ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

รูปประจำตัวสมาชิก
Bike Addict
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2500
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 15:11
team: หาดใหญ่ลื่นไหล
Bike: Canyon Ultimate CF SLX, Trek 520,

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย Bike Addict »

ผมชอบความเห็นของเจ้าของกระทู้ นะครับ อ่านแล้วไต่ตรอง แล้วให้ฉุกคิด พูดแล้วผมก็รองแหวนคอขึ้นมา 1 cm ขี่ได้ไกล ได้นานกว่า หลงผิดคิดอยากเป็นโปรอยู่ซะนาน...5555

มาเขียนบทความอีกนะครับ ผมชอบอ่าน ชอบวิธีคิดวิธีนำเสนอ อ่านแล้วโดนกะตัวเอง แต่ผมไม่โกรธ ของไม่ขึ้น ผมยอมรับ ความจริงๆ แบบเจ็บๆ คัน ดี
สรรเสริญไตรรัตน์
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 58
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ค. 2014, 21:05
Tel: 038201166

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย สรรเสริญไตรรัตน์ »

ชอบกดไลด์ ใช่กดlove อย่าตีกันนะคร๊าบคนไทยเหมียนกันครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
PsychoticSprinter
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 93
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.ค. 2012, 12:41
Bike: แม่บ้านโบราณ

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย PsychoticSprinter »

อ่านแล้วกลับไปเปลี่ยนแฮนด์ให้กว้างขึ้นจาก40เป็น44cm reachจาก11เป็น8cm แทบไม่อยากหยุดปั่นเลย หลงเซ็ทรถแบบโปรอยู่ตั้งนาน
รูปประจำตัวสมาชิก
Team-CSC
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 834
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 10:56
team: จักรยานตราจรเข้
Bike: จักรยานตราจรเข้

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย Team-CSC »

เจ้าของกระทู้อาจจะเขียนแนวเสียดสีมากไปสักหน่อย ทำให้ภาพออกมาดูเหมือนว่านักจักรยานส่วนใหญ่ของบ้านเรามักจะซื้ออุปกรณ์ แต่งตัว หรือ เซ็ทรถเลียนแบบโปร แต่เท่าที่ผมสังเกต นักปั่นแถวละแวกที่ผมปั่น (เชียงใหม่) ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะครับ จะมีก็เพียงส่วนน้อยที่จะเป็นแบบที่เจ้าของกระทู้ว่ามา

ประเด็นเรื่อง fitting นี่ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะการทำ fitting มันทำให้ปั่นสบายขึ้นมากกว่า คงไม่ใช่พยายามไปทำรถให้ดูเหมือนโปร โดนการเอาแหวนรองคอออก หรือ ยืดเบาะให้สูง ผมเคยทำ fitting กับช่างท่านหนึ่ง โดนช่างท่านนี้มีปรัชญาชัดเจนว่า COMFORT + EFFICIENTCY = PERFORMANCE ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เขาเน้นที่ความสบายในการปั่น หรือ การเซ็ตรถที่เหมาะกับสรีระของคนมาเป็นอันดับแรก โดยไม่ได้สนใจว่าเซ็ตออกมาแล้วจะต้องไปดูเหมือนนักแข่งอาชีพหรือไม่

ดังนั้นเมื่อนำความคิดของการ fitting ตามที่ผมกล่าวด้านบนมาโยงกับหัวข้อกระทู้ "ความสบาย vs. สมรรถภาพ" จะเห็นได้ว่า ความสบาย กับ สมรรถภาพ มันไม่ได้อยู่ตรงข้าม หรือ เป็นคู่ขัดแย้งกันนะครับ แต่ความสบาย (Comfort) ในการปั่น เป็นตัวสร้าง สมรรถภาพ (Performance) ที่ดีต่างหากครับ

ที่กล่าวมานี้ไม่ได้บอกว่าสิ่งทีเจ้าของกระทู้กล่าวมานั้นไม่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ได้เกิดขึ้นในวงการนักปั่นคนไทย แต่ผมคิดว่ามันเป็นความคิดที่ไม่ค่อยสมดุลย์เท่าไหร่นัก
--Human Knowledge Belongs to the World--
รูปประจำตัวสมาชิก
ballbeing
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 550
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.พ. 2013, 23:29
Bike: จักรยานตีนถีบ มือจับ สับเกียร์ หนีเมียปั่น

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย ballbeing »

Team-CSC เขียน:เจ้าของกระทู้อาจจะเขียนแนวเสียดสีมากไปสักหน่อย ทำให้ภาพออกมาดูเหมือนว่านักจักรยานส่วนใหญ่ของบ้านเรามักจะซื้ออุปกรณ์ แต่งตัว หรือ เซ็ทรถเลียนแบบโปร แต่เท่าที่ผมสังเกต นักปั่นแถวละแวกที่ผมปั่น (เชียงใหม่) ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะครับ จะมีก็เพียงส่วนน้อยที่จะเป็นแบบที่เจ้าของกระทู้ว่ามา

ประเด็นเรื่อง fitting นี่ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะการทำ fitting มันทำให้ปั่นสบายขึ้นมากกว่า คงไม่ใช่พยายามไปทำรถให้ดูเหมือนโปร โดนการเอาแหวนรองคอออก หรือ ยืดเบาะให้สูง ผมเคยทำ fitting กับช่างท่านหนึ่ง โดนช่างท่านนี้มีปรัชญาชัดเจนว่า COMFORT + EFFICIENTCY = PERFORMANCE ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เขาเน้นที่ความสบายในการปั่น หรือ การเซ็ตรถที่เหมาะกับสรีระของคนมาเป็นอันดับแรก โดยไม่ได้สนใจว่าเซ็ตออกมาแล้วจะต้องไปดูเหมือนนักแข่งอาชีพหรือไม่

ดังนั้นเมื่อนำความคิดของการ fitting ตามที่ผมกล่าวด้านบนมาโยงกับหัวข้อกระทู้ "ความสบาย vs. สมรรถภาพ" จะเห็นได้ว่า ความสบาย กับ สมรรถภาพ มันไม่ได้อยู่ตรงข้าม หรือ เป็นคู่ขัดแย้งกันนะครับ แต่ความสบาย (Comfort) ในการปั่น เป็นตัวสร้าง สมรรถภาพ (Performance) ที่ดีต่างหากครับ

ที่กล่าวมานี้ไม่ได้บอกว่าสิ่งทีเจ้าของกระทู้กล่าวมานั้นไม่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ได้เกิดขึ้นในวงการนักปั่นคนไทย แต่ผมคิดว่ามันเป็นความคิดที่ไม่ค่อยสมดุลย์เท่าไหร่นัก
ขออนุญาติแลกเปลี่ยนกันนะครับ ในประเด็นแรกการแต่งตัวเลียนแบบโปร อยากให้เข้าใจก่อนว่า โปรนั้นจะต้องคำนึงถึง performance มากกว่า comfortable เพราะร่างกายของโปรถูกฝึกฝนต่างจากนักปั่นธรรมดา ทีนี้การจะนำทุกสิ่งทุกอย่างจากสนามแข่งมาใช้ในการปั่นทั่วไป ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ เพียงแต่คำนึงถึงบริบทของตัวเอง ซึ่งอาจเพราะผมเองอยู่ในกรุงเทพ และงานแข่งในระแวกนี้เป็นส่วนใหญ่ เลยได้พบเห็นและมีมุมมองแบบนี้ ซึ่งอาจเพราะสภาพแวดล้อมเราต่างกัน เลยมีมุมมองที่เห็นคนละมุม

มาถึงเรื่อง fitting การฟิตติ้งมีหลายแบบครับ และแม้แต่ช่างฟิต ก็อิงหลายทฤษฏีเช่นกัน ตอนผมฟิตติ้ง ทางร้านจะมีตัวเลือกจากคอมฯ มาให้ดูเลยว่าจะเอาแบบ comfortable, performance or racing ดังนั้นเป็นเรื่องที่ช่างฟิตติ้งกับนักปั่นต้องคุยกันและหาจุดสมดุลครับ สมมติเป็นมือใหม่เลยก็จะต้องเช็ทรถในลักษณะหนึ่งเพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน พอขี่ไปสักพักนึง ถึงต้องมีการกลับไปหาช่างฟิตติ้งอีกครั้ง เพื่อปรับแก้ให้เหมาะกับร่างกายที่เคยชิน และอย่างที่บอก แม้แต่โปรการเซ็ทรถสเตจเขา สเตจทางตรง ยังต้องมีการปรับแก้ให้เหมาะกับสภาพการปั่นในแต่ละสเตจ ดังนั้นการเซ็ทแบบสบายๆ จะทำให้ปั่นได้นาน ปั่นทางไกลดี ขึ้นเขาเหมาะ แต่จะไม่แอโร่นัก ส่วนการเซ็ทรถให้แอโร่จริงๆ ก็จะไม่สบายในการปั่นทางไกล และนั่นหละครับ คือจุดที่นักปั่นและช่างฟิตติ้งจะต้องหาร่วมกัน ว่าเราชอบแบบไหน อะไรที่ทำให้เรา สบายกว่ากัน

เมื่อก่อนผมเป็นสายปั่นเร็ว เน้น av และ max ยิงกระชากลากถู ผมจะเช็มรถแอโร่จ๋าเลยครับ ขี่ในสองชั่วโมงสบายไม่ใช่ปัญหา แต่เกินนั้นเริ่มไม่สบายหละ ตอนหลังเน้นทางเขา ขี่ทางไกลเกิน 150 โลในแต่ละทริป ก็เลยต้องกลับไปปรับแก้นิดหน่อย

ผมเห็นด้วยนะครับเมื่อเราสบายจะทำให้ปั่นสมรรถภาพในการปั่นดีขึ้น แต่รถที่เซ็ทสบายอย่างทั่วริ่ง หรือรถแนวสายไต่เขา จะไม่ได้สมรรถภาพในเรื่องความเร็วดีเท่ากับรถที่เซ็ทแบบเน้นรีดสมรรถภาพ และสรีระของนักปั่นแต่ละคน จะเซ็ทรถได้แอโร่ไม่เท่ากันครับ เปรียบดั่งไม้บรรทัด ด้านซ้ายของไม้คือปรับเน้นความสบาย ด้านขวาของไม้คือปรับเน้นความแอโร่ แต่ละคนต้องหาจุดระหว่างไม้บรรทัดของตัวเอง บางท่านอาจไปด้านซ้ายหน่อย บ้างอยู่กลาง บ้างมาขวา ซึ่งอยู่ที่จุดประสงค์การปั่น สไตล์ สรีระ ฯลฯ

ขอบคุณอย่างยิ่งครับ ที่ได้นำเสนออีกมุมมอง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้เห็นแนวคิดที่หลายหลาย และนี่หละคือจุดประสงค์ที่ผมเขียนกระทู้ ผมไม่อยากเขียนให้คนเชื่อ แต่ผมอยากเขียนให้คนคิด และไปหาจุดที่เป็นตนเอง ความรู้ไม่เคยเกิดเพราะความเชื่อ แต่ความรู้ล้วนมาจากความคิด ขอบคุณอีกครั้งครับ :D
nuttagorn
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 65
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2014, 16:08
Tel: 096-8613985
team: ไม่มี
Bike: กําลัง หาอยู่

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย nuttagorn »

ชอบครับ กระทู้แชร์ประสบการณ์ตรง :mrgreen: :mrgreen:
j-mu
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 121
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ย. 2011, 22:11
Tel: 0809999307
team: team มหาสวัสดิ์ / team silent / team maka bike thailand
Bike: giant tcr แม่บ้าน standard
ติดต่อ:

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย j-mu »

ชอบครับ
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย giro »

ส่วนตัวผมเห็นตรงกันกับแนวคิดยกเว้นปลีกย่อยครับ
นักปั่นอาชีพทุกคนไม่ได้ซ้อมเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันแน่นอนครับ .... เบาสุดก็ไม่ได้เ)็นที่มาของกระแสแอโร่
เอ้า เอาสองดอกนี้ก่อน
นักปั่นอาชีพทั้งหมดถูกจ้างเข้าทีมด้วย"job describtion" ที่ชัดเจนของแต่ละคน วางการใช้งานในแต่ละงานแข่งของแต่ละคนเอาไว้แล้ว ดังนั้นแต่ละคนถูกฝึกไปหาเป้าหมายคนละอย่างกัน แน่นอนครับว่าฝึกไปให้"แรง"เหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่า"แรง"แบบเดียวกัน โทนี่ มาร์ติน ไม่ได้ฝึกแบบเดียวกับมาร์ค คาเวนดิชน แน่นอน เป้าหมายคนละอย่างครับ เดี๋ยวจะงุนงงกันว่านักปั่นร้อยกว่าคนแข่งกันวัดแรงกันดื้อๆ อย่างทีมของมาร์เซล คิทเทล แต่ละคนเน้นฝึกเฉพาะระยะทำการของตัวเองในหน้าที่ของขบวนรถไฟสปรินท์

ดอกที่สอง เรื่องแอโร่ ถูกต้องครับว่ามันมาเป็นกระแส แต่...นึกย้อนไปดีๆนะครับ เทร็คมะดันสมัยทุเรียนสีเหลือง มีรุ่นทำท่อนั่งให้แอโร่ ไปต่อกันอีกที่สายฟ้าฟาดสมัยอีห้าอีนี่ก็มีการทำครีบให้แอโร่ ระยะสิบปีก่อนก็มียักษ์ปล่อยรถที่ทำท่อนั่งและหลักอานแอโร่มาเป็นรุ่นสปรินท์ ถ้ายังเก่าไม่สะใจ ย้อนกลับไปสมัย 1980 มีเฟรมโครโมลี่ทำท่อทรงวงรีออกมา และชูธงคำว่า"แอโร่" เอ๊ะ พอทำการบ้านดีๆเรื่องแอโร่นี่มันไม่ได้เพิ่งคันปากกันสองสามปีอย่างที่คิดหรอกครับ ที่มันบูมจริงๆเพราะเทคโนโลยีมันพร้อมจริงๆมากกว่า สมัยก่อนคาร์บอนยังต้องต่อกันด้วยข้อต่ออยู่เลย อย่าไปนั่งคิดเลยว่าจะทำให้ทรงแอโร่ พอมายุคโมโนค็อกก็ยังปวดหัวกับการทำให้ทรงมันแข็ง สติฟไม่ย้วยไปมา แต่ละแบรนด์นี่ทำออกมาเหลี่ยนเป็นบ้า ค่ายที่แอโร่ชูธงค่ายแรกก็ค่ายรถหมอบแคนาดา ที่ได้ใบบุญการเน้นทำตลาดไตรกีฬาคู่กันอย่าง เซอร์เวโล่ตระกูลเอสทั้งหลาย จำได้มั้ยครับ "โซล้อยยยย" นั่นแหละ ไหนจะไทม์ก็ตามมา เพิ่งมาติดใบวิ่งฉิวเอาตอน "เว้นจ์" แจ้งเกิดดังเป็นเทน้ำเทท่า จนตอนนี้เหลือยี่ห้อหลักเพียงยี่ห้อเดียวที่ยังไม่ออกหมอบแอโร่ อย่าง"โฟกัส" ใจเค้าแข็ง

เรือ่งชุดปั่นรัดสกิน ต้องแยกกันว่าเป็นแบบเสื้อแยกหรือพวกสูท ถ้าแบบพวกสูทเลยนี่ผมเห็นด้วยว่าไม่เหมาะกับปั่นทั่วไปแน่ แต่ก็ไม่แน่ครับ ... ส่วนแบบทั่วไปก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ก่อนกางเกงจักรยานต้องสั้นครับ เพราะเค้าเชื่อว่าสั้นมันสบาย เสื้อจักรยานซิปยาวห้านิ้วพอ ยาวไปก็เท่านั้นรูดลงแล้วกินลม เอ๊ะพอมาปีสองพัน ไหงขากางเกงมันยาขึ้น?? อ๋อ... กางเกงยาวมีผลกับการต้านลม เฮ้ย ยาวกันทั้งเปโลตอง ตอนนี้ใครมีกางเกงปั่นแบบขากุดๆนี่คลาสสิควินเทจแท้ครับ เสื้อซิปยาวเล่า ... ภาพพ่อแลนซ์ หรือราสมูนเซ่น แหวกอกโบกบินขย่มเต้นขึ้นเขา กางปีเสื้อปลดซิปหมดสองข้างมันข่างหล่อเหลือกิน ใครซิปยาวหมดคือแฟชั่นสุดๆแล้ว กินลมหรือเปล่าไม่รู้ต้องรูดซิปออกให้หมดแล้วปั่นใหกระพื นี่ก็แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ตอนนี้ต่อให้ซิปยาวๆ ต้องรูดซิปติดคอครับ มันไม่แอโร่

เรื่องแว่น มันแล้วแต่คนครับ จริงๆก็ทุกอย่างครับคำว่า"ดีจนคุ้ม" มันต่างกันไปตามแต่ละคน บางคนบอกว่าแว่นอันละ 700 ดีและคุ้มมากๆ บางคนบอกว่าแพงไป 350 ก็พอกันแหละ บางคนหยิบมาส่องแล้วโยนทิ้งบอกว่ายอมเสียสองพันได้วัสดุดีกว่า และอีกคนนึงใส่แว่นอันละหมื่นแล้วบอกว่าดีที่สุดแล้วแพงแต่คุ้ม เอาเกณฑ์อะไรมาวัดดีนะครับ? เราให้ความเห็นได้แต่เราไม่สามารถไปวัดได้ว่าคนอื่นใช้จ่ายแบบไร้ความคิด หรือบอกว่า"ไม่คุ้ม" แทนใครได้แน่นอนครับ

คนขี่จักรยานมีมากขึ้น หลากหลายมากขึ้นเป็นปกติของประชากรนักปั่นที่มากขึ้น แล้วมันอย่างไรครับ? มีสายแข็ง มีขาแรง มีสายปั่นทน มีแนวแฟชั่น มีแบบเป็นกระแส มีแบบตามเพื่อน และเป็นเฟอร์นิเจอร์ ใครผิด? แล้วแบบซำเหมา สัญจร รถพับ รถเหล็ก ปั่นกินขนม ชมวิว ถ่ายลงไอจี ผิดมั้ย?? ใครเป็นคนวัดว่าจักรยานต้องขี่แบบไหนถึงจะเหมาะ ต้องทำตัวแบบใดถึงจะถูก
ไม่มีครับ
ความสุขและพอใจของคนเรานั้นต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือผม คุณ คนนั้น คนโน้น เหมือนกันคือเชื่อมโยงด้วยจักรยาน จักรยานช่วยอะไรได้บ้าง สำหรับบางคนคือมันช่วยให้โลกนี้สะอาด ท้องฟ้าสีคราม น้ำใส ทะเลสวย ใบไม้เขียว รักษ์โลก ถามหน่อยครับ ปั่นแข่งกันซ้อมตะบันเอาถ้วยพัฒนากันไป มีใครคิดบ้างว่าจะรักษ์โลก?? กินเจลเสร็จดูดจนแห้ง ทิ้งแม่งบนเขาใหญ่ กินน้ำจากมาร์แชลรับมาแล้วโยนไปนอกทาง นี่ถ้ามีกระบอกน้ำให้มันฟรีก็โยนทิ้งแบบโปรไปเลย บางคนจักรยานช่วยให้เก็บเงินเดือนอันมีค่าในชีวิตบัดซบสังคมบริโภคนี้ได้ประหยัดค่าเดินทางได้มากโข เอาเงินไปผ่อนบ้าน เาอเงินไปจ่ายค่าเทอมลูก บางคนจักรยานคือเครื่องออกกำลังกายยามว่า ก็อยากปั่นแค่นี้ อยากได้รอบสนามเขียวพอแล้ว ขับรถไปกลับ 80 โล เพื่อปั่นรอบนึงได้สุขใจแล้ว พอแล้ว ผิดมั้ย?? กระจอกหรืออ่อนน่าดูถูกรึเปล่า??? แม้แต่บางคนหามาแขวนในบ้าน เอาไว้ว่างๆเอาออกมาปั่น ก่อนปั่นถ่ายรูปลงไอจี ถ่ายเล่นครึ่งชั่วโมงปั่นครึ่งชั่วโมง รถคันละสามแสนหก ปั่นไปถ่ายรูปไป แล้วกลับบ้าน ครบชุดหัวจรดเท้า ....ผิดตรงไหนครับ ผมว่าก็ดีกว่าไปทำอย่างอื่นที่เดือดร้อนคนอื่นนะ

ไม่ว่าจะขี่จักรยานด้วยเหตุผลอะไร ความสุขของคนเราก็คือความสุขที่ได้ทำอย่างที่ต้องการ จับเอาคนที่ชอบขี่ไปกินผัดไทมาซ้อมแล้วไปแข่งเขาค้อ คุณว่าเค้าจะมีสุขมั้ย?? บางครั้งเรามองอะไรในมุมมองของเราแล้วตีตราประเมินสังคมในฐานที่เราเป็นคนมองมากเกินไปครับ อะไรๆก็ดูขัดใจให้คันได้ไปหมด
ผมก็เป็น จนบางครั้งเอาเรื่องนี้มาคิดช้าๆ ขี่จักรยานไปเรื่อยๆแล้วคิด ... ได้เจอได้สัมผัส ได้เห็นนักปั่นหลายแบบ ลองสังเกตุมากกว่าแค่เห็น แล้วจะเข้าใจว่าทุกอย่างมันไม่ได้แตกต่างไปมากนัก

สิ่งท่ต่างคือจำนวน ราคา สิ่งที่เปลี่ยนคืสงครามธุรกิจของร้านค้าขายจักรยาน สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือการแข่งขันและแย่งกันออกหน้าออกตาเพื่อได้รับการยอมรับมากขึ้น สิ่งที่เหมือนเดิมคือธุรกิจจักรยานไม่ค่อยสามัคคีกัน สิ่งที่ไม่มีทางเปลี่ยนคือสมาคมฯจักรยานไม่ได้เรื่อง

.....มันก็สองล้อ เอาตีนถีบ เหมือนเดิมครับ มองผ่านๆไปเสียบ้าง เสพย์เพียงสนุกแล้วก็พอ มีความสุขกับสิ่งที่ทำและทำได้ และทำให้คนอื่นบ้างอย่าเอาแต่เข้าตัวเอง
ผมว่าจักรยานยังคงเป็นปรัชญาชีวิตที่สะท้อนหลายๆอย่างที่ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว ท่อคอจะเปลี่ยน ไฟฟ้าจะเข้ามา กระโหลกหลายมาตรฐาน แต่เนื้อในลึกๆมันก็ยังเหมือนเดิมครับ

เพิ่มเติมหน่อย ลืมครับฝอยไกลไป
ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนี้จะบอกว่า ทุกอย่างมันคือกระแสครับ การเซ็ทรถแบบต่างๆก็เ)็นกระแสครับ ดังนั้นความเชื่อในยุค 90s ก็เป็นของแปลกปลอมในยุค 80s เช่นกันครับ วันหนึ่งหากทิศทางและเหตุผลมันพาไป เสื้อผ้ารัดติ้ว หมวกกะลาครอบเจาะรูก็จะกลายเป็นของปกติ เสื้อผ้าหลวม ซิปยาวรูดห้อยไต่เขาสยายปีก็จะเ)็นลุคคนแก่ และเมื่อมันวนครบ หมวกรูเพียบ พรุนเป็นหลุมมะกรูดก็จะกลับมาอีกครั้ง เหมือนเช่นที่หมวกสมัยนี้แลไปคล้ายๆหมวกเมือ่ 20 ปีก่อนเลยนะ
ไม่ว่าจะ pwerformance นำ comfortable หรือ comfortable นำ performance มันก็ผ่านการเป็นกระแสมาแล้วและวนกลับมาเท่านั้นเองครับ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
shpiak
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2147
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2013, 10:43
Bike: พับอย่างเดียว
ตำแหน่ง: วงเวียนใหญ่

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย shpiak »

มีเรื่องไม่เกี่ยวกับกระทู้ แต่คุณจิโร่พูดกระตุ้นต่อม ตอนปั่นหัวหินเจอพวกคิดว่าตัวเองเป็นโปร รับน้ำจากข้างทาง กินเสร็จขว้างลงข้างทางยังกะโปร ถามหน่อยจะแข่งเอาถ้วยกับใครครับ ปั่นรวดเดียวไม่แวะปั๊มมั่งเหรอ ขวดเปล่าขวดเดียวมันถ่วงมันไม่แอโร่รึไงต้องมาขว้างลงข้างทางเป็นขยะตลอดทาง คนอื่นมองนักปั่นยังไงครับ ทุเรศลูกตามาก
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
สิ่งที่คนรวยกับจนมีโอกาสมีได้เท่าๆกันคือบุญ กับมารยาท
มีเงินก็หามารยาทมาประดับตัวเป็นศรีไม่ได้ ต้องทำเอาเอง
รูปประจำตัวสมาชิก
ปั่น
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3280
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 16:25
Bike: RB only

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย ปั่น »

อ่านเพลินดีครับ เสพแล้วก็ปล่อยวาง
ไม่ขุ่นข้องหมองใจกันครับ
โจ๊ก
ton_59
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1825
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2009, 16:12
Tel: 0866652400
team: แก๊ง ขวานซิ่ง
Bike: GT & RADAC
ติดต่อ:

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย ton_59 »

ผมพูดชอบเล่นกับตัวเองเสมอว่าผมมันสายแฟชั่น :mrgreen: แฟชั่นบางครั้งมันมาพร้อมกับเทคโนโลยี แต่แฟชั่นบางครั้งมันก็อยู่ความวินเทจ ซึ่งตอนนี้ผมยังมีความสุขและสนุกกับสับถัง 7 สปีดของผมอยู่ :D
จักรยานไม้ไผ่ ไทยประดิษฐ์ (ของน้องชายผม)

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=1129953&start=45
https://www.facebook.com/khing.bamboobicycle
hamyacoza
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 93
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2014, 14:27

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย hamyacoza »

ตัวผมน่าจะอยู่ในสังคมการปั่นจักรยานแบบพี่ จขกท. คือปั่นเอา av ความคิดของพี่เค้าอ่านแล้วมันโดน ผมปั่นหมอบตัวเริ่มต้นอยู่เดิมๆเลย 8 speed ไม่โมอะไรทั้งนั้น ปั่นเขาใหญ่ด่านนด่านได้แบบขาไม่แตะพื้น ยังหรอก! ยังอะไรรู้มั้ยครับ? ยังเก่งไม่พอไง พวกถามเวลาอีก กี่ชั่วโมง ระหว่างทางเจอนักปั่นหลายๆคนยืนโยกหวับๆแปปเดียวผ่านเนินไปแบบสบายๆ พ้นโค้งหน้าอีกทีเขาหายไปแล้ว ใจผมอยากปั่นได้แบบเขามั่ง มาคิดดูเป็นที่เรายังซ้อมไม่พอหรือเป็นที่จักรยานนะ

พอได้อ่านของพี่ giro เหมือนผมได้เข้าวัดฟังธรรมเลย ยังมีคนที่เค้าปั่นเพราะแค่อยากปั่น รู้มั้ยครับว่าเวลาผมไปปั่นที่เขาใหญ่ กลุ่มผมทุกครั้งต้องด่านชนด่าน ด่านเดียวใกล้ไป จบทริปร่างกายผมเหมือนมะม่วงหล่นจากต้นอ่ะครับ หง่อม! ช้ำ! ไม่กินวันนี้พรุ่งนี้เน่า ยิ่งอากาศร้อนแบบนี้ด้วย มันจะหนักไปไหนเนี่ย ละพออ่านของพี่ giro ทำให้ผมลองมาคิดดูว่าลึกๆแล้วผมก็อยากปั่นชิวๆเหมือนกัน ปั่นไปกินนู่นนี่ ถ่ายรุปฟรุ้งฟริ้ง น่าจะมีความสุขไม่น้อย ขอบคุณพี่ giro ครับ

คือไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระทู้เลย แต่พอได้อ่านแล้วจิตใจมันสงบดี ไม่คัน ไม่ได้มาคิดว่าเมื่อไหร่จะแรงซักที หรืออะไรแล้ว ปลงสุดๆ
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย giro »

ผมขี่ได้ทุกอารมณ์ครับ ยกเว้นขี่กินผัดไท ต่อก๋วยจั๊บ ... ไม่ได้ไม่ดีนะครับแค่ไม่ชอบ ผมชอบเอารถไปกินให้สะใจครับขี้เกียจขี่ไปกัน
ผมขี่สบายๆกับเพื่อนๆที่ไม่ได้เอาจริงมากๆก็ขี่ได้ ปรับตัวให้ถูก ขี่กับเขาเราก็ลากถือโอกาสซอยยิกเบาๆไปเลยยาวๆ
ขี่กับคนขี่ทัวริ่งข้ามเขาให่ผมก็ขี่ได้ครับ ผมก็ฉาวยโอกาสเล่น big gear ข้ามเขาใหญ่ไปคุยกันไปเรื่อยๆ
ถ้าปกติ ผมอาจจะชอบ(ส่วนตัว) ด่านชนด่านบวกเขาเขียวครับ ด่านชนด่านมันยังไม่สะใจ :D
ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ปั่นคิดอะไรมาก และตั้งแต่ติดหวัดมาหลายปี ผมเลิกสนใจความเร็วไปนานแบ้ว เล่นอยุ่กับเลขสามหลักของตัวเอง เอาชนะเลขของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ
จักรยานมันคือการซ้อมครับ เวลามากซ้อมมากก็ไปได้ เวลาน้อยซ้อมน้อย จะซ้อมให้ฉลาดยังไงก็ยังมีเพดานจำกัด
ผมจึงถึงบางอ้อว่า คนเราแต่ละคนมันต่างกัน เวลา หน้าที่ งาน และครอบครัวต่างกัน ความสุขที่ได้มันต่างกัน ผมเคยผ่านจุดที่ปีนึงได้ขี่แค่ไม่กี่ครั้งมาแล้ว ทุกครั้งที่ขี่เหนื่อยและไม่เร็ว ไม่สนุก แต่มีวามสุข ความสนุกอาจจะไม่เท่ากัน แต่ความสุขของแต่ละคนผมว่ามันวัดค่าไม่ได้ครับ
ผมเห็นคนมากมายยืนใส่ชุดทีมโปรถ่ายรูป ถ้ามองแบบอคติก็คงน่าหมั่นไส้ รถคันและสองแสน ชุดเต็มหัวยันตรีน ขี่แป๊บๆเลิก แต่มาคิดดีๆ อย่างน้อยๆเค้าก็รักจะปั่นจักรยาน วันหนึ่งล้องามคู่ละค่อนแสนอาจถูกปล่อยมือสองไปอยู่ในมือนักกีฬาตัวแทนภาคก็ได้ แล้วมันมีอะไรไม่ดี

เมื่อเช้าเจอดราม่าในเฟสบุคว่าสาวๆปั่นจักรยานนิดๆหน่อยๆไม่กี่โลขยันถ่ายลงเฟสสร้างกระแสเอายอดถูกใจแล้วมีหนุ่มเหนือส่งข้อความไปด่าหมั่นไส้ว่าแน่จริงให้มาขี่ด้วยกันจะลากไส้แตก นี่ก็เ)็นอีกกรณีของการเอาทัศนคติตัวเองไปวัดคนอื่นครับ ยึดติดกับมุมมองของตัวเองเป็นหลักไม่ได้มองกว้างๆรอบๆดีๆ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
Nuttadon
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 21
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ธ.ค. 2014, 23:18
Bike: Nich Signature
ติดต่อ:

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย Nuttadon »

DayWalker เขียน:ความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ไม่งั้นโลกนี้คงน่าเบื่อพิลึก

:mrgreen:
จริงครับ ไม่งั้นมันคงไม่มี MTB, Road, Touring, Etc. หรอกครับ
ถ้ามันสบายใจ ไม่เดือดร้อนตนเองและครอบครัว ผมว่าก็ทำไปเถอะครับ ^_^
OSK 97
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 13629
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 เม.ย. 2011, 12:05
team: ทุ่งสง
Bike: focus max. neilpride bora

Re: ความสบาย VS สมรรถภาพ ขอวิภากษ์สักกระทู้

โพสต์ โดย OSK 97 »

วันนี้ผมใส่แหวนรองคออีกเซนต์ เปลี่ยนเสตมจาก 110 เป็น 100 ขี่ใหม่ๆก็ไม่ค่อยชิน แต่ขี่ไปสักพัก ชักชอบ คงไม่เปลี่ยนกลับแล้วครับ รุ็สึกว่าคุมรถได้สบายขึ้น
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”