จะว่าไปแล้ว เรืองความยาวของขาจานที่เหมาะสมนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาวนาน เพราะดูเหมือนว่าจะมีความพยายามที่จะศึกษาหาค่าความยาวที่เหมาะสมกันตลอดเวลา
แน่นอนครับ ขาจานที่ยาวขึ้นย่อมผ่อนแรง จาก 170mm --> 172.5mm ประมาณ 1.5% ซึ่งถ้ามองกันเป็นตัวเลขกันแล้ว ถือว่าน้อยมาก
ความยาวของขาจานที่เหมาะสมที่กลายเป็นสูตรสำเร็จนั้น ได้รับการยอมรับมานานแล้วว่า เป็นค่าความยาวที่ยาวที่สุดที่ลดอุบัติการณ์การบาดเจ็บของเข่าได้ดีที่สุด
แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าขาจานที่สั้นกว่านี้จะไม่ดีนะครับ ถึงแม้ว่าความยาวของขาจะต่างกัน 1.5% ทำให้เส้นรอบวงในการหมุนครบ 1 รอบ ต่างกัน 1.5% ( เท่านั้นเองจริงๆหรือ )
เรื่องของเรื่องจริงๆ มันอยู่ที่การเรียนรู้ของร่างกาย การปรับตัวให้เหมาะสม และวงรอบการทำงานของกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับอุปกรณ์
ยกตัวอย่างง่ายๆครับ อิงกับการวิ่งก็แล้วกัน ถ้าเรายึดที่ความเร็วเท่าเดิม บ่อยครั้งที่การเพิ่มจำนวนก้าวต่อนาทีแต่ลดความยาวก้าวลง ก็จะลดความเหนื่อย และลดอุบัติการณ์การบาดเจ็บลงได้ แต่พอเพิ่มจำนวนก้าวต่อนาทีมากขึ้นและลดความยาวก้าวลงมา ( ก้าวสั้นแต่ถี่ขึ้น ) จนถึงจุดๆหนึ่ง จะเริ่มรู้สึกว่า HR มันเร็วขึ้น เหนื่อยเพิ่มขึ้น ( ไม่ได้สาระและไม่ได้ประโยชน์ สู้กับไปที่เดิมไม่ได้ )
เช่นกัน บางคนที่ชินกับการวิ่งที่ความยาวก้าวเท่านั้น จะให้เขามาลดความยาวก้าวลงโดยเพิ่มจำนวนก้าว ก็คงเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้เพราะบางคนเรียนรู้การวิ่งในลักษณะนั้นมานานมากแล้ว เหมือนกับพื้นฐานถูกฝึกมาอย่างนั้น ( ถูกหรือผิด ขอไม่สรุป เพราะแต่ละคนฝึกมาไม่เหมือนกัน ) เช่น บางคนก็ถูกฝึกมาว่า ถ้าจะเพิ่มความเร็ว ก็ให้เพิ่มความยาวก้าวโดยการฟันศอกตีเข่าเพื่อให้เกิดแรงยก ทำให้ระยะก้าวเพิ่มขึ้น (เบสิคของการวิ่งระยะสั้น) แล้วเพิ่มจำนวนก้าวต่อนาทีให้มากขึ้นอีก อะไรประมาณนั้น
เรื่องวิ่งจึงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกว่าเพราะไม่มีอุปกรณ์มาบังคับแบบจักรยาน
หากคุ้นเคยกับความยาวขาจานค่าใดค่าหนึ่ง ที่ไม่ยาวเกินไปจนเพิ่มอุบัติการณ์บาดเจ็บ บางทีเราก็จะคุ้นเคยกับมัน เพราะ2.5mm ที่แตกต่างไปนั้น อาจจะแค่ 1.5%ก็จริง แต่ระยะ fore-aft ของเบาะที่ต่างกัน 2.5mm ( ถึงแม้จะขยับเบาะเพื่อชดเชยระยะตรงนี้แล้วก็ตาม ) จะส่งผลถึงท่านั่งและประสิทธิภาพของการออกแรงที่แตกต่างด้วยเช่นกัน และอาจจะส่งผลมากกว่า 1.5% ของความยาวขาจานที่เปลี่ยนไปซะอีก
ส่วนเรื่องของการขึ้นเขานั้นก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนและความคุ้นเคยกับอุปกรณ์เช่นกันนะครับ ตำแหน่งนั่งที่แตกต่างไป ( เอา KOP มาเป็นตำแหน่งอ้างอิง เพราะการเปลี่ยนตำแหน่ง fore-aft ของเบาะ จะส่งผลต่อการออกแรงของกล้ามเนื้อที่ทำงานสัมพันธ์กันเป็นวงรอบ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝน เรียนรู้ เพื่อการปรับตัว ) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในแต่ละชุด วิธีการนั่ง วิธีการกระจายน้ำหนัก วิธีการออกแรง การกดการควง การเรียกกล้ามเนื้อมัดอื่นมาช่วยเสริม มันมีเรื่องปลีกย่อยมากมายครับ แต่อีก 1.5%ที่ดูเหมือนว่านิดเดียว มันก็ช่วยเพิ่มกำลังให้อีก 1.5%เช่นกัน ดูเหมือนนิดเดียว แต่ในยามยากมันก็ดีกว่าไม่มีอะไรมาช่วยเลย
ปอลิง สุดท้าย ง่ายๆ สั้นๆ
กำลัง = Torque x cadence หรือ เท่ากับ ( แรงกดบันได x ความยาวขาจาน ) x รอบขา
ขาจานสั้นลง แรงกดบันไดเท่าเดิม แต่เพิ่มรอบขา ก็ได้กำลังเท่าเดิม
ขาจานสั้นลง แรงกดบันไดเท่าเดิม รอบขาเท่าเดิม ก็ได้กำลังลดลง
ขาจานยาวขึ้น แรงกดบันไดลดลง รอบขาเท่าเดิม ได้กำลังเท่าเดิม แต่กล้ามเนื้อล้าช้าลงกว่าเดิม ( ผ่อนแรงเพื่อให้ได้กำลังเท่าเดิม )
แต่ต้องไม่ลืมว่า ร่างกายไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว มีการเรียนรู้ และมีเรื่อง"เยอะ"