ความรู้สึกที่เข้าจุด Finish ยังเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ ไม่ว่าการปั่นนั้นจะเป็น BRM หรือ Test Run
และหลังจากปั่นจบแล้วก็จะมองหาสนามใหม่่ ด้วยความคาดหวังว่าจะปั่นได้ไกลขึ้น นานขึ้น หรือเร็วขึ้น (ในสนามเดิมๆ)
นี่จะเรียกว่าเสพติด Audax ได้รึยังหวาา ฮ่าๆ
และครั้งนี้ก็เช่นกัน Test Run 200: จอมบึง
ถึงแม้ระยะ 200 กม. จะเป็นระยะเริ่มต้นของ Audax แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ TCHA ให้ความยากอยู่ในระดับ PBP Grade
เนื่องจากเส้นทางนี้นักปั่นต้องต่อสู้กับพายุเนินตั้งแต่ต้นจนจบ คล้ายคลึงกับสภาพภูมิประเทศของงาน PBP (Paris-Briest-Paris)
ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ไป PBP ได้ลองสัมผัสประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
และสร้างความแข็งแกร่งให้นักปั่น ที่อยากจะไปร่วม PBP ในครั้งถัดๆไป
จริงๆแล้วสนามนี้ผมลองมาซ้อมไปแล้วเมื่อปลายเดือนที่แล้วตั้งแต่ ART ประกาศ Test Run และให้คำจำกัดความไว้ว่า
ครึ่งแรก:นรกเนิน, ครึ่งหลัง: สวรรค์ทางลาด
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1300279
แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น TCHA ก็ประกาศปรับเส้นทางเป็น PBP Grade โดยให้ปั่นกลับเส้นทางเดิมหลังจากผ่าน 100 กม.แรกไปแล้ว
ซึ่งก็หมายความว่าเราๆท่านๆจะได้ดันเนินกันยาวๆตั้งแต่ต้นจนจบ ฮ่าๆๆๆ

ประมาณ 6:20 ผมก็มาถึงโรงยิมที่สถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง (มีหลงนิดหน่อย เพราะหาโรงยิมไม่เจอ)
ก็ได้รับทราบจากพี่ชานลว่าสำหรับ PBP Grade นั้นจะมีการปรับกติกานิดหน่อยคือ
1. ประทับตราที่ใบ Bravet ตรงจุดเริ่มบริเวณหน้าซุ้มออกตัว (เข้าใจกว่าป้องกันคนเนียนปั่นออกตัวไปก่อน)
2. ใช้เวลารวมที่จุด Finish เท่านั้น หมายความว่าหากนักปั่นเข้า CP2 ตอน 14:30 (กรอบเวลาคือไม่เกิน 13:30) แต่สามารถเข็นตัวเองเข้าจุด Finish ได้ก่อน 20:30 ก็ถือว่าผ่าน
ซึ่งกติกานี้ใช้เฉพาะสนาม PBP Grade เท่านั้น สำหรับสนามอื่นยังใช้กติกาเติมครับ
แต่สำหรับกติกาข้อ 2. นี้ได้ยินว่านักปั่นหลายๆคนไม่ทราบ พอเข้า CP2 เกินเวลาก็ถอนตัวเลย ซึ่งในคราวถัดๆไปคงต้องฝาก TCHA ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงด้วยนะครับ
Start -> CP1
เนื่องจากคืนวันศุกร์ฝนตกตลอดคืนและตอนเช้าก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอด ก็เลยพกเสื้อกันลมกันฝนมาด้วย
แต่ก่อนออกตัวสัก 10 นาที ฟ้าก็เปิดแดดอ่อนๆเริ่มส่อง ... กรูจะเอาเสื้อมาเป็นภาระทำไมเนี่ย
ก็เลยม้วนๆแล้วเอาเชือกรัดกับหลักอาน
ออกตัวมาก็อยู่กลุ่มหน้า draft ชาวบ้านเค้าไปเรื่อยๆ ... ได้แค่ 3 กม. เท่านั้น
เสื้อเจ้ากรรมที่มัดไว้ดันหลุดจนเกือบจะไปพันกับล้อหลัง (ไม่งั้นได้แดกดินแต่เช้าแน่)
ก็เลยย้ายมามัดไว้บริเวณแฮนด์ เกะกะแต่ก็ปลอดภัยกว่าแน่นอน
มัดเสร็จ ... คนหายไปไหนหมดแล้วฟระ 555 ต้องไปไล่กวดชาวบ้านอีกแล้วเหรอเนี่ย ฮ่าๆ (เหมือนคราว 300 ระยองเลย)
และแล้วเราก็มาทันเค้าที่เนินหินกอง เนินที่ชันที่สุดในทริปนี้ ก้มหน้าก้มตาทั้งกดทั้งดึง แพ้บบบเดียวก็พ้นยอดเนินไปได้
แล้งก็ลงเนินยาวววว มาถึง CP1 (ลงมายาวๆขากลับก็ขึ้นยาวๆนะตัวเอง)

CP1 -> CP2
มาถึง CP นี้ใช้เวลาไป 2 ชม.นิดๆ ถือว่าเร็วกว่าครั้งที่มาซ้อมพอสมควร
ด้วยความชะล่าใจประทับตรา Bravet เติมน้ำแล้วก็ไปต่อเลย
อาการเลยเริ่มมาออกตอนใกล้เข้าพื้นที่เนินอู่หลงที่ไม่ชันเท่าเนินหินกอง แต่ยาวฉิบหาย
ตรงนี้มีลงมาเข็น 2 ครั้งเพราะไม่อยากเสียกำลังมากไป ยังเหลืออีก 100 กว่า กม.ที่ต้องฟันฝ่าไป
พ้นเนินอู่หลงมาก็เข้าพื้นที่สวนผึ้ง เป็นทางลงยาวๆ ซึ่งคราวก่อนตอนมาซ้อมผมแหกโค้งมาแล้ว คราวนี้ก็ระวังเป็นพิเศษ
จริงดังคาด พ้นโค้งอันตรายตรง banyan leaf มาได้นิดเดียวก็ก็เจอรถฉุกเฉินบรรทุกนักปั่นแผลถลอกเต็มตัวผ่านไป ... ล้มตรงนั้นจริงๆ
ก่อนถึงจุดตรวจ ตชด. มีเนิน2พับ (รึ 3 หว่า) ตรงนี้ก็ลงมาเข็นอีกครั้งหนึ่งเพราะคราวที่แล้วฝืนกดนี้แล้วข้อเท้าเจ็บ คราวนี้ก็เลยแหยงๆ เข็นดีกว่า
โรลลิ่งขึ้น/ลง ไปเรื่อย ความเร็วก็สาละวันเตี้ยลงๆๆ จนมาถึง CP2 ตอนประมาณเที่ยงครึ่ง

CP2 -> CP3
ได้เจอลุงมาเซลที่นี่ ช่วงพักกินข้าวก็เลยได้คุยกับลุงนิดหน่อย
อยู่ที่นี่ประมาณ 15 นาทีก็ออกปั่นต่อเลย แต่ออกมาได้นิดหน่อย เพื่อนเก่าที่คุ้นเคย ... อาการปวดท้องวิ่งมาทักทายเป็นระยะ
แถมยิ่งนานไป ยิ่งมาถี่ขึ้นๆ กำลังดันเนินอยู่ก็จื๊ดดดดด...ตดปุ๋ง จื๊ดดดด...หมดแรงกด ก็ต้องยอม ลงมาเข็นขึ้นก็ได้ฟระ
ระหว่าง CP2 -> CP3 นี้ผมลงมาเข็น 2 ครั้ง คือครั้งแล้วกับครั้งเล่า ฮ่าๆๆ (เอาจริงๆคือเยอะจนจำไม่ได้เลยครับ)
จะหาห้องน้ำมันก็มีแต่ป่า -___- กระดาษก็ไม่มี โอยยย นรกของแท้
ความเร็วผมช่วงนี้ตกลงมาเหลือประมาณ 6-7 กม./ชม. เท่านั้น

อดทนไปจนถึงจุดตรวจ ตชด. โอ้ววว เหมือนสวรรค์ทรงโปรด ห้องน้ำจ๋าาาา
เสร็จธุระออกมาก็เจอพี่ขานลกำลังปั่นผ่านพอดี ก็โดนแกแซวไปหน่อย ฮ่าๆ
หลังจากนี้ก็เลยปั่นไปด้วยกันพี่ชานลตลอดทางจนจบเลย
เข้าพื้นที่เนินอู่หลัง ที่ครึ่งแรกดันมายาวๆ ขากลับก็ฉิวเลย
เพราะเป็นเนินแบบโรลลิ่งนี่ล่ะ เวลาลงเนินมาแล้วถีบส่งต่อด้วยนี่แรงส่งก็เพียงพอให้ส่งจนถึงยอดเนินถัดไปได้
พอจับจังหวะได้ มันก็พุ่งไปเรื่อยๆสิครับ ช่างสนุกสนานยิ่งนัก ฮ่าๆ
CP3 -> Finish
ด้วยสภาพพื้นที่แบบที่เล่ามา ก็เลยสามารถมาถึง CP3 ได้ตอนประมาณ 4 โมงครึ่ง
ที่ CP3 นี่พักนานหน่อย หลักๆก็แวะโม้แวะคุยกับทีม ANPCC อยู่ร่วมครึ่งชม.
5 โมงกว่าแล้วถึงค่อยออกปั่นต่อ
ตอนขามานี่ลงเนินยาวๆจากยอดเนินหินกอง ขากลับก็ต้องดันเนินยาวๆ (ยังดีที่ไม่ชัน)กลับไปยอดเนินสิครับ
ส่วนขาลงนี่ เนื่องจากเนินมันชัน ตอนลงมันก็ทิ้งดิ่ง ปล่อยไหลจากยอดได้ speed 65 กม./ชม.
จะเร็วกว่านั้นไม่ไหวแล้ว ความเร็วสูงจรรถส่ายน่ากลัวมาก กลัวจะกลายเป็นหมูแดงก่อนเข้าเส้นชัย
พ้นจุดนี้ก็ปรับเส้นทางเลี้ยวเข้าสวนผึ้ง แวะกินข้าวเย็นแล้วก็ปั่นฟรุ้งฟริ้งกลับจอมบึงกัน
แต่พอมาถึงราชฎัฎ ระยะทางรวมผมไม่ถึง 200 กม. ก็เลยต้องไปวนในราชภัฎมาอีกรอบให้ไมล์ขึ้นครบ 200 กม.
สิริระยะทางและเวลารวม 200.18 กม. ในเวลา 13:06 ชม.
สนามนี้ผมว่าหลายๆคนน่าจะชอบกันนะครับ เส้นทางสวยๆกัยอากาศเย็นๆในตอนเช้า/เย็น แต่ตอนแดดออกนี่ก็ร้อนตับแตกนะฮะ
สำหรับผมครั้งที่ผ่านแบบไม่บอบช้ำมาก ส่วนนึงก็น่าจะเพราะอากาศด้วยล่ะครับ
ไม่ได้เจอแดดร้อนๆสักเท่าไหร่ ถ้ามาปั่นเส้นนี้แล้วโดนปิ้งย่างคงจะเหนื่อยกว่านี้แน่นอน
หลังจาการได้ลองสนาม PBP Grade สนามนี้แล้วบอกเลยว่า 600BRM ไทรโยค ปลายเดือนพฤศจิกายนนี่โหดหินใช่ย่อย
แต่สำหรับสนาม 200 จอมบึงนี้ นับเป็นสนามที่ประทับใจในหลายๆส่วนมากครับ BRM เมื่อไหร่ไม่พลาดแน่นอน
อ้อที่จะตำหนิ/ขัดใจก็คงมีเรื่องรถ service ที่ไม่ทำตามกติกานี่ล่ะครับ
บางคันนี่หน้าด้านหน้าทนเกิ๊น เห็นขับตามตั้งแต่เช้ายันเย็น