อีกอัน จากเวปมีประโยชน์มากๆเวปนี้
http://www.bangkokhealth.com/index.php/ ... 33/485--11
โดยสรุปก็คือ พักให้หายดีก่อน(สำคัญมาก) แล้วก็ค่อยๆบริหารพื้นฟู เรียกความฟิตกลับคืนมา
การบาดเจ็บที่ข้อเข่าจากกีฬา (ตอนที่ 11)
การรักษาด้วยวิธีเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical Medicine and Rehabilitation)
สำหรับการบาดเจ็บที่ข้อเข่าจากกีฬาหรือจากอุบัติเหตุอื่นๆ ของผู้ป่วยทุกรายมีความจำเป็นต้องอาศัยการรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์โรคหรือการที่ทราบว่าสาเหตุของการบาดเจ็บเกิดจากส่วนใดของข้อเข่า และมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดนั่นก็คือ (Correct) Diagnosis โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ
(ออโธปิดิกส์/ORTHOPAEDICS) ที่ฝึกอบรมต่อในสาขาเวชศาสตร์การกีฬา (SPORT MEDICINE) ต่อจากนั้นก็จะมีการวางแผนการรักษา (TREATMENT PLAN)
ซึ่งแน่นอนก็คงเริ่มต้นด้วย “หยุดเล่นกีฬานั้นๆ ทันที“ และ “หยุดพักการเล่นกีฬานั้นๆ ในระหว่างที่แพทย์ให้การรักษา“ ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นหลายๆ วัน จนกระทั่งเป็นหลายๆ สัปดาห์ ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเอาเองว่า ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรายนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้างในร่างกายของเขา
EFFECTS AFTER INJURY OF THE KNEE JOINT (ผลที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังการบาดเจ็บของข้อเข่า) ซึ่งได้แก่การบวม การฟกช้ำ การอักเสบ ความเจ็บปวด รวมทั้งการเคลื่อนไหวของข้อเข่าจะลดน้อยลงไป ภายหลังการเข้าเฝือก หรือการจำกัดการเคลื่อนไหวมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง การรักษาด้วยวิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู มีดังนี้
แพทย์ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู (PHYSIATRIST หรือแพทย์ด้าน PHYSICAL MEDICINE AND REHABILITATION) จะมาช่วยประเมินความรุนแรง ภายหลังการบาดเจ็บ พร้อมกับให้ TREATMENT PLAN ร่วมด้วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบวม การฟกช้ำ การอักเสบ การเจ็บปวด ลดลงไปด้วยวิธีการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น การใช้ความเย็นประคบ การใช้เครื่อง
อุลตร้าซาวดน์ เพื่อให้เกิดความร้อนในระดับลึก เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้การบวมและการอักเสบลดลงได้เร็วขึ้น
นักกายภาพบำบัด (PHYSIOTHERAPIST) จะมีความชำนาญพิเศษในการใช้เครื่องมือเพื่อมาช่วยให้การบวม การฟกช้ำ การอักเสบ และการเจ็บปวดลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ทางกายภาพบำบัด
PHYSICAL FITNESS ที่นักกีฬาหรือบุคคลผู้ใดรับบาดเจ็บจะถดถอยลงไป เพราะต้องหยุดการฝึกซ้อมจากการบาดเจ็บของข้อเข่า ความฟิตที่เกิดขึ้นภายหลังการฝึกซ้อมมาได้เป็นระยะหนึ่งแล้ว ที่สำคัญคือความฟิตของระบบหัวใจและปอด ตลอดจนการไหลเวียนของโลหิตที่เรียกว่า AEROBIC FITNESS และความฟิตของระบบกล้ามเนื้อ ที่เรียกว่า MUSCULAR FITNESS หากผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ไม่ได้รับคำแนะนำที่ดีจนเกิดความเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเองบ้าง ภายหลังการบาดเจ็บ? และตนเองควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไร? ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเกือบทั้งร้อยเปอร์เซนต์ก็จะหยุดเล่น หยุดฝึกซ้อมไปในช่วงที่ให้การรักษาก็จะทำให้ความผิดทั้งด้านแอโรบิค และกล้ามเนื้อลดน้อยลงไป
การรักษาด้วยวิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู มีดังนี้
2.1 การรักษาเพื่อให้คงสภาพความฟิตด้านแอโรบิก ผู้ที่เป็นนักกีฬาแล้วบาดเจ็บ มีความคาดหวังว่าเมื่อการบาดเจ็บหายหรือดีขึ้น เขาจะมีความพร้อมในการกลับมาเล่นกีฬาเดิมได้ทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูสำหรับนักกีฬา จึงต้องมีเป้าหมายที่จะรักษา (MAINTAIN) ระดับความฟิตของร่างกายแบบแอโรบิกให้คงอยู่ โดยท่านผู้อ่านเดลินิวส์คงมีความเข้าใจนะครับว่าความฟิตแบบแอโรบิกนั้นนักกีฬาท่านนั้นจะต้องออกกำลังกายให้จบกระทั่งชีพจร (PULSE) หรือการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่ส่งผลให้ความฟิตแบบแอโรบิกนั่นก็คือให้ชีพจรเต้นเพิ่มขึ้นจากชีพจรปกติจนถึงระดับเท่ากับ 60-85% ของระดับการเต้นหัวใจสูงสุด ซึ่งได้จากการคำนวณโดยเอา 220 ลบด้วยอายุของผู้นั้น เช่น ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บท่านนั้น อายุ 40 ปี ระดับการเต้นของหัวใจสูงสุด (MAXIMAL HEART RATE) จะเท่ากับ 220-40 = 180 ครั้ง/นาที เวลาออกกำลังกายหลังบาดเจ็บ จะต้องทำให้ชีพจรเต้นขึ้นไปถึง 60-85% ของ 180 ซึ่งเท่ากับ 108 – 153 ครั้ง/นาที
ดังนั้น การที่นักกีฬามีเข่าบาดเจ็บ การออกกำลังกายด้วยวิธีการที่ต้องใช้เข่าจึงเป็นไปไม่ได้ วิธีที่จะทำได้อาจใช้การปั่นจักรยานด้วยมือ จนทำให้เหนื่อยออกมาก หายใจถี่เร็ว พูดลำบาก แล้วจับชีพจรให้ได้ตามที่ต้องการ และออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาทีขึ้นไป หรือให้ออกกำลังกายเท่ากับเวลาฝึกซ้อมของกีฬาประเภทนั้นๆ ในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำให้ได้อย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือให้ปฏิบัติทุกวัน และเว้น 1 วัน เหมือนเช่นการฝึกซ้อมทั่วๆ ไป หากทำได้เช่นนี้ นักกีฬาท่านนั้นก็สามารถรักษาระดับความฟิตทางด้านแอโรบิกได้อย่างแน่นอน
2.2 การรักษาเพื่อให้คงสภาพความฟิตของกล้ามเนื้อ เวลามีการบาดเจ็บของข้อเข่า การใช้งานของขาข้างนั้นจะต้องหยุด หรือลดน้อยลงไประยะหนึ่ง นานเพียงใด แล้วแต่ความรุนแรงของการบาดเจ็บ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ กล้ามเนื้อของขาข้างนั้นจะค่อยๆ เล็กลงไป เพราะใช้งานน้อยลงไปมาก ดังนั้น แพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือนักกายภาพบำบัดจะต้องเป็นผู้แนะนำการปฏิบัติตนเพื่อคงสภาพ ความฟิตของกล้ามเนื้อขา ซึ่งที่สำคัญได้แก่ กล้ามเนื้อต้นขา ทั้งด้านหน้าที่อยู่เหนือเข่าที่เรียกว่า Quadricep muscles และกล้ามเนื้อต้นขาทางด้านหลังที่เรียกว่า Hamstring muscles ตลอดจนกล้ามเนื้อขาและน่องที่ข้างหน้าที่กระดูกข้อเท้าทั้งขึ้นและลง โดยการเกร็งกล้ามเนื้อดังกล่าวเป็นพักๆ เพื่อให้มีการทำงานให้มากพอและไม่ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้ลีบเล็กลงไปจากการใช้งานน้อยกว่าปกติ วิธีการนี้เราเรียกว่า STRENTHENING EXERCISE หากท่านเป็นผู้บาดเจ็บอาจต้องขอคำอธิบายหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้รักษาในรายละเอียดต่อไป
SPORTS SKILL FITNESS ความฟิตของทักษะการเล่นกีฬาแต่ละประเภท ผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บที่ข้อเข่า ย่อมต้องหยุดการฝึกซ้อมของตนเองกับเพื่อนร่วมทีมไประยะหนึ่ง ดังนั้น การฝึกซ้อมกีฬาประเภทนั้นๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนั้นๆ จริงๆ เหมือนนักกีฬาคนอื่นๆ ย่อมลดน้อยถอยลงไป ความฟิตในด้าน skill หรือทักษะนั้น อาจต้องรอสักระยะหนึ่ง เมื่อข้อเข่านั้นๆ หายจากการบาดเจ็บแล้ว จึงจะเริ่มการฝึกซ้อมเพื่อให้มี sports skill ของกีฬาประเภทนั้นๆ ค่อยๆ กลับคืนมา เพราะกีฬาแต่ละประเภทมีการใช้ทักษะแตกต่างกันออกไป เช่น ฟุตบอลและบาสเกตบอล ทักษะในการเล่นจะแตกต่างกัน ท่าทางในการเล่น การหลบหลีก การกระโดดลอยตัวขึ้น จะแตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน การฝึกซ้อมให้ทักษะกลับคืนมา จึงต้องอาศัยเวลาภายหลังทุเลาจากการบาดเจ็บเสียก่อน จึงจะมีการฝึกซ้อมได้ ผมหวังว่าท่านทั้งหลายคงมีความเข้าใจดีขึ้น เกี่ยวกับความจำเป็นต้องใช้แพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้การหายจากการบาดเจ็บได้รวดเร็วขึ้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬาเดิม ก็สามารถกลับไปเล่นกีฬาแบบเดิมได้รวดเร็วขึ้น สวัสดีครับ
ผู้เขียน:นอ.(พิเศษ) นพ.ไพศาลจันทรพิทักษ์
Email:
paisal@bangkokhospital.com