พอจะมีเวลาแชร์ความคิดกันนะครับ
ก่อนอื่น ผมต้องออกตัวก่อนว่า สิ่งต่อไปนี้คือประสพการณ์ที่ได้จากเวลาเกือบ 20 ปีที่ได้สัมผัสกับจักรยาน เริ่มมาตั้งแต่เสือภูเขา และ ตามมาด้วยเสือหมอบ งอกมาเป็นรถพับ และรถไตร ปัญหาเดียวของผมเริ่มจากการซื้อจักรยานผิดsize
ในสมัยก่อนนั้น หลักการฟิตติ้งไม่ได้เป็นที่เผยแพร่กันมากถึงขนาดเท่าปัจจุบัน วิธีในการวัดตัวเพื่อทำcustom bike ก็ไม่เหมือนกับในปัจจุบัน ความเชื่อเดิมๆ เช่น แฮนด์ทับแกนดุมล้อหน้า หรือ ยืนคร่อมท่อบนห่างเป้า 2-4 นิ้วในเสือภูเขา และ 1 นิ้วในเสือหมอบ ก็เป็นเรื่องที่พูดกันในสมัยที่เฟรมเสือหมอบยังเป็นทรงconventional คือ ท่อบนขนานกับโลก และท่อบนกับท่อนั่งยาวไล่เลี่ยกัน Geometryแปลกประหลาดแบบปัจจุบันก็ยังไม่มีในสมัยนั้น การเลือกขนาดรถในสมัยนั้นจึงเหลือแค่การยืนคร่อมรถ แล้ววัดระยะปลอดภัยของเป้ากับท่อบน แล้วซื้อ
สัดส่วนร่างกายของคนเราแตกต่างกันไป ผมเป็นคนที่ตัวสั้นแต่ขายาว ปัจจุบันส่วนสูงลดลงมาบ้างจากอายุที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้น่าจะอยู่ที่แถวๆ 166 cm จากแต่ก่อนอยู่ที่ 167cm แต่ inseem ค่อนข้างยาวเมื่อเทียบกับลำตัวคือ 79.8cm เสือภูเขาคันแรกและคันท่ีสอง ผมก็ซื้อผิด size แล้วครับ พอไปยืนคร่อมรถขนาด 17.5นิ้ว วัดระยะเป้าแล้วได้ประมาณ 2 นิ้ว ก็คิดว่าใช่ ขี่ไปขี่มาแล้วถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ ยิ่งเอาไปลุยป่า ลุยเขาแล้ว เข้าโค้งแล้วก็แหกโค้ง ทั้งๆที่ขี่จักรยานมาตั้งแต่เด็กๆ แรดขนาดปล่อยมือกอดอกขี่จักรยานเข้าโค้งตั้งแต่หัวซอยยันท้ายทอยได้โดยไม่มีอาการให้ต้องตื่นเต้น แต่ขี่ MTB แหกโค้ง เลี้ยวไม่เข้าซะงั้น
หลังจากที่เริ่มสนใจในสัดส่วนตัวเอง พบว่าเป็นคนที่ตัวสั้นแต่ขา(ค่อน)ยาว ถ้าจะคร่อมเสือภูเขา ต้องมีระยะปลอดภัยอย่างน้อย 4นิ้ว เทียบสัดส่วนของรถที่มีขายในท้องตลาดยุคนั้น มันไปลงตัวพอดีกับ Ritchey size 16" ซึ่งบอกตรงๆว่าเป็นยี่ห้อที่หาซื้อไม่ง่าย ราคาไม่เบา ( แล้วขนาดก็กระโดดทีละ 1 นิ้ว มีให้เลือกทั้ง 14,15,16,17 นิ้ว )แต่พอได้มาแล้วก็พบว่าเป็นรถที่ขี่สนุกที่สุด เพราะมันลงตัวจริงๆ ในขณะที่รถ Full susp ของTrek ที่กระโดดทีละ 2นิ้ว มี 15และ17นิ้ว ไม่มีทางเลยที่จะขี่ 17นิ้วได้ดี ขี่เข้าป่า เข้าแทรคคงจะได้แหกโค้งอีกแน่นอน สุดท้ายก็เอา 15นิ้วมาขี่ เพราะมันไม่มี 16นิ้วที่ลงตัวจริงๆ
รถเล็กลงครึี่ง size หลักอานยาวกว่าที่ควรเป็นนิดหนึ่ง สเตมยาวกว่าที่ควรเป็นหน่อยหนึ่ง รถตอบสนองเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง พัฒนาทักษะ ปรับตัว เรียนรู้ สุดท้ายมันก็เป้นรถที่ขี่สนุก
ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 19 ธ.ค. 2015, 14:53, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
ความผิดพลาดครั้งต่อมา คือ การเลือกขนาดของเสือหมอบ
เขาเรียกว่ารู้มากขึ้น แต่รู้ไม่ถ่องแท้ เพราะความรู้ในยุคนั้นมันก็คงแค่นั้นจริงๆ ขนาดของเสือหมอบ วัดจาก inseem คูณด้วยค่าสัมประสิทธิค่าหนึ่ง ที่ผมเองไม่ขอจดจำเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแล้วในปัจจุบัน เอาค่าที่ได้มาเป็นขนาดของเสือหมอบที่วัดขนาด แบบ Center to Center คือ ( กึ่งกลางของกระโหลก ไปยัง กึ่งกลางของท่อบนที่บรรจบกับท่อนั่ง ) คำนวณแล้วได้ 49 ปลายๆ เกือบๆจะ 50 cm
ความฝังใจตอนนั้นคือ เสือหมอบที่มีความยาวท่อนั่ง C-C = 49 - 50 cm คือ เสือหมอบในอุดมคติของผม
เสือหมอบคันแรกคือ Trek 2300 เฟรมอลูมิเนียม ท่อบนขนานกับพื้นตามลักษณะสามัญของเสือหมอบยุคนั้น ต่างกันตรงที่ท่อบนของTrek จะมีสัดส่วนยาวกว่าท่อบนของรถยุโรปในยุคเดียวกัน แล้วหดสเตมให้สั้นลง Trek ในยุคนั้น มีขนาด 50 ,52 ,54 ,56 , 58 cm เอาผัง geometry มากาง เอารถของจริงมาดู วัด C-C แล้วชี้นิ้วไปที่ขนาด 52cm เพราะTrek วัดขนาดsize ท่อนั่งตามความยาว Center to top ซึ่ง C-C จะอยู่ที่ 50cm ขี่ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร เพราะส่วนใหญ่ขี่บนถนน ขี่แต่ทางตรง ไม่เคยขี่ในทางโค้งพับไปมา ไม่เคยขึ้นลงเขาใหญ่ ไม่เคยไปไหนไกลๆ เชื่อว่าใช่แล้ว ไม่เคยมีอะไรมาเปลี่ยนความคิด
จนเมื่อเปลี่ยนรถมาเป็น Principia Rex e pro รถตัวแข่งของเดนมาร์ค ซึ่งตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ล้ำเว่อร์มากๆ ท่อคอเทปเปอร์ ซางตะเกียบคาร์บอนเทเปอร์ ผู้ขายเอามาจากสิงคโปร์ มีแค่คันเดียว เดิมทีแกจะเอามาใช้เอง แกเตี้ยกว่าผมนิดหนึ่ง แกบอกว่าผมขี่ได้ ถ้าจะเอาก็จะขายให้ เพราะแกไปสิงคโปร์บ่อยๆ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นขนาด 49cm ท่อบนเอียงลาดเล็กน้อยซึ่งเริ่มเข้าสู่ยุคของเฟรมslope รถคันนั้นขี่สนุกมาก กระชากลากดึงสะใจ สะบัดรถเข้าโค้งได้ไว เร้าใจจนลงไปวัดพื้นเพราะคะนองมากเกินไป แต่สิ่งที่พบกับรถคันนี้ก็คือ เมื่อย ขี่แล้วไม่สบายตัว คิดว่าเพราะมันเป็นอลูมิเนียม กระด้าง หลังจากใช้มา 2ปี ก็อยากจะขี่เฟรมคาร์บอนกับเขา
เฟรมคาร์บอนตัวแรกของผมคือ Trek Madone 5.0 รุ่นสุดท้ายที่ท่อบนยังขนานกับพื้น ด้วยความมั่นใจว่ามันจะเหมือนกับ Trek 2300 ก้เลยสั่งขนาด 52 มาใช้โดยไม่คิดให้รอบคอบ
รถใหม่ ไม่รู้สึกอะไรในตอนแรก เพราะ"เห่อ" เฟรมคาร์บอนนุ่ม ขี่สบาย เอามาขี่ได้ 1 ปี ก็มาถึงยุค"ยุ่ง" ยุ่งทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ยุ่งไม่มีอะไรมาเทียบ ขี่จักรยานน้อยลงจนเลิกขี่ไปเกือบ 4ปี
พอกลับมาขี่อีกครั้งกับ Madone 5.0 size 52 ที่มีท่อบนยาว 530mm กับคนสูงแค่ 167 แถมหลังสั้น แต่ดันขายาว
คำถามแรกคือ ทำไมมันเอื้อมนัก ทำไมมันเมื่อยหลัง ทำไมมันเมื่อยเอว ทำไมมันขี่ไม่สนุกเหมือนกับที่เคยขี่ Principia
เอาแฮนด์หมอบออก แล้วใส่แฮนด์ตรงแทนก็ได้ เอื้อมถึงแล้ว ไม่เมื่อยหลังแล้ว ไปขี่กับเพื่อน แหกโค้งออกไปเกือบจะกวาดเพื่อนๆ ก็มันเลี้ยวไม่เข้าซะงั้น โค้งแบบนี้ Ritcheyคันเก่งผมแค่ทิ้งตัวลงไปมันก็เข้าไปแล้ว
คำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากค้นๆๆๆๆๆๆๆ แล้่วพบว่า อนิจจา ตรูซื้อรถที่ใหญ่ไป 1 size
ใหญ่ไป 1 size มันแย่มากจนรู้สึกได้
เขาเรียกว่ารู้มากขึ้น แต่รู้ไม่ถ่องแท้ เพราะความรู้ในยุคนั้นมันก็คงแค่นั้นจริงๆ ขนาดของเสือหมอบ วัดจาก inseem คูณด้วยค่าสัมประสิทธิค่าหนึ่ง ที่ผมเองไม่ขอจดจำเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแล้วในปัจจุบัน เอาค่าที่ได้มาเป็นขนาดของเสือหมอบที่วัดขนาด แบบ Center to Center คือ ( กึ่งกลางของกระโหลก ไปยัง กึ่งกลางของท่อบนที่บรรจบกับท่อนั่ง ) คำนวณแล้วได้ 49 ปลายๆ เกือบๆจะ 50 cm
ความฝังใจตอนนั้นคือ เสือหมอบที่มีความยาวท่อนั่ง C-C = 49 - 50 cm คือ เสือหมอบในอุดมคติของผม
เสือหมอบคันแรกคือ Trek 2300 เฟรมอลูมิเนียม ท่อบนขนานกับพื้นตามลักษณะสามัญของเสือหมอบยุคนั้น ต่างกันตรงที่ท่อบนของTrek จะมีสัดส่วนยาวกว่าท่อบนของรถยุโรปในยุคเดียวกัน แล้วหดสเตมให้สั้นลง Trek ในยุคนั้น มีขนาด 50 ,52 ,54 ,56 , 58 cm เอาผัง geometry มากาง เอารถของจริงมาดู วัด C-C แล้วชี้นิ้วไปที่ขนาด 52cm เพราะTrek วัดขนาดsize ท่อนั่งตามความยาว Center to top ซึ่ง C-C จะอยู่ที่ 50cm ขี่ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร เพราะส่วนใหญ่ขี่บนถนน ขี่แต่ทางตรง ไม่เคยขี่ในทางโค้งพับไปมา ไม่เคยขึ้นลงเขาใหญ่ ไม่เคยไปไหนไกลๆ เชื่อว่าใช่แล้ว ไม่เคยมีอะไรมาเปลี่ยนความคิด
จนเมื่อเปลี่ยนรถมาเป็น Principia Rex e pro รถตัวแข่งของเดนมาร์ค ซึ่งตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ล้ำเว่อร์มากๆ ท่อคอเทปเปอร์ ซางตะเกียบคาร์บอนเทเปอร์ ผู้ขายเอามาจากสิงคโปร์ มีแค่คันเดียว เดิมทีแกจะเอามาใช้เอง แกเตี้ยกว่าผมนิดหนึ่ง แกบอกว่าผมขี่ได้ ถ้าจะเอาก็จะขายให้ เพราะแกไปสิงคโปร์บ่อยๆ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นขนาด 49cm ท่อบนเอียงลาดเล็กน้อยซึ่งเริ่มเข้าสู่ยุคของเฟรมslope รถคันนั้นขี่สนุกมาก กระชากลากดึงสะใจ สะบัดรถเข้าโค้งได้ไว เร้าใจจนลงไปวัดพื้นเพราะคะนองมากเกินไป แต่สิ่งที่พบกับรถคันนี้ก็คือ เมื่อย ขี่แล้วไม่สบายตัว คิดว่าเพราะมันเป็นอลูมิเนียม กระด้าง หลังจากใช้มา 2ปี ก็อยากจะขี่เฟรมคาร์บอนกับเขา
เฟรมคาร์บอนตัวแรกของผมคือ Trek Madone 5.0 รุ่นสุดท้ายที่ท่อบนยังขนานกับพื้น ด้วยความมั่นใจว่ามันจะเหมือนกับ Trek 2300 ก้เลยสั่งขนาด 52 มาใช้โดยไม่คิดให้รอบคอบ
รถใหม่ ไม่รู้สึกอะไรในตอนแรก เพราะ"เห่อ" เฟรมคาร์บอนนุ่ม ขี่สบาย เอามาขี่ได้ 1 ปี ก็มาถึงยุค"ยุ่ง" ยุ่งทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ยุ่งไม่มีอะไรมาเทียบ ขี่จักรยานน้อยลงจนเลิกขี่ไปเกือบ 4ปี
พอกลับมาขี่อีกครั้งกับ Madone 5.0 size 52 ที่มีท่อบนยาว 530mm กับคนสูงแค่ 167 แถมหลังสั้น แต่ดันขายาว
คำถามแรกคือ ทำไมมันเอื้อมนัก ทำไมมันเมื่อยหลัง ทำไมมันเมื่อยเอว ทำไมมันขี่ไม่สนุกเหมือนกับที่เคยขี่ Principia
เอาแฮนด์หมอบออก แล้วใส่แฮนด์ตรงแทนก็ได้ เอื้อมถึงแล้ว ไม่เมื่อยหลังแล้ว ไปขี่กับเพื่อน แหกโค้งออกไปเกือบจะกวาดเพื่อนๆ ก็มันเลี้ยวไม่เข้าซะงั้น โค้งแบบนี้ Ritcheyคันเก่งผมแค่ทิ้งตัวลงไปมันก็เข้าไปแล้ว
คำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากค้นๆๆๆๆๆๆๆ แล้่วพบว่า อนิจจา ตรูซื้อรถที่ใหญ่ไป 1 size
ใหญ่ไป 1 size มันแย่มากจนรู้สึกได้
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
เจ็บแล้วต้องจำ
แล้วยุคของความลงตัวที่เกือบพอดีก็มาถึง ยุคแห่งความรู้ที่เริ่มแพร่หลายก็มาถึง ยุคของศาสตร์ของการฟิตติ้งที่มีการเจาะลึกมากขึน และความลับไม่มีในโลก ความรู้ที่สามารถแสวงหาได้ง่ายกว่าเดิม สิ่งที่รถบางค่ายพยายามจะบอกว่า ขนาดของรถที่ลงตัวหรือไม่นั้น ไม่ใช่ขนาดของท่อนั่ง ท่อนั่งมีไว้ตัดสินว่ารถสูงเท่าไหร่ คร่อมไหวไม่ไหว แต่ขี่แล้วลงตัวหรือไม่ มันคือขนาดของท่อบนต่างหาก เพราะความยาวของท่อบนเป็นตัวกำหนดความสบาย ความลงตัวของการขี่และบังคับควบคุม
เดิมทีเคยเชื่อกันว่า เมื่อเราบังคับจักรยาน ความยาวของท่อบนที่ขนานกับโลก ( ETT ) คือ สิ่งที่สัมพันธ์โดยตรงกับความยาวลำตัว (Torso length) โดยยกตำแหน่งพระเอกให้แก่ความยาวลำตัว แล้วให้ความยาวของแขนรับบทเป็นนักแสดงสมทบ ภายใต้ความคิดที่ว่า การเลือกความยาวของสเตมที่เหมาะสมจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับความยาวของแขน
แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป และก็ใช่ว่า ทุกๆค่ายจะยอมให้ความยาวลำตัวเป็นพระเอกเสมอไป บางครั้งก็เอามาเป็นพระเอกร่วมกับความยาวแขนไปซะก็มี เพราะบางค่ายผลิตรถโดยconcept ที่ว่า ยอมให้ท่อบนยาวขึ้นแต่หดstem ให้สั้นลง ด้วยความคิดที่ว่า "สุดท้ายแล้วระยะเอื้อมโดยรวม ซึ่งประกอบด้วยความยาวลำตัว กับช่วงแขน(ที่ก้มลงจับแฮนด์ ) กลายมาเป็นพระเอกร่วมกัน"
เราจึงพบว่า ไม่มีอะไรเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวอีกต่อไป
ขนาดจักรยานที่เหมาะสมถูกกำหนดมาอย่างไร ?
บริษัทผู้ผลิตสิครับ เป็นตัวกำหนด โดยจะออกแบบรถในขนาดแตกต่างกันอย่างน้อย 5-6 ขนาด คือ XS , S , M , L , XL , XXL โดยอาศัยความรู้จากฐานข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนเฉลี่ยของร่างกายมนุษย์ในแต่ละกลุ่มความสูง แล้วเอามาผลิตจักรยานให้เหมาะสมกับกลุ่มความสูงเหล่านั้น
ขนาดจักรยานที่บริษัทกำหนดนั้น จะเป็นขนาดที่"คนทั่วไป"ขี่ได้อย่างปลอดภัย
เราจะสังเกตว่า เสือหมอบก็ดี เสือภูเขาก็ดีในปัจจุบัน จะมีstemที่สั้นลงกว่าสมัยก่อน อย่างรถsize XS บางค่าย stemยาวแค่ 70 mm บางค่ายอาจจะยาวมากหน่อยแต่ก็แค่ 90 mm
หลายๆค่ายจะบอกว่า รถแต่ละขนาด จะเหมาะกับ"คนทั่วไป"ที่อยู่ในช่วงความสูงเท่าไหร่ ถึงเท่าไหร่ ให้ขี่กัน
ตรงนี้เราจะมาถึงจุดสำคัญกันแล้ว
ถามว่า"คนทั่วไป" ขี่จักรยานเพื่อสันทนาการ เพื่อออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ เขาขี่จักรยานกันด้วยความเร็วเท่าไหร่? ขี่ในเมืองร่วมกับรถยนต์ คนเดินถนน ควรจะขี่เร็วแค่ไหน?
ขนาดที่ผู้ผลิตแนะนำ จึงดูเหมือนจะขัดใจผู้คนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ปั่นแข่งขัน รวมทั้งกลุ่มที่"อ้างอิงโปร" เพราะดูแล้ว มันใหญ่จัง ท่อบนมันยาวจัง ยาวแบบนี้จะขี่กันได้หรือ ?
ก็ต้องย้อนไปดูกันว่า รถsize M มักจะเป็นรถต้นแบบที่ผู้ผลิตสร้างเป็นตัวต้นแบบ แล้วทำการยืดหดท่อต่างๆ ปรับมุมท่อคอ มุมท่อนั่งให้ลงตัวกับสัดส่วนของกลุ่มคนที่สูงกว่าและเตี้ยกว่า size M
ทำไมขนาดรถที่ค่ายผู้ผลิตแนะนำจึงเลือกรถที่มีความยาวท่อบนมากกว่าที่เราคาดหวังไว้ แต่หดสเตมให้สั้นเข้ามาเสียจนดูไม่งามในมุมมองของหลายๆคน ? แต่เคยไหมที่เราจะวัดระยะห่างจริงๆ ระหว่างแฮนด์ กับ เบาะที่นั่งว่า จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรเลย มันก็ยังคงอยู่ในความยาวที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรเป้าหมายของเขา
นิสัยของรถท่อบนยาว สเตมสั้นเป็นยังไง ?
ขี่ง่ายครับ บอกเลยว่าขี่ง่าย เพราะเมื่อท่อบนยาวขึ้น สเตมสั้นลง จุดกึ่งกลางของน้ำหนักรถ+น้ำหนักคน จะค่อนไปทางด้านหลังมากขึ้น จักรยานที่นำ้หนักค่อนไปทางด้านหลัง จะเป็นจักรยานที่มีความเสถียรภาพสูงขึ้น นิ่งขึ้น รักษาสถานะภาพการเดินทางเป็นเส้นตรงได้ง่ายขึ้น สเตมที่สั้นเมื่อขยับแฮนด์ไปเพียงเล็กน้อย ล้อจะเปลี่ยนมุมเลี้ยวได้ง่าย ทำให้การเดินทางด้วยความเร็ว"ปกติ"ของคน"ทั่วไป" ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
แต่ในอีกมุมมองหนึ่งของคนที่ไม่ใช่"คนทั่วไป" สเตมที่สั้นนั้นจะสร้างปัญหาที่ความเร็วสูงๆ เพราะ
1. การขยับของแฮนด์เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้มุมเลี้ยวของล้อหน้าเปลี่ยนแปลงไปได้มาก เป็นอุปสรรคต่อการควบคุม"ความนิ่ง" เมื่อปั่นด้วยความเร็วแข่งขัน
2. การเลี้ยวของจักรยานที่ความเร็วสูงๆจะแตกต่างจากการเลี้ยวที่ความเร็วต่ำ เพราะที่ความเร็วต่ำการเลี้ยวของจักรยานจะอาศัยการหักเลี้ยวของแฮนด์ รถสเตมสั้นอาจจะตอบโจทย์การใช้งานที่ความเร็วในระดับคนทั่วไปปั่นออกกำลังกาย แต่ที่ความเร็วสูง การเลี้ยวของจักรยานไม่ได้มาจากการขยับแฮนด์ แต่จะอาศัยการเอียงรถให้เข้าไปในโค้งเป็นประการสำคัญ สุดท้ายจะกลับกลายเป็นว่าสเตมที่สั้นจะลดความมั่นคงของการทรงตัวที่ความเร็วสูง แต่ดันมาเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยวโค้งที่ความเร็วสูง ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อสเตมสั้นลง น้ำหนักจะไปตกที่ล้อหน้าลดลง รถหน้าเบาท้ายหนัก จะตอบสนองในโค้งได้ช้ากว่ารถหน้าหนักท้ายเบา ( สงสัยว่าจริงไหม ก็ให้ลองทดสอบดูนะครับ ทิ้งตัวเข้าโค้งเดิม 3 ครั้ง ครั้งแรกนั่งปกติบนอาน ครั้งที่สองถอยก้นไปนั่งท้ายอาน แล้วครั้งที่สามขยับตัวไปนั่งหน้าอาน เข้าโค้งเดิมนะครับ แล้วท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ผมบอกไว้ )
แล้วยุคของความลงตัวที่เกือบพอดีก็มาถึง ยุคแห่งความรู้ที่เริ่มแพร่หลายก็มาถึง ยุคของศาสตร์ของการฟิตติ้งที่มีการเจาะลึกมากขึน และความลับไม่มีในโลก ความรู้ที่สามารถแสวงหาได้ง่ายกว่าเดิม สิ่งที่รถบางค่ายพยายามจะบอกว่า ขนาดของรถที่ลงตัวหรือไม่นั้น ไม่ใช่ขนาดของท่อนั่ง ท่อนั่งมีไว้ตัดสินว่ารถสูงเท่าไหร่ คร่อมไหวไม่ไหว แต่ขี่แล้วลงตัวหรือไม่ มันคือขนาดของท่อบนต่างหาก เพราะความยาวของท่อบนเป็นตัวกำหนดความสบาย ความลงตัวของการขี่และบังคับควบคุม
เดิมทีเคยเชื่อกันว่า เมื่อเราบังคับจักรยาน ความยาวของท่อบนที่ขนานกับโลก ( ETT ) คือ สิ่งที่สัมพันธ์โดยตรงกับความยาวลำตัว (Torso length) โดยยกตำแหน่งพระเอกให้แก่ความยาวลำตัว แล้วให้ความยาวของแขนรับบทเป็นนักแสดงสมทบ ภายใต้ความคิดที่ว่า การเลือกความยาวของสเตมที่เหมาะสมจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับความยาวของแขน
แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป และก็ใช่ว่า ทุกๆค่ายจะยอมให้ความยาวลำตัวเป็นพระเอกเสมอไป บางครั้งก็เอามาเป็นพระเอกร่วมกับความยาวแขนไปซะก็มี เพราะบางค่ายผลิตรถโดยconcept ที่ว่า ยอมให้ท่อบนยาวขึ้นแต่หดstem ให้สั้นลง ด้วยความคิดที่ว่า "สุดท้ายแล้วระยะเอื้อมโดยรวม ซึ่งประกอบด้วยความยาวลำตัว กับช่วงแขน(ที่ก้มลงจับแฮนด์ ) กลายมาเป็นพระเอกร่วมกัน"
เราจึงพบว่า ไม่มีอะไรเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวอีกต่อไป
ขนาดจักรยานที่เหมาะสมถูกกำหนดมาอย่างไร ?
บริษัทผู้ผลิตสิครับ เป็นตัวกำหนด โดยจะออกแบบรถในขนาดแตกต่างกันอย่างน้อย 5-6 ขนาด คือ XS , S , M , L , XL , XXL โดยอาศัยความรู้จากฐานข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนเฉลี่ยของร่างกายมนุษย์ในแต่ละกลุ่มความสูง แล้วเอามาผลิตจักรยานให้เหมาะสมกับกลุ่มความสูงเหล่านั้น
ขนาดจักรยานที่บริษัทกำหนดนั้น จะเป็นขนาดที่"คนทั่วไป"ขี่ได้อย่างปลอดภัย
เราจะสังเกตว่า เสือหมอบก็ดี เสือภูเขาก็ดีในปัจจุบัน จะมีstemที่สั้นลงกว่าสมัยก่อน อย่างรถsize XS บางค่าย stemยาวแค่ 70 mm บางค่ายอาจจะยาวมากหน่อยแต่ก็แค่ 90 mm
หลายๆค่ายจะบอกว่า รถแต่ละขนาด จะเหมาะกับ"คนทั่วไป"ที่อยู่ในช่วงความสูงเท่าไหร่ ถึงเท่าไหร่ ให้ขี่กัน
ตรงนี้เราจะมาถึงจุดสำคัญกันแล้ว
ถามว่า"คนทั่วไป" ขี่จักรยานเพื่อสันทนาการ เพื่อออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ เขาขี่จักรยานกันด้วยความเร็วเท่าไหร่? ขี่ในเมืองร่วมกับรถยนต์ คนเดินถนน ควรจะขี่เร็วแค่ไหน?
ขนาดที่ผู้ผลิตแนะนำ จึงดูเหมือนจะขัดใจผู้คนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ปั่นแข่งขัน รวมทั้งกลุ่มที่"อ้างอิงโปร" เพราะดูแล้ว มันใหญ่จัง ท่อบนมันยาวจัง ยาวแบบนี้จะขี่กันได้หรือ ?
ก็ต้องย้อนไปดูกันว่า รถsize M มักจะเป็นรถต้นแบบที่ผู้ผลิตสร้างเป็นตัวต้นแบบ แล้วทำการยืดหดท่อต่างๆ ปรับมุมท่อคอ มุมท่อนั่งให้ลงตัวกับสัดส่วนของกลุ่มคนที่สูงกว่าและเตี้ยกว่า size M
ทำไมขนาดรถที่ค่ายผู้ผลิตแนะนำจึงเลือกรถที่มีความยาวท่อบนมากกว่าที่เราคาดหวังไว้ แต่หดสเตมให้สั้นเข้ามาเสียจนดูไม่งามในมุมมองของหลายๆคน ? แต่เคยไหมที่เราจะวัดระยะห่างจริงๆ ระหว่างแฮนด์ กับ เบาะที่นั่งว่า จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรเลย มันก็ยังคงอยู่ในความยาวที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรเป้าหมายของเขา
นิสัยของรถท่อบนยาว สเตมสั้นเป็นยังไง ?
ขี่ง่ายครับ บอกเลยว่าขี่ง่าย เพราะเมื่อท่อบนยาวขึ้น สเตมสั้นลง จุดกึ่งกลางของน้ำหนักรถ+น้ำหนักคน จะค่อนไปทางด้านหลังมากขึ้น จักรยานที่นำ้หนักค่อนไปทางด้านหลัง จะเป็นจักรยานที่มีความเสถียรภาพสูงขึ้น นิ่งขึ้น รักษาสถานะภาพการเดินทางเป็นเส้นตรงได้ง่ายขึ้น สเตมที่สั้นเมื่อขยับแฮนด์ไปเพียงเล็กน้อย ล้อจะเปลี่ยนมุมเลี้ยวได้ง่าย ทำให้การเดินทางด้วยความเร็ว"ปกติ"ของคน"ทั่วไป" ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
แต่ในอีกมุมมองหนึ่งของคนที่ไม่ใช่"คนทั่วไป" สเตมที่สั้นนั้นจะสร้างปัญหาที่ความเร็วสูงๆ เพราะ
1. การขยับของแฮนด์เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้มุมเลี้ยวของล้อหน้าเปลี่ยนแปลงไปได้มาก เป็นอุปสรรคต่อการควบคุม"ความนิ่ง" เมื่อปั่นด้วยความเร็วแข่งขัน
2. การเลี้ยวของจักรยานที่ความเร็วสูงๆจะแตกต่างจากการเลี้ยวที่ความเร็วต่ำ เพราะที่ความเร็วต่ำการเลี้ยวของจักรยานจะอาศัยการหักเลี้ยวของแฮนด์ รถสเตมสั้นอาจจะตอบโจทย์การใช้งานที่ความเร็วในระดับคนทั่วไปปั่นออกกำลังกาย แต่ที่ความเร็วสูง การเลี้ยวของจักรยานไม่ได้มาจากการขยับแฮนด์ แต่จะอาศัยการเอียงรถให้เข้าไปในโค้งเป็นประการสำคัญ สุดท้ายจะกลับกลายเป็นว่าสเตมที่สั้นจะลดความมั่นคงของการทรงตัวที่ความเร็วสูง แต่ดันมาเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยวโค้งที่ความเร็วสูง ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อสเตมสั้นลง น้ำหนักจะไปตกที่ล้อหน้าลดลง รถหน้าเบาท้ายหนัก จะตอบสนองในโค้งได้ช้ากว่ารถหน้าหนักท้ายเบา ( สงสัยว่าจริงไหม ก็ให้ลองทดสอบดูนะครับ ทิ้งตัวเข้าโค้งเดิม 3 ครั้ง ครั้งแรกนั่งปกติบนอาน ครั้งที่สองถอยก้นไปนั่งท้ายอาน แล้วครั้งที่สามขยับตัวไปนั่งหน้าอาน เข้าโค้งเดิมนะครับ แล้วท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ผมบอกไว้ )
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 19 ธ.ค. 2015, 17:52, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
ทำไมนักแข่งจึงเลือกรถที่เล็กลงมาอีก 1 - 2 size
เราไม่พูดกันนะว่า มืออาชีพเขามีร่างกายที่ยืดหยุ่น และแข็งแรงกว่า คนทั่วไป หรือ มือสมัครเล่น หรือ มือรักการแข่งแต่ไม่ใช่มืออาชีพ นั่นมันเป็นเพียงปลายเหตุ
แต่ที่เขาต้องเลือกแบบนี้เพราะว่า ปัจจุบันผู้อุปการะคุณต่อทีมแข่ง ไม่ทำรถ custom หรือ Tailor made ให้กับนักแข่งแบบในอดีต ถ้านักแข่งต้องการรถที่ตอบสนองต่อการเข้าโค้งที่ความเร็วสูงได้ดีขึ้น นิ่งขึ้นในทางตรง เลี้ยวได้ไวในทางโค้ง คำตอบก็คือ ต้องเลือกรถที่setting ออกมาให้ได้น้ำหนักรวมที่ค่อนไปด้านหน้ามากขึ้น นั่นคือ ท่อบนจะต้องสั้นลงกว่าขนาดที่แนะนำให้แก่คนทั่วไป
ตัดท่อบนให้สั้นลง ??? ไม่มีทาง เขาไม่custom made กันแล้ว คุณต้องขี่รถcommercial เท่านั้น มันคือการโฆษณาสินค้า
สุดท้้ายนักแข่งต้องเลือกรถที่เล็กลงกว่าขนาดแนะนำ เพื่อจะได้รถที่ท่อบนสั้นลง และใช้สเตมที่ยาวขึ้น
แต่รถที่มีขนาดเล็กลง อะไรๆก็เล็กลง ท่อคอก็สั้นลง ท่อนั่งก็สั้นลง แถมผู้ผลิตซางคาร์บอนก็บอกว่า ไม่ควรหนุนแหวนรองคอจนทำให้ระยะห่างระหว่างแหวนกดลูกปืนถ้วยคอตัวบนกับสเตมห่างกันเกินกว่า 40mm ริจะเป็นนักแข่ง ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับรถให้ได้ ท่อคอที่สั้นลง ก็ย่อมจะทำให้ก้มตัวได้มากขึ้น แน่นอน aerodynamicเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเร็วแข่งขัน ( ซตพ. ) ท่อนั่งสั้นลง รถก็stiffขึ้นกว่าเดิม หลักอานยาวขึ้นไม่ใช่ปัญหา
ไม่ใช่เพราะร่างกายแข็งแรงจึงเลือกรถที่เล็กลง แต่ต้องการรถที่เล็กลงเพราะว่าสามารถก้มได้มากขึ้นจากท่อคอที่สั้นลง น้ำหนักที่ตกไปด้านหน้าที่มากขึ้นกว่าเดิม ย่อมทำให้เข้าโค้งได้ง่ายขึ้น และความยาวของสเตมที่ยาวขึ้นทำให้รักษาความนิ่งของรถในการเดินทางเป็นเส้นตรงที่ความเร็วสูงๆได้ดีกว่า การสร้างร้างกายที่แข็งแรง เช่น เวทเทรนนิ่ง กายบริหาร เพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามแนื้อแกนกลางร่างกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญของนักแข่ง
อ้อ ข้อเสียของรถหน้าหนักท้ายเบา คือ เวลาลงเขาเร็วๆ มันระทึกนะ เพราะหน้าหนักท้ายเบา รถมันก็พร้อมจะเลี้ยวได้เองอย่างรวดเร้วเช่นกัน ทักษะของนักแข่งจึงเป็นสิ่งที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่คนทั่วไปก็สามารถเอาทักษะของนักแข่งไปใช้ได้นะครับ แค่ย้ายน้ำหนักด้วยการยกก้นไปท้ายเบาะ หรือยืนแล้วยกก้นไปอยู่หลังเบาะเลย แค่นี้ก็ลงเขาเร็วๆแบบนิ่งๆไม่ต้องห่วงว่ารถจะเลี้ยวเอง หรือ ยังเลี้ยวได้นิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป ( คนขี่เสือภูเขา ขึ้นเขาลงห้วย เขารู้เทคนิกพวกนี้กันดีทั้งนั้นแหละ ห่วงแต่คนที่เริ่มขี่จักรยานมาก็จับเสือหมอบกันเลย ทักษะก็งั้นๆ ลงเขาแต่ละทีก็สร้างความระทึกใจให้แก่ทั้งตัวเอง และเพื่อนฝุง
)
เราไม่พูดกันนะว่า มืออาชีพเขามีร่างกายที่ยืดหยุ่น และแข็งแรงกว่า คนทั่วไป หรือ มือสมัครเล่น หรือ มือรักการแข่งแต่ไม่ใช่มืออาชีพ นั่นมันเป็นเพียงปลายเหตุ
แต่ที่เขาต้องเลือกแบบนี้เพราะว่า ปัจจุบันผู้อุปการะคุณต่อทีมแข่ง ไม่ทำรถ custom หรือ Tailor made ให้กับนักแข่งแบบในอดีต ถ้านักแข่งต้องการรถที่ตอบสนองต่อการเข้าโค้งที่ความเร็วสูงได้ดีขึ้น นิ่งขึ้นในทางตรง เลี้ยวได้ไวในทางโค้ง คำตอบก็คือ ต้องเลือกรถที่setting ออกมาให้ได้น้ำหนักรวมที่ค่อนไปด้านหน้ามากขึ้น นั่นคือ ท่อบนจะต้องสั้นลงกว่าขนาดที่แนะนำให้แก่คนทั่วไป
ตัดท่อบนให้สั้นลง ??? ไม่มีทาง เขาไม่custom made กันแล้ว คุณต้องขี่รถcommercial เท่านั้น มันคือการโฆษณาสินค้า
สุดท้้ายนักแข่งต้องเลือกรถที่เล็กลงกว่าขนาดแนะนำ เพื่อจะได้รถที่ท่อบนสั้นลง และใช้สเตมที่ยาวขึ้น
แต่รถที่มีขนาดเล็กลง อะไรๆก็เล็กลง ท่อคอก็สั้นลง ท่อนั่งก็สั้นลง แถมผู้ผลิตซางคาร์บอนก็บอกว่า ไม่ควรหนุนแหวนรองคอจนทำให้ระยะห่างระหว่างแหวนกดลูกปืนถ้วยคอตัวบนกับสเตมห่างกันเกินกว่า 40mm ริจะเป็นนักแข่ง ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับรถให้ได้ ท่อคอที่สั้นลง ก็ย่อมจะทำให้ก้มตัวได้มากขึ้น แน่นอน aerodynamicเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเร็วแข่งขัน ( ซตพ. ) ท่อนั่งสั้นลง รถก็stiffขึ้นกว่าเดิม หลักอานยาวขึ้นไม่ใช่ปัญหา
ไม่ใช่เพราะร่างกายแข็งแรงจึงเลือกรถที่เล็กลง แต่ต้องการรถที่เล็กลงเพราะว่าสามารถก้มได้มากขึ้นจากท่อคอที่สั้นลง น้ำหนักที่ตกไปด้านหน้าที่มากขึ้นกว่าเดิม ย่อมทำให้เข้าโค้งได้ง่ายขึ้น และความยาวของสเตมที่ยาวขึ้นทำให้รักษาความนิ่งของรถในการเดินทางเป็นเส้นตรงที่ความเร็วสูงๆได้ดีกว่า การสร้างร้างกายที่แข็งแรง เช่น เวทเทรนนิ่ง กายบริหาร เพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามแนื้อแกนกลางร่างกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญของนักแข่ง
อ้อ ข้อเสียของรถหน้าหนักท้ายเบา คือ เวลาลงเขาเร็วๆ มันระทึกนะ เพราะหน้าหนักท้ายเบา รถมันก็พร้อมจะเลี้ยวได้เองอย่างรวดเร้วเช่นกัน ทักษะของนักแข่งจึงเป็นสิ่งที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่คนทั่วไปก็สามารถเอาทักษะของนักแข่งไปใช้ได้นะครับ แค่ย้ายน้ำหนักด้วยการยกก้นไปท้ายเบาะ หรือยืนแล้วยกก้นไปอยู่หลังเบาะเลย แค่นี้ก็ลงเขาเร็วๆแบบนิ่งๆไม่ต้องห่วงว่ารถจะเลี้ยวเอง หรือ ยังเลี้ยวได้นิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป ( คนขี่เสือภูเขา ขึ้นเขาลงห้วย เขารู้เทคนิกพวกนี้กันดีทั้งนั้นแหละ ห่วงแต่คนที่เริ่มขี่จักรยานมาก็จับเสือหมอบกันเลย ทักษะก็งั้นๆ ลงเขาแต่ละทีก็สร้างความระทึกใจให้แก่ทั้งตัวเอง และเพื่อนฝุง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
ทำไมเวลาคร่อมไซส์ จึงให้คร่อมไซส์เล็ก?
ผู้ผลิตรถค่ายหนึ่งบอกว่า
รถขนาด 48 cm ของเรา เหมาะสำหรับคนสูง 161 -168 cm
รถขนาด 50 cm ของเรา เหมาะสำหรับคนสูง 166 - 172 cm
คำถาม : ผมสูง 167cm ควรเลือกรถขนาดไหนดี ???
คำแนะนำที่คุณอาจจะได้ มักจะเป็นกลางคือ ขึ้นกับคุณชอบอะไร
- ขี่แบบนิ่งๆ เข้าโค้งต้องโหนหนักๆ ลงเขาง่ายหน่อย ขี่เร็วๆบนทางไม่เรียบต้องระวังตัว อย่ากำแฮนด์แน่นเกินไปจนเผลอดึงแฮนด์ เชิญที่ 50 cm
- ขี่แบบสนุก เข้าโค้งง่ายขึ้น ไม่ต้องลุ้นแหกโค้ง ไม่ต้องโหนมาก ขี่กับกลุ่มสบายขึ้นไม่ต้องกังวลว่าจะวอกแวก ยืนโยกไม่ต้องกังวลว่าล้อหน้าจะหันซ้ายหันขวากลายเป็นงูเลื้อย ก็เชิญที่ 48 cm
แต่คุณทราบอะไรอย่างหนึ่งไหม รถที่เล็กลง จะมีมุมท่อนั่งที่ชันขึ้นกว่ารถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างน้อย 0.5 องศา ครับมันน้อยมากเลย แต่มันทำให้เบาะขยับไปด้านหน้าได้อีกเกือบๆ 4mm เลยทีเดียวนะครับ แหม! ระยะแค่ 4mm เนี่ย มันสำคัญมากเชียวหรือ ?
มันอาจจะไม่สำคัญ ถ้าคุณไม่ให้ความสำคัญ หรือ คุณเจอช่างฟิตติ้งมั่วกับคุณ
แต่คุณจะพบว่ามันมีความสำคัญในเวลาที่คุณต้องการความสำคัญ
การปั่นจักรยานโดยมีระยะ KOP เยื้องหลังนั้น สำหรับการปั่นโดยทั่วไป อาจจะไม่ได้สร้างปัญหามากมายนัก แต่ถ้าคุณต้องการหมอบก้มลงจับdrop เพื่อเพิ่มความลู่ลม มุมปิดของสะโพกจะแคบลง นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการหายใจแล้ว กลับจะมีผลต่อประสิทธิภาพในเรื่องการทำงานของข้อสะโพกด้วย (เคยสังเกตไหม ทำไมพวกโปร เวลาที่แข่งแล้วต้องการทำความเร็วมาก จึงก้มจับdrop แล้วขยับตัวมานั่งหน้าอาน แล้วก้มตัวมากขึ้น เพราะการทำเช่นนี้นอกจากจะเพิ่มaerodynamic แล้ว มุมสะโพกจะเปิดกว้างขึ้นมากว่าการนั่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ประสิทธิภาพต่อการทำงานของสะโพกจึงดีขึ้น ออกแรงแล้วได้powerกระทำกับขาจานอย่างเต็มที่ )
การปั่นจักรยานที่ตำแหน่ง KOP จะทำให้เราสามารถฝึกกล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อก้นย้อยได้ครบ เพราะ
- ในตำแหน่งนั่งเยื้องหลัง (ไม่มากจนทำให้มุมสะโพกปิดมากเกินไป ) กล้ามเนื้อก้นย้อยจะทำงานได้มากขึ้น แต่กล้ามเนื้อหน้าขาจะทำงานได้น้อยลง
- ในตำแหน่งที่นั่งล้ำหน้า ( ไม่มากเกินไปจนรบกวนวงรอบการใช้งานกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ) กล้ามเนื้อหน้าขาจะทำงานได้มากขึ้น แต่กล้ามเนื้อก้นย้อยจะลดบทบาทลง
การได้ปั่นในท่าที่เราสามารถขยับตัวไปหน้าก้ได้ หลังก็ได้ อย่างสมดุลกัน ไม่เป็นสิ่งที่ดีหรอกหรือ ?
ครับเชื่อเถอะ เราจะเห็นความสำคัญง่ายมากในเวลาที่เราขึ้นเขายาวๆ จนกล้ามเนื้อล้าตัว การขยับไปด้านหลังบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าขาได้พักบ้าง หรือ ขยับไปด้านหน้าบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อก้นย้อยได้พักบ้าง จะบอกเราเองว่า สิ่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นมันเป็นยังไง
ผู้ผลิตรถค่ายหนึ่งบอกว่า
รถขนาด 48 cm ของเรา เหมาะสำหรับคนสูง 161 -168 cm
รถขนาด 50 cm ของเรา เหมาะสำหรับคนสูง 166 - 172 cm
คำถาม : ผมสูง 167cm ควรเลือกรถขนาดไหนดี ???
คำแนะนำที่คุณอาจจะได้ มักจะเป็นกลางคือ ขึ้นกับคุณชอบอะไร
- ขี่แบบนิ่งๆ เข้าโค้งต้องโหนหนักๆ ลงเขาง่ายหน่อย ขี่เร็วๆบนทางไม่เรียบต้องระวังตัว อย่ากำแฮนด์แน่นเกินไปจนเผลอดึงแฮนด์ เชิญที่ 50 cm
- ขี่แบบสนุก เข้าโค้งง่ายขึ้น ไม่ต้องลุ้นแหกโค้ง ไม่ต้องโหนมาก ขี่กับกลุ่มสบายขึ้นไม่ต้องกังวลว่าจะวอกแวก ยืนโยกไม่ต้องกังวลว่าล้อหน้าจะหันซ้ายหันขวากลายเป็นงูเลื้อย ก็เชิญที่ 48 cm
แต่คุณทราบอะไรอย่างหนึ่งไหม รถที่เล็กลง จะมีมุมท่อนั่งที่ชันขึ้นกว่ารถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างน้อย 0.5 องศา ครับมันน้อยมากเลย แต่มันทำให้เบาะขยับไปด้านหน้าได้อีกเกือบๆ 4mm เลยทีเดียวนะครับ แหม! ระยะแค่ 4mm เนี่ย มันสำคัญมากเชียวหรือ ?
มันอาจจะไม่สำคัญ ถ้าคุณไม่ให้ความสำคัญ หรือ คุณเจอช่างฟิตติ้งมั่วกับคุณ
แต่คุณจะพบว่ามันมีความสำคัญในเวลาที่คุณต้องการความสำคัญ
การปั่นจักรยานโดยมีระยะ KOP เยื้องหลังนั้น สำหรับการปั่นโดยทั่วไป อาจจะไม่ได้สร้างปัญหามากมายนัก แต่ถ้าคุณต้องการหมอบก้มลงจับdrop เพื่อเพิ่มความลู่ลม มุมปิดของสะโพกจะแคบลง นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการหายใจแล้ว กลับจะมีผลต่อประสิทธิภาพในเรื่องการทำงานของข้อสะโพกด้วย (เคยสังเกตไหม ทำไมพวกโปร เวลาที่แข่งแล้วต้องการทำความเร็วมาก จึงก้มจับdrop แล้วขยับตัวมานั่งหน้าอาน แล้วก้มตัวมากขึ้น เพราะการทำเช่นนี้นอกจากจะเพิ่มaerodynamic แล้ว มุมสะโพกจะเปิดกว้างขึ้นมากว่าการนั่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ประสิทธิภาพต่อการทำงานของสะโพกจึงดีขึ้น ออกแรงแล้วได้powerกระทำกับขาจานอย่างเต็มที่ )
การปั่นจักรยานที่ตำแหน่ง KOP จะทำให้เราสามารถฝึกกล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อก้นย้อยได้ครบ เพราะ
- ในตำแหน่งนั่งเยื้องหลัง (ไม่มากจนทำให้มุมสะโพกปิดมากเกินไป ) กล้ามเนื้อก้นย้อยจะทำงานได้มากขึ้น แต่กล้ามเนื้อหน้าขาจะทำงานได้น้อยลง
- ในตำแหน่งที่นั่งล้ำหน้า ( ไม่มากเกินไปจนรบกวนวงรอบการใช้งานกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ) กล้ามเนื้อหน้าขาจะทำงานได้มากขึ้น แต่กล้ามเนื้อก้นย้อยจะลดบทบาทลง
การได้ปั่นในท่าที่เราสามารถขยับตัวไปหน้าก้ได้ หลังก็ได้ อย่างสมดุลกัน ไม่เป็นสิ่งที่ดีหรอกหรือ ?
ครับเชื่อเถอะ เราจะเห็นความสำคัญง่ายมากในเวลาที่เราขึ้นเขายาวๆ จนกล้ามเนื้อล้าตัว การขยับไปด้านหลังบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าขาได้พักบ้าง หรือ ขยับไปด้านหน้าบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อก้นย้อยได้พักบ้าง จะบอกเราเองว่า สิ่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นมันเป็นยังไง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
ทำไมนักแข่งที่เอาภาพมาลง จึงหั่นซางเสียสั้น เอาสเตมลงมาติดกับฝาปิดถ้วยคอได้โดยไม่ต้องรองแหวน หลักอานก็ไม่ได้ยืดยาวมากมายเหมือนขี่รถผิดไซส์เลยหละ ?
รถแต่ละรุ่นมีสัดส่วนที่แตกต่างกันครับ ไม่สามารถเอามายึดถือเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวได้ รถสองคัน สองค่าย มิติใกล้เคียงกัน reachและstack แทบจะเท่ากันเลย แต่หลักอานโผล่พ้นท่อนั่งออกมาแตกต่างกันยังกับฟ้าและเหว เอาแน่ไม่ได้หรอก
อีกอย่างหนึ่ง มาตรฐานสัดส่วนของคนไทยยุคใหม่ บอกเลยว่า ขาค่อนข้างสั้น แต่หลังค่อนข้างไปทางยาว เอาแบบฝรั่งไม่ได้หรอก พวกนั้นมันเล่นมากกว่าเรียน กินนม แล้ววิ่ง ออกกำลังกาย กระดูกขามันได้รับแรงกระแทกบ่อยๆ ในช่วงgrowth spurt มันก็เลยถูกกระตุ้นให้กระดูกขางอกยาวเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าความยาวลำตัว แต่เด็กไทยถูกบังคับให้เรียนมากกว่าเล่น แถมเทือกเขาเหล่ากอก็ไม่ใช่คนสูงมาจากกรรมพันธ์ นมก็ไม่ค่อยจะนิยมกินกัน กีฬาก็ไม่ค่อยจะเล่น วันๆเอาแต่มาเถียงกันหน้าคอมพ์ หรือ กดsmart phone ขึ้นรถไฟฟ้าก็ก้มหน้าก้มตาม เพื่อนอยู่ข้างๆก็เหมือนอยู่ในป่าในเขาไม่เห็นหน้ากัน
เมื่อตัวยาว ก็ต้องเลือกรถที่ท่อบนยาวขึ้น แต่ขาไม่ได้ยาวมาก หลักอานก็เลยไม่ยืดสูง และที่สำคัญรถที่ท่อบนยาว ท่อคอก็ยาวตาม ก็เลยต้องหั่นซางจนไม่เหลือที่ให้รองแหวน ทั้งๆที่อยากจะเอาลงมาอีกก็เอาลงมาไม่ได้
ก้มตัวได้น้อย ยืดหยุ่นน้อย แต่อยากขี่รถไซส์เล็ก แต่รังเกียจภาพลักษณ์ของกระเหรี่ยงคอยาว ทำยังไงดี ?
ผมไม่ตอบหรอกว่า ให้ไปเกิดใหม่ นั่นมันทำร้ายจิตใจกันชัดๆ
เคยศึกษาgeometry กันบ้างหรือเปล่าครับ ว่ารถหนะมันมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม ปั่นทน ปั่นแข่ง ปั่นเฮฮา ปั่นท่องเที่ยว ปั่นTT มันมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง
สิ่งที่เราควรจะดูกันก็คือ Stack ครับ เพราะ Stack เป็นตัวบอกให้เรารู้ว่า รถสองคันนั้นก้มเงยได้สูงต่ำกว่ากันอย่างไร และให้ดูค่า Reach ว่า รถสองคันนั้น เราสามารถเอื้อมเข้าหาได้มากน้อยต่างกันอย่างไร ต้องใช้สเตมสั้นยาวต่างกันอย่างไร
อยากได้รถsizeเล็ก เพราะต้องการค่า reach สั้น จะได้ใช้สเตมยาวๆให้สวย แต่ก้มไม่ไหว ก็เลิือกรถที่ Stackสูงหน่อยก็ได้ครับ รถพวกนี้คือรถกลุ่มEndurance หรือ พวกขี่ทนนั่นแหละครับ ส่วนพวกขี่แข่งหนะไม่ต้องไปคบกับมันหรอก พวกนี้มันstackสั้น Reach ยาว เน้นยืด เน้นก้ม ไปไม่ถึงมันก็กรรมเท่านั้นแหละ
มัจฉิมานุปทา เดินทางสายกลางมีความสุขที่สุดครับ
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางเป็นสิ่งที่สร้างได้ไม่ลำบากอะไร แต่ต้องอดทนและใช้เวลา
Planking คือสิ่งที่ทำง่ายมาก หาเอาในกูเกิ้ลว่าทำไง
วิดพื้น ก็เป็นสิ่งที่ทำง่ายๆเช่นกัน
SitUp เล่นกล้ามท้อง ก็ทำได้ง่ายๆเช่นกัน
เข้าฟิตเนสได้ ก็ทำ Back extension exercise
ผมวัยสว.แล้ว สูง 166cm inseem 79.8 cm ช่วงแขนผมยาว ( ตอนเด็กๆเล่นหกคะเมนตีลังกาบ่อย แขนรับแรงกระตุ้นมาก แล้วก็วิ่งมาก ขาก็เลยโดนกระตุ้นมากเช่นกัน ถ้ามีนมให้กินเหมือนสมัยนี้ คงขายาวและตัวยาวกว่านี้อีกแน่ๆ ) ขี่ Dale SuperSixEvo HiMOD size 48cm สเตม120mm แฮนด์คอมแพค reach 77mm รองแหวน25mm ก็คือใช้แค่ฝาปิดถ้วยคอตัวบนเพียงชิ้นเดียว( มันสูง25mm ) ขี่ต่อเนื่องกัน 70กม. ไม่ต้องพัก หยุดแค่ไฟแดง ไม่ปวดหลัง ไม่ปวดเอว ไม่ปวดคอ ไม่ปวดไหล่ ไม่ปวดแขน แต่เมื่อยขา ฮ่า ฮ่า
เหตุผลที่ผมไม่ขี่size 50 มีแค่ว่า ผมชินกับรถสั้นๆมานานแล้ว เคยขี่size 50 มาหลายคัน ไม่ว่าจะเป็น Trek H1 ก็เคย ปัญหาของผมคือ คนหลังสั้น รถมันตอบสนองผมได้ช้าไป ( ผมชินกับรถที่ตอบสนองเร็วๆ อย่าง Ritchey ที่เคยขี่มาสมัยปั่นเสือภูเขา ) ถึงขาง่อย แรงน้อย แต่ชอบขี่เร็ว เข้าโค้งเร็ว รถที่ตอบผมเร็วๆ จึงคือรถในอุดมคติของผม
ทุกอย่างฝึกได้ครับ
ทักษะเป็นสิ่งสำคัญทีสุดของการขี่จักรยาน บาดเจ็บ ล้มกลิ้งกันบ่อยๆ พวกดาวล้มประจำทริป ส่วนใหญ่แล้วปัญหามาจากทักษะที่ไม่ค่อยได้พัฒนา ขี่กันเป็นแค่ทางตรง เจอทางเทคนิค100โค้งที่พวกผมขี่กันประจำตอนค่ำๆ ได้มีแหกโค้งกันบ้างหละ
คงจะประติดประต่อกันได้แล้วนะครับว่า คร่อมsize เล็กลงครึี่งsize ต่างจาก ขี่รถเล็กว่าที่ควรเป็น 1size เป็นยังไง
รถแต่ละรุ่นมีสัดส่วนที่แตกต่างกันครับ ไม่สามารถเอามายึดถือเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวได้ รถสองคัน สองค่าย มิติใกล้เคียงกัน reachและstack แทบจะเท่ากันเลย แต่หลักอานโผล่พ้นท่อนั่งออกมาแตกต่างกันยังกับฟ้าและเหว เอาแน่ไม่ได้หรอก
อีกอย่างหนึ่ง มาตรฐานสัดส่วนของคนไทยยุคใหม่ บอกเลยว่า ขาค่อนข้างสั้น แต่หลังค่อนข้างไปทางยาว เอาแบบฝรั่งไม่ได้หรอก พวกนั้นมันเล่นมากกว่าเรียน กินนม แล้ววิ่ง ออกกำลังกาย กระดูกขามันได้รับแรงกระแทกบ่อยๆ ในช่วงgrowth spurt มันก็เลยถูกกระตุ้นให้กระดูกขางอกยาวเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าความยาวลำตัว แต่เด็กไทยถูกบังคับให้เรียนมากกว่าเล่น แถมเทือกเขาเหล่ากอก็ไม่ใช่คนสูงมาจากกรรมพันธ์ นมก็ไม่ค่อยจะนิยมกินกัน กีฬาก็ไม่ค่อยจะเล่น วันๆเอาแต่มาเถียงกันหน้าคอมพ์ หรือ กดsmart phone ขึ้นรถไฟฟ้าก็ก้มหน้าก้มตาม เพื่อนอยู่ข้างๆก็เหมือนอยู่ในป่าในเขาไม่เห็นหน้ากัน
เมื่อตัวยาว ก็ต้องเลือกรถที่ท่อบนยาวขึ้น แต่ขาไม่ได้ยาวมาก หลักอานก็เลยไม่ยืดสูง และที่สำคัญรถที่ท่อบนยาว ท่อคอก็ยาวตาม ก็เลยต้องหั่นซางจนไม่เหลือที่ให้รองแหวน ทั้งๆที่อยากจะเอาลงมาอีกก็เอาลงมาไม่ได้
ก้มตัวได้น้อย ยืดหยุ่นน้อย แต่อยากขี่รถไซส์เล็ก แต่รังเกียจภาพลักษณ์ของกระเหรี่ยงคอยาว ทำยังไงดี ?
ผมไม่ตอบหรอกว่า ให้ไปเกิดใหม่ นั่นมันทำร้ายจิตใจกันชัดๆ
เคยศึกษาgeometry กันบ้างหรือเปล่าครับ ว่ารถหนะมันมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม ปั่นทน ปั่นแข่ง ปั่นเฮฮา ปั่นท่องเที่ยว ปั่นTT มันมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง
สิ่งที่เราควรจะดูกันก็คือ Stack ครับ เพราะ Stack เป็นตัวบอกให้เรารู้ว่า รถสองคันนั้นก้มเงยได้สูงต่ำกว่ากันอย่างไร และให้ดูค่า Reach ว่า รถสองคันนั้น เราสามารถเอื้อมเข้าหาได้มากน้อยต่างกันอย่างไร ต้องใช้สเตมสั้นยาวต่างกันอย่างไร
อยากได้รถsizeเล็ก เพราะต้องการค่า reach สั้น จะได้ใช้สเตมยาวๆให้สวย แต่ก้มไม่ไหว ก็เลิือกรถที่ Stackสูงหน่อยก็ได้ครับ รถพวกนี้คือรถกลุ่มEndurance หรือ พวกขี่ทนนั่นแหละครับ ส่วนพวกขี่แข่งหนะไม่ต้องไปคบกับมันหรอก พวกนี้มันstackสั้น Reach ยาว เน้นยืด เน้นก้ม ไปไม่ถึงมันก็กรรมเท่านั้นแหละ
มัจฉิมานุปทา เดินทางสายกลางมีความสุขที่สุดครับ
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางเป็นสิ่งที่สร้างได้ไม่ลำบากอะไร แต่ต้องอดทนและใช้เวลา
Planking คือสิ่งที่ทำง่ายมาก หาเอาในกูเกิ้ลว่าทำไง
วิดพื้น ก็เป็นสิ่งที่ทำง่ายๆเช่นกัน
SitUp เล่นกล้ามท้อง ก็ทำได้ง่ายๆเช่นกัน
เข้าฟิตเนสได้ ก็ทำ Back extension exercise
ผมวัยสว.แล้ว สูง 166cm inseem 79.8 cm ช่วงแขนผมยาว ( ตอนเด็กๆเล่นหกคะเมนตีลังกาบ่อย แขนรับแรงกระตุ้นมาก แล้วก็วิ่งมาก ขาก็เลยโดนกระตุ้นมากเช่นกัน ถ้ามีนมให้กินเหมือนสมัยนี้ คงขายาวและตัวยาวกว่านี้อีกแน่ๆ ) ขี่ Dale SuperSixEvo HiMOD size 48cm สเตม120mm แฮนด์คอมแพค reach 77mm รองแหวน25mm ก็คือใช้แค่ฝาปิดถ้วยคอตัวบนเพียงชิ้นเดียว( มันสูง25mm ) ขี่ต่อเนื่องกัน 70กม. ไม่ต้องพัก หยุดแค่ไฟแดง ไม่ปวดหลัง ไม่ปวดเอว ไม่ปวดคอ ไม่ปวดไหล่ ไม่ปวดแขน แต่เมื่อยขา ฮ่า ฮ่า
เหตุผลที่ผมไม่ขี่size 50 มีแค่ว่า ผมชินกับรถสั้นๆมานานแล้ว เคยขี่size 50 มาหลายคัน ไม่ว่าจะเป็น Trek H1 ก็เคย ปัญหาของผมคือ คนหลังสั้น รถมันตอบสนองผมได้ช้าไป ( ผมชินกับรถที่ตอบสนองเร็วๆ อย่าง Ritchey ที่เคยขี่มาสมัยปั่นเสือภูเขา ) ถึงขาง่อย แรงน้อย แต่ชอบขี่เร็ว เข้าโค้งเร็ว รถที่ตอบผมเร็วๆ จึงคือรถในอุดมคติของผม
ทุกอย่างฝึกได้ครับ
ทักษะเป็นสิ่งสำคัญทีสุดของการขี่จักรยาน บาดเจ็บ ล้มกลิ้งกันบ่อยๆ พวกดาวล้มประจำทริป ส่วนใหญ่แล้วปัญหามาจากทักษะที่ไม่ค่อยได้พัฒนา ขี่กันเป็นแค่ทางตรง เจอทางเทคนิค100โค้งที่พวกผมขี่กันประจำตอนค่ำๆ ได้มีแหกโค้งกันบ้างหละ
คงจะประติดประต่อกันได้แล้วนะครับว่า คร่อมsize เล็กลงครึี่งsize ต่างจาก ขี่รถเล็กว่าที่ควรเป็น 1size เป็นยังไง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- buak516
- สมาชิก
- โพสต์: 62
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 พ.ค. 2013, 11:59
- Tel: -
- team: -
- Bike: bianchi
Re: ถามๆๆๆ ควรจะขี่จักรยานไซค์เล็ก หรือพอดี กับตัวดีคับ '
ขอบคุณครับ อาจารย์ ผมสูง 178 แขน ขายาว ช่วง ขา 85 ใช้ s- work Tarmac. ขนาด 52
สเต็ม 120 -17 องศา ทุกอย่างลงตัว ครับ 100 โล. สบายๆ ครับ
สเต็ม 120 -17 องศา ทุกอย่างลงตัว ครับ 100 โล. สบายๆ ครับ