ผมนี่รอพี่หมอลูฯมาเลยทีเดียว ...
เพราะผมเองก็เข้าใจว่า maxHR ไม่สามารถเพิ่มได้และเป็น phusical(กายภาพ)ที่มีขีดจำกัด ในเนื้อหาที่อ่านมาเพื่อย่อยสร้างบทความนี้ก็มีพูดถึงประสิทธิภาพของการปั๊มเลือดและการทำงานของหัวใจห้องบนที่ลดลงจากการทำงานที่ถี่ขึ้นของการออกำำลังกายที่หนักมากๆเช่นกัน แต่บังเอิญมันมีบทความตัวหนึ่งที่อ่านไว้นานแล้วของมหาวิทยาลัยในอังกฤษที่ทำการวิจัยนักวิ่ง 1500 เมตร ที่พบว่าแนวโน้มของการทำงานทั้งสี่ห้องสามารถพัฒนาขึ้นไปได้ด้วยการพัฒนากล้ามเนื้อหัวใจที่สมบูรณ์ทั้งหมด รวมถึงในกรณีของนักกีฬาที่ผ่านการฝึกซ้อมมาคตั้งแต่อายุน้อยมากๆพบว่านอกจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาและแกร่ง ยังมีปริมาตรของหัวใจที่มากกว่าคนปกติ (ซึ่งเป็นเรื่องที่พบในนักจักรยานเฃ่นกัน ผมกะว่าจะแปลเรื่องปริมาตรหัวใจของนักจตักรยานนี่แหละในโอกาสหน้า) ซึ่งในเด็กกลุ่มนี้นั่นเองที่พบว่าในช่วงอายุ 17-23 ปีที่ติดตามผล นอกจากค่าสูงสุดไม่ลดลงแล้ว ยังพบว่าสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นที่ความถี่สูงมากๆ รวมถึงพบว่าอัตราการเต้นก็มากขึ้นตามไปด้วย แต่สัดส่วน % ที่เพิ่มนั้นยังคงอยู่ที่ 1-1.5% ของอัตราการเต้นเดิม อย่างไรก็ดีถึงแม้สัดส่วนจะน้อยมากๆแต่รวมกับอายุที่มากขึ้นที่อัตราการเต้นของหัวใจควรจะลดลง(หรืออย่างมากก็เท่าๆเดิม) จึงเป็นจุดสังเกตุที่น่าสนใจว่าอะไรคือเบื้องหลังตรงนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่อ้างอิงแหล่งที่มามากกว่า 1 แหล่งก็คือเรื่องของ mental factor ที่จับเอาคนธรรมดามาจัดการทดสอบหาค่า max เพื่อศึกษาผลของการทำงานของสมองที่มีผลกับคำว่า"เหนือ่ย" พบว่าสมองมีการทำงานเพื่อพยายามสื่อสารให้ร่างกาย"หยุด" การออกำลังกายให้ได้ก่อนจะบรรลัย ที่ระดับความหนักหนึ่ง ต่อมาจับเอาเจ้ากลุ่มทดลองไปออกกำลังกายตามการควบคุม แล้วกลับมาทดสอบใหม่ตามระยะเวลากำหนดพบว่า การทำงานของสมองแบบเดียวกันมีบทบาท"ช้า"ลงกว่าเดิม ทั้งๆที่โดยกายภาพร่างกายทำงานหนักเท่าเดิม แต่สมองถูกหลอกให้ชินและประวิงเวลาออกไปได้ ซึ่งส่งผลตรงกับค่า max ที่ทดสอบได้ด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงก่อนถึง maqx ที่แรกเริ่มทดสอบสมองพยายามสั่งให้กลุ่มตัวอย่างหยุดและกลุ่มตัวอย่างเหนื่อยมากๆๆๆ กลับอยู๋ได้นานขึ้น กลุ่มตัวอย่างก็ทำแบบสอบถามว่ารู็สึกเหนือ่ยน้อยลงและไปได้อีก จนกระทั่งผ่านไปจนบการศึกษา ก็พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด สามารถทนต่อการออกกำลังกายหนักๆได้นานยิ่งขึ้นกว่าเดิม และเข้าถึง valid max ได้ และมีบางส่วนที่มีแนวโน้มจะสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก
ตัวอย่างที่ผมยกตัวเอง ผมมองว่ามันคือเรื่องของ"จิตใจ"ล้วนๆครับแต่เมื่อได้อ่านเนื้อหาพวกนี้เข้าหลายๆแหล่ง ก็บางอ้อว่าไอ้เรือ่ง"จิตใจ" ที่ว่ามันมีที่มาจากกลไกการทำงานของร่างกายเรานี่เอง ความสงสัยผมเกิดกับตัวเองนี่แหละครับ กับคนที่หยุดขี่จักรยานไปเลยเป็นปีๆ กลับมาขี่ใหม่ ทำไมหัวใจผมมันหายไปไหนตั้งเป็นสิบๆตุ้บต่อนาที?? จะว่า"ปอด"(อาการหางจุกตูด) ก็ไม่น่าใช่เพราะเราเอง(คนปั่นจักรยาน)ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาหายใจไม่ทันหัวใจเต้นเร็วมากๆเหนื่อยเจียนตายกันมาแล้วทั้งนั้น แต่คราวนี้ร่างกายกลับไม่ไปเอาดื้อๆ ขี่ยังไงจะทดสอบหาค่า max ก็ไม่ขึ้น (แต่สิ่งที่น่าฉงนคือ LTHR ไม่เปลี่ยนไปมาก ซึ่งแปลว่าช่วงอะแนโรบิคแคบสิ้นดี แต่ LT ปั๊บ แป๊บๆเดียวระเบิดตายเลย) จะว่าหายไปสองปีกว่าระบบหัวใจห่วยลงก็ไม่น่าถึงขนาดนั้น
เลยไปหาอ่านเรื่องจิตวิทยาการออกกำลังกายและ"ความเหนือ่ย" พบตามที่เขียนครับว่า ความเหนื่อยมันเป็นกลไกตอบสนองของสมองด้วยส่วนหนึ่งนั่นเอง จากนั้นก็ไม่พยายามทดสอบหาอีกแต่เดินหน้าซ้อมต่อไป (จะหาเพื่อให้ได้โซนที่มันเป๊ะๆ) และผลก็เป็นไปตามที่อ่าน นอกจากประสิทธิภาพของการทำงานระบบต่างๆพัฒนา ร่างกายก็ค่อยๆถูก"หลอก"ให้เหนื่อยยากขึ้น จนล่าสุดจู่ๆก็ทะลุสองร้อยไปได้ยังไง(หว่า) สิ่งที่น่าพึงพอใจเมื่อขยับอัตราการเต้นจัดโซนใหม่พบว่า โซนต่างๆเข้าใกล้ตารางของหมอคอร์แกนมากขึ้นเยอะเลย และช่วงโซนบนๆที่ปกติเหลื่อมกันมากๆ(FTHR : FTP) มันตรงกันมากขึ้นเยอะ
เพราะระยะหลังๆอัดทั้ง LT ยาวๆ และ VO2max ซึ่งรู้สึก"เหนื่อย" สุดๆตอนปั่น แต่ปั่นเซ็ทไปแล้วก็หายเหนื่อยกลับมาเซ็ทอีกก็เหนื่อยสุดๆอีกรอบ ทำซ้ำๆกันไปเรื่อยๆ
ไอ้กระผมก็ไม่ได้ค้นหาคำตอบหรอกว่าสุดท้ายแล้ว ..มันเกิดกระบวนการทางร่างกายแบบที่อ่านมารึเปล่านะครับ แต่ผมค่อนข้างเชื่อและมั่นใจในกระบวนการความรู้สึกจากกลุ่มเพื่อนๆที่ถูกหลอกมาปั่นจักรยานด้วยกันว่าแท้ที่จริงปัจจัยที่มีผลต่อค่า valid max มันคือกระบวนการทางความคิดที่มีผลมาจากกลไกทางชีวภาพมากกว่าแค่เรื่อง"ฟิลลิ่ง"
มีอีกบทความที่อ่านเจอแต่ไม่เจอแหล่งอื่นที่ตรงกันศึกษาเรื่องการทนต่อความเจ็บปวด(pain)ของการออกกำลังกายของนักกีฬาชนิดทนทานสูงอย่างจักรยานและวิ่ง เค้าพบว่าเมื่อออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่ง(เครื่องติด) ทำการทดสอบความเจ็บปวดต่างๆ เกิดเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าพวกนี้รู้สึกเจ็บน้อยลงกว่าเดิมและน้อยกว่าคนปกติ ซึ่งศึกษาการทำงานของสมองก็พบการตอบสนองในลักษณะเดียวกัน ผมพยายามหาต่อเพราะเชื่อว่าคงมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับสารต่างๆที่สมองสั่งแต่ก็ไม่พบข้อมูลที่ลึกไปกว่านั้น(น่าเสียดาย)
สิ่งที่ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านก็คือ ...บางครั้งเนื้อหาที่มีอยู่ในแหล่งต่างๆนั้น มีทั้งถูก และผิด รวมทั้งบริบทของสิ่งต่างๆย่อมมีแตกต่างกัน ด้วยปัญหาด้านลิขสิทธิของบางแหล่ง(ที่แอบโหลดมาอ่าน อิอิ) จึงไม่สามารถแปลมาลงกันเต็มๆได้ รวมถึงบางเรื่องที่มันยาวมากๆ จะย่อยลงมาให้อยู่ในกรอบที่อ่านได้ก็คงลำบาก จึงไม่แปลกเลยครับที่มีการโต้เถียงกัน แม้แต่เรื่องการดื่มน้ำที่ล่าสุดมีผลวิจัยว่า การจิบน้ำทีละนิดได้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการดื่มน้ำทีละเฮือกในช่วงความหนักของการออกกำลังระดับสูง อันนี้เจอแต่จั่วหัว ยังหาตัวเนื้อหาจริงๆไม่ได้ ผมว่าตัวนี้ถ้าแปลมาลงต้องมีการโต้เถียงกันยับอย่างแน่นอนครับ
แต่อย่างที่หมอลูฯกล่าวเอาไว้ครับ การโต้เถียงกัน เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์มากๆครับ ผมไม่ถืออัตตาทิฐิของสิ่งที่นำเสนอ และสนับสนุนให้เกิดการถกเถียงกันในด้านเนื้อหาด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายคนอ่านคือผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอย่างแน่นอน ทั้งผมและหมอลูฯไม่มีใครบรรลุนิพพานหรือได้มรรคผลอะไรจากการเอาเนื้อหามาคุยกัน แต่หวังเพียงอย่างเดียวว่าจะยังประโยชน์แก่เพื่อนนักปั่นครับ
ขอบคุณอย่างมากอีกครั้งหนึ่ง
ปล.แต่ผมสนใจเรื่องกระบวนการตอบสนองของสมองจริงๆนะ ...มันอาจจะดูเป็นเรื่องของ"ใจ" แต่ถ้ามันเป็นกลไกที่มีเหตุและผล มันย่อมแปลว่า มันมากกว่าแค่จิตวิทยา
ปล2.
angza เขียน:คือ ค่า max hr. ที่ดูเหมือนเพิ่มขึ้น
มันเป็นไปได้มั้ยครับ
ว่าจริงๆแล้ว มันก็ max ของมันเท่านั้นอยู่แล้ว
(หรืออาจจะมากกว่านั้น)
แต่ว่าการฝึกที่ถูกต้อง
ทำให้ร่างกาย แข็งแรงขึ้น
เลยสามรถ ไปถึงจุดนั้นได้
เลยได้พบค่าใหม่ๆที่สูงขึ้น
(ซึ่งจริงๆมันก็สูง
ของมันเท่านั้นนั่นแหล่ะ)
ผิดถูก ประการใด รบกวนแก้ไขครับ
ผมก็เชื่อเช่นนั้นจึงให้น้ำหนักไปทางจิตใจมากกว่ากายภาพครับ แต่อย่างที่วส่ามาคือมันมากกว่าแค่"ใจ"เพราะที่มามันก็มาจากกระบวนการในสมอง เพราะคนหลายๆคน(รวมถึงผมเมื่อปีกว่าๆที่กลับมาปั่น) อัดให้ตายยังไงก็ไม่ไปแล้วครับ ขนาดบอกตัวเองว่าสองปีก่อนเราทำได้ มันก็ไม่ไปเหมือนหัวใจมันประท้วงดื้อๆว่า"เอ็งจะไปก็ไปข้าไม่เอาแล้ว" และมันก็ค่อยๆหายดื้อตามที่เล่าครับ ... แต่ให้อัดทะลุสองร้อยอีกทีไม่รู็จะทำได้หรือเปล่านะครับ มันมารวมกันทั้งบรรยากาศ อากาศ และคาเฟอีนที่อัดเข้าไปด้วย ค่าพีคๆพวกนี้มาจากตอนแข่งหรือบรรยากาศเหมือนแข่งทั้งนั้นเลย ซ้อมระเบิดยังไงร้อยเก้าสิบก็กลัวตายแล้ว