เสือหมอบเอนดูแรนซ์ สายพันธุ์ดุ

เสือหมอบเป็นจักรยานที่นักปั่นทุกคนหลงใหลในความเร็ว ด้วยท่าขี่ที่ดุดันและการออกแบบเฟรมให้ตอบสนองกับความเร็วและแรงส่งได้ดีเยี่ยม ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่เร้าใจ พาให้หัวใจตื่นเต้นไปกับเส้นทางที่ออกปั่น ทว่า ... หลายๆคนกลับรู้สึกทรมานสังขาร ปวดร้าวและหมดสนุกเมื่อต้องปั่นบนจักรยานคันโปรดเป็นระยะเวลานานๆกว่าที่เคย ซึ่งนั่นก็คือจุดอ่อนสำคัญของเสือหมอบ ในเมื่อทุกส่วนถูกสร้างมาให้เบา แข็งแรง แข็งแกร่งส่งกำลังได้ดี ในทางกลับกัน แรงสะเทือน แรงกระแทกจากถนน ก็กลายเป็นสิ่งที่ถนนส่งมายังยางและล้อต่อมายังมือและร่างกายของผู้ขี่ และเมื่อเวลาผ่านพ้นเลยไปเป็นชั่วโมงๆ ก็กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการปั่นจักรยาน ที่บั่นทอนสังขารของเราได้ยิ่งกว่าลมแรงและเนินชันเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เกิดกลุ่มเสือหมอบที่เน้นไปที่ความสบายของการขี่มากเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองการใช้งานบนเส้นทางที่ทรหดขึ้น และเหมาะสมกับการปั่นบนระยะทางยาวๆได้ดีกว่าเสือหมอบที่เน้นความเร็วเป็นหลัก จักรยานในกลุ่มนี้ถูกขนานนามจัดกลุ่มว่า "เอ็นดูแรนซ์โร้ดไบค์" (Endurance Road Bike) สำหรับ Wilier (วิลเลียร์) ได้ส่งจักรยานในสายผลิตภัณฑ์ Grand Turismo ออกมาก่อนหน้านี้ในแนวคิดการออกแบบของเสือหมอบเอ็นดูแรนซ์ และในปี 2016 ก็ได้ต่อยอดพัฒนาออกมาเป็นรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ Wilier Triestina GTR (วิลเลียร์ เทรสติน่า จีทีอาร์) หรือเรียกกันสั้นๆว่า GTR นั่นเอง

สำหรับ GTR ถูกสร้างออกมาใน 2 รุ่นได้แก่ GTR SL หรือเฟรมตัวท็อปที่ออกแบบบนมิติเฟรมเดียวกันกับสายความเร็วอย่าง Cento1 (เซ็นโต้อูโน่) แต่ดัดแปลงให้มีท่อคอที่สูงขึ้นอีก 10 มม. และช่วงท่อนอนที่สั้นลง รวมถึงฐานล้อที่ยาวขึ้นเล็กน้อย ทำให้เหมาะสมกับการปรับรถให้มีท่าขี่ที่ผ่อนคลายกว่า ด้วยเสป็คคาร์บอนแบบ 60T และ 46T ทำให้เฟรมมีน้ำหนักเบาเพียง 990 กรัม และมีความสติฟสูง เหมาะกับการขี่ระยะทางไกลๆ ใช้ระยะเวลานานๆ และมีความเร็ว และการกระชากเร่งแบบแข่งขันดุดัน
ส่วนรถทดสอบที่ได้มาในครั้งนี้เป็นแบบ GTR TEAM หรือตัวรองที่มีรคาย่อมเยาว์กว่ามาก ด้วยมิติเดียวกัน แต่เปลี่ยนวัสดุมาเป็นคาร์บอน 46T และ 30T มีน้ำหนักเฟรมเปล่าอยู๋ที่ 1190 กรัม เพื่อให้เฟรมมีความสามารถในการซับแรงสั่นสะเทือนจากถนนที่มากขึ้น (คาร์บอน 46T สามารถซับแรงสะเทือนได้ดีกว่า 60T ,าก) น้ำหนักตัวที่มากขึ้นอีกราวๆ 2 ขีดเพิ่มมาจากการใช้ปริมาณคาร์บอนที่มากขึ้น เพื่อให้เฟรมยังคงความสติฟ(ส่งกำลังได้ดี) ใกล้เคียงกับรุ่นท็อป มีความแข็งแรงไม่ต่างกันนั่นเอง

เสป็คของรถเป็นแบบรุ่นรถสำเร็จ ที่ขายทั่วไปกับชุดขับเคลื่อน Shimano 105 ครบทั้งชุด อัตราทดจานหน้า 50/34 เฟืองหลัง 11-28 ที่ถือว่าครับองค์ประกอบในการปั่นไปได้ทั่วเมืองไทย ขึ้นเขา ลงห้วยสบาย จะช้าหรือเร็วก็อยู่ที่แรงขาของแต่ละท่านแล้วล่ะครับ ได้มาครบยกชุดแบบนี้ถือว่าคุ้มค่ากว่าเสป็คในรูปแบบที่มากับจานและโซ่แบบ non-series มาก

เฟืองเป็น 11-28 มาตรฐานครอบจักรวาล รวมร่างมากับจานคอมแพ็ค(50/34)แบบนี้ ต้องบอกเลยครับว่า GTR TEAM คันนี้สามารถไปได้ทั่วไทยแล้ว จะช้าเร็วก็อยู๋ที่แรงขาของแต่ละท่าน โดยไม่ต้องไปนั่งโมดิฟายเปลี่ยนเฟือง เปลี่ยนชุดขับกันให้วุ่นวายอีก (นอกจากจะคันน้ำหนัก) นับว่าคุ้มค่ามากๆสำหรับจัดชุดสำเร็จมาแบบนี้
ชิ้นส่วนอื่นๆเป็นอะไหล่พาร์ทของวิลเลียร์เอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นมาตรฐานทั่วไป ไม่มีอะไรให้ตั้งข้อสงสัย หรือสะกิดให้ต้องหงุดหงิดใจ เพียงพอกับโจทย์การใช้งานมาตรฐานอย่างแน่นอน ถ้าจะดูจากเสป็คและอุปกรณ์ที่ติดมา ผมก็คงเล็งไปที่เบาะ และแฮนด์ ที่จะมีแววโดนเปลี่ยนให้เหมาะกับบั้นท้าย และมือของแต่ละท่านมากกว่า แต่เรื่องนี้ก็อยู่ที่นักปั่นแต่ละคน หากถูกใจกับการใช้งานที่มากับอุปกรณ์ติดรถ ก็แทบจะไม่มีความจำเป็นต้องไปหาเปลี่ยนให้หายคันกันอีกเลย

จุดสนใจในการออกแบบเฟรมนี้คือการออกแบบหางหลังที่เชื่อมต่อกับท่อนั่ง ที่ลดลงมาพอสมควร (ในไซส์ใหญ่จะเห็นว่าต่างกันมาก) ซึ่งช่วยให้แรงสะเทือนจากล้อหลังส่งตรงมายังหลักอานและเบาะน้อยลงกว่า ทำให้ผู้ขี่รับแรงสะเทือนน้อยกว่า ทั้งยังช่วยให้สามเหลี่ยมหลังมีความสติฟ ส่งกำลังในการยืนโยกรถได้ดียิ่งขึ้น ดังจะเห็นในกลุ่มรถแข่งพันธุ์ดุด้วย และแน่นอนว่า GTR TEAM ก็ได้รับดีเอ็นเอเดียวกันกับ GTR SL ตัวพี่ใหญ่ที่มุ่งไปที่ความสามารถในการแข่งขันเอง ก็ได้ถอดเอาการออกแบบนี้มาใส่ด้วย นอกจากนั้นก็เป็นมิติองศาเฟรมที่น่าสนใจ ตามไสตล์รถอิตาลีอนุรักษ์นิยมที่ออกแบบเฟรมหนึ่งๆให้มีความ"ครบเครื่อง" มากกว่าเทไปทางใดด้านหนึ่งมากๆแบบแนวการออกแบบของฝ่ายอเมริกัน ดังนั้นแม้ว่าเฟรมจะถูกออกแบบมาบนองศาท่าขี่ที่สบาย แต่ระยะต่างๆเช่นตะเกียบโซ่ และองศาท่อนั่งก็ยังคงเอาไว้ถึงการส่งกำลังและตอบสนองการปั่นแบบแข่งขันได้ สีสันมีให้เลือกกัน 3 สี และมีมิติรถให้เลือกได้ 2 แบบคือแบบ Racing Geometry (เรียกกันง่ายๆว่าแบบธรรมดา) และแบบ Endurance Geometry ที่เน้นความสบายเพิ่มเข้าไปอีกด้วยการเพิ่มระยะของตะเกียบหน้าให้มากขึ้น ส่งผลให้ท่าขี่ยิ่งสบายมากขึ้น และปรับระยะเยื้องตะเกียบมากขึ้นทำให้หน้ารถนิ่งกว่าเดิม แต่มิติแบบสบายพิเศษนี้มีเพียงในรุ่นสีดำเท่านั้น ตัวที่เราได้รับมีทดสอบเป็นแบบองศาธรรมดา หลังจากนี้ ... เมื่อมองดูคร่าวๆกันมาแล้วว่า GTR มีที่มาที่ไปอย่างไร ก็คงเป็นเวลาของการนำไปทดสอบวิ่งบนถนนจริงๆกัน แล้วมาคอยติดตามชมนะครับว่า จะได้บุคลิกภาพแบบไหน สำหรับท่านที่คาใจกับคำว่า"เอ็นดูแรนซ์ไ หรือเทียบกับรถซิ่งๆที่เคยผ่านมา จะถือว่ามีเสน่ห์จุดเด่นน่าจับจองเพียงใด ต้องพบกันใหม่โอกาสหน้าครับ[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 724849.jpg[/homeimg]