......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ
รูปภาพ

อกฺโกเธน ชิเน โกธํ
อสาธุํ สาธุนา ชิเน
ชิเน กทริยํ ทาเนน
สจฺเจนาลิกวาทินํ ฯ ๒๒๓ ฯ

พึงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พึงเอาชนะความร้าย ด้วยความดี
พึงเอาชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้
พึงเอาชนะคนพูดพล่อย ด้วยคำสัตย์


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: นักปั่นทั้งหลายพึงตระหนักในเรื่องของความโกรธไว้ให้จงดี เพราะอารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ที่มีอยู่ในตัวนักปั่นทุก ๆ คน ที่เราได้ยินเขาพูด ๆ กันเสมอ ๆ ว่า "นักปั่นส่วนใหญ่เป็น ปัจเจก ๆ " คือการปั่นไปคนเดียวจะได้ไม่ต้องไปโกรธใครทะเลาะกับใคร นอกจากทะเลาะกับตัวเอง ยิ่งพวก Touring ยิ่งแล้วใหญ่ขอให้สังเกตุพวกเดินทางไกล(ทัวร์ริ่ง)ไม่มีนะครับไปกันครั้งละ ๕-๖ คน ถ้าไม่รักกันจริงข้อนี้ ผมยืนยันครับ

วันนั้นลุงป๊อกแกชวนคุณนายว่า ปั่นให้ถึงบ้านกันเลย คุณนายก็ไม่ตอบเพียงแต่แสดงท่าทีว่า "โอเค" ลุงแกก็อัดขนมนมเนยพร้อมซื้อเสบียงตุนไว้เพียบว่างั้นเถอะ พอถึงจุดที่หมวดการทางตั้งอยู่ คุณนายหักซ้ายเข้าไปโดยไม่บอกกล่าวครั้งแรกลุงป๊อกและผมยังคิดว่า น่าจะเข้าห้องน้ำแต่ไม่ใช่ คุณนายบอกขอนอนที่นี่ต่ออีกคืนกลัวไปไม่รอด ไม่อยากปั่นกลางคืนเมืองไทยไม่เหมือนเมืองลาว และนี่ก็คือสาเหตุที่ลุงป๊อกไม่ทานอาหารมื้อเย็นและไม่ร่วมสวดมนต์เย็น

รุ่งเช้าคุณนายก็ไปขอโทษซึ่งลุงป๊อกก็ไม่ได้ติดใจอะไร เรียกว่า "อภัย" นั่นแหละ สำหรับลุงป๊อกแล้วเป็น ตชด.รุ่นพี่มาจากพลร่มค่ายนเรศวร ตำแหน่งสุดท้ายเป็น รอง ผกก.ภ.๕ (ตร.ภูธรเชียงใหม่) เราเคยทำงานด้วยกันผมให้ความเคารพรักเสมอมา ลุงป๊อกแกคนอารมณ์ดีไม่ค่อยโกรธใคร โกรธง่ายหายเร็ว ปั่นไปด้วยกันผมมักจะแหย่และแกล้งไปตลอดทาง ได้หัวเราะสนุกสนานเป็นสีสันของการเดินทาง สรุป "อย่าโกรธกัน ขอให้หนักแน่น เข้าใจกัน และอย่าลืม ขอโทษ" :idea: :idea:



รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาทำภารกิจกันตามปรกติ ผมต้มกาแฟคุณนายก็เตรียมเสบียง ลุงป๊อกก็งัดเอาที่ซื้อ ๆ ไว้ออกมากองรวมกัน จิบกาแฟคุยกันปรับความเข้าใจก็ได้เสียงหัวเราะกลับคืนมาเหมือนเดิม เราออกเดินทางจากหมวดการทางห้างฉัตรมุ่งเชียงใหม่ ดอยขุนตาลเที่ยวนี้คุณนายปั่นแบบเด็ก ๆ หัดปั่น คือไม่ได้ตื่นเต้นปั่นขึ้นแบบสบาย ๆ ไม่รู้สึก แสดงว่าหนึ่งพันกว่าโลที่ผ่านมา ได้หลอมกาย+ใจ ให้แข็งแกร่งถิอว่า ไม่เสียเที่ยวที่ได้เดินทางในแบบธุดงค์ คือได้ฝึก กาย ใจ ไปตลอดเวลาที่เดินทางผมจะสอดแทรกความคิด ความรู้ประสบการณ์ไปทีละน้อย ๆ เหลืออีกน้อยเดียวก็จะบรรลุนั่นคือ "ให้แปรความคิดจากปั่นจักรยานไปเที่ยวเป็นไปธุดงค์" ธุดงค์คือการขัดเกลา กิเลส ตัณหา ราคะ หรือ โลภ โกรธ หลง ออกให้หมดจากจิตใจ แม้ตัวผมเองที่ออกทริปไม่ได้คิดว่าไปเที่ยวเลย แต่ไปขัดเกลาครับ

เข้าเมืองลำพูนลุงป๊อกขอแยกตัวดิ่งกลับ บ.บวกครก เชียงใหม่ ส่วนผมกับคุณนายตรงเข้าตัวเมืองลำพูน แวะทานอาหารมังสวิรัติข้าง ๆ วัดพระธาตุหริกุญชัยก่อนที่จะปั่นเข้าเส้นสายต้นขี้เหล็ก(เมืองลำพูน) ต่อด้วยเส้นสายต้นยาง(เชียงใหม่) บ.ปากกองสารภีอยู่ติดลำพูนเป็นเขตติดต่อกัน นับจากต้นยางต้นที่ ๑ ซึงอยู่หัวบ้าน ไปถึงบ้านผมคือต้นยางที่ ๕๘ ทางขวามือติดถนนจะเห็นชื่อป้ายว่า "บ้านแม่ใหญ่" เมื่อเข้าไปข้างในก็จะเห็นป้ายว่า "ตูบแสงจันทร์" และนี่คือบ้านที่เราพักอาศัยครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพรูปภาพ

รูปภาพ

:) :D การเดินทางไกลในแบบของจักรยานธุดงค์ที่ไม่ได้เน้นหรือมุ่งแต่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หลักใหญ่ใจความเราต้องการขัดเกลาตัวเรา ให้มี ขันติ วิริยะ อุตสาหะ ฝึก ลด ละ เลิก สิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้บรรเทาเบาบางลง เรียกว่าปั่นไป ฝึกไป ปรับไป ทริปนี้รวมระยะทาง ๑๖๕๐ กม.ออกเดินทางแต่ ๒๔ มิย.๕๘-๑๗ ก.ค.๕๘ ก็ได้มาถึงบทอวสานเป็นที่เรียบร้อย

ถามว่าในส่วนตัวของเราได้อะไรบ้าง ก็ขอบอกว่าได้ตามประสงค์ทุกประการ เราผ่าน ร้อน ฝน หนาว เจอสภาพการณ์ต่าง ๆ ทั้งดีไม่ดี เรียกว่ามีทั้งสุข-ทุกข์ แต่เราก็ผ่านได้แม้บางครั้งต้องทำใจอยู่นาน ถ้าเป็นการสอบถิอว่าเราสอบผ่าน โดยเฉพาะคุณนายเองแล้วคาดว่าคงได้อะไร ๆ จากการเดินทางครั้งนี้ รู้ได้ตรงที่ว่า ร่างกายแข็งแรงขึ้นแต่ก่อนผมให้สมญานามว่า "คุณนายวันละโรค" คือแกจะมีโรคภัยไข้เจ็บมาบอกทุก ๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมา ตั้งแต่มาปั่นจักรยานไม่ได้ยินพูดให้ฟังแสดงว่าร่างกายดีขึ้น ในด้านจิตใจกล้าพูดได้ว่า เข้มแข็งขึ้น กล้าลุย กล้าผจญ ซึ่งผิดกับแต่ก่อน ๆ ที่รักสวยรักงามพิถีพิถันมากกับความงาม และตั้งแต่มาปั่นจักรยานลดเรื่องเหล่านี้ไปเยอะมาก(คงมีบ้างตามนิสัยสตรี)ยังมีที่คงค้างก็เพียงทำอย่างไรจะให้ทราบซึ้งกับคำว่า "จักรยานธุดงคฺ" คือออกทริปแต่ละครั้งให้ลืมคำว่าท่องเที่ยว ผ่านจุดนี้ได้ก็จะ Perfect `ที่สุด

ในส่วนของท่านที่กรุณาติดตามให้กำลังใจ หรือเข้ามาเยี่ยมชม ไม่ทราบว่าได้อะไรบ้าง ? แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเข้ามาอ่านมาชมสิ่งหนึ่งถ้าท่านได้ไปคือ การหันมาจับจักรยานออกปั่นเพื่อ ออกกำลังกายและใช้ในชีวิตประจำวัน เพียงแค่นี้ผมก็ถือว่าได้ทำประโยชน์สำเร็จแล้ว และถ้าท่านสามารถออกทริปเพื่อฝึกกาย-ใจ ก็จะถือว่าผมได้รับอานิสงค์ส่วนบุญในครั้งนี้ด้วย หวังใจว่าคงพากันหันมาปั่นจักรยานกันนะครับ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ


รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

:idea: :idea: ทริปนี้เราได้ทำบุญในหลายรูปแบบ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ครบ สิ่งที่เราได้รับกลับคืนคือเรามี ศีล สมาธิ และปัญญา การเดินทางจึงราบรื่นกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านจะเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง ใครไม่ไปไม่มีทางทราบได้เรียกว่า เป็น ปัจจัตตัง สุดท้ายถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดผิดพลาดผมกราบขออโหสิกรรมทุกท่านมา ณ ที่นี้ เพื่อจะได้ไม่เป็นนิวรณ์ธรรมขวางกั้นการปฏิบัติธรรมในโอกาสต่อไป ขอได้รับความขอบพระคุณ สวัสดีครับ :) :D




........https://www.youtube.com/watch?v=xchQD1yD6I8.................




......... :) :) :) :) :) :) :) :) :) :) :) :) :) :)...................
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

Deang-sarapee เขียน::) :D การเดินทางไปต่างประเทศนั้น จากประสบการณ์ตรงของผมนะครับ แต่ก่อนแต่ไรก็ไปแบบสบาย ๆ บินไปบ้าง ไปกับทัวร์บ้าง ซึ่งการไปแบบที่ว่านี้เราก็จะเห็นสิ่งเจริญตา เจริญใจ สนุกสนานในแบบของการท่องเที่ยว และในแต่ละประเทศที่ผ่านมา ผมเชื่อนะว่าคนไทยทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "แพ้บ้านเรา"

แต่การปั่นจักรยานไปต่างแดน แตกต่างกับการไปดังที่กล่าว เพราะจักรยานไปแบบช้า ๆ (Slow Life)ใครที่ไม่ค่อยซึมซับกับคำว่า Slow Life อยากจะแนะนำว่า ให้เลิกปั่นแบบ "หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ถนน" เอากิโลเป็นมาตรฐาน ให้มาเปลี่ยนเป็นเอาบรรยากาศที่ปั่นผ่าน มาตรึกตรอง ครุ่นคิด ลองซิครับ รับรองได้ครับว่าท่านจะพบสัจธรรมอีกแบบหนึ่งที่มีคุณประโยชน์กับชีวิตมาก ๆ

การไปครั้งนี้ก็เช่นกัน มันเหมือนกับสำรวจเส้นทางก่อนการเปิด AEC.ของชาว Asia มีสิ่งสะเทือนใจสำหรับผมคนเดียว(คนอื่นไม่เกี่ยว)ผมรับรู้ว่าเรายังอยู่ในกะลาครอบจริง ๆ (เป็นความรู้สึกอย่างนั้น) เพราะผมได้เห็นประเทศเพื่อนบ้านเขาพัฒนารุดหน้าไปมาก ได้เห็นความเป็นอยู่ของคนรากหญ้าที่เขามีความสุขกับชีวิต ได้เห็นความขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ หนักเอาเบาสู้ ได้เห็นความเอาจริงเอาจัง ไม่มามัวเสียเวลากับการวาดภาพกลางอากาศสร้างสีสันให้ตื่นตาตื่นใจ แต่เนื้อหาสาระไม่ได้เป็นอย่างที่วาดฝันอยากจะบอกว่า "จงออกไปสู่โลกกว้าง แล้วท่านจะเห็นครับ"


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: จบทริปหลวงพระบางแล้วค่อยมาต่อทริปนี้กันนะครับ คงมีเรื่องและข้อคิดเก็บมาเล่าให้ฟังเยอะแยะมากมาย ติดตามไปเรื่อย ๆ นะครับ ผิดพลาด - ไร้สาระ ก็บอกกันจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขีดไปเขียนไปตามประสาคนอยากสะสมบุญ(คิด)เผื่อคนที่เบี้ยน้อยหอยน้อยจะได้พอมีแนวทางครับ :lol: :lol:
:idea: :idea: เดือนกว่าที่กลับมาจากทริปสำรวจอาเซียนก่อนที่จะเปิดเป็นทางการ ด้วยระยะเวลา ๒๔ คืนกับอีก ๒๕ วันเป็นไปตามสัญญาครับว่าจะเล่ารายละเอียดให้ได้ติดตามกัน เพื่อว่าอาจจะเกิดประโยชน์กับท่านที่ต้องการเดินทางจะได้เป็นแนวทาง คิดว่าหลังจากที่เปิด เออีซี.เป็นทางการแล้วอะไร ๆ น่าจะยิ่งสดวกมากขึ้นที่สำคัญเมื่อเราได้กลับถึงบ้านโดยสวัสดิ์ภาพ คนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ คุณนาย ซึ่งบัดนี้คุณนายได้กลายเป็น Idol ของสมาชิกกลุ่มไปแล้วมีการตื่นตัวที่จะหาจักรยานมาปั่น และฝึกซ้อมโดยหวังว่าจะได้ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งยังความยินดีให้พวกเรามาก ๆ นอกจากนี้พรรคพวกของผมเวลาเจอหน้ากันมักจะให้เล่าเรื่องราวให้ฟัง เจอคนก็ขอให้เล่าหลาย ๆ คนก็กลายเป็นต้องเล่าหลาย ๆ ครั้ง ผมจึงบอกเขาไปว่าให้เข้าไปอ่านในเวปป์ "จักรยานธุดงค์" ติดตามไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ทราบรายละเอียดกว่ามาเล่า ตรงนี้ครับจึงมีความจำเป็นต้อง รีบ ๆ เขียนในเวปป์เพื่อที่เขาจะได้ติดตาม เรียกว่าเป็นปลื้มครับ วันนี้ที่ผมดีใจมาก ๆ คือ ผมสามารถทำให้รุ่นเดียวกันหันมาใช้จักรยาน และหลาย ๆ คนได้หาซื้อจักรยานมาปั่น และอีกหลายคนที่กำลังฝึกปั่นไม่ช้าเราจะได้ไปด้วยกัน :lol: :lol:

รูปภาพเรามาเริ่มกันเลยนะครับ หลังจากที่พวกเรากลับจากตลุยคุนหมิง ทริปที่ยังคงค้างคือทริปสำรวจ AEC.ก่อนที่เขาจะเปฺิดอย่างเป็นทางการ เราอยากจะดูว่า ก่อนเปิดอย่างเป็นทางการและหลังการเปิดแล้วจะมีความแตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน นั่นแสดงว่าภารกิจของเรายังไม่จบสิ้น ต้องมีการกลับไปอีกครั้ง ตอนนี้เราก็ยังไม่มีกำหนดการคาดว่าอาจจะเป็นปีหน้า (ปีพ.ศ.๒๕๖๐)ให้อะไร ๆ มันเข้าที่เข้าทางก่อน สิ่งอยากจะบอกไว้ซะเลยว่า เราไปสำรวจครั้งนี้โดยภาพรวมภายนอก จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยของเรา จะเห่อและกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการเปิดเป็นสมาคมอาเซียนมากกว่าเพื่อน เช่นทั่วทั้งประเทศประดับธงอาเซียนนับร้อยนับพัน(พ่อค้าฟันรายได้ รวยกันไป) ต่างกับ เขมร-เวียตนาม-ลาว ไม่เห็นเขาเห่อประดับธงทิวแต่อย่างใด แต่ในส่วนการพัฒนาเพื่อรองรับ AEC.ผมเห็นว่าเขาเตรียมความพร้อมได้ดีกว่าเรามาก ๆ คนของเขากระตือรือร้นมากสนใจนักท่องเที่ยว การให้บริการดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เด็ก ๆ กล้าที่จะแสดงออก เมื่อเราปั่นจักรยานจะร้องทัก "Hello Good morning" ซึ่งต่างกับเด็กไทยที่ยังไม่กล้าจะแสดงออก นี่เพียงคร่าว ๆ ที่สามารถสัมผัสได้

รูปภาพวันที่ ๓๐ พ.ย.๕๘ เป็นวันเริ่มออกเดินทาง ไปครั้งนี้ขาดลุงดมร่วมทีมเนื่องจากอยู่ระหว่างการรักษาตัว แต่ยังมีน้ำใจนำรถปิคอัพมาบรรทุกนำไปส่งยังสถานีอาเขตุในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งลุงป๊อกและคุณประยูรจะไปกันที่นั่น เราอาศัยบริษัทนครชัยแอร์นำพวกเราไปส่งที่ จ.ระยอง เพื่อปั่นต่อไปยัง จ.ตราดที่หาดคลองเล็ก เพื่อเข้าสู่ประเทศกัมพูชาที่นั่น

รูปภาพออกจากสถานีเชียงใหม่เดินทางไปถึงระยองเช้าตรู่ เริ่มสตาร์ทก็เรียกว่าโชคดีเจอกับพนักงานขับรถนครชัยแอร์ ที่เกษียณอายุแล้วแต่บริษัทยังให้อยู่ทำมากินในบริษัทได้ เพราะแกเป็นพนักงานขับรถยอดเยี่ยม รับอาษาจะไปส่งโดยคิดค่าบริการไม่แพงจากระยอง-ตราดคิด ๒๖๐๐ บาท ซึ่งคำนวณแล้ว วันกับคืนเราก็สามารถไปอยู่ในชายแดนกัมพูชายังไม่พอเข้าไปนอนในเกาะกงได้เรียกว่า ประหยัดเวลาไปได้มากโข ถ้าเราปั่นจากระยอง-ตราด-ชายแดน คงต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่า ๕-๖ วันทริปนี้อาจทำให้เราเสียใจอย่างแรงก็ว่าได้ ขอบคุณเทวดาทุกองค์ที่จัดสรรทุกสิ่งแบบลงตัว คนเราไม่สามารถทำนายอนาคตได้แต่ทบทวนอดีตได้ เมื่อทบทวนอดีตเราถึงบางอ้อ..ว่า ทุกอย่างถ้า คิดดี ทำดี พูดดี เทวดาประจำตัวเราเขาก็จะช่วยเราทุกวิถีทาง และเมื่อทบทวนอดีตเราจึงทราบว่าเรามีความสุขกับการเดินทางในครั้งนี้ ไม่ผิดหวังครับ

เรื่องของโชเฟอร์นครชัยแอร์ ท่านชื่อ คุณ พิมพ์ สิริพันธุนนท์ เป็นพนักงานขับรถมาทั้งหมด ๓๕ ปีครับ วันนั้นท่านได้ให้ความรู้พวกเราเกี่ยวกับการขับรถ ซึ่งทางบริษัทนครชัยแอร์มอบไว้เป็นนโยบาย ใครที่ทำได้บริษัทจะมีโบนัสให้ตลอด ผมจึงถึงบางอ้อ พักหลัง ๆ เราจะไม่ได้ข่าวนครชัยแอร์เกิดอุบัตุเหตุเลย ถึงเกิดก็น้อยมากและไม่รุนแรง ขอนำคำสอนที่ท่านได้บอกว่าท่านได้รับโบนัสมาโดยตลอด ดังนี้

๑.ขับรถอย่าไปชนใครเขา ๒.ขับรถอย่าให้ใครเขามาชนเรา (ข้อนี้ยากนะ เราถกเถียงกันตลอดทาง สุดท้ายท่านบอกว่า ไปไม่ได้ ไม่แน่ใจ ข้องใจ ฯ ให้จอด ๕๕๕) ๓.ขณะขับรถอย่าไปร่วมกับที่เขาชนกัน (คืออย่าให้เกิดอุบัตุซ้อน) ๔.อย่าทำให้เขาเกิดอุบัติเหตุ ใครทำได้ทั้ง ๔ ข้อ เอาไปเลยโบนัส

แต่ก่อนผมเคยประณามการทำงานของบริษัทนี้อย่างแรง บัดนี้เขาได้พัฒนาตัวเองให้เป็นที่ประทับใจผมจึงขออาศัยพื้นที่นี้ ประชาสัมพันธ์ว่าเดินทางไปกับบริษัทนครชัยแอร์ปลอดภัยไว้ใจได้แล้วครับ เนื่องจากมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพข้ามสะพานเกาะกงที่ทอดยาวเป็นกิโล บรรยากาศสุดแสนจะบรรยาย สงบ เย็น ร่มรื่นด้วยลมทะเล

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: เราเข้าใจผิดกันพอสมควรว่าใครที่ไปกัมพูชา ไม่ต้องกลัวไม่ภูเขา มีแต่ทางเรียบปั่นไปหาวนอนไป ผิดถนัดครับ เขมรตอนใต้แตกต่างกับเขมรตอนเหนืออย่างสิ้นเชิง เพราะมีภูเขาให้ปั่นได้เหนื่อยหอบกันทีเดียว เราปั่นจากชายแดนจนทะลุเข้าไปถึงกลางเมืองเกาะกง ก็หาที่พักเป็นเกสต์เฮ้าท์ ราคาไม่แพงสะอาดใกล้ตลาดสดวกสบาย ช่วงที่เข้าถึงที่พักฝนเทกระหน่ำอย่างแรง โชคดีพวกเราไม่เจอฝนเลย :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพออกจากด่านไทยเข้าด่านกัมพูชาปั่นมุ่งตรงสู่เกาะกง(ตัวเมือง)ต้องข้ามสะพานยาวเป็นกิโล สัมผัสได้กับความเย็น สงบ จิตใจเป็นสุขแปลกพอสมควร แทนที่จะตื่นเต้นกลับไม่เลย รู้ได้ว่าการเดินทางครั้งนี้น่าจะราบรื่น ความปีติเกิดสู่จิตใจหมดความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น เราทั้ง ๔ คนจอดจักรยานเพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกพร้อมสูดอากาศที่สดชื่นเข้าเต็มปอดก่อนที่จะข้ามไปยังอีกฝั่ง เราหาโรงแรมพักได้ไม่ยากเป็นโรงแรมใกล้ย่านกลางเมือง อาบน้ำอาบท่าเสร็จสรรพก็พากันปั่นไปหาอาหารมื้อเย็นทานกัน กลางคืนที่เกาะกงคึกคักพอสมควร ชาวเขมรเขาก็ชอบออกมากินนอกบ้านเรียกว่าร้านอาหารเต็มแทบจะทุกร้าน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพรุ่งเช้าเราตื่นกันตามปรกติไม่เร่งรีบให้เป็นธรรมชาติของคนธรรมดาสามัญที่มีบ้านพำนักในเกาะกง เรียกว่ากว่าจะออกได้ก็สายพอควรเป้าหมายของเราคือเมืองสีหนุวิลด์ ซึ่งห่างจากเกาะกงประมาณเป็นหลักร้อยกิโลแต่พวกเราไม่ได้สนใจว่ามันจะไกลแค่ไหน คำนวณเวลาเรามีเวลาอยู่ในกัมพูชา ๑๔ วันหักออกซะหนึ่งวันก็เหลือ ๑๓ วัน เรียกว่ามีเวลาเหลือเฟือที่จะถึงด่านเวียตนาม

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพเขมรตอนใต้พื้นที่เป็นภูเขาดังที่กล่าวไว้แต่ต้น การปั่นของเราไปกันแบบเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ กว่าจะผ่านพ้นเขาแต่ละลูกมันเหนื่อยแบบว่าบอกไม่ถูก คุณยูรขาแรงดูจะหงุดหงิดหน่อย ขออนุญาตุปั่นล่วงหน้าไปก่อนมีข้อตกลงว่า พอใกล้เที่ยงให้หาทำเลเพื่อทำอาหารกินกัน ผมจะปั่นตามหลังคุณยูร ส่วนลุงป๊อกและคุณนายจะปั่นรั้งท้าย เมื่อได้เวลาเที่ยงหาทำเลที่ร่ม ๆ เย็น ๆ ไม่มีเลย สองข้างทางป่าเปิดตลอดเมื่อหาทำเลไม่ได้ ก็เอาข้างทางที่พอมีพื้นที่ประกอบอาหารและกินกันข้างทางนั่นแหละ สนุกดีครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D ที่ยอดดอยเราเห็นมีรถบรรทุกเขาจอดกันทุกคัน สงสัยก็แวะจอดเข้าไปคุยด้วยโชคดีไปเจอโชเฟอร์เป็นคนไทย ขับรถจะไปส่งของจอดพักรถเราจึงได้สนทนาด้วย เขาทราบเป้าหมายของเราแล้ว เขาบอกยังอีกไกลไม่ถึงแน่นอน เราก็บอกว่าไม่มีเจตนาให้ถึงได้แค่ไหนก็แค่นั้น เขาก็เลยแนะนำว่าจากจุดนี้ไปอีก ๓๐ กม.จะมีหมู่บ้านให้พักนอนที่นั่นได้ เราออกเดินทางกันต่อไม่นานฝนก็ตั้งเค้าโชคดีเราได้อาศัยด่านป่าไม้เป็นที่หลบฝน ช่วงนั้นเวลาเริ่มจะเย็นลงเราเห็นว่าฝนซาเม็ดก็ออกเดินทางต่อ เป้าหมายหมู่บ้านที่คนรถบอก ให้คุณยูรเป็นม้าเร็วนำหน้าไปก่อน เราสามคนตามหลัง คุณยูรไปรอพวกเราที่ร้านค้าที่หมู่บ้านแปรงรุ่ง หาที่พักไม่มีโชคดีที่เจ้าของร้านอนุญาตุให้พวกเรากางเต้นท์นอนที่ร้านได้ ก็เป็นอันว่าคืนที่ ๒ เรานอนที่แปรงรุ่งที่ร้านค้านั่น จนบัดนี้เราก็ไม่ทราบว่าจุดที่เรานอนกันเป็นจุดเดียวกับที่คนรถบอกหรือไม่ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
techno00
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 346
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2012, 10:08

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย techno00 »

น้ำเอ๋ยน้ำใจ....เป็นความสุขของมนุษย์แก่ๆกลุ่มหนึ่งที่เลือกทางเดิน.....จำเริญ ..... จำเริญ....น่าเดินตาม
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

techno00 เขียน:น้ำเอ๋ยน้ำใจ....เป็นความสุขของมนุษย์แก่ๆกลุ่มหนึ่งที่เลือกทางเดิน.....จำเริญ ..... จำเริญ....น่าเดินตาม
รูปภาพ รูปภาพ

:idea: :idea: ช่วงชีวิตของเราจะอยู่กันไปได้ไม่น่าจะเกิน ๑๐๐ ปี ถ้าใครเคยศึกษาเรื่องของพราหมณ์ก็พอจะทราบได้ว่า ในความเชื่อของชาวอินเดียโบราณเขาแบ่งวัยของคนเป็น ๔ ระดับหรือที่เรียกกันว่า ระบบอาศรม ระบบอาศรม (อ่านว่า อา-ศะ-ระ-มะ) หรือ Asramas: The 4 stages of life เป็นคำอธิบายของพราหมณ์เกี่ยวกับขั้นตอนของชีวิตว่ามี ๔ ส่วนหรือ ๔ วัย อันได้แก่

๑. วัยพรหมจาริน (Brahmacharin) หรือ วัยเรียน, วัยพรหมจรรย์
๒. วัยคฤหัสถ์ (Grihastha) หรือ วัยครองเรือน
๓. วัยวานปรัสต์ (Vanaprastha) หรือ วัยอยู่ป่า
๔. วัยสันยาสิน หรือ สันยาสี (Sannyasin) หรือ วัยแสวงหาความสงบ

เวลานี้พวกเราทั้ง ๔ คนอยู่ในวัย วานปรัสต์กำลังจะก้าวย่างสู่วัยสันยาสี เข้าไปทุกขณะ เรียกว่าเห็นความตายเข้ามาใกล้แล้ว จะมัวมาเสวยสุขโดยไม่แสวงหาโมกขธรรมตามแนวทางขององค์พระศาสดาก็คงไม่ใช่ที่ ใครเห็นดีเห็นงามจะเดินตาม ก็ขออนุโมทนาพร้อมกำชับนะว่า "อย่ารอช้า เวลาไม่คอยใคร" ครับ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D ร้านที่คุณยูรไปจอดรอพวกเราเมื่อเราตามไปทัน เป็นเวลาเย็นแล้วครั้นนึกถึงคำพูดของคนขับรถ ว่าอีก ๓๐ กม.จะถึงหมู่บ้าน พวกเราไม่เข้าใจแล้ว คงคิดอย่างเดียวว่าช่วงนั้นมืดแล้วคงต้องหาที่นอนแล้วล่ะ โชคดีที่คุณยูรได้ประสานกับเจ้าของร้านแล้วเขาอนุญาตุให้พวกเรากางเต้นท์นอนได้ เมื่อพวกเรามากันครบทีม เราก็ได้สนทนากับเจ้าของร้านไปพราง ๆ เพื่อรอให้ร้านปิด ค่อยกางเต้นท์เพื่อไม่ให้เกะกะกับร้าน คุยกันไป ๆ มา ๆ ก็ได้ความจริงว่าเจ้าของร้านสามีเป็นตำรวจด้วยคุณนายก็เลยแนะนำให้เรารู้จักกัน ความสนิทสนมก็เพิ่มขึ้น เสียดายที่สามีพูดไทยไม่ได้แต่ภรรยาพอพูดได้ และเย็นวันนั้นลูกสาวที่เรียน ป.ตรี ในพนมเปญกลับมาบ้าน สองสามีภรรยาทำเนื้อย่างต้อนรับ ไม่ลืมที่จะชวนพวกเราร่วมวงด้วย(ใจดีจริง)

เราอุดหนุนอาหารที่ร้านและขออนุญาตประกอบอาหารมังสวิรัติ สำหรับผมกับคุณนาย ๒ คน ได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าของร้านเป็นอย่างดีเยี่ยมจัดหาสิ่งที่ต้องการและด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจกัน ทำเอาหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง แต่ก็ได้เรียนรู้ภาษาของกันและกันอย่างสนุกสนานครับ คืนนั้นเรางดสวดมนต์แต่สวดใครสวดมัน(เกรงใจเจ้าของร้าน)หลับสบายทั้งคืน ตื่นเช้าลุงป็อก+คุณยูรอุดหนุนอาหารของร้านเหมือนเดิม ส่วนผมและคุณนายขอประกอบอาหารทานกันเอง และก่อนจากพวกเราได้มอบเงิน ๑๐,๐๐๐ เรียลเป็นสินน้ำใจ ก่อนอำลาจากกัน

เดินทางช่วงนี้จะเป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่ เราเจอฝรั่งสองคนเป็นชาวอิตาลี ซื้อจักรยานมือสองที่ กทม.ปั่นมาเที่ยวจะไปสีหนุวิลด์เหมือนเรา แต่เขามาแยกตรงที่ทางสามแยกเพื่อไปลงเรือ ส่วนเราไม่ต้องการลงเรือครั้งแรกอยากจะไปด้วยแต่ระยะทางไปกลับร้อยกว่ากิโล เกรงจะเสียเวลาเราจึงแยกกันที่สามแยกตรงนั้น หลังจากที่ทานอาหารมื้อเที่ยงเสร็จปั่นต่อมุ่งหน้าเข้าสีหนุวิลด์ฝนก็เทลงมาเวลาก็เย็นลง ๆ บังเอิญว่าเราไปเจอด่านทหารจึงขอพักอาศัย หน.ด่านเป็นทหารยศ พ.ท.พูดไทยคล่องแคล่วอนุญาตุให้กางเต้นท์นอนได้เรียกว่าบุญหล่นทับเลยละครับ เพราะยังอีกไกลกว่าจะถึงจุดที่พอหาที่พักได้ เรียกว่าขอบคุณเทวดาที่ตามช่วยพวกเราทุกเวลาในยามคับขันครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ :lol: :lol: ย้อนมาเล่าเรื่องฝรั่งที่สนใจจักรยานพวกเราทั้ง ๔ คัน สอบถามว่าพวกเราซื้อกันที่ไหน ผมก็เล่าให้ฟังจักรยานทั้ง ๔ คันมีของผมคันเดียวที่เป็นมือสอง ผมสั่งจาก M.J.เซ็ทมาเรียบร้อยทั้งคันปั่นดีมาก ๆ ส่วนอีก ๓ คันของลุงป๊อก คุณนายและคุณยูร เป็นยี่ห้อ Surly สั่งประกอบที่เชียงใหม่ในราคาที่ ๔๒,๐๐บ.คิดเป็นดอลล่าร์ประมาณ ๑๔๐ ดอลล่าร์ ฝรั่งตาลุกวาวขอที่อยู่ร้านกลับเมืองไทยเป็นจังหวะที่จะไปเขียงใหม่ จะไปซื้อกลับอิตาลีคนละคัน เขาบอกที่บ้านเขาในราคานี้ซื้อไม่ได้

สำหรับของผมราคา ๒๐,๐๐๐ บ.เขาถามผมทำไมไม่เลือกแบบที่ ๓ คนเขาเลือก ผมก็เลยอธิบายว่า ผมชอบของเก่าที่มันยังดีอยู่แถมใช้ได้ดีพอ ๆ กับของใหม่ด้วย เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรของโลก ถ้าทุกคนหาซื้อของใหม่เขาก็ขุดแร่ต่าง ๆ ในดินมาผลิตขาย ส่วนของเก่าก็เป็นขยะทิ้งสู้เลือกที่ยังดีอยู่มาปรับใช้อย่างน้อยก็ช่วยรักษาทรัพยากรของโลกได้บ้าง ฝรั่งมันชอบใจยกหัวแม่โป้งให้ผม บอกเป็นความคิดที่เข้าท่า ผมก็เลยแนะนำหากมีโอกาสเวลาให้ไปที่นครปฐม ไปหาร้านเอ็มเจไบค์ที่นครปฐมไปหาซื้อได้แต่ต้องใช้เวลาเรียกว่าเป็นปีกว่าจะได้ เพราะคิวยาวเหยียดฝรั่งหัวเราะก๊าก ไอหมดโอกาสแน่นอน :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เราอำลาจากร้านตำรวจใจดีที่บ้านแปรงรุ่ง ปั่นขึ้นเขาลงเขาจนมาเจอกับฝรั่งชาวอิตาลีที่นั่งพักที่ร้านริมทาง ปั่นตามกันมาจนถึงทางแยกไปชายทะเลแถวแหลมจัมรังกอร์ สอบถามชาวบ้านระยะทางประมาณ ๗๐ กว่าโล ฝรั่งจะต่อเรือเข้าสีหนุวิลด์ แต่พวกเราไม่แน่ใจว่าจะมีเรือหรือไม่จึงไม่สนใจที่ไปกับฝรั่ง เพราะหากพลาดเรือเราต้องปั่นย้อนกลับอีก ๗๐ กิโลเรียกว่าเสียเวลาไปอีก ๒ วัน ฝรั่งเมื่อรู้พวกเราจะต่อเข้าสีหนุวิลด์เลยก็แยกกัน ณ ที่ตรงนั้น พวกเราก็ทำมื้อกลางวันที่ร้านนั่นเลย กินเสร็จก็ออกเดินทางมุ่งสีหนุวิลด์

แต่บอกแล้วว่าทางเป็นเขาตลอดประกอบกับช่วงบ่ายฝนก็ทำทีท่าจะตก เราก็ปั่นไปพักไปในที่สุดเข้ามาถึง บ.นาดอล ต.จิคิเลอ อ.นาเกลือฝนก็เทลงมา ดูเวลาเป็นเวลาเย็นแล้วเราเห็นคล้ายสถานที่ราชการจึงเข้าไปติดต่อประสาน เป็นค่ายทหารเราจึงขออาศัยกางเต้นท์นอนครั้งแรกทหารไม่ยอม ผมก็พยายามอธิบาย(ภาษามือ)ว่าฝนตกเย็นแล้วไปไม่รอด เป็นความโชคดีหรือเพราะความมีน้ำใจของคนเขมร เขาโทร ฯ ถึงใครไม่รู้แล้วให้ผมคุยโทร ฯ ด้วยปรากฏว่าเป็นหัวหน้าหน่วย พูดไทยคล่องแคล่วผมอธิบายให้ฟัง เขาอนุญาตทันทีให้ไปใช้บริการได้ ตอนค่ำคนที่คุยโทร ฯ ด้วยก็กลับมาปรากฏว่า เป็นนายทหารยศพันโท เป็น หน.ที่ด่านนี้ชื่อว่า พ.ท.ฮวงซุนลี่

พ.ท.ฮวงซุนลี่ เมื่อกลับมาที่ฐาน แกก็เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้พวกเราฟัง และให้ลูกน้องมาคอยบริการเรา ช่วงที่คุณนายทำอาหารมื้อเย็นลูกน้องก็ไปเก็บพืชผักสวนครัว ที่เขาปลูกไว้กินกันมาให้มีพริก มะเขือ มะละกอ ผักกาด เรียกว่าทำอาหารได้หลายมื้อ เรื่องที่เล่าที่ผมสนใจมีเรื่องหนึ่งคือแม่น้ำที่ไหลลงทะเล เขาไม่ทำประตูกั้นน้ำปล่อยธรรมชาติ ผลหน้าฝนน้ำจืดจะดันน้ำเค็มลงทะเลเขาก็มีปลาน้ำจืดไว้จับกิน หน้าแล้งน้ำทะเลก็ไหลเข้าเขาก็มีปลาทะเลกินเรียกว่าอุดมสมบูรณ์ ผลัดกันครั้งละ ๖ เดือนโดยประมาณ และเท่าที่ปั่นตั้งแต่เกาะกงจนมาถึงจุดนี้ สองข้างทางเราก็เห็นเขาปลูกข้าวและพืชผักต่าง ๆ ไม่เห็นว่าน้ำทะเลที่ไหลเข้าตามคลองต่าง ๆ จะมีผลทำให้เพาะปลูกอะไรไม่ได้ ชักสนใจอยากจะหารายละเอียดซะแล้ว ไม่มีความรู้ก็ได้แต่ชื่นชมที่เขาอยู่กันแบบธรรมชาติจริง ๆ ไม่ต้องไปแก้ไขหรือเอาเปรียบธรรมชาติเช่นเสียงบประมาณสร้างประตูน้ำกั้นน้ำเค็ม เสียงบประมาณตั้งผู้ดูแลรักษา ธรรมชาติก็คือธรรมชาติถ้าเราไปแก้ไขหรือเอาเปรียบวันหนึ่งธรรมชาติก็ลงโทษเอา เช่นการตัดไม้ทำลายป่ารุกที่เพื่อทำมาหากิน หรือการทลายภูเขาเป็นลูก ๆ เอาไปถมที่ถมถนนตอนนี้ความแล้งก็เข้ามาเยือน :( :(


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: วิทยาศาสตร์ไม่สนใจและไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องกลายไปเป็นเครื่องมือสนองรับใช้แนวคิดแบบอุตสาหกรรมที่วางจุดหมายอย่างผิดธรรมชาติ กล่าวคือ การไม่รู้ความจริงแห่งธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าการบำเรอความสุขทางประสาททั้ง ๕ เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้เต็มอิ่มหรือให้พอได้ ความอยากด้านนี้ของมนุษย์จึงไม่มีที่สิ้นสุด และการหาความพรั่งพร้อมทางวัตถุก็จึงไม่มีที่สิ้นสุด หรือไม่มีขอบเขตด้วย

ในเมื่อความพรั่งพร้อมของวัตถุบำเรอมนุษย์เกิดจากการจัดการกับธรรมชาติ การจัดการกับธรรมชาติหรือการแสวงผลประโยชน์จากธรรมชาติก็จึงไม่มีที่สิ้นสุดด้วย ในที่สุดธรรมชาติก็ไม่พอที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องเอาเปรียบและเบียดเบียนธรรมชาติ จนแม้ธรรมชาติพินาศสลายหรือเสียไปทั้งหมด ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์มีความสุขได้ คือแม้แต่ว่าธรรมชาติจะพินาศหมดไป มนุษย์ก็ยังไม่อาจเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้อยู่นั่นเอง

แต่ถ้าพูดให้ถูกกว่านั้น ไม่ต้องพูดถึงการที่จะได้วัตถุปรนเปรอพอที่จะมีความสุขหรือไม่หรอก การเอาเปรียบหรือเบียดเบียนธรรมชาติ ก็ก่อทุกข์แก่มนุษย์ไม่คุ้มกับความสุขที่ได้อยู่แล้ว

จาก พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐมปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534 (จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง) :idea: :idea:


http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ออกจากค่ายทหารเรามุ่งหน้าสู่เมืองสีหนุวิลด์ ได้รับคำบอกเล่าจาก หน.ค่ายว่าจะผ่านเขา ๓ ลูกจึงจะเข้าสู่ตัวเมืองเราก็ไม่ได้หวั่นอะไรเพราะ The show must go on ปั่นชมบ้านเมืองและธรรมชาติ ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะอวดชาวเขมรที่เขาโชคดีกันมาก ๆ คือไม่ได้เดือดร้อนกับชีวิต สังเกตุได้ใบหน้าแต่ละคนแต่ละอาชีพผสมผสานกับธรรมชาติของท้องทุ่งนา ป่าไม้รู้สึกได้ครับว่า เป็นชีวิตที่ผสานกลมกลืนกันยิ่งนัก ทุกชีวิตเป็นธรรมชาติจริง ๆ จุดนี้รู้สึกได้ว่าปั่นมีความสุขมาก เราเหนื่อยตรงไหนก็แวะพักกันไปแบบไม่เร่งรีบ ทำตัวให้กลมกลืนกับกับความรู้สึกนึกคิด(ผมคิดของผมคนเดียวนะครับ๕๕.)

ลุงป๊อกเห็นร้านที่เขามีมะพร้าวกองเป็นพะเนิน เกิดอยากกินน้ำมะพร้าวแวะจอดเข้าไปสั่ง ผลคือมะพร้าวไม่ได้หวานเหมือนมะพร้าวน้ำหอมบ้านเรา ครั้นจะสอบถามก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เลยไม่รู้ว่าต่อไปเราจะเลือกแบบใดที่สุดสรุปว่าคงไม่มีน้ำหอมให้ได้ลิ้มลอง และจากนั้นมาพวกเราก็ไม่กินมะพร้าวกันอีกเลย ปั่นไป ๆ เวลาใกล้อาหารมื้อเที่ยงเราก็เสาะหาสถานที่ประกอบอาหารไปได้วัด ๆ หนึ่งเห็นว่าเหมาะดีจึงพากันแวะเข้าไปขออนุญาตุพระท่านประกอบอาหาร วัดมีโรงเรียนตั้งอาศัยอยู่ด้วย ประจวบกับเป็นเวลาที่เด็กพักเที่ยงด้วย เด็ก ๆ จึงพากันมามุงดูพวกเรา แต่ดีนะพอถึงเวลาที่เราจะกินข้าว พวกเด็ก ๆ ก็พากันหนีไปไม่รบกวนพวกเรา แสดงถึงมรรยาทที่น่ารักมาก หลังจากที่กินกันอิ่มแล้วเราก็ต้มกาแฟตามปกติ ได้กาแฟลุงป๊อกก็ขอสักงีบประสาคนแก่ ๕๕๕.แต่แกก็ไม่ได้งีบเพราะแกไปเล่นกับเด็ก คงคิดถึงหลานผมแอบถ่ายรูปเข้าที่พักเมื่อใดจะแอบส่งไลน์ให้ป้าดู :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D ออกจากวัดที่เราพักทำอาหารเที่ยง ปั่นผ่านท้องทุ่งนากับแม่น้ำอีกหลายสาย ช่วงที่ผ่านด่านเก็บเงินเรารู้ว่าจะเริ่มเข้าเขตุเมืองแล้ว เห็นโรงงานที่ไปตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งเป็นช่วงเวลาเย็นเขาเลิกงานพอดี ก็ได้เห็นบรรยากาศที่เหมือนเมืองอุตสาหกรรม ต้องระมัดระวังการปั่นจักรยานพอสมควรครับ เราพักเหนื่อยกันเป็นระยะ ๆ และเป็นครั้งแรกที่ผมขอทดลองน้ำอ้อยคั้น(ปกติจะไม่เลย) ของเมืองเขมรก็อร่อยดีครับ เวลาเย็นพอควรผมปั่นล่วงหน้าไปดูลาดเลาเผื่อว่าจะหาที่พักให้ได้ปรากฏว่าไม่มีเลย สอบถามชาวบ้านเหลือระยะทางอีกไม่ไกลก็จะถึงเมืองสีหนุแล้ว ถ้าพ้นเนินเขาที่โรงงานตั้งอยู่ ก็จะเป็นขาลงยาวจนถึงตัวเมือง เราตกลงกันว่าอย่างไรเสียเราเอาให้ถึงเมืองสีหนุวิลด์กันเลย :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

สีหนุวิลล์ (อังกฤษ: Sihanoukville) หรือ กรุงพระสีหนุ (เขมร: ក្រុងព្រះសីហនុ; กรงเปรียะฮ์สีหนุ) หรือ กำปงโสม (เขมร: កំពង់សោម; ก็อมปงโซม) เป็นเมืองชายทะเลยอดนิยมมากที่สุดของประเทศกัมพูชา ห่างจาก กรุงพนมเปญ 246 กิโลเมตร ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีประชากรประมาณ 200,000 คน

มีชายหาดทั้งหมด 5 แห่ง ว่ากันว่าที่สวยที่สุด คือ หาดสุขา และ หาดโอจือเตียล (Occheuteal) เมืองสีหนุวิลล์ ติดอันดับ 8 ในการจัดอันดับ 10 สุดยอดหาดในเอเชีย โดยหนังสือพิมพ์ Sunday Herald Sun ของ ประเทศออสเตรเลีย[3]เครดิตจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ปัจจุบันสีหนุวิล์เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเมืองชาดหาดของกัมพูชา ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหลั่งไหลไปเยี่ยมเยือนเมืองแห่งนี้ สีหนุวิล์เป็นหนึ่งใน 24 จังหวัดของกัมพูชา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงพนมเปญ ห่างจากพนมเปญประมาณ 230 กิโลเมตร คนท้องถิ่นรู้จักอย่างดีในชื่อว่า "กัมปงโสม"


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เมื่อเข้าเขตุเมืองสีหนุวิลล์เป็นเวลาที่พระอาทิตย์หมดแสงแล้ว จำเป็นต้องติดไฟไปกันเป็นกลุ่มทางก็เป็นเนินสลับกับเขาบ้าง ปั่นผ่านตลาดที่เขากำลังจะเก็บของกันแล้ว ก็แวะซื้อหาอาหารสดบางสิ่งบางอย่างเพื่อเตรียมไว้ทำกินกัน จากตลาดปั่นกันไปตามเส้นทางอีกประมาณสักชั่วโมงเราก็เข้าเขตุเมือง เป็นจังหวะที่เราไปเจอทางสามแยกก็จอดชั่งใจจะไปทางซ้ายหรือขวา ก็มีมอไซด์มาให้เราได้สอบถาม เขาก็ดีนะอาสาพาพวกเราไปส่งโรงแรมโดยเขาขี่นำให้เราตาม ครั้งแรกเราก็ดีใจนะว่าคนเขมรน่ารักจัง เขาพาเราไปเกสต์เฮ้าส์ที่หนึ่งแต่ปรากฏว่า ทั้งคนเฝ้าและคนพารวมทั้งเราด้วยสื่อภาษากันไม่เข้าใจ คนเฝ้าเกสต์เฮ้าส์แสดงอาการไม่พอใจ พวกเราก็เลยถอยออกและพยายามอธิบายให้มอไซด์เข้าใจว่าเราต้องการสภาพที่สบาย ๆ มีแอร์อะไรประมาณนั้น เขาก็อาสาพาไปอีกคราวนี้เขาพาปั่นขึ้นเขาตรงไปยังรีสอร์ท ซึ่งเราไม่ได้จองไว้คนเฝ้าหน้ารีสอร์ทบอกห้องเต็มหมด พวกเราจึงปรึกษากันและแจ้งให้มอไซด์ทราบว่าเราจะหาเอง ปรากฏว่าเจ้ามอไซด์ไม่ยอมจะขอค่าเสียเวลา(เป็นเรื่อง) คุณยูรตัดปัญหาให้เงินเรียลไปแต่ไม่ยอมจะเอาเป็นดอลล่าร์ คุณยูรมีอารมณ์ทันทีผมต้องรีบพาพวกเราหลบไกด์ผีไม่ยุ่งด้วย มันก็ไม่ยอมพยายามตามติดพวกเรา ผมจึงพาพวกเราย้อนกลับและหลบเข้าไปตามซอกซอยจนทะลุเข้าเขตชุมชน เห็นร้านอาหารเข้าท่าจึงพากันเข้าไปทาน เจ้ามอไซด์เห็นว่าคงตื๊อพวกเราไม่ได้แน่ก็เลยผละหายไป

เจ้าของร้านที่เราเข้าไปนั่งกิน พูดไทยได้ แนะนำโรงแรมที่อยู่ใกล้ ๆ ให้พวกเราเป็นอันว่าเราก็ได้ที่พักกันในคืนนั้นเป็นห้องกว้างนอนสีเตียงสบาย
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เจ้าคุณเบอร์ลิน ได้แชร์โพสต์ของ Thairath
7 ชม. •
บริหารประเทศแบบทหาร : มองภัตตาหารเพลพระ เป็นยุทธปัจจัยของศัตรู.
.......
ใกล้แล้วครับ ใกล้จะเกิดไฟศาสนาเผาแผ่นดินไทยไปทุกวันแล้ว
แผ่นดินที่ชื่อว่าพุทธศาสนาเจริญที่สุดในโลกนึ้แหละครับ.
.....
- ภาพพระปะทะทหารในเครื่องแบบขุดลายพลาง
ที่กำลังฉุดกระซากลากถู ประชิดตัว ล๊อคคอ กระชากจีวร ดึงเสื้อทหาร
ลามไปถึงขนาด ใช้กำลังจะยกรถรบที่ใช้ในราชการสงคราม โดยมีทหาร และพระอยู่คนละฝั่งนั้น.
- ซึ่งภาพเหล่านี้ รุ่งขึ้นจะต้องปรากฏในสื่อต่างประเทศทั่วโลกอย่างแน่นอน อาจได้รางวัล
มันจะเป็นภาพที่ จะต้องถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า..
"ที่ประเทศไทย ในวันที่ 15.02.2016
ภายใต้การบริหารประเทศ ของรัฐบาลที่เป็นทหาร
มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร
อันมี พล. อ. ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น
ได้มีการปะทะระหว่างพระสงฆ์เถรวาท กับกำลังทหารในเครื่องแบบ ที่ พุทธมณฑลเกิดขึ้น".
.....
ภาพลักษณ์อันสุดอัปยศของไทย
- ทั้งภาพนิ่ง และวีดีโอ เหล่านี้
ได้ถูกส่งเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว
เกิดสภาพในอาการซ้ำเติมประเทศไทยอย่างหนัก
ทั้งที่ถูกต่างชาติประณาม และแอนตี้ทุกทาง
อันเกิดเนื่องมาจากรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งโดยเร็ว อยู่แล้วนั้น
มาซ้ำเติม ทำให้โดยรวมของประเทศไทยทรุดหนักยิ่งขึ้น.
......
- นานาชาติ จะต้องตั้งคำถามต่อคนไทยว่า..
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศพวกคุณ"
หรือว่า ปัญหาความขัดแย้งไทยจากอาณาจักร ได้ไหลเข้าไปสู่ศาสนจักรโดยสมบูรณ์ไปแล้ว
หรือว่าในวันนี้ ในทุก ๆ ภาคส่วน ทุก ๆ วงการของไทย มันแตกแยกไปหมดแล้ว.
- แม้แต่วงการแห่งความเชื่อความศรัทธา เช่น ศาสนา
ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสากล
ที่มนุษย์ทุกคนสามารถ ที่จะมีความเป็นอิสระที่จะเลือกเฉพาะตนนั้น
ก็ยังถูกคุกคาม ข่มขู่ จากกลุ่มแก๊งค์ปั่นป่วนสังคม
ที่คิดการใหญ่ขนาดจะล้มล้างพุทธศาสนาในประเทศไทย
ที่ผู้มีอำนาจในประเทศไทย
ได้ให้ท้ายอย่างลับ ๆ ให้การสนับสนุน
ทำนองให้อีกกลุ่มเคลื่อนไหวอะไรก็ได้
แต่สกัดไม่ให้อีกกลุ่มได้ทำกิจกรรมอะไรได้เลย.
นี่เป็นคำถามที่รัฐบาลจะต้อง
เตรียมไว้ตอบคนไทย และต่างชาติ.
....
ความละเอียดอ่อนของศาสนา
- ด้วยการใช้ยุทธวิธีแบบทหารที่ปฏิบัติต่อข้าศึกในสงคราม
ที่รัฐบาลทหารพลาดนำมาใช้กับพระสงฆ์ที่พุทธมณฑล.
......
- มาวันนี้ พระสงฆ์ไทย และชาวพุทธมากกว่า 2 หมื่น.
- รวมตัวกันไปทำกิจกรรมทางศาสนา ในศาสนสถานของตน
เนื่องจากเทศกาลวันมาฆบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนาที่กำลังจะมาถึงใน 2-3 วันนี้.
- กลับมีเหตุการน่าสลดใจ หดหู่ บาดลึกในหัวใจชาวพุทธอย่างแรง คือ
1. พระสงฆ์ไทยฉันเช้า เพล วันละ 2 มื้อ แต่มีทหารขัดขวาง
2. มีการร่วมทำกิจกรรมทางพุทธศาสนาขึ้น มีชาวพุทธเกิดศรัทธา กำลังนำอาหารเพล จะเข้าไปถวายพระเหล่านั้น.
3. ด้วยการคิด และการทำงานแบบทหาร
ทหารนายกบิ๊กตู่กลับมองอาหารเพลของพระพวกนี้
เป็นยุทธปัจจัยของศัตรู
จึงเข้าสกัดกั้นขัดขวางด้วยยานยนต์ที่ใช้ในราชการสงคราม
จนเกิดการปะทะ และมีภาพประจานไปทั่วโลก.
....
- เจริญ ๆ เถอะ นายก ประยุทธ จันทร์โอชา
ถึงนาทีนี้ ถ้าหากไม่รีบสั่งให้ถอนทหารทั้งหมดออก ไปจากพุทธมณฑล โดยเร็วที่สุดละก็
จะขอบอกว่า ตัวท่านเอง และครอบครัวนะแหละ
จะอยู่ในแผ่นดินพุทธแห่งนี้ไม่ได้
ไอ้อาการปากว่าตาขะหยิบไปกับแก๊งค์พุทธอิสระที่สะสมอยู่อยู่ในหัวใจชาวพุทธไทยมาต่อเนื่องนั่น
มาถึง ณ วันนี้ ซ้ำยังดันส่งทหารมาทำหยาบๆ เถื่อน ๆ แบบนี้
กับสงฆ์องค์เจ้าซ้ำไปอีก
"อะไร ๆ มันก็จะเร็วนะครับท่าน"
ระวังนะครับ ภัยคือความร้อนแรงทางศาสนานี่
มันอันตราย และให้ผลเร็วกว่า
และมากกว่า
"ที่ท่านต้องมานั่งระแวงเพื่อนรักทุก ๆ วัน"
ว่า
"เพื่อนรักจะมาเอาอี้นายกของกูคืนไป เมื่อไร"
ภัยนี้มันหลายเท่านะครับท่าน
ตรองเอาเองนะครับ
ท่านก็ไม่ใช่คนโง่สักหน่อยนี่
โชคดีนายกที่รักของชาวพุทธ ....(อิสระ).
....
สุดท้าย อยากจะขอเตือนสติ
นายกบิ๊กตู่ แบบลึก ๆ ก่อนจบว่า...
"พระสงฆ์ทุกรูปในประเทศไทยนั้น
เป็นผู้ที่พระราชาในแผ่นไทย
นับแต่อดีตถึงปัจจัย
ทรงศรัทธาเลื่อมใส และถวายการอุปถัมภ์คุ้มครองทั้งสิ้น
ดังนั้น ทหารพระราชาไม่มีสิทธิ์คุกคาม และทำร้ายได้
ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น".
โชคดีมีชัยทุกท่านครับ.
เจ้าคุณเบอร์ลิน
15.02.2016
แนบข่าว สังฆามติ.
.........,
พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ แถลงสังฆามติ ประกาศชุมนุมไม่มีกำหนด หากไท่บรรลุข้อเสนอ 5 ข้อ
....
ในช่วงเย็นนี้
ฝ่ายรัฐบาลเชิญหารือร่วม โดยทางพระเมธี แถลงการณ์และมีข้อเสนอ 5 ข้อ
1.ห้ามหน่วยงานรัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์
2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติที่กระทำสืบกันมา
3.ขอให้ยึดมติเถระสมาคมในการเสนอชื่อสมเด็จมหารัชมังคลาจารย์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
4 ขอให้รัฐบาลปฏิบัติต่อพระสงฆ์ด้วยความเคารพ
5.ขอให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
#‪#‎สดจากภาคสนาม‬
https://www.facebook.com/ThairathFan/po ... 3419877439



:( :( เคยเห็นแต่ในประเทศอื่น ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทำไงดีครับ?เห็นภาพข่าวใน ทีวี.ที่พระกับทหารตีกันแล้วรับไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้นครับ สงสารประเทศไทยจริง ๆ ผมมีเพื่อนต่างชาติภาพข่าวนี้เผยแพร่ไปทั่วโลก ผมควรจะตอบคำถามเขาว่าอย่างไร "ความกลัวนี่เป็นภัยจริง ๆ " :( :(
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ รูปภาพ

:idea: :idea: พระสงฆ์ทะเลาะกันครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งแรกในสมัยพุทธกาล โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทะเลาะวิวาทกัน ก็คงมีบ่อยๆ เพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จนเกิดความแตกแยกเป็นครั้งแรก และเกิดขึ้นในครั้งสมัยพุทธกาลด้วย ที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ก็คือ การทะเลาะของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ในอรรถกถาธรรมบท (ธัมมปทัฏฐกถา) ได้นำมาเล่าต่อ พร้อม “ใส่ไข่” (ผมอยากจะเรียกอย่างนั้น) ทำให้เราอ่านไปมีความมันในอารมณ์ไปด้วย ขอนำมาถ่ายทอดในวันเลือกตั้ง ที่อารมณ์ของคนในสังคมไทยแตกต่างกัน เพราะสนับสนุนนักการเมืองต่างพรรค (มันเกี่ยวกันไหมเนี่ย)

เรื่องมีอยู่ว่า ในวัดแห่งหนึ่ง เมืองโกสัมพี มีพระภิกษุอยู่ร่วมกันจำนวนมาก มีพระเถระสองรูปเป็นที่เคารพของพระภิกษุทั้งหลาย รูปหนึ่งเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย มีความเชี่ยวชาญในการอธิบายพระวินัย เรียกตามศัพท์ของพระอรรถกถาจารย์ว่า “พระวินัยธร” อีกรูปหนึ่งมีความสามารถในการถ่ายทอดพระธรรม เรียกว่า “พระธรรมกถึก”

ทั้งสองรูปมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากทัดเทียมกัน ถึงในเนื้อหาจะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกชัดเจน แต่โดยพฤตินัยก็พอมองเห็นเป็นรูปธรรม รวมไปถึงญาติโยมด้วย พวกที่ชอบพระนักเทศน์ก็ไปหาพระนักเทศน์ พวกที่ชอบพระผู้เชี่ยวชาญพระวินัยก็ไปหาพระวินัยธรบ่อยๆ สมัยนี้เรียกว่า “ขึ้น” ทั้งสองรูป มีญาติโยมขึ้นพอๆ กัน

ท่านเหล่านี้ก็อยู่ด้วยกันมาด้วยดี ไม่มีอะไร อยู่มาวันหนึ่ง พระวินัยธรเข้าห้องน้ำ (สมัยโน้นวัจกุฎีก็คงเป็นส้วมหลุม มากกว่าห้องน้ำในปัจจุบัน) ออกมาเจอพระธรรมกถึก จึงถามว่า “ท่านใช่ไหมที่เข้าห้องน้ำก่อนผม”

พระธรรมกถึกรับว่า “ใช่ มีอะไรหรือ”

“ท่านเหลือน้ำชำระไว้ครึ่งขัน ท่านทำผิดพระวินัย ต้องอาบัติทุกกฎแล้ว รู้หรือเปล่า” พระวินัยธรกล่าว

“โอ ผมไม่รู้ ถ้าอย่างนั้นผมขอปลงอาบัติ” พระธรรมกถึก ยอมรับและยินดี “ปลงอาบัติ” หรือแสดงอาบัติอันเป็นวิธีออกจากอาบัติตามพระวินัย

พระวินัยธรกล่าวว่า ถ้าท่านไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องอาบัติดอก แล้วก็เดินจากไป เรื่องก็น่าจะแล้วกันไป แต่ไม่แล้วสิครับ พระวินัยธรไปเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า พระธรรมกถึก ดีแต่เทศน์สอนคนอื่น ตัวเองต้องอาบัติแล้วยังไม่รู้เลย ลูกศิษย์พระวินัยธรก็ไปบอกลูกศิษย์พระธรรมกถึก ทำนองบลั๊ฟกันกลายๆ ว่า พรรคท่านฟ้องแก้เกี้ยว เอ๊ย อาจารย์ของพวกท่านดีแต่สอนคนอื่น ตัวเองต้องอาบัติแล้วยังไม่รู้

เรื่องรู้ถึงหูพระธรรมกถึก ก็หูแดงสิครับ ใครมันจะยอมให้กล่าวหาว่าพิมพ์สติ๊กเกอร์ เอ๊ยจงใจละเมิดพระวินัย จึงศอกกลับพระวินัยธรว่า สับปลับ ทีแรกว่าไม่เป็นไร แต่คราวนี้ว่าต้องอาบัติ พระวินัยธร ก็ต้องอาบัติข้อพูดเท็จเหมือนกัน เอาละสิครับ เมื่ออาจารย์ทะเลาะกัน พวกลูกศิษย์ก็ทะเลาะกันด้วย ขยายวงกว้างออกไปจนถึงญาติโยมผู้ถือหางทั้งสองฝ่ายด้วย เรื่องลุกลามไปใหญ่โต ทราบถึงพระพุทธองค์ พระองค์เสด็จมาห้ามปราบ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เลือดเข้าตาแล้ว ไม่ยอมเชื่อฟัง

พระพุทธองค์ทรงระอาพระทัย จึงเสด็จหลีกไปประทับอยู่ ณ ป่าปาลิเลยยกะ (หรือปาลิไลยกะ) ตามลำพัง มีช้างนามเดียวกับป่านี้เฝ้าปรนนิบัติ ทรงจำพรรษาที่นั่น ในคัมภีร์พระไตรปิฎกพูดถึงช้างตัวเดียว ไม่พูดถึงลิง แต่ในอรรถกถาบอกว่ามีลิงด้วยตัวหนึ่ง

หมายเหตุไว้ตรงนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ผู้เป็นนักปราชญ์ท่านบอกว่า ช้างนั้น ถ้าเป็นช้างป่าลักษณนามต้องเรียกว่า “ตัว” แต่ถ้าช้างที่ขึ้นระวางแล้วเรียกว่า “เชือก” ว่าอย่างนั้น ผมเป็นแค่ “นักปาด” ก็ต้องเชื่อท่าน

ว่ากันว่าช้างคอยต้มน้ำให้พระพุทธองค์ทรงสรง ทำอย่างไรหรือครับ แกกลิ้งก้อนหินที่ตากแดดทั้งวันยังอมความร้อนอยู่ ลงในแอ่งน้ำเล็กๆ น้ำนั้นก็อุ่นขึ้นมา แล้วก็ไปหมอบแทบพระบาททำนองอาราธนาให้สรงสนาน พระพุทธองค์เสด็จไปสรงน้ำนั้น อย่างนี้ทุกวัน

เจ้าจ๋อเห็นช้างทำอย่างนั้น ก็อยากทำอะไรแด่พระพุทธองค์บ้าง มองไปมองมาเห็นผึ้งรวงใหญ่ ก็ไปเอามาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับแล้วก็วางไว้ ไม่เสวย เจ้าจ๋อสงสัยว่าทำไมพระองค์ไม่เสวย ก็ไปหยิบรวงผึ้งมาพินิจพิเคราะห์ดู เห็นตัวอ่อนเยอะแยะเลย จึงหยิบออกจนหมดแล้วถวายใหม่ คราวนี้พระองค์เสวย ก็เลยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ที่อีกฝ่ายจะถูก กกต. แบนเรื่องปริญญาปลอม เอ๊ยที่พระพุทธองค์เสวยผึ้งที่ตนถวาย ปล่อยกิ่งนี้จับกิ่งนั้นเพลิน บังเอิญไปจับกิ่งไม้แห้งเข้า กิ่งไม้หักร่วงลงมา ถูกตอไม้ทิ่มตูดตาย คัมภีร์เล่าต่อว่า ลิงตัวนั้นตายไปเกิดเป็นเทพบุตรนามว่า มักกฎเทพบุตร (แปลว่าเทพบุตรจ๋อ) ปานนั้นเชียว

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จหลีกไปตามลำพัง พวกอุบาสกอุบาสิกาที่ทรงธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายไหนทั้งนั้น ก็พากันแอนตี้พระภิกษุเหล่านั้น ไม่ถวายอาหารบิณฑบาต กล่าวโทษว่าเป็นสาเหตุให้พระพุทธองค์เสด็จหนีไป พวกตนมิได้เฝ้าพระพุทธองค์ พระภิกษุเหล่านั้นรู้สำนึก จึงขอขมา แต่อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายบอกให้ไปกราบขอขมาพระพุทธองค์ ครั้นออกพรรษาแล้วพระภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อขอขมา โดยมีพระอานนท์เป็นผู้ประสานงาน (แหม ใช้ภาษาทันสมัยจังเนาะ) พระพุทธองค์ทรงแสดงโทษของการทะเลาะวิวาทและอานิสงส์ (ผลดี) ของความสามัคคีแก่พระสงฆ์สาวกเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นก็กลับมาสมัครสมานสามัคคีกันเหมือนเดิม

ชาวพุทธได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นปางหนึ่ง เป็นอนุสรณ์เหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ปางปาลิไลยกะ (ป่าเลไลยก์, ป่าลิไลยก์) พระพุทธองค์ประทับห้อยพระบาท มีลิงถือรวงผึ้ง และช้างหมอบแทนพระยุคลบาท อย่าถามว่าสร้างสมัยไหน ผมไม่ทราบ เพราะเกิดไม่ทัน

นี้เป็นการทะเลาะกันของพระสงฆ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประวัติพระพุทธศาสนา แต่การทะเลาะกันเพราะความคิดเห็นต่างกัน ก็ไม่ถึงกับแตกนิกายดังในสมัยหลัง เพราะอย่างไรก็มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นจุดศูนย์กลายคอยชี้แจงไกล่เกลี่ยให้กลับคืนดีกัน สมัครสมานสามัคคีกันเหมือนเดิม

ที่มา : http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=34774


:shock: :shock: พิจารณาให้ดีจะเห็นว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงโปรดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทะเลาะกันหนักเข้าห้ามไม่ฟังพระองค์ทรงหนีไปเสีย วันนี้บ้านเมืองเราทะเลาะกันเรียกว่า ๓ ฝ่ายมีหัวดำเข้าไปยุ่งด้วย ทำอย่างไรจะให้เรื่องสงบ มีทางเดียวทั้ง ๓ ฝ่ายผละออกไปจากกันเสีย แล้วให้แต่ละฝ่ายไปทำหน้าที่ของตน พระทำหน้าที่พระ พวกหัวดำทำหน้าที่หัวดำ อย่าไปก้าวก่ายกัน

เมื่อหัวดำผละออกไปแล้วก็จะเหลือแต่พระ ๒ ฝ่าย ครานี้เอาแบบอย่างที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติเรื่องจะจบทันที ยศ ลาภ เป็นสิ่งภายนอกและสมมุติกันขึ้นมา อย่าไปหลงสมมุติ อย่าไปติดลาภ ยศ สรรเสริญ ผมเชื่อของผมที่ไม่ยอมกันเพราะแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์(ลาภ ยศ)และแบ่งพวกใครพวกมัน ดังนั้นผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดต้องเสียสละดังที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติไว้ให้เป็นแบบอย่างแล้ว ทำเลยครับถ้าเรื่องไม่ยุติผมยอมให้เอาไปประหารครับ :cry: :cry:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :) วันที่ ๑๗ ก.พ.๕๙ รักรถรักธรรม(พิษณุโลก) ได้เดินทางออกจากเมืองสองแควถึงสารภีวันที่ ๑๘ ก.พ.เพื่อขึ้นอินทนนท์ใน ๒๐ ก.พ.(แต่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขัน)วันที่ ๑๙ ไปกราบหลวงพี่ที่วัดน้ำต้องพักค้างที่วัด จะลงจากอินทนนท์ใน ๒๑ ก.พ.กลับถึงพิษณุโลก ๒๒ ก.พ.รวม ๖ วัน ๕ คืนด้วยระยะทางพันกว่ากิโลเมตร ขอชื่นชมและขอต้อนรับคณะด้วยความยินดีครับ :) :D

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพลุงดมบ้านอยู่ตรงข้ามบ้านผมก็ออกมาต้อนรับและร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน

รูปภาพอยู่ง่ายกินง่ายสำหรับรักรถรักธรรมทีม เรียกว่ามีอะไรก็กินกันห้ามทำให้ยุ่งยาก เย็นนี้มีบะหมี่จากลำปางเลิศรส(ร้านโกจือลำปาง)ไว้รอต้อนรับ เรียกว่านาน ๆ จะได้กินที บังเอิญว่าโชคดีอาม่ามาจากลำปางมาเยี่ยมได้นำมาฝาก (ลาภปากครับ๕๕) นอกจากนี้ยังมีน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ของท่าน อ.โอ๊ค ตบท้าย ก่อนจะเข้าพักนอนเตรียมตัวขึ้นอินทนนท์ต่อไป

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เช้าวันที่ ๑๙ ก.พ.คณะออกเดินทางจากบ้านสารภีเพื่อต่อไปยังวัดน้ำต้อง ซึ่งเช้านี้มีลุงป๊อก อ.โอ๊ค พร้อมกับผมได้ปั่นไปส่งที่ อ.สันป่าตอง เนื่องจากปีนี้มีงานสังคมในวันที่ ๒๐ และ ๒๑ ก็เลยไม่ได้ร่วมกับคณะปั่นขึ้นอินทนนท์ (เสียดายครับ) ขอให้คณะเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพครับ :) :D

รูปภาพสังเกตุแสงที่ติดใบหน้านะครับคนถ่ายบอกภาพนี้พยายามเบนกล้องไปมุมไหนก็ตามแสงนี้จะรบกวนเฉพาะหน้าผมเพียงคนเดียว เสียดายที่คนบันทึกภาพน่าจะกดหลาย ๆ มุมหลาย ๆ ภาพ(คงนึกไม่ถึงครับ)จะได้ดูว่า เท็จ-จริง เอาเป็นว่าเทวดาส่งสัญญาณปีนี้ทั้งปีผมคงโชคดีก็แล้วกันนะ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพรูปภาพ

:idea: :idea: เราสามคนส่งคณะถึง อ.สันป่าตอง เนื่องจาก อ.โอ๊ค ติดงานการสอนภาคบ่าย ลุงป๊อก แขกจากเยอรมันจะมาพักที่บ้าน ส่วนผมนั้นติดงานสังคม(งานแต่งงานลูกสาวเพื่อนรัก) ก็เลยไม่ได้ร่วมปั่นขึ้นอินทนนท์ และครั้งแรกเป้าหมายเราจะปั่นไปส่งจนถึง อ.จอมทอง(ที่พักวัดน้ำต้อง) แต่เกรงว่าจะกลับไม่ทันเวลาสอนของ อ.โอ๊ค ก็เลยเอาแค่สันป่าตอง ขากลับเราทั้งสามแวะไปเยี่ยมสวนลุงหมื่น สวนนี้แกสร้างมาหลายปีแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ คงเดินหน้าการก่อสร้างไปเรื่อย ๆ และยิ่งใหญ่มากขึ้น ๆ ใครไปภาคเหนืออย่าลืมแวะไปชื่นชมได้ หรือใครจะไปเช่าสถานที่เพื่อจัดงานต่าง ๆ ก็ไปติดต่อประสานได้สถานที่สวยงามน่าไปทัศนาพอสมควรครับ


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o ที่นี่เขาจะเน้นเรื่องของศิลปะและไม้พันธ์หายาก อย่าลืมกันนะครับขึ้นเชียงใหม่แวะลำพูนไปเที่ยวให้ได้ครับ ได้ทั้งความงามและความรู้ เสียอย่างเดียวไม่มีไกด์อธิบายเท่านั้น ช่วงนี้เข้าชมฟรีครับอีกไม่ช้าคงเก็บเงินแน่ ๆ :lol: :lol:

:( :( ปีนี้การแข่งขันขึ้นอินทนนท์เป็นปีที่ ๙ ผมขึ้นมาแล้ว ๕ ครั้งแต่ครั้งนี้มีงานสำคัญที่มาตรงกัน ก็เลยอดขึ้น แต่ก็นับเป็นการโชคดีที่ผมได้ติดตามการถ่ายทอดสดดูแล้วตื่นเต้นสนุกสนานมาก เพราะการถ่ายทอดสดได้ให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย ต้องชื่นชมผู้บรรยายทั้ง ๓ ท่านที่มาร่วมให้ความรู้เมื่อวานนี้ครับ ปีนี้เช่นกันที่ทีม M.J.นำโดยท่านประธาน เมธา เปรมแสง พร้อมศรีภรรยาและ น้องฝ้าย บุตรสาวคนสวยมาร่วมในการแข่งขันด้วย นอกจากนี้ทีม รักรถรักธรรมพิษณุโลก ได้ปั่นกันมาจากพิษณุโลกมาขึ้นอินทนนท์ให้กำลังผู้เข้าแข่งขันเช่นกัน ขณะที่ผมกำลังส่งรายงานนี้ ทีมน่าใกล้ถึงพืษณุโลกแล้วครับ มาดูภาพการถ่ายทอดสดครับ :) :)

รูปภาพผู้บรรยายการถ่ายทอดสด

รูปภาพนักกีฬาเข้าจุดปล่อยตัวที่หน้าที่ว่าการอำเภอจอมทอง

รูปภาพ

รูปภาพจำนวนนักกีฬาที่สมัครมียอดถึง ๕,๐๐๐ คนมากเป็นประวัติการ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

วันมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อักษรโรมัน: Magha Puja) เป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)

วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวก 1,250 รูปได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4

เดิมนั้นไม่มีพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท จนมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน 3 ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น การประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือ มีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ และมีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น ในช่วงแรก พิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป ต่อมา ความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร

ปัจจุบัน วันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และประชาชนประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวที่ถือได้ว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" เนื่องจากในสังคมไทยปัจจุบัน หญิงสาวมักเสียตัวในวันวาเลนไทน์ หลายหน่วยงานจึงพยายามรณรงค์ให้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์) แทน

วันมาฆบูชา ปี 2559 ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


เช้ามืดพวกเราได้ไปทำบุญที่วัดป่าอรัญญวิเวก เนื่องในวันวิสาขบูชา คนเยอะมากปกติแล้วผมไม่ชอบคนมากเราจะหลีกเลี่ยง แต่เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาของเราเพื่อสืบทอดพระศาสนาเราจะละเลยไม่ได้ ส่วนตอนกลางคืนไปเวียนเทียนเราเลือกสวดมนต์อยู่บ้าน เพราะเวียนเทียนนั้นคนไปกันมากอยู่แล้วเขาถือเป็นการไปเที่ยวด้วย ขาดพวกเราสามคนคงไม่เป็นไร(คิดอย่างนั้นจริงๆ) ยอมรับคนมาก ๆ ไม่สู้จริง ๆ :lol: :lol:

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพหลวงพ่อเปลี่ยนตอนนี้อายุ ๘๑ หรือ ๘๒ แล้วแต่หน้าตาผ่องใสท่านไม่สบายเนื่องจากกรำงานหนักมามาก เทศน์โปรดญาติโยมหลาย ๆ พื้นที่ทั้งเมืองนอกมีลูกศิษย์มารับท่านก็เมตตา ปัจจุบันต้องพักรักษาแล้วใครจะไปกราบขอให้ตรวจเชคเวลาด้วย ไม่งั้นจะเป็นการรบกวนท่านมากไป

:) :D เรามาเดินทางกันต่อนะครับ หลังจากที่เข้าเมืองสีหนุวิลด์ได้แล้ว หาที่พักเรียบร้อยเช้าขึ้นมาเราทำอาหารทานกันก่อนที่จะออกตระเวนไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สีหนุวิลด์เป็นเมืองตากอากาศมีหาดทรายที่ยาวรอบเกาะ มีการบริหารจัดการโดยภาคเอกชน ธรรมชาติยังเป็นเดิม ๆ มีเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ไม่มาก แต่อีกไม่ช้าคงไม่แตกต่างกับภูเก็ตบ้านเรา คนรวยไปจับจองที่สร้างโรงแรมที่พักเต็มหมด เสียดายแทนชาวเขมร เราเลือกจุดใหญ่ใจความตรงไปที่รูปสิงห์โต ซึ่งถือเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองนี้ ต่อจากนั้นตรงเข้าชายหาด หาดที่มีชื่อของสีหนุวิลด์มีอยู่ ๕ หาด สวยงามเพราะธรรมชาติยังไม่ถุกทำลาย ฝรั่งมาเที่ยวกันเยอะมาก


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพมาติดต่อบริษัททัวร์เพื่อจะไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ แต่หลังจากศึกษารายละเอียดแล้วก็บอกเขาว่าขอไปตัดสินใจกันอีกครั้ง ถ้าอย่างไรจะโทร ฯ กลับมาจอง (เราคงไม่มีเวลามากพอ) อีกอย่างพวกเราอิ่มกับทะเลมาพอสมควร ครั้นจะบอกเขาว่าไม่จองตั๋วก็เกรงใจที่เขาเสียเวลาอธิบายแหล่งท่องเที่ยวให้ซะยืดยาว :lol: :lol:

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เราปั่นชายหาดจนได้เวลาหิว ชายทะเลคนที่ทานอาหารมังสวิรัติ หรือ เจ ลำบากหน่อยนะครับเพราะกว่าจะหาร้านที่สามารถทำให้ได้ มันลำบากแต่วันนั้นโชคดีครับเราเจอร้านแขก พากันเข้าไปสั่งอาหารไม่ผิดหวังครับเพราะร้านแขกอาหารหลาย ๆ อย่างเป็นแบบมังสวิรัติหมด ซึ่งผมก็ชอบราคาก็ไม่แพง สำคัญสั่งมาชุดเดียวกินได้สองคนเพราะเยอะมากครับ ลุป๊อกคุณยูรได้เนื้อแกะของโปรด หลังจากทานอิ่มแล้วก็ออกเดินทางชมชายหาดต่อ คราวนี้เราต้องขึ้นเหนือเพื่อไปยังท่าเรือที่พานักท่องเที่ยวไปเกาะต่าง ๆ ครับ :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เราปั่นเลาะเรียบชายหาดครั้งแรกก็เบลอ ๆ ไม่รู้ว่าที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ ๆ ควรไปอยู่แถวไหนบ้าง ประกอบกับพวกเราไม่ค่อยให้ความสนใจเกี่ยวกับชายหาดที่ ๆ บรรดานักท่องเที่ยวเขาชื่นชอบกัน เราคงปั่นไปเรื่อย ๆ ที่สุดเราปั่นเข้าไปชายหาดไปเจอหางมังกรเข้า ทำให้เราสนใจและคิดว่าเมื่อเจอหางมันต้องมีหัวแน่นอน เราก็พยายามสอบถามแต่หาคนพูดภาษาไม่ได้ เราก็เดาเอาว่ามันคงอยู่ใม่ใกล้ไม่ไกลกับที่เราพบ เราจึงพากันปั่นไปเรื่อย ๆ จบจนไปเจอป้ายว่าหาด Sokha ซึ่งเป็นรีสอร์ททำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำคุ้นเคยปั่นเข้าไปภายในรีสอร์ท ก็ไปเจอเข้ากับหัวมังกรตามที่ตั้งใจ เราก็ถือโอกาสปั่นเที่ยวชมสถานที่ รื่นรมย์น่าหรรษายิ่งนัก แต่ไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามเลย สักพักมีพนักงานโรงแรมปั่นจักรยานตามหาพวกเราและแจ้งว่า ที่บริเวณนี้ห้ามรถทุกชนิด และปรกติแล้วจะไม่มีใครเข้ามาเที่ยวกัน เพราะเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับผู้มาพัก(เล่นกาสิโน:ผมเดาต่อครับ) เราขอโทษขอโพยบอกว่าไม่รู้และเตรียมออกจากรีสอร์ท พร้อมขอบคุณที่มาแจ้งเตือน :lol: :lol:

รูปภาพ

:idea: :idea: ข่าวดีข่าวดังห้ามพลาดกันนะครับ

ในวันพุธที่ ๙ มีนาคม นี้หากท่านเห็นว่าห้ามพลาดปีหน้า ! ชมสุริยุปราคาครั้งเดียว ๙ มีนาคม ๒๕๕๙

ในวันพุธที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๙ คนไทยอย่าได้ตกใจ หากจะเห็นดวงอาทิตย์ไม่เต็มดวงหรือพระอาทิตย์แหว่ง ตั้งแต่ช่วงเช้าตอนขึ้นจากขอบฟ้าใหม่ เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศไทยสังเกตเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนทั่วประเทศ โดยในไทยจะสังเกตเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่งหรือถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุด ประมาณ ๘๐ % ในเวลาประมาณ ๐๗.๒๖ น. ที่บริเวณภาคใต้เช่นที่ จ.สงขลา หรือภูเก็ต ส่วนกรุงเทพ ฯจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังเต็มที่ ซึ่งจะเกินครึ่งดวงมาเล็กน้อย ในเวลาประมาณ ๐๗.๓๓ น. ทั้งนี้การชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาแม้จะเป็นช่วงเช้าที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นไม่นาน แต่ต้องใช้แว่นสุริยะ หรืออุปกรณ์ช่วยในการดูที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้วย เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อดวงตา อย่างไรก็ดี หากคนไทยพลาดปรากฏการณ์สุริยุปราคาในครั้งนี้ จะต้องรออีก ๓ ปี ประเทศไทยถึงจะมีโอกาสเห็นสุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ โดยเห็นเป็นสุริยุปราคาแบบบางส่วน ส่วนสุริยุปราคาแบบเต็มดวง ไทยจะมีโอกาสเห็นได้ในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๖๑๓ อย่าพลาดกันนะครับ :idea: :idea:


รูปภาพ

:lol: :lol: :lol: นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่าเดือน พ.ค. มิ.ย.นี้เป็นจุดที่ต้องระวังมาก มาอยู่ดาวอังคารใกล้โลกมาก กุมดาวพระเสาร์เป็นดาวคู่ศัตรู ดาวแห่งความรุนแรง ส่งผลต่อชัดเจนต่อสถานการณ์การเมืองเกิดแตกหักได้เสีย อีกทั้งยังเกิดเล็งพระอาทิตย์ ทำให้ดาวอังคารสว่าง ดาวอังคารเทพแห่งสงคราม ตกในภพมรณะของดวงเมือง เกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรงกว่าในอดีต ทั้งภัยพิบัติ และต่างประเทศเกิดสงครามโลกได้ ซึ่งเมื่อเวลาก็จะเห็นลักคนาดวงเมืองไทย คล้ายกับดวงโลก จากวันที่6 มี.ค. ดาวมฤตยูย้ายราศีมีนเข้าราศีเมษทับดวงเมืองพอดี เป็นดาวปาบพระเคราะห์ให้โทษมากกว่าให้คุณ

" คราวนี้เป็นอุปราครา ชนิดมืดมิดดวงจะรุนแรงกว่าอุปราคราสชนิดวงแหวงหรือชนิดบางส่วน และส่งผลอีกประการ เพราะมีดาวมฤตยูเข้ามาก่อนหน้าทับดวงเมืองเต็มที่วันที่6 มี.ค.จะอยู่ถึง7ปี ไปกุมกับดาวราหู จุดสังเกตุเกิดในขณะดาวพฤหัสเพ็ญมีแสงสว่างในตัวเอง และมีแนวอุปราครา สัมพันธ์กันไม่ดีมาก จะเกิดอุบัติเหตุอุบัติภัยขนาดใหญ่ มีความแตกหักกันอย่างรุนแรง ขอเตือนช่วงเดือนพ.ค.และมิ.ย. ดาวบาปพระเคราะห์ใหญ่ๆประเดประดังเข้ามาเล็งในเรือนที่สองกระดุมภ์ ในเรื่องการเงิน การคลังของประเทศ มีปัญหาด้านทรัพย์สิน เศรษฐกิจตกหนักกว่าที่ผ่านมาคนทั่วไปอยู่ยากลำบากมาก" ติดตามกันต่อไป :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”