เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย lucifer »

ในสังคมที่ต่างคนต่างเก่ง ต่างทำอะไรได้ด้วยตนเอง หากไม่มีผู้นำ สังคมนั้นก็จะวุ่นวายและวิบัติลง

หัวใจก็เช่นกัน คนที่เก่งที่สุด ก็คือ ส่วนที่เกิด AP ได้เร็วที่สุด และนำขบวนทั้งหมดให้คล้อยตามมันไปให้ได้ ซึ่งก็จำเป็นต้องมีกลไกที่สำคัญหรือทางด่วนสำหรับนำข่าวสาร คราวนี้มารู้จักท่านผู้นำสูงสุด และเหล่าทีมงาน

1. SinuAtrial Node หรือ SA node มันคือผู้นำสูงสุดแห่งจิตวิญญาณของหัวใจ :lol: SA node จะเป็นส่วนของหัวใจที่อยู่แถวๆหัวใจห้องบนขวาต่อกับหลอดเลือดดำใหญ่ที่เทเลือดคืนเข้าหัวใจ , SA node จะเป็นตัวกำหนดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยการเกิด AP ก่อนใครๆ APที่เกิดขึ้นจาก SA node จะส่งผ่านไปตามกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนขวาและห้องบนซ้าย แล้วส่งไปยังทีมงาน การเกิด APของเซลกล้ามเนื้อหัวใจและการส่งผ่านAPไปนี้ ใช้เวลารวดเร็วมาก เร็วจนกล้ามเนื้อหัวใจยังไม่ทันหดตัว มันก็ส่งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

2. AtrioVentricular Node หรือ AV node มันคือ รองหัวหน้าใหญ่ APจากSA node ที่ส่งผ่านกล้ามเนื้อหัวใจห้องบน ก็จะมาถึง AV node ซึ่งอยู่ในผนังแบ่งหัวใจซีกขวากับซ้าย ในบริเวณรอยต่อระหว่างหัวใจห้องบนกับห้องล่าง APจากหัวใจห้องบนก็จะมากระตุ้น AV node ให้เกิด AP ตามไปด้วย แล้วยังไง ถัดจาก AV node ก็จะมีเนื้อเยื่อพิเศษที่มีความสามารถในการนำไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ( เกิด AP ได้อย่างรวดเร็ว )แทรกอยู่ระหว่างผนังกั้นหัวใจห้องล่างขวา-ซ้าย หรือ เรียกว่า AV bundle

AV bundle จะแตกแขนงกลายเป็น fiberแยกย่อยกระจายไปทั่วหัวใจห้องล่างทั้ง 2 ห้อง

ข่าวสารจาก SA node จึงส่งผ่านหัวใจห้องบน เข้าสู่ AV node แล้วกระจายไปยังหัวใจห้องล่างทั้ง 2 ห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่APของหัวใจห้องบนจะลามลงไปถึง หัวใจห้องล่างทั้ง2ห้องก็จะเกิด APขึ้นแล้ว

จังหวะการเต้นของหัวใจจึงเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย lucifer »

SA node ถึงมันจะทำงานโดยอัตโนมัติ มีเกิดดับ เกิดดับ ตลอดเวลาก็จริง แต่มันก็ยังมีปัจจัยที่มาควบคุมหรือยังมีกรรมมากำกับ ฮ่า ฮ่า

ปัจจัยสำคัญก็จะมาจากภายนอกและภายใน

ว่ากันที่ภายนอกก่อน

อุณหภูมิของเลือดที่ร้อนขึ้นจะส่งผลให้ SA node เพิ่มอัตราการทำงานให้สูงขึ้นไปอีก หากเราเคยคุ้นเคยกับ Maximum HR ในห้องแอร์มาตลอด แล้วเราไปจัดหนักจัดเต็มในวันที่อากาศร้อนจัดๆและระบบระบายความร้อนในร่างกายเริ่มด้อยประสิทธิภาพลงเราจะได้ค่า new Maximum HR ที่สูงกว่าเดิมได้อีก เพราะเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะ hyperthermia

พระเอกจริงๆจะมาอยู่ที่ระบบประสาทอัตโนมัติส่วน Sympathetics ระบบประสาทส่วนนี้จะส่งผลทั้งทางไฟฟ้าและทางกลไกต่อหัวใจ โดยจะกระตุ้น SA node ให้ตื่นเต้นขึ้น เร่งจังหวะในการทำงานให้มากขึ้น ทำให้ HR เพิ่มขึ้น , ส่งผลให้กล้ามเนื้อห้องล่างบีบตัวได้แรงขึ้น ส่งผลให้ SVเพิ่มขึ้น เมื่อ SV กับ HR เพิ่มขึ้น CO ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทบเท่าทวี

ติดตามต่อ เรื่องหลักกำลังมา
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย lucifer »

แล้วปัจจัยภายในหละ

ปัจจัยภายในนี่แหละที่เป็นตัวกำหนดความสามารถของอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงสุด และไม่อาจจะไปแก้กรรมอะไรกับมันได้ด้วยการฝึกใดๆได้เลย สิ่งนั้นก็คือสังขาร

ความสามารถสูงที่สุดที่ SA node จะสามารถระเบิดจังหวะออกมานั้น มันเป็นเรื่องของสังขารซึ่งเป็นอนิจจัง
จากการศึกษาและวิจัยทั้งในและนอกร่างกาย เราก็จะพบว่าเมื่อเร่งหรือกระตุ้น ให้SA node ทำงานได้สูงสุดเท่าที่มันจะทำงานได้แล้ว เราก็จะไม่สามารถเร่งให้มันไปได้เร็วกว่านั้นอีก เร่งอย่างไรก็ไม่สามารถเร่งได้

และที่สำคัญเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถทางด้านไฟฟ้าก็จะลดลง ส่งผลให้ SA node ไม่สามารถกำหนดจังหวะอัตราการเต้นของหัวใจสูงสูดได้มากเท่ากับเมื่อยังเยาวัย


บางคนอาจจะโลภ อยากได้ค่า Maximum HR ที่สูงมากๆ เพราะคิดว่านั่นจะทำให้ Cardiac output หรือ งานของหัวใจมากขึ้นตาม

แต่ธรรมชาติหรือท่านผู้ใดก็ตามที่ออกแบบมนุษย์ไว้ ได้เล็งเห็นแล้วว่า เมื่อหัวใจเต้นได้เร็วมากถึงค่าๆหนึ่ง LVEDVก็จะลดลงไปเรื่อย และเมื่อHRยังเร็วได้อีก LVEDVก็จะลดลงต่ำกว่าที่ HRจะชดเชยให้ค่า COคงที่หรือเพียงพออยู่ได้

เมื่อ CO ลดลงจนถึงจุดๆหนึ่ง เลือดที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเองก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ( งานหนักแต่กินน้อย) ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนั้น ก็คงได้เจอกับเพื่อนๆในศาลาพิธีศพเป็นแน่

การที่ Maximum HR ถูกลอคเอาไว้ด้วยสังขาร จึงเป็น Safety lock ป้องกันไม่ให้หัวใจเต้นเร็วจนเกินความสามารถที่จะรับเลือดได้ทัน และเกินความสามารถที่จะส่งเลือดได้พอ

มันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเข้าใจ
สิ่งเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์ ถูกพิสูจน์ ถูกทดลอง วิจัย และพยายามหาข้อโต้แย้งกันมาโดยตลอด

ความจริงก็คือความจริง ไม่ใช่สิ่งที่จะมามโนกันเอาเอง

ข้อเท็จจริงเพียงประการเดียวสำหรับคนที่มโนเอาเองว่า Maximum HeartRate สามารถเพิ่มขึ้นได้จากการฝึก ก็คือ Valid Maximum Heart Rate ที่แท้จริงยังไม่ถูกค้นพบ เนื่องจากยังไม่เคยที่จะเข้าถึงหนทางแห่งการค้นพบนั้น
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย lucifer »

แน่นอนครับ มันเป็นเรื่องยาก
สอนนักศึกษาแพทย์ให้เข้าใจเรื่องสรีรวิทยาของหัวใจนั้น ยังต้องสอนกันถึง 5ชั่วโมง และต้องทำ lap ให้เห็นกันจริงๆอีก 2-3 lap
รวมถึงต้องสังเวยชีวิตของสัตว์ทดลองเพื่อการเรียนรู้ไปอีกเท่าไหร่

จากวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์ ค้นคว้า วิจัย และโต้แย้ง กันจนได้ข้อสรุป ผลของการฝึกมีผลต่อหัวใจดังต่อไปนี้
1. กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้นและแข็งแรงขึ้น สามารถเพิ่มแรงบีบตัว เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดที่ส่งออกจากหัวใจต่อการหดตัว 1 ครั้ง พูดง่ายๆ Stroke volume เพิ่มขึ้น
2. ภายใต้การฝึกแบบ aerobic หรือ Endurance อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม สามารถเพิ่ม LVEDV ได้ ซึ่งส่งผลให้ Stroke Volume เพิ่มขึ้นได้อีก เมื่อร่วมกับข้อ 1. ก็ยิ่งเสริมกันเข้าไป
3. ผลของข้อ 1+ 2 หัวใจจะบีบตัวช้าลง เพราะเมื่อ Stroke vol เพิ่มขึ้น การลด HR เพื่อให้ได้ค่า cardiac outputเท่าเดิมก็เป็นสมการง่ายๆที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมาย
4. จากข้อ 3. เมื่อ HR ลดลง ส่งผลให้ Resting HR ลดลงตามมา ก็จะส่งผลให้ Heart Rate Reserve ( HRR ) มีค่าเพิ่มขึ้น
5. จากเหตุผลที่อธิบายไปอย่างยืดเยื้อน่าเบื่อ และเข้าใจยาก สรุปมาแล้วว่า ทำอย่างไรก็ตาม เราไม่มีทางที่จะเพิ่มค่า valid maximum heart rate จากการฝึกได้เลย ( ยกเว้นอุ่นเลือดให้ร้อนขึ้น ---> แค่คิดจะทำ ก็คงโดนหาว่าบ้าแล้ว ) แต่มีผลการศึกษาที่สรุปมาแล้ว และพบด้วยตัวเองก็คือ ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเพิ่มค่า Max HR ได้ แต่ผลของการฝึกสามารถประคองหรือหน่วงไม่ให้ค่า Max HR ลดลงไปตามสัดส่วนของอายุ ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับกลุ่มนักกีฬาที่ถูกฝึกฝนมาตั้งแต่อายุน้อยๆ นักกีฬากลุ่มนี้จะมีค่า Max HR ที่สูงกว่าคนอายุเท่าๆกันที่ไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน

ตอนที่ผมอายุ 40 ปี ผมเคยได้ valid maximum HR ที่ 184 bpm ในห้องแอร์ และได้ถึง 186bpm ในวันที่อากาศร้อนจัด
ผลของการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะหยุดไปบ้าง Maximum Heart Rate ล่าสุดที่ทำเอาไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ( ด้วยวัย 53ปีปลายๆ ) คือ 181 bpm ซึ่งผมเองเชื่อว่ายังไม่ใช่ค่า valid เพราะอาการในขณะนั้นยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่า Maximum HR

สุดท้าย ความรู้ใหม่ที่ผมได้มาจากภาพ XRay ทรวงอกของนักไตรกีฬาสตรีอายุน้อยคนหนึ่ง ( บัณฑิตแพทย์จากอังกฤษ เจ้าของฉายาในวงการไตรกีฬาว่า Demon legs ) ผลของการฝึกที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนาตัวขึ้นนั้น ไม่ได้มีผลเฉพาะหัวใจห้องล่างเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนด้วย ซึ่งนั่นมีความหมายชัดเจนว่า เมื่อHRสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นักกีฬาที่ผ่านการฝึกมาอย่างมาก หัวใจห้องบนจะสามารถเพิ่มเลือดลงไปfillหัวใจห้องล่างซ้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าคนทั่วไป ทำให้ LVEDVไม่ลดต่ำลงมาเหมือนกับคนที่ไม่ได้รับการฝึก นั่นก็คือ ที่HRสูงๆ นักกีฬาที่ผ่านการฝึกมานาน ก็ยังมีประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่มากเพียงพออยู่ดี


จบครับ
ขออภัยเจ้าของกระทู้ คุณgiroที่เข้ามาแทรกเนื้อหาซะยาวเหยียด
แต่ในแวดวงวิชาการแล้ว การโต้แย้งในความคลาดเคลื่อนของบทความถือว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าของบทความเช่นกัน ไม่ได้เป็นการหักหน้ากันแต่อย่างใด
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
SakonL
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 302
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 2015, 06:00

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย SakonL »

support คุณหมอครับ เยี่ยมมาก
paiboon09
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 148
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2011, 10:30
Tel: 0866360966
team: โบราณขาแรง
Bike: ชวินทร์

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย paiboon09 »

ขอบคุณพี่luciferมากๆครับที่สละเวลามาบรรยายให้ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย giro »

ผมนี่รอพี่หมอลูฯมาเลยทีเดียว ...
เพราะผมเองก็เข้าใจว่า maxHR ไม่สามารถเพิ่มได้และเป็น phusical(กายภาพ)ที่มีขีดจำกัด ในเนื้อหาที่อ่านมาเพื่อย่อยสร้างบทความนี้ก็มีพูดถึงประสิทธิภาพของการปั๊มเลือดและการทำงานของหัวใจห้องบนที่ลดลงจากการทำงานที่ถี่ขึ้นของการออกำำลังกายที่หนักมากๆเช่นกัน แต่บังเอิญมันมีบทความตัวหนึ่งที่อ่านไว้นานแล้วของมหาวิทยาลัยในอังกฤษที่ทำการวิจัยนักวิ่ง 1500 เมตร ที่พบว่าแนวโน้มของการทำงานทั้งสี่ห้องสามารถพัฒนาขึ้นไปได้ด้วยการพัฒนากล้ามเนื้อหัวใจที่สมบูรณ์ทั้งหมด รวมถึงในกรณีของนักกีฬาที่ผ่านการฝึกซ้อมมาคตั้งแต่อายุน้อยมากๆพบว่านอกจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาและแกร่ง ยังมีปริมาตรของหัวใจที่มากกว่าคนปกติ (ซึ่งเป็นเรื่องที่พบในนักจักรยานเฃ่นกัน ผมกะว่าจะแปลเรื่องปริมาตรหัวใจของนักจตักรยานนี่แหละในโอกาสหน้า) ซึ่งในเด็กกลุ่มนี้นั่นเองที่พบว่าในช่วงอายุ 17-23 ปีที่ติดตามผล นอกจากค่าสูงสุดไม่ลดลงแล้ว ยังพบว่าสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นที่ความถี่สูงมากๆ รวมถึงพบว่าอัตราการเต้นก็มากขึ้นตามไปด้วย แต่สัดส่วน % ที่เพิ่มนั้นยังคงอยู่ที่ 1-1.5% ของอัตราการเต้นเดิม อย่างไรก็ดีถึงแม้สัดส่วนจะน้อยมากๆแต่รวมกับอายุที่มากขึ้นที่อัตราการเต้นของหัวใจควรจะลดลง(หรืออย่างมากก็เท่าๆเดิม) จึงเป็นจุดสังเกตุที่น่าสนใจว่าอะไรคือเบื้องหลังตรงนั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่อ้างอิงแหล่งที่มามากกว่า 1 แหล่งก็คือเรื่องของ mental factor ที่จับเอาคนธรรมดามาจัดการทดสอบหาค่า max เพื่อศึกษาผลของการทำงานของสมองที่มีผลกับคำว่า"เหนือ่ย" พบว่าสมองมีการทำงานเพื่อพยายามสื่อสารให้ร่างกาย"หยุด" การออกำลังกายให้ได้ก่อนจะบรรลัย ที่ระดับความหนักหนึ่ง ต่อมาจับเอาเจ้ากลุ่มทดลองไปออกกำลังกายตามการควบคุม แล้วกลับมาทดสอบใหม่ตามระยะเวลากำหนดพบว่า การทำงานของสมองแบบเดียวกันมีบทบาท"ช้า"ลงกว่าเดิม ทั้งๆที่โดยกายภาพร่างกายทำงานหนักเท่าเดิม แต่สมองถูกหลอกให้ชินและประวิงเวลาออกไปได้ ซึ่งส่งผลตรงกับค่า max ที่ทดสอบได้ด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงก่อนถึง maqx ที่แรกเริ่มทดสอบสมองพยายามสั่งให้กลุ่มตัวอย่างหยุดและกลุ่มตัวอย่างเหนื่อยมากๆๆๆ กลับอยู๋ได้นานขึ้น กลุ่มตัวอย่างก็ทำแบบสอบถามว่ารู็สึกเหนือ่ยน้อยลงและไปได้อีก จนกระทั่งผ่านไปจนบการศึกษา ก็พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด สามารถทนต่อการออกกำลังกายหนักๆได้นานยิ่งขึ้นกว่าเดิม และเข้าถึง valid max ได้ และมีบางส่วนที่มีแนวโน้มจะสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก

ตัวอย่างที่ผมยกตัวเอง ผมมองว่ามันคือเรื่องของ"จิตใจ"ล้วนๆครับแต่เมื่อได้อ่านเนื้อหาพวกนี้เข้าหลายๆแหล่ง ก็บางอ้อว่าไอ้เรือ่ง"จิตใจ" ที่ว่ามันมีที่มาจากกลไกการทำงานของร่างกายเรานี่เอง ความสงสัยผมเกิดกับตัวเองนี่แหละครับ กับคนที่หยุดขี่จักรยานไปเลยเป็นปีๆ กลับมาขี่ใหม่ ทำไมหัวใจผมมันหายไปไหนตั้งเป็นสิบๆตุ้บต่อนาที?? จะว่า"ปอด"(อาการหางจุกตูด) ก็ไม่น่าใช่เพราะเราเอง(คนปั่นจักรยาน)ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาหายใจไม่ทันหัวใจเต้นเร็วมากๆเหนื่อยเจียนตายกันมาแล้วทั้งนั้น แต่คราวนี้ร่างกายกลับไม่ไปเอาดื้อๆ ขี่ยังไงจะทดสอบหาค่า max ก็ไม่ขึ้น (แต่สิ่งที่น่าฉงนคือ LTHR ไม่เปลี่ยนไปมาก ซึ่งแปลว่าช่วงอะแนโรบิคแคบสิ้นดี แต่ LT ปั๊บ แป๊บๆเดียวระเบิดตายเลย) จะว่าหายไปสองปีกว่าระบบหัวใจห่วยลงก็ไม่น่าถึงขนาดนั้น

เลยไปหาอ่านเรื่องจิตวิทยาการออกกำลังกายและ"ความเหนือ่ย" พบตามที่เขียนครับว่า ความเหนื่อยมันเป็นกลไกตอบสนองของสมองด้วยส่วนหนึ่งนั่นเอง จากนั้นก็ไม่พยายามทดสอบหาอีกแต่เดินหน้าซ้อมต่อไป (จะหาเพื่อให้ได้โซนที่มันเป๊ะๆ) และผลก็เป็นไปตามที่อ่าน นอกจากประสิทธิภาพของการทำงานระบบต่างๆพัฒนา ร่างกายก็ค่อยๆถูก"หลอก"ให้เหนื่อยยากขึ้น จนล่าสุดจู่ๆก็ทะลุสองร้อยไปได้ยังไง(หว่า) สิ่งที่น่าพึงพอใจเมื่อขยับอัตราการเต้นจัดโซนใหม่พบว่า โซนต่างๆเข้าใกล้ตารางของหมอคอร์แกนมากขึ้นเยอะเลย และช่วงโซนบนๆที่ปกติเหลื่อมกันมากๆ(FTHR : FTP) มันตรงกันมากขึ้นเยอะ
เพราะระยะหลังๆอัดทั้ง LT ยาวๆ และ VO2max ซึ่งรู้สึก"เหนื่อย" สุดๆตอนปั่น แต่ปั่นเซ็ทไปแล้วก็หายเหนื่อยกลับมาเซ็ทอีกก็เหนื่อยสุดๆอีกรอบ ทำซ้ำๆกันไปเรื่อยๆ

ไอ้กระผมก็ไม่ได้ค้นหาคำตอบหรอกว่าสุดท้ายแล้ว ..มันเกิดกระบวนการทางร่างกายแบบที่อ่านมารึเปล่านะครับ แต่ผมค่อนข้างเชื่อและมั่นใจในกระบวนการความรู้สึกจากกลุ่มเพื่อนๆที่ถูกหลอกมาปั่นจักรยานด้วยกันว่าแท้ที่จริงปัจจัยที่มีผลต่อค่า valid max มันคือกระบวนการทางความคิดที่มีผลมาจากกลไกทางชีวภาพมากกว่าแค่เรื่อง"ฟิลลิ่ง"

มีอีกบทความที่อ่านเจอแต่ไม่เจอแหล่งอื่นที่ตรงกันศึกษาเรื่องการทนต่อความเจ็บปวด(pain)ของการออกกำลังกายของนักกีฬาชนิดทนทานสูงอย่างจักรยานและวิ่ง เค้าพบว่าเมื่อออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่ง(เครื่องติด) ทำการทดสอบความเจ็บปวดต่างๆ เกิดเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าพวกนี้รู้สึกเจ็บน้อยลงกว่าเดิมและน้อยกว่าคนปกติ ซึ่งศึกษาการทำงานของสมองก็พบการตอบสนองในลักษณะเดียวกัน ผมพยายามหาต่อเพราะเชื่อว่าคงมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับสารต่างๆที่สมองสั่งแต่ก็ไม่พบข้อมูลที่ลึกไปกว่านั้น(น่าเสียดาย)

สิ่งที่ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านก็คือ ...บางครั้งเนื้อหาที่มีอยู่ในแหล่งต่างๆนั้น มีทั้งถูก และผิด รวมทั้งบริบทของสิ่งต่างๆย่อมมีแตกต่างกัน ด้วยปัญหาด้านลิขสิทธิของบางแหล่ง(ที่แอบโหลดมาอ่าน อิอิ) จึงไม่สามารถแปลมาลงกันเต็มๆได้ รวมถึงบางเรื่องที่มันยาวมากๆ จะย่อยลงมาให้อยู่ในกรอบที่อ่านได้ก็คงลำบาก จึงไม่แปลกเลยครับที่มีการโต้เถียงกัน แม้แต่เรื่องการดื่มน้ำที่ล่าสุดมีผลวิจัยว่า การจิบน้ำทีละนิดได้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการดื่มน้ำทีละเฮือกในช่วงความหนักของการออกกำลังระดับสูง อันนี้เจอแต่จั่วหัว ยังหาตัวเนื้อหาจริงๆไม่ได้ ผมว่าตัวนี้ถ้าแปลมาลงต้องมีการโต้เถียงกันยับอย่างแน่นอนครับ

แต่อย่างที่หมอลูฯกล่าวเอาไว้ครับ การโต้เถียงกัน เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์มากๆครับ ผมไม่ถืออัตตาทิฐิของสิ่งที่นำเสนอ และสนับสนุนให้เกิดการถกเถียงกันในด้านเนื้อหาด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายคนอ่านคือผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอย่างแน่นอน ทั้งผมและหมอลูฯไม่มีใครบรรลุนิพพานหรือได้มรรคผลอะไรจากการเอาเนื้อหามาคุยกัน แต่หวังเพียงอย่างเดียวว่าจะยังประโยชน์แก่เพื่อนนักปั่นครับ

ขอบคุณอย่างมากอีกครั้งหนึ่ง
ปล.แต่ผมสนใจเรื่องกระบวนการตอบสนองของสมองจริงๆนะ ...มันอาจจะดูเป็นเรื่องของ"ใจ" แต่ถ้ามันเป็นกลไกที่มีเหตุและผล มันย่อมแปลว่า มันมากกว่าแค่จิตวิทยา
ปล2.
angza เขียน:คือ ค่า max hr. ที่ดูเหมือนเพิ่มขึ้น
มันเป็นไปได้มั้ยครับ
ว่าจริงๆแล้ว มันก็ max ของมันเท่านั้นอยู่แล้ว
(หรืออาจจะมากกว่านั้น)

แต่ว่าการฝึกที่ถูกต้อง
ทำให้ร่างกาย แข็งแรงขึ้น
เลยสามรถ ไปถึงจุดนั้นได้
เลยได้พบค่าใหม่ๆที่สูงขึ้น
(ซึ่งจริงๆมันก็สูง
ของมันเท่านั้นนั่นแหล่ะ)


ผิดถูก ประการใด รบกวนแก้ไขครับ
ผมก็เชื่อเช่นนั้นจึงให้น้ำหนักไปทางจิตใจมากกว่ากายภาพครับ แต่อย่างที่วส่ามาคือมันมากกว่าแค่"ใจ"เพราะที่มามันก็มาจากกระบวนการในสมอง เพราะคนหลายๆคน(รวมถึงผมเมื่อปีกว่าๆที่กลับมาปั่น) อัดให้ตายยังไงก็ไม่ไปแล้วครับ ขนาดบอกตัวเองว่าสองปีก่อนเราทำได้ มันก็ไม่ไปเหมือนหัวใจมันประท้วงดื้อๆว่า"เอ็งจะไปก็ไปข้าไม่เอาแล้ว" และมันก็ค่อยๆหายดื้อตามที่เล่าครับ ... แต่ให้อัดทะลุสองร้อยอีกทีไม่รู็จะทำได้หรือเปล่านะครับ มันมารวมกันทั้งบรรยากาศ อากาศ และคาเฟอีนที่อัดเข้าไปด้วย ค่าพีคๆพวกนี้มาจากตอนแข่งหรือบรรยากาศเหมือนแข่งทั้งนั้นเลย ซ้อมระเบิดยังไงร้อยเก้าสิบก็กลัวตายแล้ว
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
pairuch
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 673
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2010, 13:03
Bike: -

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย pairuch »

ยอดเยี่ยมเลยครับ... ขอบคุณ
HIllFighter
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 107
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 07:35
Tel: ...
team: ...
Bike: giant tcr slr

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย HIllFighter »

ผมไม่ได้เข้ามาอ่านอาทิตย์กว่า พึงมาเจอโพสท์มันเพิ่มมาอีกหนึ่งหน้า หลังจากกลับไปซ้อมด้วยทิฐิว่าตรูไม่ได้ผิดปกติ maxhr มันต้องตรงกับชาวบ้านเค้าสิ (ตามสูตรได้190) อัดไป 150 ครั้ง (ถ้าตามสูตรแล้วนี่แค่ 80%) ตันครับดันต่อไม่ขึ้น คิดในใจแค่ 80% งั้นแช่ยาวเลย ซ้อม tempo ชั่วโมงกว่าๆ กลับถึงบ้าตาลาย จะอ้วก แถมน่ากลัวที่สุดเลยคือ เจ็บหน้าอกซ้ายไปสองวันหยุดซ้อมเลยครับ สรุปผมต้องตั้งโซน hr ใหม่ใช่ใหมครับ กลัวตายขึ้นมาทันที
รูปประจำตัวสมาชิก
pomroland
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2742
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2013, 00:19
Bike: Specialized

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย pomroland »

ปักไว้อ่านด้วยครับ
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย giro »

ความน่ากลัวมันอยู๋ที่สภาพแวดล้อมด้วยนะครับ
วันก่อนปั่นซ้อมกลางห้าง อากาศเย็นก็จริง(แร์) แต่ไม่มีลมเลย ดังนั้นพอซ้อมไปเรื่อยๆ ความร้อนในร่างกายก็สูงขึ้นๆ ยิ่งพอลาก sweet spot นานๆ สลับไป LT ต้นๆนิดๆ ร่างกายก็ร้อนขึ้นๆ และผลที่ตามมาคือหัวใจไปค้างอยู่ที่ 190+ ทั้งๆที่ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากนัก แต่เมื่อมองไปเห็นหัวใจเต้นจะตกใจ รู้สึกว่าหัวใจเต้นถี่มาก และถ้าทะลึกไป LT มากๆ จะไปอยู๋ที่สองร้อยกว่าๆ ถ้าดื้อก็จะทะลุ 210 ไปแบบไม่ยากเย็น ... ความเหนื่อยไม่ได้มากกว่าเดิม เหงื่อท่วมท้น จิบน้ำ ดื่มน้ำเข้าไปเป็นอูฐ

พอลดความหนักลงมาเข้าโซน 2 ต้นๆปลายโซน 1 รูดซิป นั่งปั่นตัวตรงรับลมให้ร่างกายระบายได้เต็มที่ หัวใจลดลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังสูงกว่าปกติ ทั้งๆที่โซนนั้นน่าจะอยู่แค่ 120-130 แต่อยู่ที่ 150+ พอเริ่มปั่นต่อก็พุ่งกลับไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นการปั่นที่หัวใจลาก 170-190 นานเป็นสิบนาที

สุดท้าย... เลิกซ้อมครับ มันเพี้ยนไปหมดแล้ว ถ้าเอาหัวใจมาตั้ง ออกแรงเป็นแมวกลิ้งเล่น ถ้าเอาวัตต์มาตั้ง กลัวจะตายคาห้างดัง เพราะหัวใจเต้นเร็วมากๆ รัวอยู๋ในอก ตอนปั่นหนักเหงื่อออกเยอะมาก ร้อนจริงๆ แต่พอเลิกปั่นได้ไม่นาน คูลดาวน์ลงมายืน ต้องรีบไปเปลี่ยนชุด เพราะหนาว ... ตอนแรกเข้าใจว่าเปิดแอร์ระดับห้างดังกลางกรุงคงซ้อมได้ดีแน่
ตอนนี้ผมยังหวั่นๆกับอัตราหัวใจวันนั้นอยู๋เลย เห็นเลขแล้วกลัวครับ เออ ถ้ามันสูงขนาดนั้นแล้ว LTHR ผมอยู๋ซัก 170 เหมือนเดิมนะจะเจ๋งมาก ... แต่ทุกอย่างมันสูงพรวดตามไปหมดนี่สิ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย lucifer »

ความเหนื่อย กับ ความฮีกเหิม บางครั้งมันก็เหมือนจะไม่ไปด้วยกันเท่าไหร่
บางคนอาจจะรู้สึกเหนื่อยแล้วหมดความฮีกเหิม
แต่บางคนก็มีความฮีกเหิม จนหมดความรู้สึกเหนื่อย

"ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ก็อาจจะจริง แต่กายเองก็มีข้อจำกัด

นานมามากแล้วที่ HRMเป็นของแพง หาซื้อยาก บางคนถึงกับต่อต้านว่าเป็นของฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น
"listening your body is enough !!! " ว่ากันซะขนาดนั้น

แล้วครั้งหนึ่งก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นในสนามแข่งเสือภูเขาที่นครสวรรค์ ซึ่งตรงกับหน้าร้อน ปีนั้นอากาศร้อนจริงๆ ( ระยะหลังๆนี่มันร้อนทั้งปี ถ้าฝนไม่ตกก็มีแต่หน้าร้อนหละ :mrgreen: )

ถ้าใครไม่เคยแข่งเสือภูเขามาก่อน จะไม่มีทางทราบเลยว่า การแข่งขันMTBนั้นโหดกว่าเสือหมอบเยอะ เพราะจะออกแรงกันจนHR ไปป้วนเปี้ยนแถวๆ Zone 4 กับ Zone 5 ไปยันเกจ์โดยไม่รู้ตัว ออกแรงกันอยู่ตลอดเวลา ปล่อยไหลก็หยุด และที่สำคัญคือ ถ้าเป็นการแข่งเสือภูเขาประเภท XC กันจริงๆ ที่ไม่ใช่เสือภูเขาทางเรียบเหมือนกับในปัจจุบันแล้ว เส้นทางจะไปวนเวียนกันในป่า เชิงเขา เชิงเนิน ต้องออกแรงสู้กับแรงดึงดูดของโลกตลอดเวลา ที่สำคัญคือ มันดูดกันไม่ได้ ไม่มีใครบังลมให้ก็ยังพอว่า แต่มันไม่มีลมมาระบายความร้อนให้ด้วย แล้วอากาศในป่าหรือชายป่าเนี่ยมันมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระเหยของเหงื่อเป็นอย่างมาก

งานนั้น นักปั่นสว.ท่านหนึ่ง ขาดใจตายคาสนาม ผมใช้คำว่า "ขาดใจตาย" เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
"ความฮีกเหิมมันฆ่าคนได้" ในเมื่อไม่มี HRM อากาศที่ร้อนจัดในหน้าร้อน เหงื่อที่ระเหยได้น้อยมาก workloadที่สูงมาก ทำให้HRขึ้นไปแช่แถวๆขีดแดงเอาง่ายๆ แช่นานๆจนไม่รู้ตัว ฮึกเหิมจนหมดความเหนื่อย

ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว สุดท้ายนายก็ใช้งานบ่าวจนขาดใจตายคางาน
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย lucifer »

ถามว่า "แล้วเราจะมีวิธีการฝึกให้หัวใจสามารถขึ้นไปแช่อยู่ที่โซนสูงๆ ได้นานต่อเนื่องขึ้นกว่าแต่เก่าได้ไหม ???"

จะเก่งแค่ไหน ก็มีข้อจำกัดทั้งสิ้นครับ นักบอลที่วิ่งกันตลอด 45 นาที ก็ยังต้องพัก
บาสเกตบอลที่วิ่งกันตลอดเกมก็ยังต้องแบ่งเกมออกเป็น 4 Quaters แทน ( แต่ก่อนแบ่งเป็นครึ่งแรกและครึ่งหลัง )

จริงแล้วเขามีวิธีการฝึกที่ดีกว่านั้น คือ เขาฝึกให้ทำงานที่หนักเท่าเดิมได้โดยใช้หัวใจที่เต้นช้าลงแทน
เกาะเปโลตองด้วยโซน 2 กระชากหนีเบรคอะเวย์ด้วยโซน 4 ยกบันไดพักเดียวหัวใจก็หล่นลงมาโซน 3 และ 2 ตามลำดับ

ในอดีต Miguel Indurain ชาวสเปนอดีตแชมป์จักรยานTour de France หลายสมัยติดต่อกัน ได้ถูกทดสอบและบันทึกไว้โดย University of Navarra ซึ่งตีพิมพ์ไว้โดยPenn State Sports Medicine Newsletterไว้ว่า บิ๊กมิก มีอัตราชีพจรในระยะพัก(resting heart rate)เพียง 28 ครั้งต่อนาที และที่แสดงถึงความฟิตแบบสุดๆก็คือ ในขณะที่ปั่นขึ้นเขาที่มีความชันในระดับปานกลาง ( moderate mountain climb ) บันทึกไว้ว่าอัตราชีพจรจะป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 150ครั้งต่อนาที แต่ภายในเวลาเพียง 30 วินาทีหลังจากที่พ้นยอดเนิน และเริ่มปั่นลงสู่ทางลาด อัตราชีพจรจะลดลงเหลืออยู่ในช่วง 60 ครั้งต่อนาที นอกไปจากนี้จากการตรวจวัดทางห้องปฏิบัติการสามารถวัดอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด ( เป็นการแสดงถึงความสามารถของร่างกายในการที่จะเอาออกซิเจนมาใช้ ยิ่งสูงยิ่งดี ) พบว่าภายในเวลา 1 นาที Miguel Indurainสามารถใช้ออกซิเจนได้สูงสุดถึง 88 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดของนักจักรยานทั้งโลกที่ถูกบันทึกเอาไว้ นอกจากนี้เมื่อถูกทดสอบด้วยระดับความหนักหน่วงที่สูงสุด ( maximum effort )หัวใจของมิเกล สามารถปั๊มเลือดได้ถึง 50 ลิตรต่อนาที ซึ่งเป็นจำนวน 2 เท่าของทั่วๆไป แกเป็นซุปเปอร์แมนมั๊ง (ไม่รู้สมัยนั้นเขาโด๊ปกันด้วยอะไรเหมือนกัน หรือ การจับโด๊ปยังไม่เจ๋งเท่ากับสมัยนี้ )
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
ภูน้ำฟ้า
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 153
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2015, 10:59

Re: เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฮาร์ทเรท สูงๆต่ำๆ สัมพันธ์อย่างไร

โพสต์ โดย ภูน้ำฟ้า »

กลับมาอ่านอีกรอบ ยังเต็มเปี่ยมด้วยความรู้เช่นเดิม ขอบคุณทั้งสองท่านครับ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”