ออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่โปร ผมไม่ได้เป็นหน้าม้า หรือได้รับสปอนเซอร์จากแบรนดใดๆทั้งสิ้น รีวิวเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์ที่ได้ลองปั่นเองและใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการประเมินเท่านั้น ถูกผิด ชั่วดียังไงก็แค่อยากแชร์เป็นข้อมูลสำหรับผุ้มีงบประมาณจำกัด เนื่องจากเห็นแต่เขารีวิวิรถแต่ราคาแพงๆหลักหลายหมื่น ถึงหลายแสน เลยขอโอกาศรีวิวสายประหยัดให้ผู้กำลังมองหา หรือรังเร มีข้อมุลไว้ประกอบการตัดสินใจกันบ้าง ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อรถราคาแพงแต่แรงยังคงไม่มี
ที่มาของรีวิว
เนื่องจากกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชิวิต จากเดิมที่ปั่นหมอบฟูลไซร์พกพาขึ้น suv.ได้สบายๆ จำเป็นต้อง มาใช้รถเก๋งซีวิคแทนในชิวิตประจำวัน เลยเป็นที่มาของการมองหา หมอบสายพันธุ์เล็ก เพื่อสะดวกในการติดท้ายรถเพื่อเดินทางไปทำงานและแวะปั่นสนามฟ้าก่อนกลับบ้าน
ก่อนตัดสินใจถอยเจ้าตัวเล็กนี้มา ได้ลองเปิดเวปและสอบถามอากู๋ ดูเพื่อหาข้อมูลเป็นเวลาหลายวัน ก็ไม่ค่อยพบข้อมุลจักรยานเชื้อสายจีนเท่าไหร่ ยิ่งแบรนด์ไม่ดังแล้วอย่าได้คิดว่าจะหาเจอรีวิวจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นทางยุโรปหรือญี่ปุ่นเท่านั้น ที่มีคนนิยมเอามาแต่งและจักทรงให้เป็นหมอบมินิ หรือ มินิหมอบตามแต่จะเรียก แต่งไปแต่งมาบานปลายไปหลายหมื่น จึงเลยจุดคุ้มทุนไปและส่วนใหญ่ก็เลิก หรือเปลี่ยนไปเล่นหมอบปกติกันเพราะสาเหตุนี้ ด้วยความที่ผมมีงบประมาณให้กับโปรเจคนี้ไม่เกินหมื่น ดูรถเซียงกงแล้วก็ทำใจไม่ได้ซื้อไม่ลงเพราะสภาพรถถลอกปอกเปือกมาก มีริ้วรอยผ่านศึกแทบทุกคัน ชุดขับค่อนข้างเก่า กรณีเฟรมอลู หรือโครโมรี ราคาก็โดดไปใกล้ชิดกับแบรนด์ดัง ของใหม่เลยทีเดียว ประเมินแล้วหากเอามาปรับแต่งให้อยุ่ในวิสัยพอขับได้ คงบานปลายไปหมื่นปลายๆ บางรุ่นองศาไม่น่าเหมาะกับการทำหมอบ น่าจะไปทางทัวริ่งมากกว่าซึ่งผิดวัตถุประสงค์ และไม่น่าจะให้ความรู้สึกที่ดีในการขี่แบบที่ผมชอบ เปิดไปเปิดมาก็ไปสะดุดตาเจ้า Trinx z4 Pro เข้า ด้วยความที่เป็นของใหม่ วัสดุเป็นอลู เกรดไม่สนใจ ขอแค่อย่างต่ำเป็นอลู น่าจะดีกว่าเหล็ก จัดทรงเป็นมินิหมอบพร้อมปั่น องศาเฟรมเหมาะกับการทำหมอบคือหน้าไม่โด่ง มาพร้อมชุดเกียร์ คาริส ซึ่งโดยรวมแล้วหากเทียบกับรถเซียงกง หรือการเอาเฟรมอลูมาแต่งเพิ่ม ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายในงบประมาณพอดี
รูปเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งได้รับมาเมื่อคืนวาน วันนี้ลงสนาม




สเปคคร่าวๆ จักรยานมินิ TRINX Z4 PRO
แฮนด์หมอบมือตบ ล้อ 451 แกนปลด เฟรมอลูมิเนียม 16 สปีด
เฟรมอลูมิเนียม
เกียร์ 16 สปีด
มือเกียร์ SHIMANO CLARIS ST-2400
สับจานหน้า SHIMANO CLARIS FD-2400
ตีนผี SHIMANO CLARIS RD-2400
ชุดเกียร์หลัง SUNRACE 12-25T
โซ่ KMC
เบรกหน้า-หลัง WINZIP ALLOY
ล้อ ALLOY DOUBLE WALL ขอบยก 45 mm.
ยาง KENDA COLORFUL TYRE 20"*1-1/8" (28-451)
น้ำหนักรถ เมื่อถอดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกอยู่ที่ 11 kg. ซึ่งสำหรับผมถือว่ารับได้ หมอบคาร์บอนผมอยู่ที่ 8kg.
รีวิวความรู้สึกและสมรรถนะ เมื่อปั่น
สภาพแวดล้อมในการปั่นดังนี้
- ปั่นสนามฟ้า 2 รอบสนาม ในวันที่อากาศสดใสปกติ ปกติผมทำได้ AV30 ที่รอบขาประมาณ 80
- รถเดิมๆไม่แต่งหรือปรับเปลี่ยนอะไหล่ ปรับแต่งองศาตามความชอบส่วนตัว
- ความรุ้สึกที่ได้เปรียบเทียบกับหมอบคาร์บอน สายพันธุ์ จีนที่ผมใช้อยุ่ น้ำหนักรถ 8 kg.
- คนขี่น้ำหนัก 69 kg.
ช่วง 5 km. แรก
เป็นครั้งแรกที่ได้ขี่รบมินิหมอบ ก่อนหน้านี้เคยแต่เสือภูเขา และเสือหมอบคาร์บอน ช่วง 2 km.แรก ยังเป็นระยะวอร์มขา โดยใช้จานเบา และรอบสูง ยังไม่ใส่โหลดใด ต้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายชินกับพาหนะใหม่ การบังคับหน้ารถไวขึ้นกว่าเดิมเนื่องมาจากล้อเล็กลง เข้าสู่กิโลที่สาม เริ่มใส่โหลดให้ตึงขา รู้สึกการตอบสนองของรถและความเร็วขึ้นได้ไม่ต่างจากหมอบคาร์บอนที่เพิ่งขี่ไปเมื่อวาน แต่เนื่องจากชุดขับที่แตกต่างกับอาจจะทำให้ความละเอียดในการเพิ่มความเร็วไม่สมูดเท่า อย่างว่าละราคามันต่างกันหลักหมื่น และมันก็ทำได้ดีสมค่าตัวมัน จังหวะนี้ความเร็วผมเพิ่มเป็น 25km/hr. ถึงกม.ที่4 ผมเร่งความเร็วขึ้นไปอยุ่ที่ 27 km/hr. ไม่รุ้สึกแต่งต่างกับเมื่อวาน
กม.ที่ 5-15
ความเร็วผมขึ้นไปอยุ่ที่ 30 สังเกตรอบขาเพิ่มสูงขึ้นกว่าหมอบปกติ จังหวะเติมต้องมีบ่อยกว่า และเมื่อฟรีขาความเร็วตกได้เร็วกว่า ทั้งหมดนี้น่าจะมาจากการที่ล้อเล็กลง ความลื่นของดุมก็น่าจะมีผล ในส่วนของการควบคุมรถ ผมกลับชอบความรุ้สึกที่ได้มากกว่าหมอบปกติ มันให้อารมณ์ sport มากกว่าเพราะความไวของหน้ารถที่ไวขึ้นจากล้อที่เล็กลง ทำให้ต้องมีสมาธิเพิ่มขึ้นซึ่งช่วยให้การหายใจของเราดีขึ้นด้วย การสั่นสะเทือนและรองรับแรงกระแทกนั้นรู้สึกมากกว่าหมอบคาร์บอน อยู่ในระดับเดียวกับหมอบเฟรมอลู ซึ่งเป็นจุดที่ผมรับได้ และพอใจกับมัน
กม. 15-20
ความเร็วลดลงจาก 30 กว่าๆลงมาที่ประมาณ 27-28 เนื่องจากเป็นทิศต้านลม รอบขายังคงมากกว่าหมอบปกติเล็กน้อย แต่ไม่ส่งผลอะไรนักต่อการล้าของกล้ามเนื้อ ผมยังคงความเร็วได้ดี สิ่งที่ดีของมินิหมอบก็คือผมรู้สึกว่าตัวผมเองต้านลมน้อยลง ซึ่งอันนี้อาจจะตัดสินได้ยากเพราะขึ้นกับความแรงของลมในแต่ละวัน อาการเหนื่อยไม่แตกต่างจากหมอบปกติ
กม. 20-22
ลองตบเกียร์ขึ้นไปอีก 2 step ให้ตึงขาและยืนโยก ซึ่งเป็นไปตามที่คิดไว้ ตัวรถให้อารมณ์หมอบอลูทั่วไป ซึ่งต่างจากหมอบคาร์บอน ที่จะนุ่มเท้ามากกว่า ความเร็วยังยังเพิ่มได้ หากแต่ต้องใช้แรกกระแทกอย่างสม่ำเสมอ เพราะล้อมันเล็ก แต่กดไปเถอาะครับ มันไม่หักคาเท้าหรอก เพราะมันเป็นอลู
พบจบ 2 รอบสนามได้ในความรู้สึกเหนื่อยหอบไม่ต่างจากหมอบปกติที่เคยปั่นอย่างมีนัยสำคัญ ในสถิติเดิมที่เคยได้
สรุป
เมื่อเทียบสิ่งที่ได้รับกับราคาผมถือว่าคุ้มค่ากับทุกบาทที่เสียไป มันทำให้ผมได้ออกกำลังกายในระดับเดียวกันหรือมากกว่ากว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกลับหมอบปกติ รูปล่างหน้าตาไม่ขี้เหล่ สังเกตจากการปั่นในสนามแล้วแซงหมอบคันอื่นๆแล้วเขาหันมามองยี่ห้อรถ 555
ความเร็วเฉลี่ยไม่แตกต่างกับหมอบคาร์บอนที่ผมขี่ รอบขาสูงขึ้นนิด ขับมันขึ้นหน่อย
เหมาะกับ
ผู้ที่อยากลองมินิหมอบ ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์แบรนด์ ใช้แรงอย่างเดียว หรือคนมีงบจำกัด ทดลองขี่ ยังไม่พร้อมที่จะเอาจริงกับหมอบราคาตั้งแต่หลายหมื่น ถึงเป็นแสน กับราคาที่จ่ายสำหรับคันนี้ ส่วนตัวคิดว่าคุ้มมากครั้ง ดีกว่าไปลองผิดลองถูกกับเงินใกล้ๆครึ่งแสนแล้วไม่ชอบ
ปล. ต้องขอโทษล่วงหน้าหากพิมพ์ผิดพลาดตัวสะกดไปบ้าง หรือพาดพิงไปบ้าง รีวิวนี้ใช้เพื่อแบ่งปันประสพการณ์เท่านั้น
