:: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
TJA
- ขาประจำ
- โพสต์: 969
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2013, 22:46
- team: ลูกเจี๊ยบส์
- Bike: Bianchi Oltre XR2, Dahon Mu-SLX
- ติดต่อ:
:: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
สมตติว่าเส้นทางอินทนนท์ช่วง16km.สุดท้าย ถ้าให้เลือกระหว่าง
- ขึ้นเฟืองใหญ่สุดที่มีทันที แล้วควงไปเรื่อยๆจนถึงยอด รักษาความสดของขาเอาไว้ให้มากที่สุด
- ค่อยๆไล่เฟืองไปตามกำลังขา รอบขาหรือแรงกดเริ่มหมดก็ค่อยๆขยับเฟืองใหญ่ขึ้นๆ เก็บเฟืองใหญ่สุดไว้ใช้เป็นไม้ตาย
เงื่อนไขคือจานหน้า50/34 เฟือง11-32
สองวิธีนี้ แบบไหนจะช่วยให้รอดไปถึงยอดดอยได้แบบขาไม่แตะพื้นครับ?
- ขึ้นเฟืองใหญ่สุดที่มีทันที แล้วควงไปเรื่อยๆจนถึงยอด รักษาความสดของขาเอาไว้ให้มากที่สุด
- ค่อยๆไล่เฟืองไปตามกำลังขา รอบขาหรือแรงกดเริ่มหมดก็ค่อยๆขยับเฟืองใหญ่ขึ้นๆ เก็บเฟืองใหญ่สุดไว้ใช้เป็นไม้ตาย
เงื่อนไขคือจานหน้า50/34 เฟือง11-32
สองวิธีนี้ แบบไหนจะช่วยให้รอดไปถึงยอดดอยได้แบบขาไม่แตะพื้นครับ?
- name_joker
- ขาประจำ
- โพสต์: 609
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:29
- Tel: 0894888XXX
- team: Y@H / BRC
- Bike: EV4
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
วิธีแรก เพราะคุณไม่ได้แข่งกับใคร ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลืองแรงกดเกียร์หนักจนหมดแรงแล้วค่อยผ่อน
เกียร์มีไว้ช่วยให้เราปั่นรอบขาที่เราถนัดและออกแรงได้มากที่สุดที่เส้นทางที่ต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นเกียร์ใหญ่สุดไม่จำเป็นต้องใช้ที่หลังสุดครับ ใช้ตามทางและแรงที่สัมพันธ์กันก็พอ เหนื่อยคือเหนื่อย หมดคือหมด 55555
เกียร์มีไว้ช่วยให้เราปั่นรอบขาที่เราถนัดและออกแรงได้มากที่สุดที่เส้นทางที่ต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นเกียร์ใหญ่สุดไม่จำเป็นต้องใช้ที่หลังสุดครับ ใช้ตามทางและแรงที่สัมพันธ์กันก็พอ เหนื่อยคือเหนื่อย หมดคือหมด 55555
Sketcher Shop
ขายปลีก ขายส่ง อุปกรณ์ศิลปะ เครื่องเขียนทุกประเภท จัดส่งทั่วไทย
Line ID : kitchai1965
Tel: 092-403-6476
facebook : sketcher shop
by Siam Sketch Supply Co,.Ltd
ขายปลีก ขายส่ง อุปกรณ์ศิลปะ เครื่องเขียนทุกประเภท จัดส่งทั่วไทย
Line ID : kitchai1965
Tel: 092-403-6476
facebook : sketcher shop
by Siam Sketch Supply Co,.Ltd
- irat
- ขาประจำ
- โพสต์: 875
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ธ.ค. 2013, 11:57
- team: 18+
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
แบบแรกครับ ไม่ต้องเก็บไว้หรอกครับ มีเท่าไหร่ก็ใช้ไปเลยครับ
สายแฟชั่น ปั่นเรื่อยเปื่อย
-
compass
- ขาประจำ
- โพสต์: 791
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ส.ค. 2011, 23:16
- Bike: TREK EMONDA SL6, Nich KEM, TREK MADONE 3.1 2012
- ตำแหน่ง: จตุจักร กรุงเทพฯ
- ติดต่อ:
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ผมเคยใช้แบบ 2 ตอนไต่เขาชันๆ ปรากฏว่าตอนขึ้นเฟือง 32 มันหมดแล้ว ถึงตอนนั้นเฟืองใหญ่กว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์
หลังสุดใช้แบบแรกตอนขึ้นจุดชันๆ ของภูชี้ฟ้าสามารถไต่จนสุดได้
หลังสุดใช้แบบแรกตอนขึ้นจุดชันๆ ของภูชี้ฟ้าสามารถไต่จนสุดได้
-
inugami
- ขาประจำ
- โพสต์: 158
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 พ.ย. 2013, 09:31
- Tel: 0894530511
- Bike: Ridley Noah RS
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
คิดเอาว่านักแข่งระดับโปรทัวร์เดี๋ยวนี้เค้าก็ยังใช้ใบคอมแพคเฟืองหลังใบโตๆในสเตจเขาโหดๆ แล้วเราเป็นใครใยจึงไม่ใช้ล่ะครับ อิอิ
- Ride Decorrate
- ขาประจำ
- โพสต์: 453
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2014, 15:02
- team: 222 Cycling Team
- Bike: Merida Reacto 400
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
แบบแรกยังกดแทบไม่ลงเลยครับ 555
แต่ก็ขึ้นถแบบไม่เข็นไม่จูง ด้วยชุดเฟืองตามที่ว่ามานี่แหละ
แต่ก็ขึ้นถแบบไม่เข็นไม่จูง ด้วยชุดเฟืองตามที่ว่ามานี่แหละ
- cocommnn
- ขาประจำ
- โพสต์: 459
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2014, 23:55
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ถึงจังหวะนั้นไม่ค่อยได้คิดอะไร รู้แค่ว่าเฟืองเหลือดีกว่าขาด มีแรงเท่าไรก้ใส่ให้หมด
- ไฟล์แนบ
-
- 20160127_120558.jpg (69.04 KiB) เข้าดูแล้ว 2141 ครั้ง
- Bukhanee
- สมาชิก
- โพสต์: 57
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 พ.ย. 2014, 13:51
- Tel: 088-3408455
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
เน้นที่รอบขาเราเป็นหลักครับ เปบี่ยนเฟืองตามรอบขาที่ไม่หนัก ไม่เบาครับ คคสต. ครับผม
-
MAD_MAX
- ขาประจำ
- โพสต์: 412
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2013, 17:09
- Bike: MTB 27.5er, MTB 29er, Road 700c, Mini 20"
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ช่วงนี้ ร้านจักรยาน เอาRoadlink มาขายกันแทบทุกร้านเลย ^___^
-
TJA
- ขาประจำ
- โพสต์: 969
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2013, 22:46
- team: ลูกเจี๊ยบส์
- Bike: Bianchi Oltre XR2, Dahon Mu-SLX
- ติดต่อ:
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ขอบคุณทุกๆท่านมากครับ
ตอนนี้กำลังพยายามหาprofileของเส้นทางปั่นงานอินทนนท์ช่วงตั้งแต่ด่านเก็บเงินด่านแรกอยู่
เห็นบางอันที่หาได้ ช่วง16โลสุดท้ายจะมีบางช่วงที่สโลปชัน20%+ ผมนี่ขนลุกเลย
ไม่ทราบว่ามีใครพอจะรีวิวเส้นทางได้บ้างมั้ยครับ ช่วงชัน ช่วงพักมีตรงไหนบ้าง
ตอนนี้กำลังพยายามหาprofileของเส้นทางปั่นงานอินทนนท์ช่วงตั้งแต่ด่านเก็บเงินด่านแรกอยู่
เห็นบางอันที่หาได้ ช่วง16โลสุดท้ายจะมีบางช่วงที่สโลปชัน20%+ ผมนี่ขนลุกเลย
ไม่ทราบว่ามีใครพอจะรีวิวเส้นทางได้บ้างมั้ยครับ ช่วงชัน ช่วงพักมีตรงไหนบ้าง
-
visual3dmax
- ขาประจำ
- โพสต์: 1346
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2014, 11:44
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
แนวผม จะ start ที่รอบขา 90 ถ้ารอบขาเหลือ 65 ผมจะขึ้นเกียเบาให้รอบขา อยู่ที่ 90-80 ตัดลงมาเรื่อยๆ จนสุดเกีย
จนเหลือรอบ 55 ถึง ขึ้นย้ำสุดเกีย กดขึ้นไปใช้ได้ผล ครับ หัวใจ ไม่พุ่งเท่าไหร่ แต่ถ้า ยืน
ตั้นแต่กลางเนิน ผม จอด ทุกที ครับ หัวใจพุ่งปรีด ก่เหมือน รถยนต์ อะครับ รอบมันตก ก่ทดรอบขึ้น เว้นแต่จะขาแรงกด
ตั้งแต่ต้นเนิน
จนเหลือรอบ 55 ถึง ขึ้นย้ำสุดเกีย กดขึ้นไปใช้ได้ผล ครับ หัวใจ ไม่พุ่งเท่าไหร่ แต่ถ้า ยืน
ตั้นแต่กลางเนิน ผม จอด ทุกที ครับ หัวใจพุ่งปรีด ก่เหมือน รถยนต์ อะครับ รอบมันตก ก่ทดรอบขึ้น เว้นแต่จะขาแรงกด
ตั้งแต่ต้นเนิน
-
NEMOK
- ขาประจำ
- โพสต์: 117
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2015, 11:16
- Tel: 0983937217
- Bike: cinelli experience
- ตำแหน่ง: แม่สา แม่ริม เชียงใหม่
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ถนอมกำลังขา ให้ได้มากที่สุด ค่อยๆไต่ไปครับ
เพราะหลังจากด่านที่สอง มันไต่ความสูงต่อเนื่องไปเรื่อยๆครับ
เพราะหลังจากด่านที่สอง มันไต่ความสูงต่อเนื่องไปเรื่อยๆครับ
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ถามกลยุทธ์ตรงนี้ เพื่อจะขึ้นดอย ใช่ป่าว
16กม.สุดท้าย ถ้าวัดระดับความสูงกันแล้ว มันจะไต่ขึ้นไป 1 กม. ครับ
ถ้าเริ่มต้นกันตรงที่ทำการ ( ปั่นท่องเที่ยว 16 กม. ) อันนี้ไม่ยากเลยครับ ถ้าไม่ได้ตั้งใจปั่นแบบขาไม่แตะพื้นด้วย ยิ่งปั่นง่าย เพราะผมเคยเอาเสือภูเขาขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง เริ่มจากร้านลุงแดง ( ฝั่งตรงข้ามอุทยาน , ที่รวมพลของนักดูนก ) ผมขึ้นโดยดูจาก HR ถ้าHR เลยzone 3 ผมหยุด พอลงมาถึงต้นๆzone 2 แล้วปั่นต่อ รวมเวลาพักแล้วยังขึ้นไปเร็วกว่าเด็กๆที่ไปด้วยกันในครั้งนั้นที่อัดๆๆแล้วไปไส้แตกตรงเนินพระธาตุ
แต่ถ้าต้องการปั่นโดยเท้าไม่แตะพื้นด้วย และมาจากจุดสตาร์ทที่หนัาวัดพระธาตุจอมทองด้วยแล้ว ผมว่างานนี้หนังชีวิตม้วนยาว
เพราะ 16 กม. สุดท้ายนั้น จะเป็นของที่โหดหินดินระเบิดมากๆ
เพราะว่า หากไม่นับ ระยะทาง10 กม.แรกจากวัดพระธาตุจอมทองที่เกือบๆจะเป็นทางราบแล้ว ผมเรียกว่า stage 1 จะมีระยะทางประมาณ 22-23 กม. โดยนับจากด่าน 1 ไปถึงท่ีทำการอุทยาน
หนังชีวิตจะเริ่มต้นด้วยการขึ้นเนินคัดตัว ยาวประมาณ 300เมตร แต่ชัน ถ้าเนินนั้นปั่นไม่ผ่าน ตอบได้เลยว่าชีวิตข้างหน้ารันทดแน่ๆ พ้นเนินคัดตัวไป ก็จะไปเจอทางชันแบบกินแรงไปเรื่อยๆ และจะไปชันมากขึ้นแถวๆน้ำตกวชิรธารณ์ ซึ่งอาจจะไม่ได้ชันแบบเนินคัดตัว แต่มันก็ชันแบบยาวๆ สามารถบั่นทอนความแข็งแรงของเราไปได้มากทีเดียวครับ
22-23 กม.ที่ผ่านมา จะบั่นทอนเรี่ยวแรงเราไปแบบไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าเกิดระห่ำจัดหนักตั้งแต่แรก เดี่ยวก็จะรู้กัน
Stage 2 คือ 16 กม สุดท้าย พูดง่ายๆ หลังจากโดยนวดมาจนเริ่มช้ำ งวดนี้จะโดนทุบให้น่วม เพราะไม่มีทางราบเลย แล้วจะเจอประเภทชันมาก ถึงชันโคตรๆกันเลยแหละ ก็บอกไปแล้วว่า 16 กม.สุดท้าย มันไต่ขึ้นไปอีก 1 กม.ในแนวดิ่ง
พอพ้นที่ทำการอุทยาน ผ่านหน้าเพิงขายของของชาวไทยภูเขา ก็จะเริ่มเจอด่านแรก เรียกกันขำๆว่า " ไต่นรก 3 กม. " ชันpeakๆจะอยู่แถวๆ 11-14% เองครับ ผ่านตรงนี้ไปได้โดยไม่เข็นเลย ก็จะทุเลาความชันลง จนผ่านด่าน 2 หรือ ด่านที่จะเลี้ยวลงไปแม่แจ่ม บริเวณนี้จะชันน้อยกว่าหลายที่หน่อย พอจะพักขาได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านพ้นด่านสองไปได้สักพักหนึ่ง จะเป็นทางลาด ( ไม่ใช่ทางราบ ) ที่พอจะหยุดพักเติมพลัง พักขาได้ เพราะจากนี้ไป จะเริ่มเข้าสู่ของจริง ซึ่งนั่นก็คือ 7กม. สุดท้าย
7 กม.สุดท้าย คือ จะเริ่มเห็นพระธาตุ 2 องค์ เราเรียกกันว่า "เนินพระธาตุ" จะเป็นเนิน 2 พับ ที่จัดว่าเป็น Hilight ที่สุด เก่งๆที่ย่ำกันมาตลอด 43 กม. ก็มาแป้กกันตรงนี้แหละ เห็นถอดรองเท้า เดินจูงจักรยานกันเยอะแยะ แล้วเจ็บตรงที่ช่างภาพจะรอถ่ายรูปคนเดินจูงซะด้วย ( แหม ก็มันถ่ายง่ายนี่ )
ปีที่แล้ว ผมก็มาเดี้ยงเอาตรงนี้ ตะคริวเริ่มตอด ก็เลยหยุดพักข้างทางนั่งดูใครต่อใครเขาจูงผ่าน จริงๆแล้วถ้ายอมลงจูงจะใช้เวลารวมน้อยกว่านั่งพักเสียอีกครับ แต่อยากได้รูปสวยๆตอนปั่นขึ้นเท่านั้นแหละ ก็เลยนั่งพักขา
จากจุดนี้ การใส่cleatเพื่อปั่น จะทำได้ลำบากพอสมควร เพราะทางมันชันมาก ไม่มีแรงส่ง
ผ่านเนินพระธาตุ 2 พับ นี้ได้ ก็จะผ่านหน้าทางเข้าพระธาตุ มุ่งหน้าสู่หน้าทางเข้ากิ่วแม่ปาน ซึ่ง ทางข้างหน้าก็ไม่ใช่หมูๆนะครับ
ผ่านกิ่วแม่ปานไปก็จะเจอด่านโหดคือ เนินเสาสัญญาณ TOT และ เนินหอดูดาว ตรงนั้นอาจจะไม่ได้ชันมากมายเหมือนกับเนินพระธาตุ แต่มันโดนบั่นทอนพละกำลังไปเยอะแล้ว จากเนินที่เวลาปกติควรจะปั่นขึ้นได้ ก็จะกลายเป็นเนินที่อาจจะต้องลงจูงหรือนั่งพักแทน
16 กม.สุดท้าย จะมีระยะทางที่สบายที่สุดคือ 100เมตรสุดท้าย ที่เกือบๆจะเป็นทางลาดลงให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------------
การปั่นขึ้นเขา เป็นเกมส์ที่ต้องแข่งกับตัวเองครับ อย่าไปแข่งกับคนอื่น พยายามดู HR ไปเรื่อยๆ พยายามปั่นให้ได้อยู่ในช่วงโซน 3 อย่าแช่ไว้ที่โซน 4 นานๆ
เหลือเวลาแค่ 2 สัปดาห์ จะให้ไปยก squat ก็คงจะทำได้อีกสัก 3 ครั้งเป็นอย่างมาก (ต้องพักกล้ามเนื้อให้สดสำหรับขึ้นดอยด้วยนะ ) ถ้าจะซ้อมปั่นช่วงนี้ โปรบางท่านแนะนำให้ปั่นโซน 2-3 ด้วยรอบขาแถวๆ 80 รอบ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กล้ามเนื้อ ( คุณคงจะไม่คิดจะเป็น"ซอยยิกกุมาร" ขึ้นดอยหรอกนะครับ
ยกเว้นคุณจะเป็นป๋าLanceศิษย์EPO ที่สร้างความฮือฮาด้วยท่า "Lance's Dance" ยืนควงบันไดขึ้นเขา )
พยายามคุมอาหาร พยายามซ้อมแล้วกินอาหารพวกแป้งในสัดส่วนที่สูงหน่อย แล้วงดของทอดของมันของหวานจัดๆ เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ถ้าลดน้ำหนักลงมาได้สัก 1 -2 กก. ( ช้าไปแล้วหละ เรื่องน้ำหนักนี่ เขาวางแผนกันมาเป็นเดือนๆ เพราะเป็นเรื่องยากมากสำหรับการลดน้ำหนักแบบมากๆโดยไม่กระทบต่อperformance ) ชีวิตจะสบายขึ้น ผมเองปกติหนัก 60 กก. ก็คุมอาหาร กับซ้อมโซน 2 -3 สลับกับเวทบ้าง ช่วงนี้บางวันก็ลงมาแตะ 58ปลายๆแล้ว , วันก่อนลงมาเหลือ 57.8 แบบว่าปล่อยน้ำไปเยอะหน่อย กินน้ำน้อยไปนิด ฮ่า ฮ่า )
ถ้ารู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมนัก หรือ ซ้อมไม่ค่อยพอ ก็หารองเท้าฟองน้ำเบาๆไปสักคู่ หรือ ยางรองคลีทติดตัวไปด้วย ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะเข็น เขาเข็นกันให้ขวักไขว่ สำคัญตรงที่จะเข็นยังไงไม่ให้โดนถ่ายรูปมานี่แหละ

16กม.สุดท้าย ถ้าวัดระดับความสูงกันแล้ว มันจะไต่ขึ้นไป 1 กม. ครับ
ถ้าเริ่มต้นกันตรงที่ทำการ ( ปั่นท่องเที่ยว 16 กม. ) อันนี้ไม่ยากเลยครับ ถ้าไม่ได้ตั้งใจปั่นแบบขาไม่แตะพื้นด้วย ยิ่งปั่นง่าย เพราะผมเคยเอาเสือภูเขาขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง เริ่มจากร้านลุงแดง ( ฝั่งตรงข้ามอุทยาน , ที่รวมพลของนักดูนก ) ผมขึ้นโดยดูจาก HR ถ้าHR เลยzone 3 ผมหยุด พอลงมาถึงต้นๆzone 2 แล้วปั่นต่อ รวมเวลาพักแล้วยังขึ้นไปเร็วกว่าเด็กๆที่ไปด้วยกันในครั้งนั้นที่อัดๆๆแล้วไปไส้แตกตรงเนินพระธาตุ
แต่ถ้าต้องการปั่นโดยเท้าไม่แตะพื้นด้วย และมาจากจุดสตาร์ทที่หนัาวัดพระธาตุจอมทองด้วยแล้ว ผมว่างานนี้หนังชีวิตม้วนยาว
เพราะ 16 กม. สุดท้ายนั้น จะเป็นของที่โหดหินดินระเบิดมากๆ
เพราะว่า หากไม่นับ ระยะทาง10 กม.แรกจากวัดพระธาตุจอมทองที่เกือบๆจะเป็นทางราบแล้ว ผมเรียกว่า stage 1 จะมีระยะทางประมาณ 22-23 กม. โดยนับจากด่าน 1 ไปถึงท่ีทำการอุทยาน
หนังชีวิตจะเริ่มต้นด้วยการขึ้นเนินคัดตัว ยาวประมาณ 300เมตร แต่ชัน ถ้าเนินนั้นปั่นไม่ผ่าน ตอบได้เลยว่าชีวิตข้างหน้ารันทดแน่ๆ พ้นเนินคัดตัวไป ก็จะไปเจอทางชันแบบกินแรงไปเรื่อยๆ และจะไปชันมากขึ้นแถวๆน้ำตกวชิรธารณ์ ซึ่งอาจจะไม่ได้ชันแบบเนินคัดตัว แต่มันก็ชันแบบยาวๆ สามารถบั่นทอนความแข็งแรงของเราไปได้มากทีเดียวครับ
22-23 กม.ที่ผ่านมา จะบั่นทอนเรี่ยวแรงเราไปแบบไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าเกิดระห่ำจัดหนักตั้งแต่แรก เดี่ยวก็จะรู้กัน
Stage 2 คือ 16 กม สุดท้าย พูดง่ายๆ หลังจากโดยนวดมาจนเริ่มช้ำ งวดนี้จะโดนทุบให้น่วม เพราะไม่มีทางราบเลย แล้วจะเจอประเภทชันมาก ถึงชันโคตรๆกันเลยแหละ ก็บอกไปแล้วว่า 16 กม.สุดท้าย มันไต่ขึ้นไปอีก 1 กม.ในแนวดิ่ง
พอพ้นที่ทำการอุทยาน ผ่านหน้าเพิงขายของของชาวไทยภูเขา ก็จะเริ่มเจอด่านแรก เรียกกันขำๆว่า " ไต่นรก 3 กม. " ชันpeakๆจะอยู่แถวๆ 11-14% เองครับ ผ่านตรงนี้ไปได้โดยไม่เข็นเลย ก็จะทุเลาความชันลง จนผ่านด่าน 2 หรือ ด่านที่จะเลี้ยวลงไปแม่แจ่ม บริเวณนี้จะชันน้อยกว่าหลายที่หน่อย พอจะพักขาได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านพ้นด่านสองไปได้สักพักหนึ่ง จะเป็นทางลาด ( ไม่ใช่ทางราบ ) ที่พอจะหยุดพักเติมพลัง พักขาได้ เพราะจากนี้ไป จะเริ่มเข้าสู่ของจริง ซึ่งนั่นก็คือ 7กม. สุดท้าย
7 กม.สุดท้าย คือ จะเริ่มเห็นพระธาตุ 2 องค์ เราเรียกกันว่า "เนินพระธาตุ" จะเป็นเนิน 2 พับ ที่จัดว่าเป็น Hilight ที่สุด เก่งๆที่ย่ำกันมาตลอด 43 กม. ก็มาแป้กกันตรงนี้แหละ เห็นถอดรองเท้า เดินจูงจักรยานกันเยอะแยะ แล้วเจ็บตรงที่ช่างภาพจะรอถ่ายรูปคนเดินจูงซะด้วย ( แหม ก็มันถ่ายง่ายนี่ )
ปีที่แล้ว ผมก็มาเดี้ยงเอาตรงนี้ ตะคริวเริ่มตอด ก็เลยหยุดพักข้างทางนั่งดูใครต่อใครเขาจูงผ่าน จริงๆแล้วถ้ายอมลงจูงจะใช้เวลารวมน้อยกว่านั่งพักเสียอีกครับ แต่อยากได้รูปสวยๆตอนปั่นขึ้นเท่านั้นแหละ ก็เลยนั่งพักขา
จากจุดนี้ การใส่cleatเพื่อปั่น จะทำได้ลำบากพอสมควร เพราะทางมันชันมาก ไม่มีแรงส่ง
ผ่านเนินพระธาตุ 2 พับ นี้ได้ ก็จะผ่านหน้าทางเข้าพระธาตุ มุ่งหน้าสู่หน้าทางเข้ากิ่วแม่ปาน ซึ่ง ทางข้างหน้าก็ไม่ใช่หมูๆนะครับ
ผ่านกิ่วแม่ปานไปก็จะเจอด่านโหดคือ เนินเสาสัญญาณ TOT และ เนินหอดูดาว ตรงนั้นอาจจะไม่ได้ชันมากมายเหมือนกับเนินพระธาตุ แต่มันโดนบั่นทอนพละกำลังไปเยอะแล้ว จากเนินที่เวลาปกติควรจะปั่นขึ้นได้ ก็จะกลายเป็นเนินที่อาจจะต้องลงจูงหรือนั่งพักแทน
16 กม.สุดท้าย จะมีระยะทางที่สบายที่สุดคือ 100เมตรสุดท้าย ที่เกือบๆจะเป็นทางลาดลงให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------------
การปั่นขึ้นเขา เป็นเกมส์ที่ต้องแข่งกับตัวเองครับ อย่าไปแข่งกับคนอื่น พยายามดู HR ไปเรื่อยๆ พยายามปั่นให้ได้อยู่ในช่วงโซน 3 อย่าแช่ไว้ที่โซน 4 นานๆ
เหลือเวลาแค่ 2 สัปดาห์ จะให้ไปยก squat ก็คงจะทำได้อีกสัก 3 ครั้งเป็นอย่างมาก (ต้องพักกล้ามเนื้อให้สดสำหรับขึ้นดอยด้วยนะ ) ถ้าจะซ้อมปั่นช่วงนี้ โปรบางท่านแนะนำให้ปั่นโซน 2-3 ด้วยรอบขาแถวๆ 80 รอบ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กล้ามเนื้อ ( คุณคงจะไม่คิดจะเป็น"ซอยยิกกุมาร" ขึ้นดอยหรอกนะครับ
พยายามคุมอาหาร พยายามซ้อมแล้วกินอาหารพวกแป้งในสัดส่วนที่สูงหน่อย แล้วงดของทอดของมันของหวานจัดๆ เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ถ้าลดน้ำหนักลงมาได้สัก 1 -2 กก. ( ช้าไปแล้วหละ เรื่องน้ำหนักนี่ เขาวางแผนกันมาเป็นเดือนๆ เพราะเป็นเรื่องยากมากสำหรับการลดน้ำหนักแบบมากๆโดยไม่กระทบต่อperformance ) ชีวิตจะสบายขึ้น ผมเองปกติหนัก 60 กก. ก็คุมอาหาร กับซ้อมโซน 2 -3 สลับกับเวทบ้าง ช่วงนี้บางวันก็ลงมาแตะ 58ปลายๆแล้ว , วันก่อนลงมาเหลือ 57.8 แบบว่าปล่อยน้ำไปเยอะหน่อย กินน้ำน้อยไปนิด ฮ่า ฮ่า )
ถ้ารู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมนัก หรือ ซ้อมไม่ค่อยพอ ก็หารองเท้าฟองน้ำเบาๆไปสักคู่ หรือ ยางรองคลีทติดตัวไปด้วย ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะเข็น เขาเข็นกันให้ขวักไขว่ สำคัญตรงที่จะเข็นยังไงไม่ให้โดนถ่ายรูปมานี่แหละ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
TJA
- ขาประจำ
- โพสต์: 969
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2013, 22:46
- team: ลูกเจี๊ยบส์
- Bike: Bianchi Oltre XR2, Dahon Mu-SLX
- ติดต่อ:
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
ขอบคุณอ.ลูมากๆครับ นอกจากรีวิวเรื่องเส้นทางแต่ละจุดแบบละเอียดยิบแล้ว ยังเพิ่มเติมเรื่องการซ้อมในช่วง2สัปดาห์ที่เหลือให้ด้วย(เหมือนรู้เลยว่าผมอยากถามอะไรต่อ 5555)lucifer เขียน:ถามกลยุทธ์ตรงนี้ เพื่อจะขึ้นดอย ใช่ป่าว
16กม.สุดท้าย ถ้าวัดระดับความสูงกันแล้ว มันจะไต่ขึ้นไป 1 กม. ครับ
ถ้าเริ่มต้นกันตรงที่ทำการ ( ปั่นท่องเที่ยว 16 กม. ) อันนี้ไม่ยากเลยครับ ถ้าไม่ได้ตั้งใจปั่นแบบขาไม่แตะพื้นด้วย ยิ่งปั่นง่าย เพราะผมเคยเอาเสือภูเขาขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง เริ่มจากร้านลุงแดง ( ฝั่งตรงข้ามอุทยาน , ที่รวมพลของนักดูนก ) ผมขึ้นโดยดูจาก HR ถ้าHR เลยzone 3 ผมหยุด พอลงมาถึงต้นๆzone 2 แล้วปั่นต่อ รวมเวลาพักแล้วยังขึ้นไปเร็วกว่าเด็กๆที่ไปด้วยกันในครั้งนั้นที่อัดๆๆแล้วไปไส้แตกตรงเนินพระธาตุ
แต่ถ้าต้องการปั่นโดยเท้าไม่แตะพื้นด้วย และมาจากจุดสตาร์ทที่หนัาวัดพระธาตุจอมทองด้วยแล้ว ผมว่างานนี้หนังชีวิตม้วนยาว
เพราะ 16 กม. สุดท้ายนั้น จะเป็นของที่โหดหินดินระเบิดมากๆ
เพราะว่า หากไม่นับ ระยะทาง10 กม.แรกจากวัดพระธาตุจอมทองที่เกือบๆจะเป็นทางราบแล้ว ผมเรียกว่า stage 1 จะมีระยะทางประมาณ 22-23 กม. โดยนับจากด่าน 1 ไปถึงท่ีทำการอุทยาน
หนังชีวิตจะเริ่มต้นด้วยการขึ้นเนินคัดตัว ยาวประมาณ 300เมตร แต่ชัน ถ้าเนินนั้นปั่นไม่ผ่าน ตอบได้เลยว่าชีวิตข้างหน้ารันทดแน่ๆ พ้นเนินคัดตัวไป ก็จะไปเจอทางชันแบบกินแรงไปเรื่อยๆ และจะไปชันมากขึ้นแถวๆน้ำตกวชิรธารณ์ ซึ่งอาจจะไม่ได้ชันแบบเนินคัดตัว แต่มันก็ชันแบบยาวๆ สามารถบั่นทอนความแข็งแรงของเราไปได้มากทีเดียวครับ
22-23 กม.ที่ผ่านมา จะบั่นทอนเรี่ยวแรงเราไปแบบไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าเกิดระห่ำจัดหนักตั้งแต่แรก เดี่ยวก็จะรู้กัน
Stage 2 คือ 16 กม สุดท้าย พูดง่ายๆ หลังจากโดยนวดมาจนเริ่มช้ำ งวดนี้จะโดนทุบให้น่วม เพราะไม่มีทางราบเลย แล้วจะเจอประเภทชันมาก ถึงชันโคตรๆกันเลยแหละ ก็บอกไปแล้วว่า 16 กม.สุดท้าย มันไต่ขึ้นไปอีก 1 กม.ในแนวดิ่ง
พอพ้นที่ทำการอุทยาน ผ่านหน้าเพิงขายของของชาวไทยภูเขา ก็จะเริ่มเจอด่านแรก เรียกกันขำๆว่า " ไต่นรก 3 กม. " ชันpeakๆจะอยู่แถวๆ 11-14% เองครับ ผ่านตรงนี้ไปได้โดยไม่เข็นเลย ก็จะทุเลาความชันลง จนผ่านด่าน 2 หรือ ด่านที่จะเลี้ยวลงไปแม่แจ่ม บริเวณนี้จะชันน้อยกว่าหลายที่หน่อย พอจะพักขาได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านพ้นด่านสองไปได้สักพักหนึ่ง จะเป็นทางลาด ( ไม่ใช่ทางราบ ) ที่พอจะหยุดพักเติมพลัง พักขาได้ เพราะจากนี้ไป จะเริ่มเข้าสู่ของจริง ซึ่งนั่นก็คือ 7กม. สุดท้าย
7 กม.สุดท้าย คือ จะเริ่มเห็นพระธาตุ 2 องค์ เราเรียกกันว่า "เนินพระธาตุ" จะเป็นเนิน 2 พับ ที่จัดว่าเป็น Hilight ที่สุด เก่งๆที่ย่ำกันมาตลอด 43 กม. ก็มาแป้กกันตรงนี้แหละ เห็นถอดรองเท้า เดินจูงจักรยานกันเยอะแยะ แล้วเจ็บตรงที่ช่างภาพจะรอถ่ายรูปคนเดินจูงซะด้วย ( แหม ก็มันถ่ายง่ายนี่ )
ปีที่แล้ว ผมก็มาเดี้ยงเอาตรงนี้ ตะคริวเริ่มตอด ก็เลยหยุดพักข้างทางนั่งดูใครต่อใครเขาจูงผ่าน จริงๆแล้วถ้ายอมลงจูงจะใช้เวลารวมน้อยกว่านั่งพักเสียอีกครับ แต่อยากได้รูปสวยๆตอนปั่นขึ้นเท่านั้นแหละ ก็เลยนั่งพักขา
จากจุดนี้ การใส่cleatเพื่อปั่น จะทำได้ลำบากพอสมควร เพราะทางมันชันมาก ไม่มีแรงส่ง
ผ่านเนินพระธาตุ 2 พับ นี้ได้ ก็จะผ่านหน้าทางเข้าพระธาตุ มุ่งหน้าสู่หน้าทางเข้ากิ่วแม่ปาน ซึ่ง ทางข้างหน้าก็ไม่ใช่หมูๆนะครับ
ผ่านกิ่วแม่ปานไปก็จะเจอด่านโหดคือ เนินเสาสัญญาณ TOT และ เนินหอดูดาว ตรงนั้นอาจจะไม่ได้ชันมากมายเหมือนกับเนินพระธาตุ แต่มันโดนบั่นทอนพละกำลังไปเยอะแล้ว จากเนินที่เวลาปกติควรจะปั่นขึ้นได้ ก็จะกลายเป็นเนินที่อาจจะต้องลงจูงหรือนั่งพักแทน
16 กม.สุดท้าย จะมีระยะทางที่สบายที่สุดคือ 100เมตรสุดท้าย ที่เกือบๆจะเป็นทางลาดลงให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------------
การปั่นขึ้นเขา เป็นเกมส์ที่ต้องแข่งกับตัวเองครับ อย่าไปแข่งกับคนอื่น พยายามดู HR ไปเรื่อยๆ พยายามปั่นให้ได้อยู่ในช่วงโซน 3 อย่าแช่ไว้ที่โซน 4 นานๆ
เหลือเวลาแค่ 2 สัปดาห์ จะให้ไปยก squat ก็คงจะทำได้อีกสัก 3 ครั้งเป็นอย่างมาก (ต้องพักกล้ามเนื้อให้สดสำหรับขึ้นดอยด้วยนะ ) ถ้าจะซ้อมปั่นช่วงนี้ โปรบางท่านแนะนำให้ปั่นโซน 2-3 ด้วยรอบขาแถวๆ 80 รอบ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กล้ามเนื้อ ( คุณคงจะไม่คิดจะเป็น"ซอยยิกกุมาร" ขึ้นดอยหรอกนะครับยกเว้นคุณจะเป็นป๋าLanceศิษย์EPO ที่สร้างความฮือฮาด้วยท่า "Lance's Dance" ยืนควงบันไดขึ้นเขา )
พยายามคุมอาหาร พยายามซ้อมแล้วกินอาหารพวกแป้งในสัดส่วนที่สูงหน่อย แล้วงดของทอดของมันของหวานจัดๆ เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ถ้าลดน้ำหนักลงมาได้สัก 1 -2 กก. ( ช้าไปแล้วหละ เรื่องน้ำหนักนี่ เขาวางแผนกันมาเป็นเดือนๆ เพราะเป็นเรื่องยากมากสำหรับการลดน้ำหนักแบบมากๆโดยไม่กระทบต่อperformance ) ชีวิตจะสบายขึ้น ผมเองปกติหนัก 60 กก. ก็คุมอาหาร กับซ้อมโซน 2 -3 สลับกับเวทบ้าง ช่วงนี้บางวันก็ลงมาแตะ 58ปลายๆแล้ว , วันก่อนลงมาเหลือ 57.8 แบบว่าปล่อยน้ำไปเยอะหน่อย กินน้ำน้อยไปนิด ฮ่า ฮ่า )
ถ้ารู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมนัก หรือ ซ้อมไม่ค่อยพอ ก็หารองเท้าฟองน้ำเบาๆไปสักคู่ หรือ ยางรองคลีทติดตัวไปด้วย ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะเข็น เขาเข็นกันให้ขวักไขว่ สำคัญตรงที่จะเข็นยังไงไม่ให้โดนถ่ายรูปมานี่แหละ![]()
![]()
ถ้าอย่างนั้นช่วงที่เหลือนี้ควรงดขึ้นเขา แล้วหันมาซ้อมพวกSweet spotม Tempo หรือหาเวลาออกไปปั่นยาวๆคุมรอบขากับหัวใจแทนจะดีกว่าใช่มั้ยครับ
เพิ่งไปขึ้นเขาใหญ่ด่านชนด่านแล้วต่อเขาเขียว พยายามยังไม่ใช่เฟือง32(ใช้ถึง28)แล้วคุมหัวใจกับรอบขาขึ้นไป ผลคือเขาเขียวช่วงท้ายๆนี่หัวใจยังกระฉูดอยู่ครับ
แต่พอถึงงานอินทนนท์คิดว่าคงปั่นแบบเซฟแรงตั้งแต่ช่วงเนินคัดตัวไปเรื่อยๆ ใช้เฟืองตามรอบขากับความชัน
จากที่เปิดกราฟในStravaดูความชัน คิดว่าตั้งแต่เริ่มไปจนถึงช่วงก่อนถึงด่านที่2น่าจะบริหารแรงได้แบบที่ไม่ช้ำมาก ส่วนช่วง16kmสุดท้ายนี่คิดว่าจะขึ้นเฟือง32โซโล่ยาวๆเลยครับ จบที่เวลาเท่าไหร่ก็ได้ ขอแค่ขาไม่แตะพื้นก็กลับมาปิดซอยบ้านฉลองแล้วครับ 555
รบกวนสอบถามอีกนิดนึงนะครับ ว่าพวกน้ำดื่มกับอาหารให้พลังงาน ควรจะเตรียมไปอย่างไรบ้างครับ?
ที่ผมคิดๆไว้ คือน้ำ2กระติก(ใส่เกลือแร่กระติกนึง) กล้วยหอม2ใบ บาร์ข้าวโอ๊ตอัดแท่งของNature Valleyแท่งนึง เจล2ซอง คิดว่ามันเยอะไปมั้ยครับ
กับอีกเรื่องนึง ตอนนี้เพิ่งได้Power Meterมาซ้อม(Stages) ทดลองหาftpไปครั้งแรก ได้สัดส่วนWatt/kgอยู่ที่3.11 แต่ใช้ยากพอสมควร เพราะค่าที่แสดงในจอมันแกว่งเร็วมาก ทั้งๆที่ตั้งค่าไว้ให้โชว์เป็น%ftpแล้ว และรักษาความเร็วกับรอบขาไว้ได้นิ่งพอวมควร มีคำแนะนำในการซ้อมตรงนี้มั้ยครับ
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: :: สอบถามความเห็นในการเลือกกลยทธ์เพื่อขึ้นเขาหน่อยครับ ::
เรื่องเจล และพลังงานเสริมนี่ ถ้าต้องการกันแบบ Peak Performance เขาแนะนำให้กินกันทุกๆครึ่งชม.เลยนะครับ
กล้วยหอมลูกหนึ่งมีอยู่ประมาณ 100-110 Cal ก็พอๆกับเจล 1 ซอง แบกมากก็หนักมากนะครับ ชม.หนึ่งถ้าจัดแบบโหดๆ ก็ต้องการประมาณ 200 - 300 Cal ขึ้นกับตัวเล็กใหญ่แค่ไหน ผมเคยลงทุนในทริปยาวๆ 180 กม. คือ กินเจลทุกครึ่งชม. ทริปนั้นจบสวย กล้ามเนื้อไม่กระปลกกระเปลี้ย (เปลืองจริง ไรจริง)
เรื่องซ้อมขึ้นเขาก็ไม่ค่อยมีอะไรจะแนะนำหรอกครับ ไม่ได้ชำนาญมากขนาดนั้น พูดตามที่โปรเขาแนะนำมา แล้วโปรแต่ละท่านก็มองอะไรต่างกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะตรงกันในเรื่องการสร้างพื้นฐานในช่วง Tempo กับ PowerTraining ในช่วง Sweet spot ( โปรแกรมหลายอันก็เน้นตรงนี้ ) แล้วก็ยังต้องซ้อมช่วง Zone 2 ด้วยอีกเช่นกัน สรุปๆแล้วก็ไม่ค่อยได้มีอะไรพิเศษมากมายกว่าที่เราซ้อมกันอยู่ ที่สำคัญเหลือเวลา 2 สัปดาห์ ก็คงทำได้เท่าที่ทำ เก็บความสดชื่นของกล้ามเนื้อไว้ หลีกเลี่ยงการซ้อมที่สร้าง TSS สูงๆดีกว่าครับ
ค่า Watt จากStage จะยิ่งแกว่งมาก เพราะมันวัดขาเดียวx2 variation มันจะเยอะหน่อย ที่แกว่งน้อยก็จะเป็นวัดจากดุม เพราะมันโดนเกลียไปจากการทดรอบของเกียร์ พวกวัดจากขาจานหรือCrank แกว่งมากๆครับ เป็นธรรมดามากๆอยู่แล้ว ดู%FTPนี่ง่ายสุดแล้วครับ ไม่ต้องเสียเวลาแปลผลมาก
เสาร์ก่อน ผมย่ำขึ้นเขาใหญ่ %FTP ทะลุเกิน 150%บ่อยๆ แต่ก็ไปเรื่อยๆ จนเฉลียวใจว่า เราไม่ได้วัด FTP มานานมากแล้ว สุดท้ายก็ต้องเอาค่า Power distribution graph มาดู แล้วหาจุด Drop-Off ถึงรู้ว่า ผลจากการฝึก zone 2 -3 มาตลอด + ปั่นTTบ้าง และยกเวทนิดๆหน่อยๆ มันก็ช่วยได้เยอะมากเลยเหมือนกัน , sweet spot ช่วยเพิ่ม FTP ได้เร็วที่สุด ครับ การปั่นขึ้นเขาบ่อยๆจะเป็นการฝึกในช่วงsweet spot ได้ดีกว่าการปั่นบนพื้นราบที่มีการรบกวนจากสภาพแวดล้อมได้มากพอสมควร แต่การปั่นขึ้นเขาเขียวก็ดี หรือ การปั่นเอาเวลาใน segment เขาใหญ่KOM ก็ดี ผมว่าปั่นแล้วต้องพักหลายวันกว่าจะกลับมาฟิตเหมือนเดิม
กล้วยหอมลูกหนึ่งมีอยู่ประมาณ 100-110 Cal ก็พอๆกับเจล 1 ซอง แบกมากก็หนักมากนะครับ ชม.หนึ่งถ้าจัดแบบโหดๆ ก็ต้องการประมาณ 200 - 300 Cal ขึ้นกับตัวเล็กใหญ่แค่ไหน ผมเคยลงทุนในทริปยาวๆ 180 กม. คือ กินเจลทุกครึ่งชม. ทริปนั้นจบสวย กล้ามเนื้อไม่กระปลกกระเปลี้ย (เปลืองจริง ไรจริง)
เรื่องซ้อมขึ้นเขาก็ไม่ค่อยมีอะไรจะแนะนำหรอกครับ ไม่ได้ชำนาญมากขนาดนั้น พูดตามที่โปรเขาแนะนำมา แล้วโปรแต่ละท่านก็มองอะไรต่างกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะตรงกันในเรื่องการสร้างพื้นฐานในช่วง Tempo กับ PowerTraining ในช่วง Sweet spot ( โปรแกรมหลายอันก็เน้นตรงนี้ ) แล้วก็ยังต้องซ้อมช่วง Zone 2 ด้วยอีกเช่นกัน สรุปๆแล้วก็ไม่ค่อยได้มีอะไรพิเศษมากมายกว่าที่เราซ้อมกันอยู่ ที่สำคัญเหลือเวลา 2 สัปดาห์ ก็คงทำได้เท่าที่ทำ เก็บความสดชื่นของกล้ามเนื้อไว้ หลีกเลี่ยงการซ้อมที่สร้าง TSS สูงๆดีกว่าครับ
ค่า Watt จากStage จะยิ่งแกว่งมาก เพราะมันวัดขาเดียวx2 variation มันจะเยอะหน่อย ที่แกว่งน้อยก็จะเป็นวัดจากดุม เพราะมันโดนเกลียไปจากการทดรอบของเกียร์ พวกวัดจากขาจานหรือCrank แกว่งมากๆครับ เป็นธรรมดามากๆอยู่แล้ว ดู%FTPนี่ง่ายสุดแล้วครับ ไม่ต้องเสียเวลาแปลผลมาก
เสาร์ก่อน ผมย่ำขึ้นเขาใหญ่ %FTP ทะลุเกิน 150%บ่อยๆ แต่ก็ไปเรื่อยๆ จนเฉลียวใจว่า เราไม่ได้วัด FTP มานานมากแล้ว สุดท้ายก็ต้องเอาค่า Power distribution graph มาดู แล้วหาจุด Drop-Off ถึงรู้ว่า ผลจากการฝึก zone 2 -3 มาตลอด + ปั่นTTบ้าง และยกเวทนิดๆหน่อยๆ มันก็ช่วยได้เยอะมากเลยเหมือนกัน , sweet spot ช่วยเพิ่ม FTP ได้เร็วที่สุด ครับ การปั่นขึ้นเขาบ่อยๆจะเป็นการฝึกในช่วงsweet spot ได้ดีกว่าการปั่นบนพื้นราบที่มีการรบกวนจากสภาพแวดล้อมได้มากพอสมควร แต่การปั่นขึ้นเขาเขียวก็ดี หรือ การปั่นเอาเวลาใน segment เขาใหญ่KOM ก็ดี ผมว่าปั่นแล้วต้องพักหลายวันกว่าจะกลับมาฟิตเหมือนเดิม
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน