เป็นกำลังใจให้ครับอย่าพึ่งท้อnitiwatn เขียน:ขอบพระคุณพี่ Giro ครับ
ก่อนอื่นเลยแนะนำตัวผมเองซักนิด ผมเริ่มต้นขี่จักรยานเสือหมอบครั้งแรกด้วยการให้รางวัลตัวเองโดยการซื้อเสือหมอบ ยี่ห้อ Coyote viva ราคา 7,900 และเป็นการขี่เสือหมอบครั้งแรกในชีวิต ในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 เริ่มต้น วันนั้นด้วยการขี่ได้ระยะทางทั้งสิ้น 1.3 km. ครับ จากนั้น ผมก็เริ่มฝตกด้วยตัวเองเรื่อยมา เริ่มจากการซื้อ ไมล์ cateye velo9 ราคา 720 บาท และคอยสังเกตตัวเองเรื่อยมา คอยดูพัมฒนาการ ว่า ทำไมปะ่นได้ช้า ทำไมปั่นได้เร็ว ปั่นบ่อยๆ ขาแข็ง ใจมาเต็มร้อย แต่ปั่นไม่ออก นอนพัก ซักวัน ปั่นไวขึ้น ในระหว่างนั้นก็เริ่มใช้เงินที่เหลือจากเงินเดือนตัวเอง ประมาณ เดือนละ 2,000-3,000 เริ่มต้นจากการเปลี่ยน มือตบ shimano sora 9 speed เฟือง sunrace 9 speed โซ่ จำยี่ห้อไม่ได้ จากนั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่เต็มแฮนด์ สเต็ม ผ้าพันแฮนด์ เบรค สับจาน ตีนผี ล้อ ยาง ไมล์ใหม่แบบมีรอบขา จนกระทั่งเหลือของเดิมแค่ เฟรม จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมเฝ้ามองถึงพัฒนาการของตัวผม และคอยถามตัวเองตลอดว่า ที่ผ่านมา ที่เราไม่พัฒนา มันเป็นเพราะ อุปกรณ์ หรือ แรงของเรา หรือขาของเรา โดยส่วนตัวผมจะโทษตัวเองก่อนว่า เป็นที่ขาของผมเอง ผมจะพุ่งเน้นพัฒนาตัวของผมเองก่อนเสมอ จนกว่าจะถึงความรู้สึกที่ผมบอกตัวเองว่า "เปลี่ยนเถอะ" ล่าสุด การเปลี่ยนกระโหลก กับจาน ขาจาน ของ shimano sora ทำให้ผมเห็นชัดเจนที่สุด ผมเคยปั่นเทียบกับ รถเบียงคี่ เค้าแทบไม่ต้องออกแรงเลย ผมปั่นแทบตาย จนขาปั่นไม่ออกจนผมต้องหยุดปั่นไปเอง นั่นเป็นเหตุการที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยน และผมคิดถูกครับ พอเปลี่ยนแล้ว ชัดเจนครับ ว่า กระโหลก shimano กับ กระโหลก ของ coyote ต่างกันมากแค่ไหน จากวันนั้นถึงวันนี้ พัฒนาการของผมยังไม่หยุด ผมสามารถ ปั่นที่รอบขา 80-110 โดยไม่หยุด (ไม่นับตอนต้องชะลอรถที่เจอตามแยก) ด้วยระยะทาง 49-50 กิโลเมตร ด้วยรถที่หนักถึง 12kg. avที่ได้ คือ30 แต่ในหัวผมตอนนั้น ผมไม่สนใจ av ครับ เพราะความเร็วที่ผมได้มาจากดวงตา คู่นี้ของผม คือ 38 ทางราบ เนินข้ามแยก 30 ทางลาดลง ประมาณ 48 ผมภูมิใจ และดีใจมากครับ จากคนที่ให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อเสือหมอบมาปั่นแบบมั่วๆ จะสามารถทำได้ด้วยสองขา จากวันนั้นถึงวันนี้ผมปั่นมาได้4,000 km.โดยประมาณผมจึงขอแฟนผมว่า ผมอยากลงแข่งกับคนอื่นโดยตั้งใจไว้ว่าอยากลง tour of pongneep ระยะ 180km. ตอนนี้รถผมหนัก 12kg. ผมขอแฟนผมเปลี่ยนเฟรมได้ไหม เพื่อที่จะลดน้ำหนักจักรยานลง ที่ผมมองไว้ เฟรม ราคา 15900 บาท ถ้าน้ำหนักรถน้อยลง ผมจะต้องปั่นได้เร็วขึ้นแน่ๆ นั่นคือความคิดในตอนนั้น ครับ แฟนผมไม่ให้เปลี่ยนครับ เค้าบอกให้ขาย แล้วซื้อคันใหม่ ตอนแรกผมมอง java veroce ไว้ครับ แต่พอคุยกับแฟนแล้วเทียบสเปคแล้ว เลยตกลงซื้อ java skeggia หลังจากเอารถกลับมาบ้าน ผมไม่รอช้าที่จะเอามันไปซัดกลางแดด ครับด้วยความบ้าด้วยหัวใจ ด้วยความอยาก ด้วยพลังที่มี 30km. ตอนบ่ายโมง ความรู้สึกแรกที่ได้คือ เจ็บ dark มากครับ เบาะต่างชั้นกันมากแต่รถเบาสุดๆ ล้อก็ต่างกับคันเดิมแบบนรกกับสวรรค์ ที่สุดแล้วคือรถเทพมาก ถ้าเปรียบเทียบกับคันเดิม แต่เอ๊ะ ทำไม av ทีไ่ด้ มันลดลง สงสัยเพราะรถใหม่ คนยังปรับตัวไม่ได้ และคงเพราะเรา เจ็บ dark ลองปั่นไปประมาณ 1 สัปดาห์ av ไม่ได้ดีขึ้นเลย แถมทางลาดจากที่เคยทำได้ 48 เหลือแค่ 41 อยากได้ 48 ต้องลดเฟืองและส่งแรงมากกว่าคันเก่า ในหัวผมเริ่มสับสน ว่า มันเป็นไปไม่ได้ น้ำหนักรถลงไปตั้ง 1/3 ผมต้องเร็วขึ้น ผมไม่ยอมแพ้ เล่นเวทช่วยที่ขา สมองไม่มีก็เอาแรงเข้าสู้ละกัน เอิ่ม ไม่ได้ดีขึ้นเล๊ย จึงเริ่มหาข้อมูลได้ความว่า ต้องหาเครื่องวัด HR มาเพื่อฝึกคุมโซน แต่.......ไอดอลที่ผมหวังจะไปสู้กับเค้าใน tour of pongneep สืบได้ความมาว่า เค้าฝึกคุม HR มาไม่ต่ำกว่า 5 ปี กับตัวผมที่พึ่งจะถามพี่กูว่า HR คืออะไร อีกแค่ 5 เดือนก็จะแข่งแล้วจะเอาอะไรไปสู้ มาฝึกคุมโซนตอนนี้จะทันเค้าเหรอ...ครับ เข้าใจถูกแล้วครับ ไม่มีอะไรไปสู้จริงๆ แต่อย่างน้อยก็หวังว่า จะเกาะกลุ่มไปจนเข้าเส้นชัยให้ได้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมมีแค่สองขา จึงเป็นที่มาของคำว่า ฝึกอย่างไร ไม่ต้องใช้เครื่องวัด HR รู้อยู่แก่ใจ ยังไงก็แพ้แน่ๆ แต่ก็จะสู้ครับ
1.ขยันปั่น
2.มีวันหนักวันเบา
3.ศึกษาเรื่องการกินหาอาหารที่เพิ่มพลังงานมาก
4.มีการวอร์มทุกครั้งก่อนการปั่นเเละ Cool Down หลังปั่นเสมอ
สู้ๆๆ