......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

win thanawat เขียน:สุดยอดเลยครับท่าน เมื่อไรผมจะได้มีโอกาสได้ร่วมขบวนไปกับท่านบ้างนะ
:) :) สวัสดีครับท่าน "win thanawat" ท่านถามผมว่าเมื่อไร ?....

ตอบครับ : เมื่อท่านเป็นเศรษฐี(ร่ำรวยเวลา)มีใจมุ่งมั่นแล้วอยากทำฝันให้เป็นจริง สลัดทุกสิ่งอย่างทิ้ง(ความห่วงกังวล)เพราะพวกผมเดินทางไร้แผนมีเพียงจุดหมาย เส้นทาง ไม่กำหนดระยะเวลาเอาความสุขกายสบายใจของทุกคน เป็นมาตรฐาน อยากไป ไป อยากหยุด หยุด อยากเที่ยว เที่ยว อยากนอน นอน อยากกลับ กลับ ฯ ประมาณนั้นครับ :lol: :lol:


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ https://www.youtube.com/watch?v=GLPBSP-_tSg ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

:idea: :idea: ผมค้นหาหลักฐานที่อ้างว่ามีคนจีนเข้าไปอยู่ทำมาหากินในเมืองอุดมไซ ก็พอได้ตามที่นำมาอ้างไว้ข้างบน เพราะอุดมไซเปลี่ยนแปลงไปมากครับ ผมไปมาเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมาและครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ แล้วที่มาเยือน มันเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ จริง ๆ โดยเฉพาะอัธยาศัย ไมตรี มันทะแม่ง ๆ คนลาวเมืองอุดมไซแต่ก่อนเป็นมิตร บัดนี้เปี๋ยนไป๋ เขาระมัดระวังการพูดการจา การจะสนทนาปราศรัย ครั้งแรกผมคิดว่า เอ...ทำไมคน ๆ นี้หยิ่งจัง แต่พอซอกแซกไปยังสถานที่ต่าง ๆ พอสรุปได้ว่า ปัจจุบันคนจีนอพยพคนเข้ามายึดครองย่านการค้าแหล่งทำมาหากิน ไว้หมดเหมือนเป็นเมืองจีนอย่างไรก็อย่างนั้น มุมไหนช่องไหนได้ยินแต่เสียง โล้งเล้ง ๆ คนลาวแต่ก่อนมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ช้า ๆ แต่เดี๋ยวนี้ต้องเร่งตัวเองเพื่อตามให้ทันกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลง( ผมพูดถึงเฉพาะในตัวเมือง)อย่าแปลกใจนะครับ :( :x

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ผมสองคนคุณนายปั่นเที่ยวในตัวเมืองอุดมไซ เกือบทุกซอกทุกมุมเพื่อชมเมือง คุณนายเคยแต่นั่งรถผ่านสมัยเมื่อยังไม่ปั่นจักรยาน มาหนนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ชิด สังเกตุคุณเธอสนุกและมีความสุข(ผมแอบดีใจลึก ๆ ) เราปั่นกันจนดึกจึงกลับมาที่พัก สองหนุ่มนั้นหลับสลบไสลไปแล้ว เราสองคนจึงสวดมนต์ตามปรกติของเรา เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและทีมงาน พร้อมทั้งแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร ให้การเดินทางของเราจงอย่ามีอุปสรรคให้แคล้วคลาดปลอดภัยและประสบแต่สิ่งดี ๆ ตลอดการเดินทางของพวกเราครับ :) :)


........... https://www.youtube.com/watch?v=fpkXpGK1SrE ..............

:( :( เสียดายที่ชวนใครขึ้นพระธาตุไม่มีใครสนใจ อ้างว่าเป็นของใหม่เพียงไม่กี่ปี โดยเฉพาะลุงป๊อกก่อนการเดินทางแกจะค้นข้อมูลเตรียมการพอควร แกไม่สนของใหม่เลยครับ พวกอนุลักษณ์นิยม ๕๕.ประกอบกับเราปั่นกันมาตลอดทั้งวันคงเพลียเหนื่อย อยากพัก เรียกว่าจากหลวงน้ำทา-อุดมไซ เขาทั้งนั้นใครคิดจะเดินทางก็อย่าลืมซ้อมให้ดี ซ้อมทั้งกำลังกายกำลังใจนะครับ :o :o
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D รุ่งเช้าผมตื่นเช้าเป็นปรกติทำภารกิจของผมเสร็จก็เรียกทุกคนตื่น เตรียมทำอาหารเช้ากินเสร็จก็จัดสัมภาระบรรทุกจักรยาน เจ้าของร้านนำจักรยานออกจากที่เก็บหลังบ้านมาจอดไว้เรียบร้อยแต่เช้า เราได้คุยกับเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ เป็นข้าราชการเษียณแล้วมาจัดทำบ้านพักเป็นงานอดิเรกหารายได้เสริม นิสัยดีมาก ๆ แกได้ให้ข้อมูลว่า จากอุดมไช-หลวงพระบาง ช่วงนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างซ่อมแซมถนน ทางจะลำบากตลอดเส้นทางแต่ถ้าถึงปากมองไปแล้วทางจะค่อยยังชั่วขึ้น เราทั้งสี่ก็เตรียมใจไว้แล้วเช่นกัน

เราอำลาจากเมืองอุดมไช ไม่ลืมที่จะสำรองเงินติดกระเป๋าบ้างโดยใช้ธนาคารในเมือง ออกเดินทางไปประมาณ ๗-๘ กม.ก็เริ่มทางก่อสร้าง เรียกว่าโหด หิน กันทีเดียวเพราะการก่อสร้างไม่เหมือนบ้านเรา ที่มีรถน้ำคอยฉีดน้ำดับฝุ่น ที่นั่นปล่อยฝุ่นตลบอบอวล คุณนายแทบร้องไห้เกือบจะถอดใจกันทีเดียว แต่ก็ฝันฝ่าผ่านไปด้วยความลำบาก เรียกว่า สาหัส..ครับ

คุณประยูรขอล่วงหน้าไปก่อนเพราะขาแข็ง ก็ปล่อยไปตามสบายแต่ขอให้คำนึงถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงด้วย แกก็ไปรอที่ ๆ พ้นจากจุดก่อสร้างประมาณช่วง ๑๑.๐๐ น.พักรอพวกเรา เราไปถูกกักบริเวณเพราะเป็นช่วงที่เขากำลังระเบิดหิน เรียกว่าเสียเวลาเป็นชั่วโมง ในขณะที่รอมีรถต่อคิวรอยาวเหยียด นักท่องเที่ยวชาวจีนถือโอกาสลงรถออกมายืดเส้นยืดสาย เขามาเห็นพวกเราปั่นจักรยานสนใจเข้ามาสอบถาม คุยกันแบบ งู ๆ ปลา ๆ เพราะภาษาไม่เก่งทั้ง ๒ ฝ่าย ก็คุยกันด้วยภาษามือ ได้หัวเราะ ฆ่าเวลา เมื่อได้รับอนุญาตุให้ผ่านได้ เราก็อำลาจากกัน

เรา ๓ คนปั่นฝ่าฟันม่านควันหมอกฝุ่น ไปจนถึงหมู่บ้าน(จำไม่ได้) เจอคุณยูร กำลังนั่งรอที่บ้านหลังหนึ่ง ติดกับถนนก็เลยถือโอกาสขอทำอาหารซะเลย มื้อนั้นเป็นบะหมี่น้ำ(มาม่า) + ข้าวสวย กินกันตายแต่อร่อยน๊า ได้รสชาดพอสมควรครับ ตามด้วยกาแฟสดของเรา แค่นี้ก็มีความสุข เสร็จจากมื้อเที่ยงก็ปั่นกันต่อ ตามไปนะครับว่าเราจะปั่นถึงไหนถึงหลวงพระบางไหม ? ถ้าไม่ถึงจะนอนไหน? หรือว่าถึงก็ลองเดาดูครับ ทางก่อสร้างนี่มันโหด จริง ๆ ครับ :( :(


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ https://www.youtube.com/watch?v=vb8oFw9S9wA ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ตลาดเช้าอุดมไซเสียดายไม่ได้ไปจ่ายตลาดตอนเช้า ฝากชมของ Hotta sia ก็แล้วกันนะครับ :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
ลม ลำเพย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 287
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2014, 13:47
team: Free

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลม ลำเพย »

ขอปักหมุดครับ ได้ทั้งท่องเที่ยว ได้ทั้งธรรมมะ
ติดต่อเบอร์นี้ครับ ** 089--556--4322 ** (เบอร์อื่นๆโจร)

วัยรุ่น......... มีเวลา มีแรง แต่ไม่มีเงิน
วัยทำงาน... มีแรง มีเงิน แต่ไม่มีเวลา
วัยชรา....... มีเงิน มีเวลา แต่ไม่มีแรง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

ลม ลำเพย เขียน:ขอปักหมุดครับ ได้ทั้งท่องเที่ยว ได้ทั้งธรรมมะ
:) :) ขอบคุณ คุณ "ลม ลำเพย" เป็นอย่างสูง การปักหมุดหมายถึงการติดตามกันอย่างต่อเนื่อง ? ตรงนี้เป็นแรงใจให้ดำเนินการได้อย่างดีเรียกว่ามีแรงฮึด(เปิดเวปป์ทีไรเห็นจำนวนผู้เข้ามาชมใจหู่นิด ๆ ) :lol: :lol: จึงต้องพยายามทำให้คุ้มค่าคุ้มเวลากับผู้ที่เขาศรัทธาเฝ้าตามติด ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ มีคำพูดที่น่าสนว่า "พูดวินัยขัดใจพระ พูดธรรมะขัดใจโยม" แต่ตรงข้ามคุณ ลม ลำเพย กลับสนใจที่จะเอาธรรมะด้วย นับเป็นบุญกุศลร่วมกัน ครูบาอาจารย์ท่านเคยแสดงธรรมให้คน ๆ เดียวฟัง แล้วผมก็เคยถามท่าน จะได้ประโยชน์อะไร ท่านตอบว่า "แสดงธรรมให้คนมาก ๆ ฟังแต่ไม่ได้ผล สู้แสดงให้คน ๆ เดียวแล้วได้ผล อนานิสงค์ต่างกันชนิดฟ้ากับเหว" ไม่แปลกใจที่เคยอ่านพระไตรปิฏกเจอว่า พระพุทธองค์ทรงรอคน ๆ เดียวเพื่อแสดงธรรมทั้ง ๆ ที่ญาติโยมมานั่งรอฟังเต็มลานเวฬุวนาราม จวบจนวันนี้ได้รู้ซึ้งถึง "วาสนา บารมี ของสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด" ว่าเป็นเช่นนี้เองหนอ ขอบคุณมากครับ :) :D

ธรรมในพุทธศาสนา เมื่อกล่าวตามหลัก คำว่า ธมฺม ในภาษาบาลี ย่อมเล็งถึงของทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ยกเว้นอะไร และแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ

ก. ตัวธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า สภาวธรรม

ข. กฎธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า สัจจธัมม์

ค. หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ เรียกว่า ปฏิปัติธัมม์

ง. ผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ เรียกว่า วิปากธัมม์


:idea: :idea: ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม โดยท่านได้อธิบายไว้ดังนี้

"เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา อยากจะขอร้องให้ทบทวนความจำเกี่ยวกับคำนี้ไว้เรื่อยไป คำว่า ธรรม นี้ก็ตาม ธรรมชาติ ก็ตาม ถ้าเราจะเล็งถึงธรรมชาติทั้งหมดแล้ว เราควรจะนึกถึงตัวธรรมชาติแท้ๆและตัวกฎของธรรมชาติ ด้วยหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำตามกฎธรรมชาตินั้นด้วย และผลที่เกิดมาจากการทำหน้าที่นั้นๆด้วย มีอยู่ถึงสี่ชั้นซ้อนกันอยู่

โลก : ธรรม : ธรรมชาติ

ตัวธรรมชาติแท้ๆ ดินฟ้าอากาศ ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่เป็นรูปและนาม ที่เป็นรูปคือวัตถุ ที่เป็นตัวโลกเป็นของแข็ง กระทั่งสิ่งที่รู้ได้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยผิวกาย นี่เรียกว่าวัตถุ แม้แต่เสียง ภาษาบาลีก็เรียกว่ารูปกลิ่นก็เรียกว่ารูป คือพวกเป็นวัตถุที่เราเห็นได้ง่ายๆ ก็เอาอย่างนี้ แผ่นดิน ต้นไม้ แผ่นฟ้า ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฯลฯ เป็นวัตถุ เป็นรูป นี้พวกหนึ่ง

อีกพวกหนึ่งเป็นนาม คือเป็นจิตใจ หมายถึงความรู้สึก นึกคิด คือตัวจิตที่คิดนึก อย่างนี้เรียกว่านาม เพราะฉะนั้น โลกก็คือรูปกับนาม ไม่มีอะไรด้วยซ้ำ ถ้ามันสัมพันธ์กันระหว่างกายกับใจ รูปนามมันจึงทำหน้าที่รู้นั่นรู้นี่ได้ โลกจึงปรากฏขึ้นเพราะจิตเป็นผู้รู้สึก ถ้ารู้สึกตามลำพังจิตไม่ได้ ต้องมีร่างกายเป็นเหมือนออฟฟิศให้มันทำงาน มันจึงรู้ คิดนึกได้ โลกจึงมีขึ้นเพราะจิตรู้สึกได้ ถ้าจิตรู้สึกไม่ได้โลกนี้เท่ากับไม่มี

ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าโลกก็คือ รูปกับนาม ก็คือทุกสิ่งนั่นเอง ไม่ยกเว้นอะไร วัตถุภายนอกมนุษย์ก็ดี ร่างกายของมนุษย์ก็ดี จิตใจของมนุษย์ก็ดี รวมอยู่ในคำๆนี้ เรียกว่าโลกหรือธรรม ในฐานะที่เป็นธรรมชาติ ธมฺม ธรรมะ, ธรรม ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาตินี้ชั้นหนึ่ง ที่เราจะต้องรู้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าโลก

ธรรมชาติ คือตัวธรรมชาตินั้น ยังมีกฎธรรมชาติ อันนี้ไม่เป็นตัวเป็นตน เป็นสัจจะอันหนึ่ง เรียกว่า กฎ เช่น ความที่โลกนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ก็เรียกว่ากฎธรรมชาติ หรือว่าโลกนี้ สิ่งต่างๆนี้แหละจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แก้ไขไม่ได้ บังคับไม่ได้โดยบุคคลใด นี้เรียกว่ากฎธรรมชาติ คือว่าการที่มันจะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั่นแหละ เป็นความหมายที่สำคัญที่สุด

กฎอีกอย่างหนึ่ง ที่น่ากลัว ก็คือ มันไม่หยุด มันปรุงแต่งกันเรื่อย เรามองไม่ใคร่เห็นว่า มันปรุงแต่งกันเรื่อย เรามองไม่ใคร่เห็นว่ามันปรุงแต่งกันเรื่อย ฉะนั้นจึงต้องขยันศึกษามองให้เห็นว่า มันปรุงแต่งกันเรื่อยไม่มีหยุด เช่น เรากินอาหารเข้าไป อาหารนั้นก็เป็นเหตุ ปรุงแต่งเนื้อหนังมังสาเป็นผล แล้วเนื้อหนังมังสาที่เป็นผลนี้ พอเสร็จแล้วมันก็กลายเป็นเหตุที่จะปรุงแต่งการเป็นอยู่ การกระทำ ฯลฯ ต่อไปอีก แล้วมันเกิดผลอะไรขึ้นมาอีก แล้วมันก็กลายเป็นเหตุอีก นี่ ! มันไม่ยอมหยุดอย่างนี้ ความที่มันปรุงแต่งกันเรื่อยนี้ ก็เรียกว่ากฎธรรมชาติ

ยกตัวอย่างมาให้ฟังเพียงสามอย่างว่า กฎที่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้ก็เรียกว่า กฎธรรมชาติ กฎที่มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน และปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัย นี้ก็เรียกว่า กฎธรรมชาติ แล้วมันปรุงแต่งกันเรื่อย นี้ก็เรียกว่า กฎธรรมชาติ รวมอยู่ในคำว่าโลก

อันที่หนึ่ง ธรรมชาติ อันที่สอง กฎของธรรมชาติ ทีนี้มาถึงอันที่สาม คือ หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ลองพิจารณาดูว่า สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ตามธรรมชาตินี้ มันน่ากลัวเท่าไร มันสำคัญอย่างไร นับแต่เราต้องแสวงหาอาหาร ต้องบริหารร่างกาย ต้องเยียวยาความเจ็บไข้ ไหนจะต้องสืบพันธุ์ ไหนจะต้องหนีอันตราย ไหนจะต้องขวนขวายดับความทุกข์นานาประการ กระทั่งทุกข์ดับหมด นี้ เป็นหน้าที่ตามกฎธรรมชาติซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงมีหน้าที่วุ่นวายเป็นประจำกันทุกคน ซึ่งมีอยู่ในโลก ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลก การปฏิบัติตามหน้าที่ต่างๆ หน้าที่บริหารร่างกาย หน้าที่ทำมาหาเลี้ยงชีวิต กระทั่งหน้าที่อื่นๆ อันที่สามนี้ก็รวมอยู่ในคำว่าโลก เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าโลก

อันสุดท้าย เรียกว่าผลที่ได้รับ ได้รับมาเป็นเงินเป็นทอง เป็นข้าวของ เป็นเกียรติยศชื่อเสียง ฯลฯ อะไรก็ตามทางฝ่ายโลกๆนี้ บางทีก็ถูกใจ บางทีก็ไม่ถูกใจ กระทั่งเราปฏิบัติหน้าที่ทางธรรมะสูงสุด เราก็ได้รับมรรค ผล นิพพานมา ก็เรียกว่าผลที่ได้รับตามธรรมชาติ มองดูกันอย่างเป็นหลักใหญ่ๆแล้วมีอยู่สี่ชั้นอย่างนี้ เราต้องมองดูโลกในลักษณะที่กว้างอย่างนี้ จึงจะเข้าใจได้ดี"


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:cry: :cry: เราออกเดินทางต่อ เป้าหมายอย่างน้อยเราควรไปถึง บ้านปากมองเพื่อจะได้พักผ่อนจากระยะทางที่ผ่านมา ผมคำนวณแล้วระยะทางสถานการณ์และเวลา ถ้าเป็น "ทีมหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ถนน" แค่ปากมองเรียกว่า น้ำจิ้ม แต่นี่คุณนายซึ่งผมต้องถนอมน้ำใจเอาใจ ไม่ให้รู้สึกหนักเกินไป แล้วตามสภาพถนนที่เรากำลังเดินทางมัน โหดจริง ๆ สำหรับผู้หญิง โชตดีที่คุณนายมีประสบการณ์มาแล้วครั้งที่เดินทางเรียบชายแดนฝั่งตะวันตก แถว ๆ เปียงหลวง ม่วงป๊อกเวียงแหง แกน้อย ทางไม่ต่างกัน แต่ผมก็ต้องสงวนแรงกายแรงใจคุณนายไว้บ้าง(ไม่ผิดนะ) :)

เวลาเริ่มคล้อยต่ำลง ๆ ช่วงเข้าเขตเมืองหลวงพระบาง คุณนายแสดงอาการดีใจเพราะยังมองไม่ออกว่า มันยังอีกไกลนับร้อยกิโล นี่เพียงเขตติดต่อเท่านั้น เรายังคงก้มหน้าเดินทางต่อไป จนขึ้นไปถึงยอดเขาลูกที่เราปั่นกันมา แสงพระอาทิตย์ทอเป็นสีแดงระเรื่อ คุณประยูรยังหวังที่จะเดินทางไปต่อ เป้าหมายไปนอนที่ บ.ปากมอง ไม่มีใครพูดอย่างไรได้แต่มองหน้ากัน ผมจึงขอให้พักผ่อนขอให้มีความสุขกับการเก็บภาพสวย ๆ แล้วค่อยว่ากัน ตามไปชมภาพสวยของยามเย็นที่ยอดภูเมืองลาวอีกจุด ๆ หนึ่งที่ไม่ควรพลาด ตอนนี้มีคนจีนไปสร้างเกสต์เฮ้าส์ยึดพื้นที่แล้ว :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

ฯฯฯฯฯฯฯฯ https://www.youtube.com/watch?v=yqgZYQOP1PQ ฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:( :( ผมพาคณะเข้าไปยังลานจอดรถบนยอดดอย ชมพระอาทิตย์ตกดิน สุดแสนจะโรแมนติคใจกังวลเป็นห่วง อารมณ์ของท่านประยูร ฯ ที่ตั้งเป้าว่าจะต้องถึงปากมองให้ได้ ครั้งแรกเลยผมจะไม่พูดอะไร เก็บภาพกับชื่นชมความงามของธรรมชาติกันจนอิ่มใจ ผมจึงเลี่ยงไปทางร้านค้าและไปคุยกับเจ้าของร้าน เป็นหญิงสาวสวยมีลูกคนหนึ่ง แฟนไปไร่ ยังไม่กลับมา(เป็นคนม้ง) ผมก็สาธยายความลำบากของเส้นทางที่ผ่านมา และพูดถึงคุณนายที่เหนื่อยล้า อยากจะขอพักแถว ๆ บริเวณนี้สักคืนหนึ่งเพื่อให้หายเหนื่อย รุ่งเช้าก็จะเดินทางต่อ

คุณเธอใจดีจริง ๆ ไม่น่าเชื่อ เธอรีบพาไปดูข้างหลังบ้านว่าพอกางเต้นท์ได้ไหม ผมดูแล้วก็โอเค แม้มันจะแคบไปสักนิด แต่ก็ถือว่ายังดี เมื่อได้ข้อมมูลแบบนี้ ผมก็กลับมาหาสมาชิกแล้วเสนอให้พักกันที่นี่ และพาไปดูสถานที่ทุกคนเห็นดีด้วย ครับโล่งอกโล่งใจ เรารีบกางเต้นท์และชำระร่างกายก่อนที่อากาศจะหนาวเหน็บ เจ้าของบ้านยังมีน้ำใจให้ยืมห้องครัวเพื่อประกอบอาหารได้ ยังไม่พอข้าวที่อยู่ในหม้อให้นำมาทานได้ หรือจะหุงใหม่ก็ตักเอาในปี๊บนั่น ทั้ง ๆ ที่ภาษาคุยกันไม่ได้ ใช้ภาษาใบ้ก็เข้าใจกัน เป็นมหากุศลจริง ๆ

คืนนั้นเราสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับบ้าน ม้งหลังนี้ (สวดเบา ๆ เพราะไม่แน่ใจเขาถือผีหรือพุทธ) เสร็จแล้วแผ่เมตตาและขอบคุณเทวดา อารักษณ์ที่ตามคอยคุ้มครองช่วยเหลือพวกเรามาตลอดเส้นทาง :lol: :lol:



๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ https://www.youtube.com/watch?v=bAYyqDJHhg4 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

ย้อนคิดไปถึงความมีน้ำใจของแม่ค้าชาวม้งแล้วยังประทับใจไม่รู้ลืม ถ้าคุณเธอไม่มีเมตตาไร้น้ำใจ คืนนั้นเราคงต้องฟันฝ่าเส้นทางมหาโหด แล้วต้องนอนกลางทางท่ามกลางดงฝุ่นอย่างแน่นอน ยังประทับใจจนทุกวันนี้ เราทานอาหารมื้อเย็นอดที่จะแอบคุยกันเบา ๆ เราจะสวดมนต์อธิษฐานจิตขอให้ร้านนี้เจริญรุ่งเรือง พอรุ่งเช้าปรากฏว่าสามีกลับมาจากไร่แล้ว สามีเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี เราทราบภายหลังว่าเป็นลูกเจ้าของพื้นที่ ๆ กำลังจะสร้างเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะมาท่องเที่ยว ลูกชายมารักกับสาวม้งแต่งงานกัน พ่อก็เลยแบ่งพื้นที่ให้ประกอบสัมมาอาชีพ สงสัยคงไม่ถูกใจพ่อสักเท่าไร เด็กหนุ่มพอพูดภาษาไทยได้บ้าง ได้เล่าให้ฟังว่าตัวเขาเองสนใจการท่องเที่ยว แบบพวกเราและอยากจะเดินทางแบบนี้บ้าง แต่คงหมดโอกาสแล้วเพราะมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องดูแลและอนาคตที่ยังไม่รู้จะไปทางไหน ก่อนจากกันในเช้าวันนั้นพวกเราก็อำนวยอวยชัยให้ร้านค้าเจริญรุ่งเรือง และขอให้ฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ตลอดรอดฝั่ง เราได้อุดหนุนสินค้าเช่น มามา น้ำ ขนม ฯ พอสมควรแต่พอเราจะให้เงินเป็นค่าตอบแทนกลับไม่ยอมรับ คงหายากแล้วละครับแบบนี้

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

คนมีน้ำใจหรือมีใจเอื้อเฟื้อ คือ คนที่มีเมตตา มีความหวังดีต่อสรรพสัตว์อยู่เสมอ และพยายามที่จะทำ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ ความมีน้ำใจหรือใจเอื้อ เป็นคุณธรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรม 2 หมวด คือ พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 ที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ในภาคปฏิบัติ เพราะคนที่มีน้ำใจ ช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม จะมีหลักความประพฤติ ดังนี้

มีพรหมวิหาร เป็นคุณธรรมภายในที่เป็นพื้นฐานของจิตใจ ได้แก่

มีความเมตตา คือ มีความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรี หวังดีต่อผู้อื่น ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข ความมีเมตตา เป็นสิ่งที่จะชำระความโกรธ ความโมโหในใจ

มีความกรุณา คือ ความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ความกรุณา จะชำระความโหดร้าย ความคิดเบียดเบียน

มีมุทิตา คือ ความเบิกบาน พลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีใจแช่มชื่นเบิกบาน สามารถฝึกตัวเองให้อนุโมทนาในความสุข ความเจริญ ความสำเร็จของคนอื่นได้ มีมุทิตา จะชำระความอิจฉาพยาบาทออกจากใจ

มีอุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง มองตามความเป็นจริง โดยวางจิตสม่ำเสมอ มั่นคง เที่ยงตรง พร้อมจะวางตนและปฏิบัติตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม อุเบกขาจะจัดการกับจิตใจที่ขึ้นๆ ลงๆ จิตใจที่วุ่นวายขาดความหนักแน่น ความมั่นคง

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
bansokromsak
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 17
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ต.ค. 2015, 20:54
team: ไทหล่ม
Bike: จักรยานเทอร์โบ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย bansokromsak »

ด้วยความชื่นชม
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

bansokromsak เขียน:ด้วยความชื่นชม
:) :D ขอบพระคุณมากครับ ที่เข้ามาเป็นกำลังใจ ติดตามไปตลอดนะครับ :lol: :lol:

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เราออกเดินทางอำลาจากสองสามีภรรยาลูกเศรษฐีชาวจีน แต่อยากสร้างตัวเองด้วยลำแข้งน่าชื่นชมมากครับ มุ่งหน้าเข้าปากมอง บ้านที่เป็นเป้าหมายแต่ไม่สามารถเดินทางมาถึงได้ เราลุเมืองปากมองช่วงเวลา เก้าโมงเกือบสิบโมงก็พากันอุดหนุนร้านอาหารเป็นอาหารมื้อเช้า+มื้อเที่ยงที่ฝรั่งเรียกว่า Brunch ที่ปากมองไม่เห็นความแตกต่างซักเท่าไหร่ คงเดิม ๆ มีเพียงถนนที่กว้างขึ้น ร้านค้าเยอะขึ้น ถนนดีขึ้นแค่นี้ อ้อเพิ่มสินค้ามีมากขึ้นด้วย เราทานอาหารเสร็จก็ออกเดินทางต่อ ไปเรื่อย ๆ เพราะทางค่อนข้างลำบาก

เรามาพักเที่ยงที่บ้านหลังหนึ่งไม่น่าเชื่อคงจะเป็นบุพเพสันนิวาส ที่ทำให้เราต้องมาเจอกัน (นักรบกับนักรบ)คุยกันไปมาจึงรู้ว่ามีหลาย ๆ ครั้งที่เราเกือบจะได้ยิงกัน ปัจจุบันเกษียณแล้ว ที่สำคัญแกมีลูกสาว ๗ คน เหมือนนิทานเรื่องสังข์ทองไม่มีผิด พวกเราคิดไม่ถึงนะว่าจะเจอท้าวสามล กับนางมณฑา เป็นเรื่องแปลกแต่จริง(ไม่เคยเจอจริง ๆ ครับ๕๕.)



รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

มาฟื้นนิทานสังข์ทองกันสักนิดนะ ๕๕๕.:ขอบคุณเวปป์วรรณคดีไทย ครับผม.

รูปภาพ

กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งนามว่า ‘ท้าวยศวิมล’ พระองค์มีมเหสีชื่อ นางจันท์เทวี และมีสนมเอกชื่อนางจันทาเทวี แต่พระองค์ก็ยังมีวาสนาที่จะได้เห็นโอรสธิดาของตนเอง พระองค์จึงโปรดให้มีการบวงสรวงและพยายามรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตรให้มาเกิด นอกจากนี้ยังประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมทั้งหลายว่า หากใครสามารถประสูติโอรสให้พระองค์ได้จะมอบเมืองให้ปกครอง

ต่อมา นางจันท์เทวีก็ทรงครรภ์เนื่องจากมีเทวบุตรมาจุติ แต่เป็นพระโอรสของนางกลับประสูติออกมาเป็นหอยสังข์ ฝ่ายนางจันทาเทวีบังเกิดความริษยา จึงติดสินบนให้โหรหลวงทำนายว่าหอยสังข์ตัวนี้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ เมื่อท้าวยศวิมลได้ฟังก็หลงเชื่อ จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ออกไปจากเมือง

นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยอยู่อย่างยากลำบากกับตายายชาวไร่ ซึ่งตลอดเวลาที่ช่วยงานในไร่ พระโอรสในหอยสังข์จะแอบออกมาช่วยหุงหาอาหาร หรือไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าวโดยตลอด แต่ไม่ยอมปรากฎตัวให้ใครเห็น จนเมื่อนางจันท์เทวีทราบเข้า ก็ลงมือทุบหอยสังข์ทิ้งเสีย

ฝ่ายพระนางจันทาเทวีก็ได้ไปว่าจ้างแม่เฒ่าสุเมธาให้ช่วยทำเสน่ห์ให้ท้าวยศวิมลหลงรัก อีกทั้งยังยุยงให้ท้าวยศวิมลออกไปตามล่าตัวพระสังข์มาประหารเสีย ท้าวยศวิมลที่ตกอยู่ในมนตราจึงมีบัญชาให้จับตัวพระสังข์มาถ่วงน้ำ แต่ด้วยบารมีของพระสังข์ ทำให้ท้าวภุชงค์ผู้เป็นพญานาคครองเมืองบาดาลเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน และนำตัวพระสังข์ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ก่อนจะส่งให้นางพันธุรัตเลี้ยงดูต่อไปจนพระสังข์มีอายุได้ 15 ปีบริบูรณ์

วันหนึ่ง เมื่อนางพันธุรัตออกไปหาอาหาร พระสังข์ก็ได้แอบหนีไปเที่ยวเล่นที่หลังวัง ระหว่างกำลังวิ่งเล่นอยู่นั้นก็ได้พบกับบ่อเงิน บ่อทอง รูปเงาะ เกือกทอง ไม้พลอง และยังพบเข้ากับโครงกระดูกจำนวนมากจึงได้รู้ความจริงว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์

พระสังข์จึงคิดแผนที่จะหลบหนี ว่าแล้วก็กระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะกับเกือกทอง และขโมยไม้พลองเหาะหนีไป

ฝ่ายนางพันธุรัตเมื่อทราบว่าพระสังข์หายตัวไป ก็รีบออกตามหาจนไปพบพระสังข์อยู่บนเขาลูกหนึ่ง นางจึงขอร้องให้พระสังข์ลงมา แต่พระสังข์ก็ปฏิเสธ นางพันธุรัตจึงเขียนมหาจินดามนตร์ที่ใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ไว้ที่ก้อนหิน ก่อนที่นางจะอกแตกตาย หลังจากที่นางพันธุรัตสิ้นชีวิตไปแล้ว พระสังข์ก็ลงมาจากเข้า และท่องบทมหาจินดามนตร์จนจำได้ขึ้นใจ ก่อนจะสวมรูปเงาะแล้วออกเดินทางต่อไป

พระสังข์เดินทางไปเรื่อยๆจนมาถึงเมืองสามล ซึ่งบัดนั้นมีท้าวสามลและพระนางมณฑาเป็นผู้ปกครองเมือง เจ้าเมืองเมืองนี้มีธิดาล้วนถึง 7 พระองค์ ซึ่งแต่ละพระองค์ก็มีรูปโฉมงดงามโดยเฉพาะพระธิดาองค์สุดท้องที่ชื่อว่า ‘รจนา’

อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวสามลอยากให้ธิดาขอตนได้แต่งงาน จึงได้จัดให้มีพิธีเสี่ยงมาลัยเพื่อเลือกคู่ให้แก่ธิดาทั้งเจ็ด พระธิดาทั้ง 6 ต่างพากันเสี่ยงมาลัยจนได้คู่ครองครบทุกคน เว้นเสียแต่นางรจนาที่มิยอมเลือกเจ้าชายองค์ใดเป็นคู่ครอง ท้าวสามลจึงสั่งให้ทหารไปนำตัวพระสังข์ในร่างเจ้าเงาะ ซึ่งเห็นว่าเป็นชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองสามลมาให้ธิดาคนนี้ดูตัว

ฝ่ายรจนาที่มีตาวิเศษและมองเห็นรูปทองภายในของเจ้าเงาะ จึงได้เสี่ยงพวงมาลัยไปให้เจ้าเงาะ เมื่อท้าวสามลทราบเรื่องก็โกรธธิดาของตนมาก จึงสั่งให้เนรเทศทั้งนางรจนาและเจ้าเงาะออกไปจากเมือง ทั้งสองจึงย้ายออกไปอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนา

ฝ่ายท้าวสามลก็ยังไม่หมดความตั้งใจที่จะให้ธิดาของตนแต่งงานกับคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ จึงคิดจะกำจัดเจ้าเงาะให้พ้นทาง ว่าแล้วพระองค์ก็เรียกเขยทั้งหมดมาพร้อมหน้า และสั่งให้ไปจับปลามาคนละร้อยตัว ฝ่ายพระสังข์ที่มีมหาจินดามนตร์อยู่ในมือ จึงได้ถอดรูปเงาะออกและท่องมนตร์จนได้ปลามานับร้อย ในขณะที่เขยทั้งหกเขยไม่สามารถจับปลาได้เลยสักตัว เขยทั้งหมดจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระสังข์ พระสังข์ก็ยินดีมอบให้ แต่เขยทั้งหกจะต้องแลกปลากับปลายจมูกของตนเอง

ต่อมา ท้าวสามลก็สั่งให้เขยทั้งหมดไปหาเนื้อมาให้ได้คนละร้อยตัว พระสังข์ก็ใช้มหาจินดามนตร์เรียกเนื้อมาได้นับร้อย ในขณะที่หกเขยไม่อาจหาได้เลยแม้ตัวเดียวอีกเช่นเคย หกเขยจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระสังข์อีกครั้ง พระสังข์ก็ยินดีมอบให้ ให้ แต่เขยทั้งหกจะต้องแลกปลากับปลายหูของตนเอง

กล่าวถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ พระอินทร์รู้สึกว่าอาสน์ที่ประทับของพระองค์เกิดแข็งกระด้างขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุว่ามีผู้มีบุญกำลังเดือดร้อน พระอินทร์จึงส่องทิพยเนตรลงไปดูบนโลกมนุษย์ และพบว่าเหตุการณ์ในเมืองสามลกำลังวุ่นวาย เมื่อทราบความดังนั้นจึงได้แปลงกายเป็นกษัตริย์เพื่อยกทัพไปล้อมเมืองสามลเอาไป และท้าให้ท้าวสามลออกมาแข่งตีคลีกับพระองค์ ซึ่งหากท้าวสามลแพ้จะต้องยกเมืองให้แก่พระอินทร์ที่แปลงกายลงมา

ท้าวสามลจึงส่งเขยทั้งหกออกไปแข่งตีคลีกับพระอินทร์ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะพระอินทร์ได้เลย ท้าวสามลจึงจำเป็นต้องเรียกเจ้าเงาะให้มาช่วยตีคลี นางรจนาได้ขอร้องให้สามีช่วยถอดรูปเงาะมาตีคลีให้ เมื่อเจ้าเงาะเห็นว่านางรจนาร้องขอก็ยอมใจอ่อน เจ้าเงาะจึงถอดรูปเงาะออก และมาช่วยตีคลีจนเมืองสามลชนะในที่สุด

หลังจบจากศึกการตีคลี พระอินทร์ได้ไปเข้าฝันท้าวยศวิมลและเปิดโปงความชั่วของพระนางจันทาเทวี อีกทั้งยังสั่งให้ท้าวยศวิมลกลับไปรับตัวพระนางจันท์เทวีกับพระสังข์มาอยู่ด้วยกันดังเดิม ฝ่ายท้าวยศวิมลก็เชื่อในความฝันนั้น พระองค์จึงยกขบวนเสด็จไปรับพระนางจันท์เทวีกลับมา แต่ตามตัวพระสังข์ไม่เจอ ทั้งสองจึงตัดสินใจปลอมตัวเพื่อเข้าเมืองไปตามหาพระสังข์

ท้าวยศวิมลปลอมตัวเป็นช่างสานกระบุง ตะกร้า ส่วนพระนางจันท์เทวีก็ปลอมตัวเป็นแม่ครัว ทั้งคู่ทำตัวเป็นสามัญชนเพื่อเข้าไปในวัง วันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีปรุงแกงฟักถวายพระสังข์ โดยแกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นเรื่องราวของพระสังข์ตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อพระสังข์เห็นฟักก็รู้ทันทีว่าเป็นพระมารดาของตน จึงรีบออกตามหาตัวแม่ครัว พระสังข์เข้ามาที่ห้องครัวและได้พบเจอกับพระมารดาที่พลัดพรากจากกันไปนาน

หลังจากนั้น ท้าวยศวิมล พระนางจันท์เทวี พระสังข์ และนางรจนา ก็เดินทางกลับเมืองยศวิมลดังเดิม ท้าวยศวิมลสั่งประหารให้ประหารพระนางจันทาเทวีเนื่องด้วยความผิดที่นางเคยทำไว้ และยกราชสมบัติให้แก่พระสังข์ได้ครองราชย์สืบต่อมา


บางท่านอาจขี้คร้านอ่านจะฟังเพลิน ๆ ก็ได้ครับไปเลย....https://www.youtube.com/watch?v=IGQXaMsTdOo .............. :) :)
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

เราได้อะไรจากการอ่านเรื่อง "สังข์ทอง" (โดย: นางสาวกิตติยา วิทยานารถไพศาล) เนื้อหาความคิดของผู้แต่งที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านผู้ฟังทราบ ดังนี้

๑.ค่านิยมในสังคม วัฒนธรรม และแนวทางการดำเนินชีวิต โดยต้องการปลูกฝังทัศนคติลงไปในจิตใจของคนไทย เช่น ทัศนคติเกี่ยวกับความซื่อสัตย์จงรักภักดีของผู้หญิงที่มีต่อสามี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บทบาทของนางจันท์เทวีและนางรจนา เช่น นางรจนาคร่ำครวญตอนท้าวสามนต์ให้หาปลาถวาย
๒.การรักพวกพ้อง รักชาติบ้านเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ พฤติการณ์ของหกเขย และการตีคลีพนันกับพระอินทร์ เช่น ตอนนางมณฑาขอร้องให้เจ้าเงาะช่วย
๓.การทำความดี มีตัวอย่างปรากฏตลอดทั้งเรื่อง เช่น การที่ท้าวภุชงค์และนางพันธุรัตรับเลี้ยงดูพระสังข์ ตายายช่วยเหลือนางจันท์เทวีนายประตูเมืองสามนต์ช่วยเหลือท้าวยศวิมล เป็นต้น

การปลูกฝังทัศนคติโดยใช้วรรณกรรมประเภทบทละครเป็นเครื่องมือนี้เป็นการกระทำที่แนบเนียนและค่อนข้างได้ผล เพราะผู้ดูละครหรือผู้อ่านบทละครเกิดความรู้สึกอยากเอาอย่างตัวละครหรือนำตัวเองไปเทียบกับตัวละครบางตัว แล้วปฏิบัติให้เหมือนตัวละครนั้นๆ ดังนั้น ผู้ดูละครหรือผู้อ่านบทละครก็จะได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ได้มีโอกาสใช้ความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของตัวละครซึ่งก็คือการเลียนแบบพฤติกรรมในชีวิตจริงนั่นเองทำให้มีทัศนะและความคิดที่กว้างขวางขึ้น และนอกจากนี้ยังได้รับความบันเทิงจากการใช้วรรณกรรมประเภทบทละครเป็นเครื่องช่วยระบายอารมณ์ได้อีกด้วย
นอกจากนี้เรื่องสังข์ทองยังเสนอแนวคิดที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้คือ “ การพิจารณาบุคคล ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการพิจารณาบุคคลนั้น เราไม่ควรมองจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วตัดสินว่าบุคคลนั้นเป็นอย่างไร แต่ต้องมองลึกลงไป และคนที่มองดูแต่ภายนอกว่ามีลักษณะที่ดีหรือสวยงาม ก็อาจจะไม่ใช่คนดีก็ได้ สำหรับเรื่องสังข์ทองนี้ พระสังข์ มีสภาพที่ปรากฏแก่สายตาบุคคลทั่วไปว่า คนที่รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์เช่นเจ้าเงาะก็อาจจะมีความสามรถอย่างมาก เป็นด้นว่า การใช้เวทมนตร์ในการหาปลาหาเนื้อ โดยที่เขยอีกหกคนหาไม่ได้ ถึงแม้เจ้าเงาะจะใช้เวทมนต์และเล่ห์เหลี่ยมในการหาสิ่งของเหล่านี้ก็ตาม ก็คงจะเป็นการสื่อสารให้ผู้ดูละครหรือผู้อ่านบทละครได้ข้อคิดว่า ในการพิจารณาบุคคลนั้น ไม่ควรพิจารณาจากรูปร่างหน้าตา ชาติตระกูล หรือยศศักดิ์ แต่ควรดูที่สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความดีงาม และลึกลงไปกว่านั้นก็คือ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าจะแฝงอยู่ในตัวบุคคลเช่นเดียวกับรูปทองของพระสังข์ ที่แฝงอยู่ในรูปเงาะนั่นเองเครดิต

โดย :นางสาวกิตติยา วิทยานารถไพศาล (ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) :) :D


:o :o :o :o :o เน็ตไม่เดิน หมุนติ้ว ๆ โหลดอะไรก็ไม่ได้ เอาแค่นี้ก่อนนะครับ :( :( :( :( :(


:) :) https://www.youtube.com/watch?v=LmQ2rA-OY5E ดูหนังไปพราง ๆ ก่อนนะครับ ได้ข้อคิดอย่างไม่นึกฝันปรกติไม่เคยดูหนังแต่วันนี้ทนดู ไม่นึกครับหนังไทยเราก็ให้ข้อคิดดี ๆ สนุกดีอีกต่างหากครับ :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

กว่าเน็ตจะใช้การได้ก็คอยนะครับไม่ทราบว่า สังข์ทอง ได้คติเตือนใจหรือทบทวนความจำกันได้?? ถ้าไม่ถูกใจต้องกราบขออภัยก็แล้วกัน พวกเราอำลาจากอดีตนักรบลาว ท้าวสามลแห่งนครเวียงลาว(ลูกสาว ๗ คน) แกสนใจไม่ลืมที่จะชวนพวกเราให้กลับมาพักนอนคุยกันที่บ้านแกอีกในโอกาสต่อไป เราปั่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงอาหารมื้อเที่ยงเพราะ Brunch ที่เรากินกันที่ปากมองยังไม่ย่อย แต่นั่นแหละครับ มนุษย์กับการกินเป็นกิเลสติดตัว หิวไม่หิวจอดพักเป็นต้องกิน เราแวะพักที่ร้านค้าพูดคุยกับเด็กและหาอะไรเติมพลังกัน(อุดหนุนชาวบ้าน) ในขณะที่กินผมก็สังเกตุเห็นชาวลาวติดรายการ "ครัวคุณต๋อย" น่าทึ่งมาก ๆ เด็ก ๆ นั่งชมกันครับ(คงสนใจอาหารไทย)

ออกจากร้านค้าปั่นไปชมไปเพลิดเพลินไม่ได้รีบร้อน แต่ในใจผมคิดนะครับว่า เอ....แล้วมันจะถึงหลวงพระบางไหมนี่ ปั่นไป ๆ เวลาก็คล้อยไป ๆ เริ่มเย็นลงเป็นหน้าที่ผมต้องพิจารณาหาที่พักซะแล้ว แต่นั่นแหละครับผมก็เกรงใจคุณประยูรที่แกหวังอยากให้ถึง หลวงพระบางวันนี้ให้ได้ ผ่านวัดหลาย ๆ วัดผมก็ยังใจแข็งไปต่อเรื่อย ๆ ไม่พักครับคิดในใจและแอบถามคุณนายว่า "ไหวไหม?" คุณนายบอกสบายมากไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เยี่ยม !!


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ในที่สุดเราก็สามารถปั่นจนถึงหลวงพระบางเกือบจะสามทุ่มกว่า มีข้องน่าสังเกตุครับจากเมืองอุดมชัยจนถึงหลวงพระบาง ผมพบว่ามีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำตามแม่น้ำต่าง ๆ ถึง ๕ เขื่อน โดยคนจีนเสียดายที่เราไม่ได้ไปชมแต่ละเขื่อนก็เลยไม่ทราบข้อเท็จ-จริง คงต้องไปในครั้งต่อไป ๕๕๕.เราปั่นจนถึงหลวงพระบาง คุณประยูร ฯ เคยมาหลายครั้งและไปประทับเรียนพักเราปั่นหาจนเหนื่อยไม่เจอ และกว่าจะหาโรงแรมได้เรียกว่าเกือบอ่อนใจ ถ้าไม่ตัดสินใจคงไม่ต้องนอนกันละว่าแบบนั้น :lol: :lol:

:idea: :idea: ประสบการณ์กับกำไรชีวิต : โดย Rainbow

มีเพื่อนฝูงมิตรสหายจำนวนหนึ่งมักถามผมว่า การเดินทางไปเมืองจีนที่ผ่านมาครั้งนี้ได้ไปที่นั่น ได้ไปที่นี่บ้างหรือเปล่า เมื่อผู้เขียนตอบ ไปว่าไมได้ไป ท่านเหล่านั้นก็แสดงความเสียดายว่า ทำไมไม่ไปเข้าเยี่ยมดูเยี่ยมชมสถานที่เหล่านั้น เพราะขนาดคนอื่นที่อยู่ไกลๆ ยังใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งจะต้องไปดูสถานที่นั้นให้ได้ การที่เราได้มีโอกาสไปถึง หรือผ่านไปในเส้นทางนั้นแล้ว แต่กลับไม่ไปดู ทำให้น่า เสียดายมาก

ผมไม่ปฏิเสธว่า สถานที่เหล่านั้นมีความสำคัญและน่าเข้าไปเยี่ยมชม แต่ความที่ตัวการเดินทางของผมมีความแตกต่างจากการเดินทาง ของคนอื่นทั่วไป มันแตกต่างจากทริปท่องเที่ยวธรรมดา หรือแตกต่างจากการเดินทางเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของนักโบราณคดี หรือแตกต่างจากการเดินทางที่สร้างความสัมพันธ์เพื่อเพิ่มปริมาณการติดต่อค้าขายของนักพาณิชย์สัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การเดินทางของผมเป็นภารกิจที่ถือกำเนิดจากแรงบันดาลใจที่จะเลือกเอาวิธีการชนิดหนึ่งที่ตั้งโจทย์ ด้วยการใช้พาหนะเป็นรถจักรยาน สองล้อไปจนถึงเป้าหมาย ดังนั้นพฤติกรรมกับความคิดชุดต่างๆจึงทยอยเกิดขึ้นมารองรับภารกิจ ซึ่งย่อมไม่ใช่ความเพลิดเพลินจากการ ท่องเที่ยวที่ตื่นตาตื่นใจจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์แต่อย่างใด ผมเชื่อว่า หากใครได้มีโอกาสลองมีแบบภารกิจนี้ดูบ้าง จะเข้าใจว่า ทำไมจึงไม่เกิดความปรารถนาอื่นใดมากไปกว่าเป้าหมายของ โครงการ จนทำให้สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจรายทางคลายความน่าตื่นตาตื่นใจลงไป

อนึ่ง..สิ่งที่ผมสังเกตเห็นความสำคัญที่น่ากล่าวถึงก็คือ มีแนวโน้มของผู้คนยุคใหม่ที่มักนิยมเดินทางกันในท่วงท่าของความละโมบ เรามักประเมินมูลค่าของการเดินทางด้วยมิติของเศรษฐศาสตร์ ที่ตัดสินด้วยการได้ดูได้เห็นจำนวนมาก คล้ายคลึงกับการที่ผู้คนในยุคนี้ที่ ถือการใช้ชีวิตต้องมีกำไรจึงจะคุ้มค่า ได้กิน , ได้เสพ , ได้รับมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายให้เมื่อเทียบกับผู้คนอื่นๆ จนกระทั่งนิยามไปว่า การมีโอกาส ได้เสพสิ่งต่างๆเหล่านั้น คือเป้าหมายของการเดินทาง และตรงกันข้าม นักเดินทางที่เสพน้อย , เห็นน้อย , กินน้อย ย่อมขาดทุน ราวกับว่า การได้มีโอกาสได้ดูได้เห็นมากแห่งเป็นเครื่องแสดงความสามารถชนิดหนึ่ง และสถานที่ทางธรรมชาติหรือโบราณสถาน เหล่านั้นถูกลดค่าลงเป็นเสมือนสินค้าที่รอผู้บริโภคอยู่บนชั้นวางของรอการจับจ่ายในตลาดท่องเที่ยว เราถูกทำให้เชื่อว่า ยิ่งเที่ยวชม,เที่ยวดูมากแห่งก็ยิ่งเป็นกำไรเท่านั้น ผู้คนเริ่มเชื่อกันว่า “ประสบการณ์” เป็นสินค้าที่น่าซื้อหา เพียงแค่ซื้อมันมาด้วยตั๋วแห่งการเดินทาง

การนิยามความสุขที่เคยเกิดจากการได้มี ได้กินธรรมดา กลับเริ่มซับซ้อนขึ้นกลายเป็นโอกาสแห่งการได้ประสบการณ์ชีวิต คือช่องทาง ของการขายของในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุคใหม่ และมันจะเป็น ทุกข์ชนิดใหม่ ของผู้คนที่ไร้ความสามารถไล่ล่าประสบการณ์เหล่านี้ ประสบการณ์ที่ได้รู้ได้เห็นสิ่งต่างๆมากมายไม่ได้มีความหมายที่สลักสำคัญมากไปกว่าความคิดที่เรามีต่อสิ่งเหล่านั้น น่าคิดว่า ประสบการณ์จะมีความหมายได้อย่างไร หากสิ้นไร้ความสามารถสังเคราะห์ความคิดเบื้องหลังที่เกิดจากการดูได้เห็นในแต่ละสิ่งเข้าด้วยกัน

เราได้อยู่กินกับลัทธิบริโภคนิยมจนติดนิสัยประจำวันไปแล้ว และเริ่มขยายใช้นิสัยเหล่านี้ไปกับบริบทอื่นๆที่แต่เดิมน่าจะอยู่นอกเหนือ การซื้อขาย ประสบการณ์ชีวิตมิควรถูกลดค่าลงจนกลายเป็นสินค้าข้อมูลชนิดหนึ่งที่นำมาก็อป***ลงในสมองของเรา แทนที่จะเป็น อย่างนั้น ประสบการณ์น่าจะเป็นโอกาสของชีวิตที่จะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพของการเรียนรู้ระหว่างธรรมชาติกับตัวเรา และระหว่างตัว เรากับโลก จนกระทั่งนำพาให้เกิดการเป็นอยู่ที่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงในที่สุด

17.55 น.
18 กันยายน 2553
หัวลำโพง กรุงเทพมหานคร
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:x :cry: หลังจากที่พวกเราทานอาหารมื้อดึก(หิว) ที่ร้านทางร้านก็ใจดีพาไปส่งโรงแรม แต่ปรากฏว่าเป็นโรงแรมสำหรับฝรั่งกระจอก ๆ (สกปรก) แล้วเขาไม่สนใจคนไทยเลยนะครับ ผมเห็นท่าไม่ดีตัดสินใจไม่เอาดีกว่า ก็พากันปั่นวนหาจนเกือบจะอ่อนใจ ปรากฏว่าโชคเป็นของพวกเรา จุดที่เราปั่นและคุยกันว่าถ้าเกินเที่ยงคืนเราหาที่กางเต้นท์ซะเลย บังเอิญคุณนายแกสังเกตุเห็นบ้านที่ลักษณะเหมือนโรงแรม(มืดไฟป้ายดับ) ก็เลยเข้าไปติดต่อ ใช่เลยแต่เป็นโรงแรมของคนเวียตนาม(บ๋อยเล่า) ราคา ๖๘๐ บ.ดีกว่าที่เราจะต้องมากางเต้นท์ตามที่คิด ๕๕.(เหลือ ๒ ห้องแค่นั้น ๕๕๕.)

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ได้ที่พักสบายใจกันแล้วเราก็ตกลงกันว่า พรุ่งนี้เช้านอนให้เต็มอิ่มพรุ่งนี้ถือเป็นวัน Free Day สักวัน ตื่นกินกาแฟเสร็จค่อยวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนอย่างไร ตกลงกันเรียบร้อยก็แยกย้ายกันพักผ่อน บ๋อยโรงแรมก็ดีมาก อนุญาตุให้พวกเรานำ จย.เข้าไว้ในห้องได้ (ครั้งแรกจะไม่ยอมจะให้จอดไว้ข้างนอก)เมื่อเราแยกย้ายกันเข้าพักเป็นที่เรียบร้อย ชำระร่างกายเราสองคนก็ไม่ลืมที่จะสวดมนต์ก่อนนอน (คุณนายดูไม่เหนื่อยขนาดปั่น ๑๔๗ กม.ไม่ธรรมดาครับ)นี่ละครับรถดี ใจรุกรบเรียกว่าถึงไหนถึงกัน..สุดยอดครับ

ช่วงเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นกันปกติ ผมเตรียมต้มน้ำชงกาแฟและหาอะไรรองท้องก่อนออกตระเวนเมือง ไปเรียกห้องลุงป๊อกและคุณยูร ปรากฏว่าเช้านี้คุณยูรลุงป๊อกตื่นมาและกินกันเรียบร้อยแล้ว ลุงป๊อกบอกว่าคุณประยูรได้พาจักรยานออกปั่น เพื่อไปดูโรงแรมเดิมที่ปั่นหากันเมื่อคืนนี้ ประมาณว่าเราจะต้องย้ายโรงแรมอีกครั้งหนึ่ง ผมคุณนายจึงกลับห้องมากินกันสองคน เมื่อเรียบร้อยก็ชวนลุงป๊อกออกไปปั่นเที่ยวแถวใกล้ ๆ (ในขณะที่รอคุณยูรกลับมา)แต่ลุงป๊อกขอนอนรอเกรงว่าเมื่อคุณยูรกลับมาไม่เจอจะตามกันไป ๆ มา ๆเอาไว้ออกพร้อมกันทั้งคุณยูรทีเดียว ผมกับคุณนายจึงออกปั่นไปเที่ยวแถว ๆ ใกล้ ๆ โรงแรมกันสองคน และกลับมาอีกครั้งเกือบเที่ยง ปรากฏว่าคุณยูรก็ยังไม่กลับมา

เดือดร้อนแล้วครับ โทร ฯ ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีซิมลาวกันซักคน แล้วเราก็ไม่ทราบแกปั่นไปทางไหน ลุงป๊อกกระวนกระวายใจมาก ๆ ปรึกษากันว่าควรจะทำอย่างไรดี แกหายไปเกือบ ๕ ชม.แล้ว ตั้งแต่ ๐๗๐๐-๑๒๓๐ ยังไม่กลับมา มื้อเที่ยงเรา ๓ คนกินอาหารที่คุณนายกับผมซื้อติดเข้าโรงแรม แบ่งส่วนเหลืออีกห่อไว้ให้คุณยูร คุณยูรกลับมาอีกครั้งเมื่อบ่ายสองกว่า ๆ แกเล่าว่าแกจำโรงแรมไม่ได้ปั่นวนจนอ่อนใจ ในที่สุดตัดสินใจเหมารถมอไซด์ให้เวียนหา ผ่านโรมแรมที่ตัวเองนอนถึง ๓ ครั้งยังจำไม่ได้ ต้องวนแล้ววนเล่า โชคดีไปเจอมอไซด์รับจ้างอีกคัน ได้ฟังสภาพที่คุณยูรเล่าถึงบรรยากาศภายในโรงแรมได้ จึงพามาส่งโดยเอา จย.ขึ้นมอไซด์มาด้วย หมดค่าตระเวนหารวมแล้ว ๕๐๐ บาท ผมว่าคนลาวเขาซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบเรามากเกินไป นี่ถ้าเป็น พี่ไทยผมว่า ไม่ต่ำหลักพันแน่นอน

โดยปริยายเราตกลงกันไม่ไปไหนแล้ว ขอพักล้าง จย.ซักผ้า ทำสะอาดสัมภาระของพวกเราดีกว่า ไว้เย็น ๆ ค่อยว่ากันใหม่ตกลงกันตามนั้นเราก็ช่วยกันล้าง จย. ทางโรงแรมก็จัดที่ล้าง ให้เรา บ่ายวันนั้นไม่ออกไปไหนกันเลย :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: หลวงพระบาง (ลาว: ຫຼວງພຣະບາງ)(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) เป็นเมืองเอกของแขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วย

หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่าเมืองซวา (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอ ซึ่งถือเป็น ปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทอง

เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896 - พ.ศ. 1916) เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเสียมเรียบ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรขึ้น ต่อมาในสมัยพระโพธิสารราชเจ้าพระองค์ได้อาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำ ขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่า หลวงพระบาง นับแต่นั้นมา


8-) 8-) ใครมีเวลาก็เชิญชมหนังเรื่องสบายดีหลวงพระบางครับ เข้าท่าดีครับ........ https://www.youtube.com/watch?v=5FlLTVqwBhs ......... ผมซึ่งตลอดยี่สิบปีไม่เคยดูหนังเลยยยย แต่คราวนี้กลั้นใจชมเพราะอยากจะมีสิ่งดี ๆ นำมาฝากทุก ๆ ท่านที่ยอมเสียเวลาเข้ามาเป็นกำลัง ผมไม่ผิดหวังเลยครับ ได้ทราบประวัติดี ๆ ดูหนังก็เพลินได้ความรู้อีกต่างหาก คุ้มค่าคุ้มเวลาจริง ๆ อย่าพึ่งเชื่อผมแต่ลองเข้าไปชมซิครับ :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:o :o ขอคั่นรายการสักวันนะครับ เมื่อวันที่ ๒๒ ต.ค.๕๘ รักรถรักธรรม ได้พาลุงดมซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมไปไหนต่อด้วยกันมาตลอดแต่วันดีคืนดีเกิดพูดไม่มีเสียง ต้องเปล่งลมใช้ลมมากจึงได้ไปตรวจที่ รพ.หมอตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่กล่องเสียงระยะที่ ๒-๓ ต้องรีบทำการรักษา คือต้องผ่าตัดและทำคีโม ตกใจกันมากครับแต่เราก็ให้กำลังใจกัน ลุงดมเข้าผ่าตัดประมาณเดือนสิงหาคมและทำคีโม จวบจนวันนี้ก็ ๒ เดือนเกือบ ๓ เดือน อาการดีขึ้นมาก บรรดาแพทย์ต่างพากันแปลกใจ คนไข้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะอานิสงค์ของ "จักรยานครับ" ลุงดมและซึ่งเป็นหนึ่งในทีมรักรถรักธรรม จะปั่นจักรยานเดินทางไกลไปด้วยกันตลอด ผลของการปั่นจักรยานเดินทางไกลก็คือได้ออกกำลังไปด้วย การที่ร่างกายได้ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานมาแล้ว ย่อมมีภูมิต้านทาน แต่ร่างกายที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "เป็นรังแห่งโรค" ยามเมื่อวิบากกรรมจะให้ผลต่อให้คุณแข็งแรงดังยักษ์สีก็ไม่มีทางเลี่ยงได้ เมื่อเป็นแล้วจะต่อสู้อย่างไรนี่ซิสำคัญ ลุงดมนั้นต่อสู้ด้วยการ "ทำใจ การรักษาเป็นเรื่องของหมอ" คอยติดตามละเอียดนะครับผมจะนำมาเล่าไว้เป็นวิทยาทาน ในโอกาสต่อไป เช้านี้เอาตัวอย่างชมก่อนก็แล้วกันครับ :) :)

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ

:) :) อรุณสวัสดิ์ท่านสาธุชน...ไม่ทราบว่าหนังสบายดีหลวงพระบาง ใช้ได้ไหมครับ? หรือว่าไม่ได้ดู ๕๕.ครับไม่เป็นไรครับลางเนื้อชอบลางยาเอาที่สบายใจก็แล้วกัน และถ้าไม่สบอารมณ์ก็ต้อง ขออภัยอโหสิ..ละกันครับ ทีนี้เราก็มาเดินทางกันต่อครับ หลังจากที่ช่วงเช้าคุณประยูร ฯ แกหายไป(ไปหาโรงแรมที่แกเคยนอน)ไปเสาะหาโรงแรมเดิมแกอยากจะให้เปลี่ยนที่นอน(ติดใจของเก่า) ตอนบ่ายแกถึงกลับมาที่โรงแรมได้โดยเสียเงินค่าเหมามอไซด์ให้เสาะหาโรงแรม(ลืม..จำไม่ได้?) แกเล่าว่า วนหาจนอ่อนใจโชคดีไปเจอมอไซด์ที่ฉลาดพามาจนได้ เข็ดจนตายครั้งต่อไปต้องไม่ลืมนามบัตรโรงแรมต้องติดตัวไปทุกครั้ง จะได้ไม่เสียเวลา แล้ววันนั้นก็ตัดสินล้มเลิกการเปลี่ยนโรงแรม(เลยเวลาแล้ว) :lol: :lol:

ช่วงบ่ายเราล้าง จย.ซักผ้าและนอนพัก ช่วงเย็นนัดหมายกันออกปั่นเที่ยวยามเย็น เอาเข้าจริง ๆ ทั้งลุงป๊อก-คุณยูร ขอนอนต่อขี้เกียจออกไปแล้ว ผมกับคุณนายสองคนก็เลยออกปั่นเที่ยวกันสองคน ครับ เป้าหมายของเราคือ วัดเชียงทองเพื่อไปถ่ายภาพกับริมน้ำโขง เป็นอะไร ๆ ที่ประทับใจมากครับ มรดกโลกนี่แต่ก่อนผมก็มีอคตินะว่า "เข้ามายุ่มย่ามทำไม?" แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนแนวคิดแล้วว่า มรดกโลกนี่ดีมากครับ ที่ใดเป็นมรดกโลกจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ไม่ให้สูญเสียสิ่งเดิม ๆ ไปจะทำอะไร ๆ ต้องเป็นไปตามที่เขากำหนดกฏเกณฑ์ไว้ จะทำตามอำเภอใจไม่ได้เป็นการช่วยอนุลักษณ์ของเก่าไว้ได้ดีทีเดียว หลาย ๆ ที่ในประเทศไทยก็น่าจะอนุลักษณ์แต่นั่นแหละครับ "กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้" หลายที่ถูกทำลายไปโดยฝีมือคนจนไม่เหลืออะไรที่จะไปขอเป็นมรดกโลกได้(เสียดายนะ) ตอนนี้เชียงใหม่กำลังจะทำให้เป็นมรดกโลกถ้าได้นะ..เศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่จะยิ่งไปโลด ก็มาตามกันนะว่าจะได้เมื่อใด :lol: :lol: :( :(


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ อิทธิพลของการสร้างเขื่อนจำนวน ๕-๖ เขื่อนตามลำน้ำซึ่งสนับสนุนทุนโดยชาติจีน ทำเอาน้ำแต่ละสายของลาวแห้งเหือดไปมาก ในภาพเป็นน้ำขานแต่ก่อนปิ่มตลิ่งตอนนี้อย่างที่เห็น ความสวยงามลดลงไปตามสภาพ

รูปภาพน้ำโขง

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:D :D สองคนตา-ยาย ปั่นเที่ยวในเขตเมืองหลวงพระบางไปเพียงจุดใหญ่ ๆ ตามถนนไปเรื่อย ๆ ไปเก็บภาพสะพานเก่าเข้าเมือง แล้วเลาะไปริมโขงมุ่งไปยังวัดเชียงทองเป็นเวลาเย็นแล้วเราไม่ต้องเสียค่าตั๋วเข้าเที่ยวชม เจ้าหน้าที่กลับแล้วพระกำลังทำวัตรสวดมนต์เย็นเราสองคนไปนั่งฟังพระลาวสวดด้วย ความรู้สึกช่วงนั้นเหมือนอยู่ที่บ้านเราครับ เสียงพระสวดก็คล้าย ๆ กันทำให้จิตใจเราเป็นสุข(สัมผัสได้จริง ๆ )

ช่วงเย็นก็ได้เพียงแค่นี้เพราะความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา เราไม่ลืมที่จะแวะตลาดหาซื้อสิ่งของไปประกอบอาหารเย็น ซึ่งคุณยูร+ลุงป๊อกคงรออยู่แล้ว เราประกอบอาหารเย็นที่หน้าล็อบบี้นั่นแหละกว้างขวางดี บ๋อยก็อนุญาตุเพราะไม่เดือดร้อนใคร มีชาวเวียตนามที่สนใจแวะเวียนมายืนชม ชอบใจยกนิ้วให้ก็ได้แค่พยักหน้ากับยิ้มให้กันแค่นั้น หลังจากกินกันเรียบร้อยก็ปรึกษากันว่าไม่ออกเที่ยวอีกแล้ว พักผ่อนกันดีกว่า มากันหลายครั้งแล้ว(ความสนใจลดลงไปเป็นธรรมดา๕๕) พรุ่งนี้เช้าก็จะได้อำลาจากหลวงพระบางเดินทางต่อไป :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :) อรุณสวัสดิ์ครับเช้านี้เราก็มาดินทางกันต่อ หลังจากที่เมื่อคืนเก็บของเรียบร้อย ๒ คนตายายก็สวดมนต์นั่งสมาธิทำภาวนากันในโรงแรมส่วนอีก ๒ คนก็แยกกันสวดถ้าเรามารวมกันสวด น่าจะทำให้โรงแรมเขามีปัญหาแน่นอน ครับการที่จะทำอะไร ๆ นั้นเราต้องดูสถานการณ์ความควรไม่ควรด้วย อย่าเอาแต่ความคิดของเราเป็นใหญ่จะเดือดร้อนโปรดระวังด้วย

มีข้อสังเกตุว่าร่างกายเมื่อได้พักผ่อนเต็มที่การตื่นนอนก็จะไม่มีปัญหา เวลานอนที่ดีที่สุดอย่าให้เกินสี่ทุ่มเพราะประมาณสักตี ๒ - ๓ สังเกตุนะครับต้องตื่นเป็นประจำ ก็มีคนสอบถามเสมอ ๆ ว่าตื่นเช้าขึ้นมา มาทำอะไร นี่น่าสงสารนะตื่นเช้าเป็นกำไรนะครับตื่นมาเราก็ได้แสวงบุญกันเลยเช่น อ่าน ศึกษาธรรมะ สวดมนต์ทำภาวนาได้ทั้งนั้น ใครที่สามารถแจกจ่ายเผยแพร่ธรรมะได้ก็จะยิ่งดีเป็นบุญมหาศาลกันเลยทีเดียวครับ

สมัยเป็นเด็กพ่อผมจะสอนเสมอ ๆ ว่า พระท่านนอน ๔ เศรษฐีนอน ๖ ยาจกนอน ๘ ดังนั้นผมจึงต้องตื่นแต่เช้าเลยกลายเป็นนิสัยติดมาจนปัจจุบันเรียกว่าไม่เคยตื่นสายเลย เช่นกันเช้าวันนั้นที่หลวงพระบางเราก็ตื่นเช้ากัน ชำระร่างกายสวดมนต์เช้าสองคนก็ออกตลาดเพื่อไปใส่บาตร พูดถึงการใส่บาตรแต่ก่อนเชียงใหม่ก็ไม่แตกต่างจากหลวงพระบาง แต่เวลานี้ความเจริญทางวัตถุมีมากการใส่บาตรก็เปลี่ยนแปลงไป ที่หลวงพระบางมีการนั่งเป็นแถวรอใส่(อีกไม่นานภาพนี้จะหายไป) เชียงใหม่ภาพนั่งรอใส่บาตรไม่ปรากฏแล้วหาชมได้ยากครับ(เสียดาย)

ใส่บาตรเรียบร้อยตามตั้งใจก็ปั่นไปตลาดหาซื้ออาหารเช้า อย่าลืมนะครับให้ไปที่ริมโขงเขาจะมีร้านกาแฟ ขายข้าวจี่(ขนมปังฝรั่งเศสปิ้งใส่ผักใส่ไข่ฯ)คุณนายขอเข้าชมตลาดยามเช้านิดหน่อย แล้วก็ไปร้านกาแฟที่ผมบอก ซื้อแบบมังสวิรัติ ๒ อันและแบบไม่มังฯ ให้ลุงป๊อกคุณยูรอีก ๒ อัน กลับโรงแรมเพิ่มเติมด้วยผักสดลวกอีกนิดหน่อย ลุงป๊อกต้มกาแฟสดไว้รอแล้ว อาศัยหน้าล็อบบี้เป็นที่กินอาหารเช้า อากาศดีมาก ๆ เป็นสุขกันเหมือน ๆ ไม่อยากจะจากลา แต่ก็ต้องจำใจ ๒ คืน ๒ วันถามว่าเพียงพอไหม ก็น่าจะพอเพราะเรามากันหลายครั้งแล้ว มาทุกครั้งก็ประทับใจทุกครา การเป็นมรดกโลกมันก็ดีตรงนี้ตรงที่การก่อสร้างใด ๆ ไม่ได้ทำตามอำเภอใจต้องรักษารูปแบบเรียกว่าอนุลักษณ์ของเดิมไม่ให้สูญหาย ถ้าไม่เป็นมรดกโลกซิ ป่านนี้เสร็จบรรดานายทุนไปนานแล้ว

เราตรวจสอบสัมภาระและสิ่งของกันอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง เป้าหมายมุ่งสู่แขวงไชยบุรีกลับประเทศไทยต่อไป ลาก่อนหลวงพระบางโอกาสหน้าจะกลับมาเยี่ยมอีเด้ออออออ :lol: :lol:



........... https://www.youtube.com/watch?v=pSl9ieFwhc0 .....ชมบรรยากาศหลวงพระบางฟังเพลงลาวก็เพราะ เพลินนะครับ



................ https://www.youtube.com/watch?v=C_nBxsa0zko ...................


:) :) :) ....................................................... :D :D :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

มรดกโลก : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

มรดกโลก (อังกฤษ: World Heritage Site; ฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต

ในปัจจุบัน (กรกฎาคม 2558) มีมรดกโลกทั้งหมด 1031 แห่ง ใน 163 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 802 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 197 แห่ง และอีก 32 แห่งเป็นแบบผสมทั้งสองประเภท [1][2] โดยอิตาลีเป็นประเทศที่มีจำนวนมรดกโลกมากที่สุด คือ 51 แห่ง แม้ว่ายูเนสโกจะอ้างอิงถึงมรดกโลกแต่ละแห่งด้วยหมายเลข แต่การขึ้นทะเบียนในหลายครั้งก็จะผนวกเอามรดกโลกที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้วเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่มีพื้นที่มากขึ้น ดังนั้นจึงมีหมายเลขมรดกโลกเกิน 1,200 ไปแล้วแม้ว่าจะมีจำนวนมรดกโลกน้อยกว่าก็ตาม

มรดกโลกแต่ละแห่งเป็นทรัพย์สินของประเทศที่เป็นเจ้าของดินแดนที่มรดกโลกตั้งอยู่ แต่ได้ถูกพิจารณาให้เป็นผลประโยชน์ของประชาคมระหว่างประเทศในการอนุรักษ์มรดกโลกแห่งนั้น กระทั่งปี พ.ศ. 2548 มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 6 ข้อสำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 4 ข้อสำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก[4] ดังนี้

หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม

(1) - เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
(2) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(3) - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(4) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
(5) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
(6) - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ

(7) - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(8) - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
(9) - เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(10) - เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


รูปภาพ

ข้อมูล: รายชื่อประเทศที่มีมรดกโลกตั้งแต่ 10 แห่งขึ้นไป
น้ำตาล: ประเทศที่มีมรดกโลก 40 แห่งขึ้นไป
น้ำตาลอ่อน: ประเทศที่มีมรดกโลก 30-39
ส้ม: ประเทศที่มีมรดกโลก 20-29
น้ำเงิน: ประเทศที่มีมรดกโลก 15-19
เขียว: ประเทศที่มีมรดกโลก 10-14


เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเรื่องของมรดกโลก คิดว่าประเทศไหน ๆ ในโลกเขาก็ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกันทั้งนั้น เท็จ-จริง ยอมรับครับว่าไม่มีความรู้ เคยได้ยินได้ฟังในทางลบ นะว่า อย่าไปขึ้นมันเลยมรดกโลกเราจะกลายเป็นทาสเขา บอกตรง ๆ งง ครับแต่ส่วนตัวเห็นว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกดีกว่าแน่นอน เพราะได้เห็นมรดกโลกหลายที่มาแล้ว ก็ชื่นชมการดูแลมาโดยตลอด เขาเอาจริงกันนะ กรณีของเชียงใหม่ถ้าเราขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่นานมาแล้ว คงไม่ต้องมาเสียเวลากับการบริหารจัดการทะเลาะกันไป ๆ มา ๆ เช่นทุกวันนี้ ตอนนี้ก็ไม่ทราบว่าดำเนินการไปถึงไหน? ใครทราบช่วยเข้ามาบอกเล่าเก้าสิบหน่อยครับ :) :)

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :) พวกเราทั้ง ๔ ออกเดินทางจากโรงแรมเป้าหมายของเรามุ่งสู่เมืองชัยบุรี เพื่อออกจาก สปปล.ลาวทางห้วยโก๋น อ.น่าน ที่ด่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ์ ออกเดินทางจากโรงแรมมุ่งไปทางสนามกีฬาเมืองหลวงพระบาง คุณนายในฐานะผู้ควบคุมเสบียงได้แวะซื้อขนมปังไว้กันหิวระหว่างทาง ช่วงที่เราปั่นกันเพลิน ๆ เราได้เห็นคนหาบตระกล้าท่าทางดี(หุ่น) ด้วยความรู้สึกของพวกเราหุ่นแบบนี้ หน้าตาดี ๆ (สวย)แบบนี้ไม่น่าที่จะมาตกระกำลำบาก เราปั่นไปดักหน้าและช่วยอุดหนุนผลไม้ที่แม่ค้าหาบมาขาย เราคุยกันนะว่า "ชีวิตนี้ช่างเป็นทุกข์ซะนี่กระไร" เมื่อย้อนกลับมาดูพวกเราถือว่าโชคดีกว่าแม่ค้าคนที่เราเห็นเป็นร้อยเท่าทวีคูณ

ลุงป๊อกจะออกอาการมากกว่าเพื่อน แกสงสารผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างมาก ผมไม่สงสัยครับ คิดว่านี่คืออานิสงค์ของการปั่นจักรยานที่ทำให้เห็นทุกข์เกิดขึ้นเป็นประจำ จิตใจก็อ่อนโยนลง มีความเมตตา สงสารมากขึ้น เราได้จอดจักรยานและคุยกับเธอด้วย เป็นชีวิตที่น่าสงสารครับเราก็ได้แต่เพียงคุยปลอบใจและให้กำลังใจเธอ พร้อมอวยพรให้ต่อสู้กับชีวิตบนพื้นฐานของศีลธรรมและยอมรับ วิบากกรรมที่ทำมาในอดีต "เตือนไว้ครับ กรรมมีจริงนะ"
:( :(

สาเหตุที่ทำให้มนุษย์แต่ละคน (แม้กระทั่งฝาแฝด) ไม่เท่าเทียมกัน

ช่วงประมาณ พ.ศ. ๕๐๐ กษัตริย์มิลินท์เดอร์ แห่งสาคลนคร ได้ถามปัญหากับพระนาคเสนว่า

เพราะเหตุใด มนุษย์ทั้งหลายจึงเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน คือ มนุษย์บางคนมีอายุน้อยก็มี มีอายุยืนยาวก็มี มีอาพาธมากก็มี มีอาพาธน้อยก็มี มีผิวพรรณวรรณะไม่ดีก็มี มีผิวพรรณวรรณะดีก็มี มีศักดิ์น้อยก็มี มีศักดิ์ใหญ่ก็มี มีโภคทรัพย์น้อยก็มี มีโภคทรัพย์มากก็มี มีตระกูลต่ำก็มี มีตระกูลสูงก็มี ไม่มีปัญญาก็มี มีปัญญาก็มี ฯ

พระนาคเสนไม่ได้ตอบในทันที แต่ท่านถามกษัตริย์มิลินท์เดอร์กลับไปว่า เพราะเหตุไรต้นไม้ทั้งหลายจึงไม่เหมือนกันทั้งหมด บางต้นมีรสเปรี้ยวก็มี มีรสขมก็มี มีรสเผ็ดก็มี มีรสฝาดก็มี มีรสหวานก็มี ฯ

กษัตริย์ตอบว่า "โยมเข้าใจว่า เป็นเพราะความต่างกันของสายพันธุ์"

พระนาคเสนจึงกล่าวสรุปว่า ความแตกต่างนี้ฉันใด ข้อที่พระองค์สงสัยก็ฉันนั้นแหละ คือ มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาไม่เท่าเทียมกัน เพราะมนุษย์มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตามจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราคือผู้ออกแบบชีวิตของตัวเองโดยแท้ เกิดมาในชาตินี้เป็นอย่างไรก็เพราะได้ประกอบกรรมเอาไว้อย่างนั้นในชาติปางก่อน ถ้ารู้สึกว่าเกิดในชาตินี้แล้ว ชีวิตยังไม่สมบูรณ์ก็ให้เริ่มออกแบบชีวิตของตัวใหม่ เอาให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ชาตินี้ไปเลย ด้วย ทาน ศีล ภาวนา จนถึง ศีล สมาธิ ปัญญา เผื่อว่าชาติหน้าได้เกิดมาอีกจะได้ไม่ต้องตกระกำลำบาก :idea: :?
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”