หลายๆท่านที่มาปั่นจักรยาน มักจะเจอคำพูดที่ว่า "เจ็บแต่จบ" หรือ "เจ็บก็ยังไม่จบ" ซึ่งผมเองก็เป็นกลุ่มหลัง
หลังจากปั่นบน CycleOps มาได้ 2 เดือนกว่า เหมือนทุกอย่างจะจบ แต่อยู่ดีดีก็ดันอยากได้พวก Simulator มาลอง เพราะเข้าใจว่ามันจะทำให้เราปั่นได้นานขึ้น สนุกขึ้น และที่สำคัญอยากได้ Power Meter มานาน แต่ยังไม่มีตัวที่ถูกใจ ก็เลยไปลงตั้งรับ BKOOL ไว้ ด้วยความหวังที่ว่าจะได้เทรนเนอร์พร้อม Power Meter ในตัว แล้วก็ได้มาในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ต้องรีบปล่อย CycleOps ออกไปอย่างไว
BKOOL Pro ราคาประมาณ 29,900 บาท (แต่ผมซื้อมาสองมา)
ตัวนี้คงต้องเขียนยาวหน่อย เพราะรายละเอียดมันเยอะ
ตัวนี้เป็น Smart Trainer + Simulator คือสามารถจำลองการปั่นตามแผนที่ใน Google Map ได้ทุกที่ โดยจะแสดงเป็นภาพ 3 มิติ (ภาพจำลอง) หรือถ้าเป็นสถานที่ดังๆ ก็จะมีเป็น Video ให้เลือกด้วย มีสถานที่เลือกปั่นเยอะมากๆจนตาลาย แถมยังสามารถสร้าง Video การปั่นของเราเองได้ สามารถปั่นแข่งกันได้ มีแข่งกันอยู่ตลอด และสามารถแสดงค่าวัตต์ได้จากตัวเทรนเนอร์เลย
ข้อดี
- อันดับแรกเลยคือมันเป็น Smart Trainer + Simulator สามารถจำลองสภาพถนน ความชัน หรือแม้กระทั่งลม แล้วมาปรับความหนืดของตัวเทรนเนอร์ให้เรา ทำให้มันสมจริงมากๆ ในแง่ของความหนืด (ย้ำว่าในแง่ความหนืด) เวลาปั่นขึ้นเนิน ขึ้นเขา มันก็จะปรับให้หนืดขึ้น ลองปั่นขึ้นเนินความชัน 10% นี่เล่นเอาเหงื่อท่วมจริงๆ ไม่มั่นใจว่าปรับได้หนืดสุดแค่ไหน แต่รู้ว่ามันหนักเกินพอ เวลาปั่น บนแผนที่ก็จะโชว์ว่า ความชันตอนนี้กี่% และเหลือระยะทางอีกเท่าไหร่ ความชันต่อไปเป็นกี่ % ทำให้เราเตรียมตัวเปลี่ยนเกียร์รอได้เลย
- มีแผนที่ให้เลือกเล่นเยอะมากๆ ถึงแม้ว่าจะมีส่วนน้อยที่เป็น Video แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับชอบเป็นภาพ 3 มิติ มากกว่า เพราะดูง่ายกว่า และไม่ค่อยสะดุดระหว่างปั่น แต่ตรงนี้ก็ขึ้นอยูกับความเร็วเน็ตด้วย
- เวลาปั่นแข่ง มันกระตุ้นให้เราอยากปั่นได้อย่างเหลือเชื่อ คือปั่นแบบหัวใจอยู่ Zone 4 ตลอดก็ยังไหว (ถ้าปั่นบนเทรนเนอร์ปกติ คงผ่อนไปซะก่อน)
- ตัวเทรนเนอร์เองสามารถวัดความเร็ว และรอบขาได้เลย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ
- สามารถแสดงค่าวัตต์ได้ในตัว ซึ่งมีประโยชน์มาก สำหรับคนที่อยากลองกินวัตต์แบบผม เพราะลำพัง Power Meter ถูกสุดก็ 30,000 แล้ว ส่วน BKOOL ตัวนี้ เท่าที่อ่านรีวิวจากต่างประเทศ มันแสดงค่าวัตต์ได้แม่นยำพอสมควร Repeatability มันเพียงพอที่จะใช้อ้างอิงในการฝึกซ้อมได้เลย
- สามารถสร้าง Workout ได้ โดยอ้างอิงจากค่าวัตต์ หรือ Heartrate ก็ได้ เทรนเนอร์จะปรับความหนืดให้เองจนได้ค่าวัตต์ที่เราต้องการ
- ถ้าใช้โทรศัพท์ หรือ Tablet ที่รองรับ Ant+ (เช่นพวก Samsung หรือ Sony) สามารถโหลด App มาลง แล้วต่อตรงกับ Trainer ได้เลย ไม่ต้องใช้คอมเลย สะดวกมากๆ ผมใช้ต่อกับ Note 4 สะดวกกว่าต่อจาก Notebook เยอะ ไม่ค่อยมีปัญหา Hang ด้วย
- ไม่ต้องปรับความแน่นของตัวลูกกลิ้ง เพราะใช้น้ำหนักของเรากับจักรยานในการกดลูกกลิ้งลงไปเลย แต่ตรงนี้ก็มีข้อเสีย ไว้จะเล่าให้ฟัง
ข้อเสีย
- ต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (หรือมือถือ) และอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ถ้าไม่ต่อคอม ต่อให้เราเสียบไฟแล้วไปปั่น มันก็จะเป็นแค่เทรนเนอร์ราคา 2,000 บาท ตามท้องตลาด มีความหนืดนิดๆ ไม่สามารถปรับอะไรได้เลย
- งานประกอบ และวัสดุที่ทำตัวเทรนเนอร์ค่อนข้างแย่ ไม่สมราคา 30,000 บาทเลย ดูผิวเผินเหมือนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์กิ๊กก๊อกจากจีน
- โครงสร้างดูแล้วยังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะน้ำหนักตัวที่เบามาก
- ตัว Software ในคอมยังไม่ค่อยเสถียร บางทีกำลังปั่นมันส์ๆแล้วเด้งออกมา หงุดหงิดมาก
- การที่ไม่มีตัวล็อกลูกกลิ้ง แต่ใช้น้ำหนักตัวเรากดลงไป กลายเป็นข้อเสียคือ เวลาปั่นจะรู้สึกว่าก้นเราเด้งขึ้นลงบ้างตามแรงปั่น เพราะมันไม่มีอะไรมากดยางไว้ ยิ่งปั่นรอบขาสูงๆ จะรู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นคง มีเอียงซ้ายขวา ขยับขึ้นลงบ้าง ทำให้กลัวว่าจะมีปัญหากับเฟรมคาร์บอนเหมือนกัน
- เสียงดังพอสมควร โดยเฉพาะเวลาปั่นรอบสูงๆ
- Feeling ในการปั่น ผมคิดว่ายังไม่ดีเอาซะเลย การที่มีเทรนเนอร์ปรับความหนืดได้อัตโนมัติ ไม่ได้หมายความว่าจะได้ Feeling ที่ดี เพราะในการปรับความหนืด ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไหร่ และเวลาชะลอความเร็ว หรือหยุดปั่น มีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นน้อยมาก ล้อหมุนฟรีได้แป๊บเดียวก็หยุด (คาดว่าเกิดจาก Fly Wheel มีขนาดเล็ก)
ถ้าจะเปรียบเทียบชัดๆ ผมมองว่า Feeling ในการปั่นมันพอๆกับเทรนเนอร์แม่เหล็กธรรมดา แต่มันสามารถปรับความหนืดได้เองตามที่โปรแกรมกำหนด
- ถ้าจะเล่นแบบโหมด 3 มิติ หรือ Video ต้องเสียค่าสมาชิกเดือนละ $15 ซึ่งถ้าเล่นบ่อยๆก็ไม่แพงมาก
จากข้อเสียที่เจอ ข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือต้องต่อคอม หรือมือถือตลอด ซึ่งผมไม่ชอบ แต่ตอนซื้อไม่ได้หาข้อมูลก่อน เข้าใจว่าถ้าไม่ต่อมันก็สามารถปั่นได้ โดยเราตั้งความหนืดไว้จากโปรแกรม แต่จริงๆแล้วคือต้องเชื่อมต่อไว้ตลอด ทำให้ผมตัดสินใจลงขาย หลังจากลองใช้งานได้ 1 วันเต็มๆ
สุดท้ายก็ต้องหันกลับไปมองแบบ Fluid ละ เหลือ 2 ตัวให้เลือกคือ CycleOps JetFluid Pro จากค่าย CycleOps ที่ผมชื่นชอบจากตัวเดิม กับ Kurt Kinetic Road Machine ที่หลายๆเว๊ปยกให้เป็น Reference Trainer ตัวหนึ่ง
หลังจากหาข้อมูล ชั่งใจอยู่หลายวัน สุดท้าย ตัดสินใจเอา Rock and Roll มา ด้วยเหตุผลที่่ว่า ลองตัวนี้ตัวเดียว น่าจะจบกว่า เพราะถึงเอา Road Machine มา วันหนึ่งก็คงอยากลอง Rock and Roll อีก ก็เลยไปจัดมาเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา