนวทางที่เราต้องการ ฟิตติ้งที่เหมาะสมก็จะช่วยส่งเสริมให้มันแสดงพลานุภาพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
KEMO KE-R8 5KS ตัวนี้ อาจจะไม่ใช่รถที่มีขนาดลงตัวกับผม ไม่ได้ทำการฟิตติ้งเต็มรูปแบบ ทำเพียงแค่ปรับระยะเบาะให้พอดีกับช่วงขา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ แต่สิ่งที่ประทับใจกับมันมากๆคือ มันเป็นรถที่พุ่ง แต่นุ่ม พูดง่ายๆว่าแข่งกันได้นานๆ โดยร่างกายท่อนบนและหลังไม่มีอาการเมื่อยล้า
มันจึงเป็นรถที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบการแข่งขันโดยเฉพาะ เรี่ยวแรงดี หาล้อขอบสูงดีๆสักคู่เอามาใส่สำหรับปั่นในทางราบ หรือ ล้อขอบต่ำสำหรับปั่นขึ้นทางเขา ฟิตติ้งดีๆให้ได้ค่าที่เหมาะสม ผมว่ามันจะเหมาะสำหรับคุณ
แต่ถ้าคุณเป็นนักปั่นสายสุขภาพ ที่เน้นปั่นไปเรื่อยๆ ดูนกชมไม้ ไม่อนาทรร้อนใจกับสภาพแวดล้อม รถคันนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ให้คุณได้
แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบเทคโนโลยี่ ชอบลวดลาย เส้นสาย รูปทรง ผมว่ามันตอบโจทย์ให้คุณได้อย่างเต็มที่ คะแนนจะเต็มหรือไม่อยู่ที่รสนิยมของคุณเท่านั้น
สุดท้าย รถสวยสมกับเป็น อิตาเลี่ยนดีไซน์[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 781255.jpg[/homeimg]