เขี้ยวเงิน เขียน:ผมเป็นคนชอบอ่าน และไม่เคยไปทัวริ่ง เพราะผมจน และใจไม่ถึง ไม่มีปัญญาซื้อรถแพงๆ ได้แต่ปั่นรถถีบธรรมดา เรื่่องธุรกิจจักรยานไม่สนใจ ชอบและก็ชอบอ่าน เหมือนผมแหกรั้วที่เขาเก็บตัง หนังกลางแปลง ฉายหนังดีๆ(ไม่มีเงินตีตั๋ว)เหมือนเมื่อ30+ขึ้นไป รอชมครับ ไม่รู้จักคุณเมธาและใครในเนี้ย...แต่ขออ่านน่ะครับ ขอบคุณ
เมื่อวันที่ ๑ - ๓ ตุลาคม ๕๘ นี้ รักรถรักธรรม(ชื่อทีมครับ)ได้มีโอกาสปั่นขึ้นดอยสุเทพ-ปุย เพื่อไปพักผ่อน ทำบุญ แสวงหาความสงบ วันนั้นผมได้พบกับเด็กหนุ่มผู้ใฝ่ดี ปั่นจักรยานราคาแพงแต่เอาตัวไม่รอด (มือใหม่) เรานั่งคุยกันแกเล่าให้ฟังแกไม่มีความรู้อะไรเลย เห็นเพื่อนปั่นแล้วเล่าว่าสนุก ประกอบกับอยากจะผอม หุ่นดี ก็เลยไปหาซื้อมาปั่น ปั่นครั้งแรกเรียกว่า เจ็บก้นเกือบตายเหนื่อยอีกต่างหาก ไม่อยากปั่นอีกแล้ว ผมก็เลยได้คุยและอธิบายแบบคร่าว ๆ พร้อมเป็นกำลังใจและสัญญากับเจ้าหนุ่มว่า จะเล่าอะไรเกี่ยวกับจักรยานให้ฟังในกระทู้ แล้วผมก็จดกระทู้ให้ไป เราจับมือกันโดยเด็กหนุ่มสัญญาว่าจะปั่นต่อไป ผมดีใจครับที่มาทันเวลาก่อนที่เด็กคนนี้จะเลิกปั่น (ไม่รู้จะได้เจอแกอีกไหม?)



มันฝังใจผมมานานจวบจนผมอายุได้ ๕๗ ปีเมื่อปี ๒๕๕๑ ผมก็ทำสำเร็จคือ ได้ปั่นเทอดพระเกียรติ์ในหลวง จาก เชียงใหม่-สนามหลวงผมดีใจมาก ๆ ครับ
รถของผมสมัยเด็กยี่ห้อ ฮัมเบอร์ประมาณคันนี้แหละครับ ขอบคุณเจ้าของภาพครับ



ความไม่รู้ที่ถือเป็นอวิชชาซึ่งเป็นเครื่องกางกั้นหมู่สัตว์โลกมิให้หลุดจากชาติภพนั้น ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอนสั่ง มีอยู่ 8 ประการด้วยกันครับได้แก่
๑. ไม่รู้จักทุกข์........ ๒. ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์
๓. ไม่รู้จักการดับทุกข์... ๔. ไม่รู้จักทางถึงความดับทุกข์
๕. ไม่รู้จักอดีต ........ ๖. ไม่รู้จักอนาคต
๗.ไม่รู้จักทั้งอดีตและอนาคต.. ๘.ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท
อวิชชาความไม่รู้นี่น่ากลัวจริง ๆ เหมือนเด็กหนุ่มคนนั้นแกไม่รู้เรื่องจักรยานแล้วไม่ศึกษา ในที่สุดต้องเลิกขี่ นี่เรียกว่ายังดีนะที่มาเจอทีมพวกผมเข้า แกก็เลยยังมีแรงใจที่จะปั่นต่อไปอีก
ต่อไปนี้ผมก็จะคุยเรื่องจักรยานไปเรื่อย ๆ จักรยานที่ผมจะพูดถึงขอเป็นเรื่องเฉพาะทางนะครับคือ แบบ ทัวร์ริ่ง แค่นี้เพียงอย่างเดียวเพราะจักรยานมีหลาย ๆ รูปแบบ เช่นเสือภูเขา เสือหมอบ ไฮบริดส์ ฟิกซ์เกียร์ โบราณ แม่บ้าน ไม่ไหวครับ
จักรยานท่องเที่ยวหรือจักรยานทัวริ่ง - ออกแบบมาเพื่อการปั่นที่สะดวกสบายในการเดินทางไกล แข็งแรงทนทาน และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความสามารถในการโหลด-แบกสัมภาระไปด้วย จักรยานท่องเที่ยวหรือทัวริ่งพอจะแบ่งได้ 3 กลุ่มสำคัญ คือ
1. Loaded - จักรยานทัวริ่งพร้อมแบกสัมภาระ เป็นจักรยานท่องเที่ยวประเภทคลาสสิคเลยทีเดียว ออกแบบให้พร้อมแบกสัมภาระเพื่อสนับสนุนการเดินทางไกล พร้อมช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง ทั้งการตั้งแค้มป์นอนเต้นท์ การทำอาหารเอง โดยเฉพาะการปั่นไปในเส้นทางที่ไม่มีผู้คน เฟรมมักมีมิติที่ออกแบบให้ปั่นสบาย โดยมี Chainstays ยาวเพื่อให้ปั่นทางไกลได้นิ่งและมั่นคง และเพื่อให้มีสเปซหรือที่ว่างป้องกันการชนของส้นเท้ากับกระเป๋าสัมภาระหลัง
ชุดขับเคลื่อนมีจานหน้า 3 ใบและมาพร้อมอัตราทดเฟืองหลังที่เน้นเบาเพื่อรองรับการแบกสัมภาระและการปั่นทางชันได้ดีการมีวงล้อที่แข็งแรง มาพร้อมกับยางหน้ากว้าง (32-35 มม.หรือ 1.5-2.3นิ้ว) มักใช้เบรคแบบสายเพื่อง่ายในการซ่อมแซม เบรคผีเสื้อหรือ Cantilever เพื่อให้มีที่ว่างใส่ยางหน้ากว้างได้ดีและใส่บังโคลนด้วย (หรือใช้เป็นวีเบรค)
เฟรมมักทำจากวัสดุโครโมลี่ steel เพื่อความทนทานแต่ยืดหยุ่นซับแรงได้ดีและซ่อมแซมได้ง่ายทั่วไป โดยเฟรมจะออกแบบให้มีรูยึดขากระติก ตะแกรงหน้าหลัง บังโคลน ซี่ลวดสำรอง ฯลฯ มาพร้อมโดยไม่ต้องแปลงอีก มักติดตั้งตะแกรงมาทั้งหน้า (low rider) และ ตะแกรงหลัง พร้อมไฟส่องสว่าง
ในบางครั้ง หรือส่วนใหญ่ก็มีการนำจักรยานเสือภูเขามาใส่ตะแกรงหน้า-หลังกลายเป็น Loaded ได้เช่นกัน เนื่องด้วยการมีคาแรกเตอร์หรือคุณลักษณะที่คล้ายกันในแนวทัวริ่งนั่นเอง เช่น ความแข็งแรง ความคล่องตัว พาร์ทหรืออะไหล่ที่คล้ายกัน นักปั่นบางท่านก็เลือกใช้รถพ่วงหรือ trailers แทนการแบกกระเป๋าบนตะแกรงติดกับเฟรมรถ
2. Light - จักรยานท่องเที่ยวที่ไม่เน้นแบกสัมภาระ Light - เป็นจักรยานทัวริ่งหรือท่องเที่ยวที่ไม่เน้นการแบกสัมภาระเต็มพิกัด แต่อาจมีตะแกรงหลังโดยนำไปเฉพาะของจำเป็นไม่กี่ชิ้น อาจเป็นทริปวันเดียวหรือหลายวัน(แต่ไม่ยาวเท่า loaded) โดยอาศัยนอนตามโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ ไม่มีการนำเต้นท์ไป ซื้อน้ำอาหารกินตามเส้นทางที่ไป และหรืออาจมีรถเซอร์วิสตามหลังได้เช่นกัน มิติของเฟรมรถแนวนี้มักเป็นคล้ายเสือหมอบ รถแข่ง หรือ รถถนน โดยชุดขับเคลื่อนไม่เน้นอัตราทดที่เบาเหมือน loaded ใช้ยางหน้าแคบเพราะไม่ต้องบรรทุกมาก ประมาณ25-28มม.
3. Sport - จักรยานท่องเที่ยวแนวสปอร์ต จักรยานท่องเที่ยวแนวนี้ไม่เน้นสเป็กแน่นอนเท่าไร เป็นการนำจักรยานทั่วไปมาใช้งานเพื่อท่องเที่ยวได้หมด เช่น จักรยานพับ นอนปั่น(recumbent) สตรีทไบค์ รถบ้าน จักรยานเสือภูเขา หมอบ เนื่องจากไม่เน้นคุณสมบัติ ลักษณะของจักรยานท่องเที่ยวแนวนี้จึงขึ้นกับผู้ใช้ว่าจะแต่งหรือปรับให้เข้ากับการใช้งานของตนอย่างไร มักเป็นลักษณะทริปสั้น ๆ ไม่กี่วันหรือวันเดียว
จากหัวข้อสนทนาหลายที่ มักพบคำถามว่า "อะไรคือทัวริ่ง คันไหนคือทัวริ่ง ทัวริ่งต้องเป็นยังไง" จะเห็นว่าทั้ง 3 ประเภทค่อนข้างครอบคลุมจักรยานท่องเที่ยวเกือบทุกแบบ ทั้งนี้ด้วยคุณลักษณะหรือคาแรกเตอร์ของจักรยานแต่ละแบบมักมีบางข้อที่เหมือนกัน ดังนั้นการนำเสือภูเขา เสือหมอบ รถพับมาแปลงเป็นทัวริ่งก็เป็นอีกแนวหนึ่งของทัวริ่ง เพราะเสือภูเขามีคุณสมบัติเฟรมที่แข็งแรง และ คล่องตัว คำว่า "จักรยานทัวริ่ง" จึงน่าจะแบ่งที่ลักษณะการใช้งานของนักปั่น มากกว่า แบ่งที่ลักษณะของรถ (หมายถึงทั้งคู่แต่ชั่งน้ำหนักกัน)
คำจำกัดความจักรยานท่องเที่ยวทัวริ่งนี้ น่าจะตอบคำถามหรือข้อสงสัยจักรยานทัวริ่งได้พอสมควร ทำไมฟูจิให้ชิฟเตอร์รวมแบบหมอบ ทำไมLHTและ520ให้ชิฟเตอร์ปลายแฮนด์ ทำไมจามิสออโรร่าให้ดิสค์เบรค ทำไมThornใส่เกียร์ดุมโรลอฟ ทำไมSutraให้ดิสค์เบรคสาย ทำไมแคนนอนเดลเฟรมเป็นอลูมิเนียม
ยังมีการแบ่งประเภทจักรยานทัวริ่งอีกแนวที่น่าสนใจ คือ แนว Expedition ซึ่งจะคล้ายกับแบบ Loaded แนวนี้ลักษณะเป็นการปั่นในเส้นทางไกลทุรกันดาร โหดสุด ๆ เช่น ยี่ห้อ Thorn Raven ซึ่งเซ็ทรถมาแนวนี้โดยใส่เกียร์ดุมด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องถอดเซอร์วิสกันเลยในเส้นทางโหดสุด ๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกียร์แบบเฟืองซ้อนจะลุยไม่ได้และไม่ดี
หลายครั้งพบว่าเพื่อนนักปั่นนำเสือภูเขาไปทัวริ่งได้ดีนี่แหละเหตุผล ดังนั้นแทนที่จะถกกันว่าทัวริ่งต้องอย่างไร จึงน่าจะเป็นการเลือกใช้ให้เหมาะกับความเหมาะสม สภาพทางextremeแค่ไหน ระยะทาง เวลา เงิน และความชอบส่วนตัว
ปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวมีกี่ระดับ!!!!
อีธาน เกลเบอร์ (Ethan Gelber)ซึ่งเป็นนักเขียนคู่มือปั่นจักรยานท่องเที่ยวในประเทศฝรั่งเศสของสำนักพิมพ์โลกเหงา (Lonely Planet: Cycling France Guide) ใด้แบ่ง ประเภทของการปั่นจักรยานท่องเที่ยว ใว้ 3 ระดับ
1. การปั่นจักรยานเดินทางระยะใกล้ (Short-distance touring cycling) ซึ่งเป็นการปั่นเดินทางท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่จะเน้นพื้นที่การปั่นภายในประเทศ (Domestic trip) และมีระยะทางในการปั่นรวมตลอดการเดินทางต่ำกว่า 300 กิโลเมตร การปั่นรูปแบบนี้เป็นการปั่นที่ไม่ต้องเตรียมการอะไรมากนัก นักปั่นสามารถปั่นได้เป็นส่วนใหญ่ โดยต้องการการฝึกซ้อมที่ตั้งอยู่ในระดับปานกลาง ถึงระดับสูง เช่น บุคคลทั่วๆ ไปที่จัดการปั่นจักรยานเดินทางทุกๆ เดือน หรือทุกๆ วันอาทิตย์ และจบทริปการปั่นภายในวันเดียว หรือสอง-สามวัน เป็นต้น
2. การปั่นจักรยานเดินทางระยะไกล (Long-distance touring cycling) ซึ่งเป็นการปั่นเดินทางท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นตามเส้นทางภายในประเทศแบบข้ามเขต (Cross region) หรือข้ามประเทศ (Cross country) โดยมีระยะทางในการปั่นรวมตลอดการเดินทางตั้งแต่ 500-3,000 กิโลเมตร (ราวๆ นี้) การปั่นจะต้องมีการเตรียมการที่ค่อนข้างจะมาก โดยต้องการการฝึกซ้อมที่เข้มข้น และการพัฒนากายภาพของนักปั่นให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่สุด
3. สุดท้ายคือ การปั่นจักรยานเดินทางที่มีชื่อเรียกว่า "Full series" อันเป็นรูปแบบการปั่นจักรยานเดินทางท่องเที่ยวที่ครอบคลุมระยะทางมากกว่า 5,000 กิโลเมตรขึ้นไปภายในทริปการปั่นเดียวที่จัดขึ้น ซึ่งทั้งนักปั่น และรถจักรยานจะต้องมีการเตรียมการที่ดีที่สุด แต่ทว่าการฝึกซ้อมอาจจะไม่ถึงขั้นระดับที่ 2 ที่กล่าวมา โดยเฉพาะจะต้องมีระยะเวลาในการเดินทางยาวนาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน
องค์ประกอบ หรือ Check list ที่ต้องทำความเข้าใจกันสำหรับการปั่นทัวริ่ง คือ
1. การฝึกบรรจุ หรือบรรทุกรถจักรยานตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอากาศยาน, รถบัส, Taxi
2. การเลือกขนาด และสัดส่วนของรถจักรยานให้เหมาะสมกับนักปั่น
3. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยาง และล้อ รวมทั้งการแก้ปัญหาเบื้องต้น
4. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบเกียร์, ระบบสายโซ่, ระบบเบรค รวมทั้งการแก้ปัญหาเบื้องต้น
5. การติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม และการเปลี่ยนชิ้นส่วนเพื่อความสะดวก (Part-checks)
6. การบรรจุ หรือบรรทุกสัมภาระบนจักรยาน ทั้งแบบครึ่งคัน และแบบเต็มคัน(ลอกเค้ามาถึงตรงนี้)
จะเลือก หรือใช้รถจักรยานประเภทไหนดี ที่เหมาะกับการปั่นจักรยานทัวริ่ง??
โดยทั่วๆไป แล้ว เรื่องรถจักรยาน และนักปั่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพิจารณาในการปั่นทัวริ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ประเภทของรถจักรยานที่นำมาใช้ในการปั่นทัวริ่งมีอยู่ 2 จำพวกครับ คือ
1. รถจักรยานเสือภูเขา (Mt. Bike, Adventure Bike) อันเป็นรถจักรยานที่มีความนิยมในหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเราครับ ซึ่งสามารถใช้ในการปั่นทัวริ่งได้เลย
ข้อดี -หาซื้อได้ง่าย, ราคาถูก-ปานกลาง (แต่ก็ไม่สูงนัก), มีความแข็งแรงทนทาน
ข้อเสีย -นักปั่นจะมีอาการปวดเมื่อยมาก หากเดินทางในระยะไกล, ความล้าที่เกิดจากน้ำหนัก
2. รถจักรยานท่องเที่ยว (Touring Bike) อันนี้ตรงตัวเลยครับ เหมาะสำหรับการปั่นระยะทางไกล หรือการเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถสองล้อขนานแท้
อย่างไรก็ตาม ตัวผมเอง และอีกหลายๆ ท่าน ได้ใช้รถจักรยานเสือภูเขาในการปั่นทัวริ่งครับ
สรุป ท่านสามารถลือกใช้รถสองประเภทดังกล่าว จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด นอกจากนี้ตัวของนักปั่นเองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การปั่นทัวริ่งบรรลุผลสำเร็จอีกด้วย ต่อไปเรามาดูกันลึกๆ ในเรื่องของรถจักรยานครับ
สำหรับเรื่องของจักรยานนั้น ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเสือภูเขา หรือรถจักรยานทัวริ่งนั้น มีองค์ประกอบ หรือ Check list ที่ต้องทำความเข้าใจกันสำหรับการปั่นทัวริ่ง คือ
1. การฝึกบรรจุ หรือบรรทุกรถจักรยานตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอากาศยาน, รถบัส, Taxi
2. การเลือกขนาด และสัดส่วนของรถจักรยานให้เหมาะสมกับนักปั่น
3. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยาง และล้อ รวมทั้งการแก้ปัญหาเบื้องต้น
4. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบเกียร์, ระบบสายโซ่, ระบบเบรค รวมทั้งการแก้ปัญหาเบื้องต้น
5. การติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม และการเปลี่ยนชิ้นส่วนเพื่อความสะดวก (Part-checks)
6. การบรรจุ หรือบรรทุกสัมภาระบนจักรยาน ทั้งแบบครึ่งคัน และแบบเต็มคัน
ปัจจัยสำหรับนักปั่น หรือ"คน" นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญควบคู่ไปกับการปั่นจักรยานเพื่อทัวริ่ง (เดินทาง/ท่องเที่ยว) ซึ่งควรจะนำมาพิจารณาควบคู่เสมอ ซึ่งนักปั่นทัวริ่งที่มีประสิทธิภาพ ควรมีการเตรียมการในสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ความรู้เบื้องต้นที่ได้กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับรถจักรยานของตนเองทั้งหมด (Bike knowledge)
2. การเตรียมตัว หรือการฝึกซ้อมที่ดี, ถูกต้อง และเพียงพอ (Self preparation)
3. การสร้างความรู้สึก หรือสัมผัสแห่งความมุ่งมั่น และความตั้งใจ (Ambition-cycling phenomena)
4. การวางแผนเส้นทางการเดินทางอย่างปราณีต (Extensive travel plan)
5. การวางแผนการจัดเตรียมสัมภาระให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Loading managment)
สำหรับนักปั่นที่จะเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบการปั่นจักรยานทัวริ่ง (Touring Bike Trip) นั้น ผมจะสรุปหลักการเตรียมตัว และปฏิบัติ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเดินทาง รวมทั้งเกิดอุปสรรคปัญหาต่างๆ พอสังเขปสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางขั้นต้นดังนี้ครับ
1. การเตรียมความพร้อมของนักปั่น (Biker's readyness) ประกอบไปด้วย
-การคัดสรรอุปกรณ์ประจำตัวที่ขาดเสียไม่ได้ เช่น หมวก, ถุงมือ, เสื้อผ้า, แว่นตา เป็นต้น ควรจะมีการปรับระดับความคุ้นเคยกับมัน โดยทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดความยากลำบากเกินไปสำหรับการปั่นในระยะทางไกล หรือการปั่นตามภูมิประเทศ หรือภูมิอากาศแปรปรวน
-การฝึกซ้อมของนักปั่น โดยจัดทำแผนการเดินทางของตนเอง และซักซ้อมดูให้ได้ตามระยะทางจริงนั้น หรือให้ได้ใกล้เคียงโดยจัดทำออกมาในรูปของตารางการซ้อม (อย่าลืมว่า การปั่นจักรยานท่องเที่ยว แตกต่างจากการปั่นจักรยานแข่งขัน, เสือภูเขา หรือทัวร์ เดอ ฟรองซ์โดยสิ้นเชิง) ตารางซ้อมควรจะแบ่งออกตามจริง และควรจะมีการเตรียมการซ้อม (Re-prepare) ก่อนที่จะซักซ้อมใหญ่ก่อน ทั้งนี้การปั่นจริงจะส่งผลต่อการเดินทางตามแผนมาก หากมีการซักซ้อมที่ไม่ดี (ทำให้อาจต้องโบกรถระหว่างทางได้...ถ้ามีรถผ่านนะ)
-การวางแผนเส้นทางการเดินทาง อันนี้สำคัญที่สุดควรจะวางแผนในแต่ละวันอย่างละเอียด (แนะนำควรใช้แผนที่ประกอบ หรือ Google Earth อันนี้ก็ดีมาก) โดยจะต้องมีการทำจุดพัก และจุดอ้างอิงตลอดทั่วเส้นทาง รวมถึงจุดเริ่มต้น, ที่หมาย, สถานที่เด่นสำหรับอ้างอิง, หมายเลขถนน, ที่พักระหว่างทาง และปลายทาง, ช่วงเวลา และความเร็วที่ใช้ระหว่างการปั่นในแต่ละห้วง ตรงนี้ต้องให้ละเอียด จะได้ไม่เสียใจทีหลัง
2. การเตรียมความพร้อมของรถจักรยาน (Choose your bicycle)
- จักรยานที่จะใช้ในการเดินทางจะเป็นจักรยานเสือภูเขา หรือจักรยานทัวริ่งโดยเฉพาะเลยก็ได้ อันนี้ไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถทำได้เท่าเทียมกัน (แตกต่างกันเล็กน้อยที่ความสะดวกสบาย และการทำความเร็วแบบออมแรง) ที่สำคัญคือ ระบบเกียร์, ระบบความปลอดภัย (ไฟต่างๆ, กระจก), ระบบเบรค และโครงสร้างที่แข็งแรง สามารถบรรจุสัมภาระได้ตามที่วางแผนไว้ โดยมีการซักซ้อมการบรรจุก่อนออกทริปจริง (รวมทั้งการลองปั่นแบบทัวริ่งโดยการบรรทุกสัมภาระจริงๆ ก่อนด้วย)
-การประสานงานกันระหว่างนักปั่น กับจักรยาน หมายถึง การแก้ไขเหตุติดขัด หรือปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เช่น ยางแบน, ยางรั่ว, โซ่ขาด, โซ่หลุด, ชุดเกียร์สกปรกเกินไป เป็นต้น
แค่นี้นักปั่นพร้อม จักรยานพร้อม รวมทั้งมีการโหลดสัมภาระที่ดี เราก็จะสามารถปั่นจักรยานเดินทางได้อย่างมีความสุข (ปนความทุกข์) แล้วล่ะครับ
ขอบพระคุณข้อมูลดี ๆ ที่ผมนำมาจาก Face Book ที่บันทึกว่า:แบ่งปันทีมจักรยานร้อยเอ็ด ขอบพระคุณเจ้าของข้อความนี้เป็นอย่างสูงครับ
ผมมี Touring ที่ถูกใจผมมาก ๆ ซึ่งจัดให้โดย คุณ เมธา ฯ ประธานค่าย M.J.Bike ผมพินิจแล้วไม่น้อยหน้าตัวจริงเสียงจริงที่ราคาเกินเอื้อมสำหรับคน จน ๆ แบบ ๒ คันที่นำมาเทียบให้ชม ก็ต้องเลือกและตัดสินใจกันเองก็แล้วกัน ผมมีจักรยานที่ใช้อยู่ ๖ คัน ใหม่เอี่ยมคันเดียวคือคันที่นำไป กทม.ครั้งแรกในชีวิตนั่นแหละ ต่อ ๆ มาศึกษาไปเรื่อย ๆ คิดเองนะครับ ถ้าผมตามกระแสผมต้อง บ้า แน่ ๆ บังเอิญที่ได้รู้จักกับคุณเมธา ฯ เข้าก็ชื่นชมเขาที่มีแนวคิดตรงกัน ก็เลยขอช่วยให้ทำให้สักคันเพื่อนผมคนรวย ๆ เขาพากันปั่นพวกมียี่ห้อ แล้วก็แพง ๆ ทั้งนั้นอย่าให้เอ่ยยี่ห้อครับ เชื่อไหมครับพังไปหลาย ๆ คัน ของผม ๖ คันทำอย่างไร ๆ ก็ไม่พัง ๕๕๕.ของเก่าอย่าคิดนะว่าไม่ดี ถ้ารู้จักเลือก คัดสรรเหล็กสมัยก่อนไม่ธรรมดา ค่อยว่ากันสำหรับการดูแลเฟรมเก่านะครับ






























































































