VP "Heart Rate"
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
VP "Heart Rate"
มาฝึกซ้อมและพัฒนาการปั่นกันเถอะ
ตอนที่ 2 “Heart Rate”
ตอนที่แล้วเราได้รู้จักระบบการใช้พลังงานของร่างกายเราไปแล้ว พอเป็นไอเดียว่าในการปั่นจักรยานที่เรากำลังพยายามปั่นให้ได้ไกลขึ้น หรือเร็วขึ้นนั้น เร้าองอาศัยกลไกร่างกายเราอย่างไรบ้าง และต้อมาฝึกซ้อมอะไรบ้าง แต่คนๆหนึ่งที่ปั่นจักรยานอยู่บนจักรยาน จะรู้ได้อย่างไรว่า ณ ขณะช่วงเวลานั้น ร่างกายคุณๆกำลังทำงานอย่างไร กำลังใช้พลังงานแบบไหน เราจะจำแนกแยกแยะกระบวนการการทำงานให้ออกมาเห็นได้ชัดเจนได้อย่างไร?? นั่นคือปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้คิดค้นกระบวนการเฝ้าติดตามการทำงานของร่างกาย โดยอาศัยการศึกษาขั้นตอนและกระบวนการใช้พลังงานดังในบทที่ 1 (ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทที่ 1 ขอแนะนำให้กลับไปลองอ่านดูซักรอบ จะทำให้เข้าใจบทที่สองได้เร็วขึ้นครับ) ตามแต่ละช่วงแล้วนำมาดูผลของมันที่ฟ้องกับกระบวนการทำงานของระบบแอโรบิคที่หัวใจเต้นก่ครั้งต่อนาที
ลองดูง่ายๆครับ หากพิจรณาจากกระบวนการที่ร่างกายเราอาศํยพลังงานจากไกลโคเจนจนหัวใจเราเริ่มเต้นเร็วขึ้นๆ และระบบแอโรบิคเริ่มเข้ามาทำงานเป็นตัวหลัก เป็นระบบพลังงานหลักก็จะสังเกตได้ง่ายๆว่าหัวใจจะค่อยๆเต้นเร็วขึ้นอย่างชัดเจน จนไปถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายหันกลับไปใช้พลังงานจากระบบ Anaerobic ร่างกายก็จะก่อให้เกิดกรดแลคติกในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและจำแนกออกมาได้เป็นแต่ละช่วงของอัตราการเต้นของชีพจรเรา และเมื่อนำช่วงการเต้นของชีพจรดังกล่าวมาใช้จำแนกแบ่งความหนักของการใช้พลังงาน ก็จะได้สิ่งที่นำมาควบคุมความหนกของการออกแรงหรือ Training Zones ได้ง่ายๆ
ทำไมจึงต้องเลือกใช้ Heart Rate??
ก่อนหน้าที่นักกีฬาจะใช้ชีพจรเป็นตัวบ่งชี้ความหนักของการออกกำลังเพื่อพัฒนาศักยภาพ กีฬาแต่ละชนิดก็พยายามศึกษาหาวิธีการพัฒนาศัพยภาพต่างๆกันไป และพบว่าชีพจรเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ง่ายที่สุด ประกอบกับปัจจุบันอุปกรณ์การเฝ้าติดตามอัตราการเต้นของชีพจรหรือ Heart Rate Monitor มีราคาที่ถูกลงมาก ใช้งานได้ง่ายและสะดวก วิธีการนี้จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานของคนทั่วไป แน่นอนว่ามันมีปัจจัยอะไรหลายๆอย่างที่เป็นข้อจำกัดของระบบชีพจร(Heart Rate Base) เรื่องนั้นเอาไว้ว่ากันตอนท้ายๆครับ
ติดตามต่อได้ใน comment ด้านล่างในเพจได้เลยครับ อธิบายถึงการหาและคำนวณช่วงอัตราชีพจรต่างๆ และการนำไปใช้งานทั้งแบบที่เป็นมาตรฐานที่หลายๆคนคุ้นเคย และแบบสมัยใหม่ล่าสุดที่สามารถเทียบเคียงกับระบบ Power Base หรือเทียบกับพลังวัตต์ได้ด้วย 1 การเทียบเคียงโซนชีพจรจากชีพจรสูงสุด
เมื่อบรรดานักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ทำการศึกษาระบบการทำงานของร่างกายเราก็ค้นพบว่า ในระยะแต่ละช่วงของอัตราการเต้นของชีพจรที่สะท้อนจากการออกกำลังการ ส่งผลสะท้อนกับระบบพลังงานต่างๆอย่างชัดเจน
ซึ่งสามารถแบ่งเป็นระดับต่างๆได้ดังนี้
-ช่วงระยะสุขภาพ ที่ระดับความหนักนี้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันสูงถึง 85% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้สำหรับการออกกำลังกาย ร่างกายยังไม่สร้างเหงื่อออกมามากเนื่องจากเกิดความร้อนต่ำและได้ของเสียจากระบบการสังเคราะห์พลังงานเป็นน้ำน้อยมาก ระบบแอโรบิคทำงานต่ำเนื่องจากใช้ไกลโคเจนเพียง 10% และใช้เพื่อนำกระบวนการย่อยสลายไขมันเป็นหลัก ปอดและหัวใจจึงยังไม่เต้นแรงมาก เรายังสามารถพูดคุย ร้องเพลงไปด้วยขณะออกกำลังกายในความหนักระดับนี้ได้ ระดับการเผาผลาญพลังงานต่ำมาก
-โซนเผาผลาญไขมัน ที่ระดับนี้ร่างกายยังคงใช้พลังงานไขมันถึง 85% ทว่าเพิ่มความหนักมากขึ้น ได้ปริมาณพลังงานเยอะขึ้นด้วยการเร่งกระบวนทำงานให้เร็วขึ้น หัวใจและปอดจึงทำงานเร็วขึ้นนิดหน่อย ควรยังสามารถพูดคุยหรือสนทนาได้ดีที่ระดับความหนักระดับนี้
-ระยะแอโรบิค ที่ระดับนี้ร่างกายปรับระบบการใช้พลังงานเนื่องจากระบบการสังเคราะห์พลังงานจากไขมันทำงานได้ไม่ทันตามความต้องการของกล้ามเนื้ออีกแล้ว เพื่อให้ได้ ATP ตามที่กล้ามเนื้อต้องการร่างกายต้องอาศัยระบบการสร้างพลังงานจากกลูโคสและไกลโคเจนเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วน 50:50 กับไขมันอย่างรวดเร็ว และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆจนเป็นระบบพลังงานหลักของระดับนี้ ปอดและหัวใจทำงานเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากระบบแอโรบิคต้องการอ็อกซิเจนมากกว่าระบบการใช้พลังงานจากไขมันมาก เกิดของเสียเป็นน้ำและความร้อนระบายออกทางผิวหนังในรูปของเหงื่อ
--พิกัดอะแนโรบิค ที่ระดับการออกแรงระดับนี้ ร่างก่ายอาศัยพลังงานจากไกลโคเจนในรูปแบบอะแนโรบิคหรือไม่ใช้อ็อกซิเจนเข้าช่วยสันดาป กล้ามเนื้อได้รับ ATP ปริมาณมหาศาลแต่เกิดของเสียเป็นกรดแล็คติกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายไม่สามารถกำจัดได้ทัน ดังนั้นจึงสามารถออกแรงในระดับความหนักช่วงนี้ได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยปกติแล้วหากอยู่ในระดับความหนักนี้เพียงไม่กี่วินาที จะยังไม่ส่งผลสะท้อนออกมาที่อัตราการเต้นของชีพจรเพราะร่างกายใช้พลังงานจากระบบอะแนโรบิคเพียงระยะสั้นๆ แต่หากใช้ระยะเวลานานขึ้น ร่างกายจะพยายามกำจัดกรดแล็คติกและเร่งกระบวนการทำงานอันส่งผลให้อัตราชีพจรเต้นสูงขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าจะไม่ได้ใช้อ็อกซิเจนเข้าช่วยก็ตาม
-ระดับความหนักสูงสุด ที่ความหนักนี้ร่างกายใช้พลังงานทั้งหมดมาจากกล้ามเนื้อล้วนๆ ดึงเอา ATP ที่สะสมออกมาใช้งาน แต่หัวใจและปอดจะยิ่งทำงานหนักเพื่อลดกรดแล็คติกให้ได้รวดเร็วที่สุด หัวใจและปอดที่ทำงานหนักนี้จะยังคงทำงานหนักและเร็วต่อไปอีกระยะแม้ว่าลดความหนักลงมาแล้วก็ตาม จนกว่าระดับกรดแล็คติกลดลงอยู่ในระดับที่ร่างกายต้องการและเปลี่ยนกลับไปใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคเช่นเดิม 2 จากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับต่างๆของชีพจรสามารถระบุได้คร่าวๆดังนี้
ระดับที่ 1 50-60 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 2 60-70 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 3 70-80 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 4 80-90 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 5 90-100 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
คงจะพอสังเกตได้ว่าเราแบ่งระดับอัตราชีพจรของเราเทียบกับชีพจรสูงสุดของต่ละคนเป็นหลัก ดังนั้นหากเรารู้ค่าชีพจรสูงสุดก็จะสามารถแบ่งช่วงการออกกำลังและเฝ้าติดตามร่างกายเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งกระบวนการหาอัตราชีพจรสูงสุดนั้นมีหลากหลายวิธีต่างๆกันไปดังนี้
3 วิธีการหาจากอายุ
220-อายุ = ชีพจรสูงสุด สำหรับผู้ชาย และ 226-อายุ สำหรับผู้หญิง
วิธีนี้ไม่อธิบายครับเพราะเพี้ยนมากสามารถเพี้ยนได้ถึง 10% นั่นแปลว่าทำให้การออกกำลังกายเราผิดช่วงระดับไปได้เลยทีเดียว ขออธิบายวิธีที่ใช้อายุร่วมกับน้ำหนักหรือเรียกง่ายๆว่า “Edwards Age and Weight Prediction”
สำหรับผู้ชาย 210-(0.5 ของอายุ) – (5% ของน้ำหนักตัวหน่วยปอนด์) + 4
สำหรับผู้หญิง 210-(0.5 ของอายุ) – (5% ของน้ำหนักตัวหน่วยปอนด์)
ต่อมาเมื่อปี 2002 ที่ผ่านมาได้มีการตีพิมพ์ผลการสำรวจวิจัยพบว่าการหาชีพจรสูงสุดจากอายุสามารถหาได้อย่างง่ายๆและเที่ยงตรงขึ้นด้วยสูตรคำนวณ 205.8-(0.685xอายุ)
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องอายุและน้ำหนักไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าคนๆหนึ่งจะมีอัตราชีพจรสูงสุดเท่าไหร่ เพราะพบว่าสำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาและมีร่างกายที่ฟิตจะมีชีพจรสูงสุดมากกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ดังนั้นจึงเกิดวิธีการคำนวณอีกแบบเพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงที่สุด 4 การคำนวณหาชีพจรสูงสุดจากอัตราชีพจรพัก
Resting Heart Rate (RHR) หรือ MRHR หมายถึงอัตราชีพจรต่ำสุดขณะพักของคุคคลหนึ่ง ที่พบว่าแปรผันกับความฟิตของคนๆนั้นเช่นหากคนๆนั้นมีความฟิตมาก อัตราชีพจรเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาจากที่นอนจะต่ำกว่าคนที่ไม่ฟิต ดังนั้นจึงเกิดสูตรคำนวณโดยอาศํย MRHR เข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำด้วย
วิธีการหา MRHR ทำได้ง่ายๆดังนี้ ตื่นนอนมาตอนเช้า ก่อนจะลุกหรือขยับตัวให้ตรวจหาชีพจรอัตราการเต้นต่อ 1 นาที เพื่อความแม่นยำ ควรทำมากกว่า 1 วันแล้วนำค่าที่ได้มาเฉลี่ยกันมากกว่า 3 วันขึ้นไป ทั้งนี้ค่าที่ได้ต้องมาจากการนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอลหรือคาเฟอีนก่อนนอน จากนั้นนำค่าที่ได้มาเข้สูตคำนวณดังนี้
(สำหรับผู้หญิงเปลี่ยนจาก 220 เป็น 226)
220-อายุ = MHRx (ค่าประมาณชีพจรสูงสุด)
MHRx-MRHR = C (ค่าปัจจัยความคาดเคลื่อน)
(C x %) + MRHR = %MHR (อัตราการเต้นของชีพจรในระดับที่ต้องการ)
ฟังแล้วยากใช่มั้ยครับ?? ผมจะยกตัวอย่างให้ครับจะได้ไม่งง
นายนิบาลี อายุ 26 ปี มีชีพจรยามตื่นนอนวัดมาแล้ว 4 วันเฉลี่ยได้ 64 ครั้งต่อนาที
220-อายุของนายนิบาลี คือ 220-26 = 194 ...MHRx คือ 194 ดังนั้น MHRx-MRHR ก็คือ
194-64 = 130 นี่คือค่าปัจจัยการคำนวณของนายนิบาลีหรือค่า C ดังนั้นจากสูตร (C x %) + MRHR = %MHR
จะคำนวณหาพิกัด 70% ได้ดังนี้
(130x0.7) + 64 = 155
ดังนั้น 70%MHR ของนายนิบาลีเท่ากับ 155 ครั้งต่อนาที ซึ่งได้สูงกว่าค่าที่นำแค่อายุไปคำนวณเฉยๆ เพราะว่านายนิบาลีมีความฟิตร่างกายดีสุดยอดเหนือกว่าค่ามาตรฐานของคนธรรมดามากนั่นเอง
ทว่า..... นี่คือเรื่องของอัตราชีพจรหรือ Heart Rate ที่ใช้กันมานานหลายสิบปีแล้วครับ จะเห็นได้ว่าแม้แต่วิธีที่พยายามจะควบคุมตัวแปรให้ได้มากที่สุดก็ยังมีความเสี่ยงที่จะหาค่านี้ได้ไม่แม่นยำอยู่มาก ครั้นจะเข้าห้องทดลองทดสอบหาชีพจรสูงสุดกันจริงๆ มันก็ไม่ใข่ของง่ายที่จะเข้าไปแล้วซัดจนได้ชีพจรสูงสุดออกมาได้ มีตัวแปรด้านจิตใจและปัจจัยแวดล้อมอีกเพียบ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชีพจรสูงสุดจริงๆคือเท่าไหร่?? มันจึงตอบไม่ได้เลย
ดังนั้นหากท่านคำนวณแล้วไปขี่จริงวันดีคืนดีพบว่า MHR หรือชีพจรสูงสุดออกมามากกว่าที่คำนวณก็รีบเปลี่ยนค่านั้นเสียใหม่นะครับ เพื่อความแม่นยำของการจำกัดโซนการออกกำลัง แต่ต้องดูด้วยว่าค่าที่ได้มาสมเหตุสมผลแค่ไหน มาเพราะเครื่องรวนหรือเปล่า เดี๋ยวจะได้หัวใจผีมาแล้วจะยุ่ง
5 ATHR ศัพท์นี้เป็นค่าชีพจรใหม่ที่นักวิยาศัสตร์การกีฬานิยมใช้ในยุคปัจจุบัน
ตามหัวข้อด้านบนเราหาค่าชีพจรสูงสุดที่แม่นยำได้ยาก แต่เราสามารถหาช่วงระยะที่ร่างกายสามารถตอบสนองต่อกรดแล็คติกได้ง่ายกว่า หากต้องการหาอย่างชัดเจนจริงๆก็คือการเข้าห้องทดลองปั่นจักรยานหรือออกกำลังกายแล้วเจาเลือดพร้อมกับวัดปริมาณอ็อกซิเจนที่ร่างกายใช้ ที่ระดับที่อ็อกซิเจนใช้จนสูงสุดและเกิดกรดแล็คติกขึ้นอย่างฉับพลันนั้นแหละคือระยะที่เรียกว่าพิกัด Anaerobic Threshold ซึ่งสามารถนำมาเทียบเคียงเป็นโซนการใช้งานได้ดังนี้
โซนที่ 1 Recovery
เป็นโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคนิดหน่อยและไขมันเป็นหลัก
โซนที่ 2 Endurance
เป็นโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคเป็นหลัก
โซนที่ 3 Tempo
เป็นโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคร่วมกับกล้ามเนื้อบ้างเล็กน้อย
โซนที่ 4 Lactate Threshold
โซนที่ร่างกายเข้าสู่ช่วงสร้างกรดแล็คติกมากขึ้น เริ่มเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากระบบอะแนโรบิค
โซนที่ 5 Above Threshold
โซนนี้ร่างกายใช้พลังงานร่วมกันระหว่างแอโรบิคและอะแนโรบิค
โซนที่ 6 Aerobic Threshold
โซนที่ร่างกายใช้อ็อกซิเจนสูงที่สุด เกินจากนี้ไปร่างกายจะไม่ได้ใช้อ็อกซิเจนสังเคราะห์พลังงานอีแล้ว
โซนที่ 7 Anaerobic Threshold
โซนที่ร่างกายอาศัยพลังงานจาก ATP ของกล้ามเนื้อล้วนๆ
.....เราตะหาพิกัดโซน ATHR ได้อย่างไร??
6.การหา ATHR ด้วย CP30
ATHR คืออัตราชีพจรที่หัวใจทำงานในขณะที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนระบบพลังงานไปใช้ระบบพลังงานแบบอะแนโรบิคเข้ามา เป็นอัตราชีพจรที่สะท้อนสืบเนื่องกับค่าพลังที่ร่างกายทำงานได้ใช้งานจริงหรือ Functional Threshold Power หรือ FTP ของการแบ่งพิกัดโซนด้วยพลังงานที่ออกแรง(วัตต์) การทดสอบหา ATHR ทำได้ง่ายๆเพียงแต่มีศัพท์อยู่หนึ่งคำที่เราต้องมารู้จักกันก่อนครับ CP หรือ Critical Power
หมายถึง “ค่าพลังที่ออกแรงแบบหมดตัวในระยะเวลาหนึ่ง” เช่น CP30 ในที่นี้หมายถึงใน 30 นาที ออกแรงเฉลี่ยได้มากที่สุดเท่าไหร่? พูดง่ายๆมันคือการปั่นแบบ Time Trial 30 นาที ต้องออกแรงเฉลี่ยจากวินาทีที่ 1 จนถึงวินาทีสุดท้ายแบบหมดตัวพอดิบพอดี 30 นาที ปึงเส้นชัยต้องไม่มีแรงเหลือหรือขาดหมดก่อนไปถึง นั่นถึงจะเรียกว่า CP ครับ
วิธีการคำนวณหา ATHR ด้วย CP30 ทำได้ดังนี้
วอร์มอัพร่างกายให้พร้อม จากนั้นเริ่มต้น “30 นาทีหมดตัว”ได้เลย
เมื่อผ่านพ้น 10 นาทีให้กด Lap หรือมาร์คพิกัดนั้นเอาไว้ แล้วขี่ต่อจนจบ 30 นาทีแบบหมดแรงพอดีๆ
นำค่าชีพจรเฉลี่ย*20 นาทีหลัง* มาดู นั่นคือค่า ATHR นั่นเอง
ข้อควรระวังก็คือ ...ส่วนมากมักจะออกแรง 10 นาทีแรกมากเกินไปทำให้ช่วง 20 นาทีหลังหมดแรงและแรงหมดก่อนจะสิ้นสุด 30 นาที ซึ่งจะส่งผลให้ได้ ATHR น้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้นต้องพยายามเฉลี่ยแรงให้ดีใน 30 นาทีนั้น ที่สำคัญ หมั่นทดสอบหาค่านี้บ่อยๆแล้วนำมาเฉลี่ยกันจะได้ค่าที่ใกล้เคียงการทดสอบจริงในห้องทดลองมากที่สุด
7 Target Zones
เมื่อได้ ATHR มาแล้ว็มาดูว่าแต่ละโซนมันเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งข้อดีของโซนชีพจรที่อิงจาก %ATHR นี้คือสามารถนำไปใช้ร่วมกับพวกการฝึกซ้อมด้วย Power Meter ได้ด้วย ทั้งใช้ประกอบกันเพื่อความแม่นยำ และใช้แทนที่กันได้โดยมีความคลาดเคลื่อนนิดหน่อย อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการฝึกซ้อม ซึ่ง มีการระบุโซนการเทียบเคียงของ Funtional Threshold Power กับ ATHR เอาไว้ดังนี้
สำหรับการขี่จักรยาน
Z1 <68% Active Recovery Zone
Z2 89-83% Endurance Zone
Z3 84-94% Tempo Zone
Z4 95-105% Lactate Threshold Zone
Z5 <106% Above Threshold/VO2max Zone
8 สุดท้ายได้โซนต่างๆมาแล้วมันยังไม่ได้ช่วยอะไรเรามากครับ เพราะมันได้เครื่องมือในการจำแนกความหนักในการปั่นของเรา หลักการง่ายๆของมันก็คือ หากเราต้องการพัฒนาระบบใด ต้องการพัฒนาช่วงไหน เราก็ซ้อมที่ช่วงนั้นๆเป็นหลัก ทว่ามันจะตามมาด้วยความรู้พื้นฐานทางด้านการฝึกนักกีฬาว่าแต่ละช่วงเราต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะเกิดผล และที่สำคัญไม่ทำให้นักกีฬาฝึกหนักจนเกินกำลังของร่างกาย คงไม่มีใครสามารถที่จะลากโซน 5 ยาว 25 นาทีได้อย่างแน่นอน แล้วทำอย่างไรจึงจะหาทางได้”สูตร” ฝึกซ้อมเหล่านั้นมาล่ะครับ?? นั่นคือปัญหาโลกแตกก็ว่าได้ หลายๆคนได้โซนทั้งชพจรและวัตต์มาแล้วก็จริงแต่ไม่มีสูตรการใช้งาน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้
เดี๋ยว Velopedia จะเอาสูตรสำเร็จต่างๆที่หามาได้มาลงเอาไว้เป็นของแถม แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะครับสูตรต่างๆพวกนี้ จะส่งผลได้ดีก็ต่อเมื่อมันถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับคนปั่นแต่ละคน และถูกออกแบบจัดวางตารางการใช้งานอย่างดี ส่งผลได้สูงสุดและไม่ทำให้หนักจนเกินไป ซึ่งเราขอสนับสนุนให้ใช้ที่ปรึกษาหรือโค้ชในขั้นตอนต่อจากนี้แล้วครับ ท่านอาจนำมาเรียงร้อยสร้างตารางการฝึกของท่านได้เอง อาจส่งผลพัฒนาและไม่บาดเจ็บได้ ขึ้นอยู่กับความพิถีพิถันในการผสมส่วนผสมต่างๆปรึงออกมา แต่แน่นอนว่ามันย่อมไม่มีอะไรการันตีเท่ากับโค้ชที่เหมือนเชฟปรุงแต่งมันออกมาได้กลมกล่อมกับนักกีฬาแต่ละคนอย่างแน่นอนครับ
เอาไว้รอโอกาสต่อไปภาคเสริมทั้งสูตรการซ้อมเพื่อลดน้ำหนัก สูตรการซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมการขี่ร้อยกิโล หล่ายๆท่านอาจมีสูตจากแหล่งต่างๆหาได้ไม่ยาก ทั้งฟรีและเสียเงินอยู่แล้ว หากเบื่อแล้วลองนำมาแบ่งเพื่อนๆทดลองเล่นกันดูได้นะครับ
ใครสงสัยเนื้อหาเบื้องต้นลองย้อนกลับไปอ่านตอนแรกเรื่องระบบการทำงานของร่ายกายดูนะครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... #p11907991[homeimg=300,250]http://thaimtb.com/forum/picture_mtb_cr ... 413587.jpg[/homeimg]
ตอนที่ 2 “Heart Rate”
ตอนที่แล้วเราได้รู้จักระบบการใช้พลังงานของร่างกายเราไปแล้ว พอเป็นไอเดียว่าในการปั่นจักรยานที่เรากำลังพยายามปั่นให้ได้ไกลขึ้น หรือเร็วขึ้นนั้น เร้าองอาศัยกลไกร่างกายเราอย่างไรบ้าง และต้อมาฝึกซ้อมอะไรบ้าง แต่คนๆหนึ่งที่ปั่นจักรยานอยู่บนจักรยาน จะรู้ได้อย่างไรว่า ณ ขณะช่วงเวลานั้น ร่างกายคุณๆกำลังทำงานอย่างไร กำลังใช้พลังงานแบบไหน เราจะจำแนกแยกแยะกระบวนการการทำงานให้ออกมาเห็นได้ชัดเจนได้อย่างไร?? นั่นคือปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้คิดค้นกระบวนการเฝ้าติดตามการทำงานของร่างกาย โดยอาศัยการศึกษาขั้นตอนและกระบวนการใช้พลังงานดังในบทที่ 1 (ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทที่ 1 ขอแนะนำให้กลับไปลองอ่านดูซักรอบ จะทำให้เข้าใจบทที่สองได้เร็วขึ้นครับ) ตามแต่ละช่วงแล้วนำมาดูผลของมันที่ฟ้องกับกระบวนการทำงานของระบบแอโรบิคที่หัวใจเต้นก่ครั้งต่อนาที
ลองดูง่ายๆครับ หากพิจรณาจากกระบวนการที่ร่างกายเราอาศํยพลังงานจากไกลโคเจนจนหัวใจเราเริ่มเต้นเร็วขึ้นๆ และระบบแอโรบิคเริ่มเข้ามาทำงานเป็นตัวหลัก เป็นระบบพลังงานหลักก็จะสังเกตได้ง่ายๆว่าหัวใจจะค่อยๆเต้นเร็วขึ้นอย่างชัดเจน จนไปถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายหันกลับไปใช้พลังงานจากระบบ Anaerobic ร่างกายก็จะก่อให้เกิดกรดแลคติกในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและจำแนกออกมาได้เป็นแต่ละช่วงของอัตราการเต้นของชีพจรเรา และเมื่อนำช่วงการเต้นของชีพจรดังกล่าวมาใช้จำแนกแบ่งความหนักของการใช้พลังงาน ก็จะได้สิ่งที่นำมาควบคุมความหนกของการออกแรงหรือ Training Zones ได้ง่ายๆ
ทำไมจึงต้องเลือกใช้ Heart Rate??
ก่อนหน้าที่นักกีฬาจะใช้ชีพจรเป็นตัวบ่งชี้ความหนักของการออกกำลังเพื่อพัฒนาศักยภาพ กีฬาแต่ละชนิดก็พยายามศึกษาหาวิธีการพัฒนาศัพยภาพต่างๆกันไป และพบว่าชีพจรเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ง่ายที่สุด ประกอบกับปัจจุบันอุปกรณ์การเฝ้าติดตามอัตราการเต้นของชีพจรหรือ Heart Rate Monitor มีราคาที่ถูกลงมาก ใช้งานได้ง่ายและสะดวก วิธีการนี้จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานของคนทั่วไป แน่นอนว่ามันมีปัจจัยอะไรหลายๆอย่างที่เป็นข้อจำกัดของระบบชีพจร(Heart Rate Base) เรื่องนั้นเอาไว้ว่ากันตอนท้ายๆครับ
ติดตามต่อได้ใน comment ด้านล่างในเพจได้เลยครับ อธิบายถึงการหาและคำนวณช่วงอัตราชีพจรต่างๆ และการนำไปใช้งานทั้งแบบที่เป็นมาตรฐานที่หลายๆคนคุ้นเคย และแบบสมัยใหม่ล่าสุดที่สามารถเทียบเคียงกับระบบ Power Base หรือเทียบกับพลังวัตต์ได้ด้วย 1 การเทียบเคียงโซนชีพจรจากชีพจรสูงสุด
เมื่อบรรดานักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ทำการศึกษาระบบการทำงานของร่างกายเราก็ค้นพบว่า ในระยะแต่ละช่วงของอัตราการเต้นของชีพจรที่สะท้อนจากการออกกำลังการ ส่งผลสะท้อนกับระบบพลังงานต่างๆอย่างชัดเจน
ซึ่งสามารถแบ่งเป็นระดับต่างๆได้ดังนี้
-ช่วงระยะสุขภาพ ที่ระดับความหนักนี้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันสูงถึง 85% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้สำหรับการออกกำลังกาย ร่างกายยังไม่สร้างเหงื่อออกมามากเนื่องจากเกิดความร้อนต่ำและได้ของเสียจากระบบการสังเคราะห์พลังงานเป็นน้ำน้อยมาก ระบบแอโรบิคทำงานต่ำเนื่องจากใช้ไกลโคเจนเพียง 10% และใช้เพื่อนำกระบวนการย่อยสลายไขมันเป็นหลัก ปอดและหัวใจจึงยังไม่เต้นแรงมาก เรายังสามารถพูดคุย ร้องเพลงไปด้วยขณะออกกำลังกายในความหนักระดับนี้ได้ ระดับการเผาผลาญพลังงานต่ำมาก
-โซนเผาผลาญไขมัน ที่ระดับนี้ร่างกายยังคงใช้พลังงานไขมันถึง 85% ทว่าเพิ่มความหนักมากขึ้น ได้ปริมาณพลังงานเยอะขึ้นด้วยการเร่งกระบวนทำงานให้เร็วขึ้น หัวใจและปอดจึงทำงานเร็วขึ้นนิดหน่อย ควรยังสามารถพูดคุยหรือสนทนาได้ดีที่ระดับความหนักระดับนี้
-ระยะแอโรบิค ที่ระดับนี้ร่างกายปรับระบบการใช้พลังงานเนื่องจากระบบการสังเคราะห์พลังงานจากไขมันทำงานได้ไม่ทันตามความต้องการของกล้ามเนื้ออีกแล้ว เพื่อให้ได้ ATP ตามที่กล้ามเนื้อต้องการร่างกายต้องอาศัยระบบการสร้างพลังงานจากกลูโคสและไกลโคเจนเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วน 50:50 กับไขมันอย่างรวดเร็ว และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆจนเป็นระบบพลังงานหลักของระดับนี้ ปอดและหัวใจทำงานเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากระบบแอโรบิคต้องการอ็อกซิเจนมากกว่าระบบการใช้พลังงานจากไขมันมาก เกิดของเสียเป็นน้ำและความร้อนระบายออกทางผิวหนังในรูปของเหงื่อ
--พิกัดอะแนโรบิค ที่ระดับการออกแรงระดับนี้ ร่างก่ายอาศัยพลังงานจากไกลโคเจนในรูปแบบอะแนโรบิคหรือไม่ใช้อ็อกซิเจนเข้าช่วยสันดาป กล้ามเนื้อได้รับ ATP ปริมาณมหาศาลแต่เกิดของเสียเป็นกรดแล็คติกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายไม่สามารถกำจัดได้ทัน ดังนั้นจึงสามารถออกแรงในระดับความหนักช่วงนี้ได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยปกติแล้วหากอยู่ในระดับความหนักนี้เพียงไม่กี่วินาที จะยังไม่ส่งผลสะท้อนออกมาที่อัตราการเต้นของชีพจรเพราะร่างกายใช้พลังงานจากระบบอะแนโรบิคเพียงระยะสั้นๆ แต่หากใช้ระยะเวลานานขึ้น ร่างกายจะพยายามกำจัดกรดแล็คติกและเร่งกระบวนการทำงานอันส่งผลให้อัตราชีพจรเต้นสูงขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าจะไม่ได้ใช้อ็อกซิเจนเข้าช่วยก็ตาม
-ระดับความหนักสูงสุด ที่ความหนักนี้ร่างกายใช้พลังงานทั้งหมดมาจากกล้ามเนื้อล้วนๆ ดึงเอา ATP ที่สะสมออกมาใช้งาน แต่หัวใจและปอดจะยิ่งทำงานหนักเพื่อลดกรดแล็คติกให้ได้รวดเร็วที่สุด หัวใจและปอดที่ทำงานหนักนี้จะยังคงทำงานหนักและเร็วต่อไปอีกระยะแม้ว่าลดความหนักลงมาแล้วก็ตาม จนกว่าระดับกรดแล็คติกลดลงอยู่ในระดับที่ร่างกายต้องการและเปลี่ยนกลับไปใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคเช่นเดิม 2 จากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับต่างๆของชีพจรสามารถระบุได้คร่าวๆดังนี้
ระดับที่ 1 50-60 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 2 60-70 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 3 70-80 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 4 80-90 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
ระดับที่ 5 90-100 % ของอัตราชีพจรสูงสุด
คงจะพอสังเกตได้ว่าเราแบ่งระดับอัตราชีพจรของเราเทียบกับชีพจรสูงสุดของต่ละคนเป็นหลัก ดังนั้นหากเรารู้ค่าชีพจรสูงสุดก็จะสามารถแบ่งช่วงการออกกำลังและเฝ้าติดตามร่างกายเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งกระบวนการหาอัตราชีพจรสูงสุดนั้นมีหลากหลายวิธีต่างๆกันไปดังนี้
3 วิธีการหาจากอายุ
220-อายุ = ชีพจรสูงสุด สำหรับผู้ชาย และ 226-อายุ สำหรับผู้หญิง
วิธีนี้ไม่อธิบายครับเพราะเพี้ยนมากสามารถเพี้ยนได้ถึง 10% นั่นแปลว่าทำให้การออกกำลังกายเราผิดช่วงระดับไปได้เลยทีเดียว ขออธิบายวิธีที่ใช้อายุร่วมกับน้ำหนักหรือเรียกง่ายๆว่า “Edwards Age and Weight Prediction”
สำหรับผู้ชาย 210-(0.5 ของอายุ) – (5% ของน้ำหนักตัวหน่วยปอนด์) + 4
สำหรับผู้หญิง 210-(0.5 ของอายุ) – (5% ของน้ำหนักตัวหน่วยปอนด์)
ต่อมาเมื่อปี 2002 ที่ผ่านมาได้มีการตีพิมพ์ผลการสำรวจวิจัยพบว่าการหาชีพจรสูงสุดจากอายุสามารถหาได้อย่างง่ายๆและเที่ยงตรงขึ้นด้วยสูตรคำนวณ 205.8-(0.685xอายุ)
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องอายุและน้ำหนักไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าคนๆหนึ่งจะมีอัตราชีพจรสูงสุดเท่าไหร่ เพราะพบว่าสำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาและมีร่างกายที่ฟิตจะมีชีพจรสูงสุดมากกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ดังนั้นจึงเกิดวิธีการคำนวณอีกแบบเพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงที่สุด 4 การคำนวณหาชีพจรสูงสุดจากอัตราชีพจรพัก
Resting Heart Rate (RHR) หรือ MRHR หมายถึงอัตราชีพจรต่ำสุดขณะพักของคุคคลหนึ่ง ที่พบว่าแปรผันกับความฟิตของคนๆนั้นเช่นหากคนๆนั้นมีความฟิตมาก อัตราชีพจรเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาจากที่นอนจะต่ำกว่าคนที่ไม่ฟิต ดังนั้นจึงเกิดสูตรคำนวณโดยอาศํย MRHR เข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำด้วย
วิธีการหา MRHR ทำได้ง่ายๆดังนี้ ตื่นนอนมาตอนเช้า ก่อนจะลุกหรือขยับตัวให้ตรวจหาชีพจรอัตราการเต้นต่อ 1 นาที เพื่อความแม่นยำ ควรทำมากกว่า 1 วันแล้วนำค่าที่ได้มาเฉลี่ยกันมากกว่า 3 วันขึ้นไป ทั้งนี้ค่าที่ได้ต้องมาจากการนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอลหรือคาเฟอีนก่อนนอน จากนั้นนำค่าที่ได้มาเข้สูตคำนวณดังนี้
(สำหรับผู้หญิงเปลี่ยนจาก 220 เป็น 226)
220-อายุ = MHRx (ค่าประมาณชีพจรสูงสุด)
MHRx-MRHR = C (ค่าปัจจัยความคาดเคลื่อน)
(C x %) + MRHR = %MHR (อัตราการเต้นของชีพจรในระดับที่ต้องการ)
ฟังแล้วยากใช่มั้ยครับ?? ผมจะยกตัวอย่างให้ครับจะได้ไม่งง
นายนิบาลี อายุ 26 ปี มีชีพจรยามตื่นนอนวัดมาแล้ว 4 วันเฉลี่ยได้ 64 ครั้งต่อนาที
220-อายุของนายนิบาลี คือ 220-26 = 194 ...MHRx คือ 194 ดังนั้น MHRx-MRHR ก็คือ
194-64 = 130 นี่คือค่าปัจจัยการคำนวณของนายนิบาลีหรือค่า C ดังนั้นจากสูตร (C x %) + MRHR = %MHR
จะคำนวณหาพิกัด 70% ได้ดังนี้
(130x0.7) + 64 = 155
ดังนั้น 70%MHR ของนายนิบาลีเท่ากับ 155 ครั้งต่อนาที ซึ่งได้สูงกว่าค่าที่นำแค่อายุไปคำนวณเฉยๆ เพราะว่านายนิบาลีมีความฟิตร่างกายดีสุดยอดเหนือกว่าค่ามาตรฐานของคนธรรมดามากนั่นเอง
ทว่า..... นี่คือเรื่องของอัตราชีพจรหรือ Heart Rate ที่ใช้กันมานานหลายสิบปีแล้วครับ จะเห็นได้ว่าแม้แต่วิธีที่พยายามจะควบคุมตัวแปรให้ได้มากที่สุดก็ยังมีความเสี่ยงที่จะหาค่านี้ได้ไม่แม่นยำอยู่มาก ครั้นจะเข้าห้องทดลองทดสอบหาชีพจรสูงสุดกันจริงๆ มันก็ไม่ใข่ของง่ายที่จะเข้าไปแล้วซัดจนได้ชีพจรสูงสุดออกมาได้ มีตัวแปรด้านจิตใจและปัจจัยแวดล้อมอีกเพียบ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชีพจรสูงสุดจริงๆคือเท่าไหร่?? มันจึงตอบไม่ได้เลย
ดังนั้นหากท่านคำนวณแล้วไปขี่จริงวันดีคืนดีพบว่า MHR หรือชีพจรสูงสุดออกมามากกว่าที่คำนวณก็รีบเปลี่ยนค่านั้นเสียใหม่นะครับ เพื่อความแม่นยำของการจำกัดโซนการออกกำลัง แต่ต้องดูด้วยว่าค่าที่ได้มาสมเหตุสมผลแค่ไหน มาเพราะเครื่องรวนหรือเปล่า เดี๋ยวจะได้หัวใจผีมาแล้วจะยุ่ง
5 ATHR ศัพท์นี้เป็นค่าชีพจรใหม่ที่นักวิยาศัสตร์การกีฬานิยมใช้ในยุคปัจจุบัน
ตามหัวข้อด้านบนเราหาค่าชีพจรสูงสุดที่แม่นยำได้ยาก แต่เราสามารถหาช่วงระยะที่ร่างกายสามารถตอบสนองต่อกรดแล็คติกได้ง่ายกว่า หากต้องการหาอย่างชัดเจนจริงๆก็คือการเข้าห้องทดลองปั่นจักรยานหรือออกกำลังกายแล้วเจาเลือดพร้อมกับวัดปริมาณอ็อกซิเจนที่ร่างกายใช้ ที่ระดับที่อ็อกซิเจนใช้จนสูงสุดและเกิดกรดแล็คติกขึ้นอย่างฉับพลันนั้นแหละคือระยะที่เรียกว่าพิกัด Anaerobic Threshold ซึ่งสามารถนำมาเทียบเคียงเป็นโซนการใช้งานได้ดังนี้
โซนที่ 1 Recovery
เป็นโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคนิดหน่อยและไขมันเป็นหลัก
โซนที่ 2 Endurance
เป็นโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคเป็นหลัก
โซนที่ 3 Tempo
เป็นโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคร่วมกับกล้ามเนื้อบ้างเล็กน้อย
โซนที่ 4 Lactate Threshold
โซนที่ร่างกายเข้าสู่ช่วงสร้างกรดแล็คติกมากขึ้น เริ่มเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากระบบอะแนโรบิค
โซนที่ 5 Above Threshold
โซนนี้ร่างกายใช้พลังงานร่วมกันระหว่างแอโรบิคและอะแนโรบิค
โซนที่ 6 Aerobic Threshold
โซนที่ร่างกายใช้อ็อกซิเจนสูงที่สุด เกินจากนี้ไปร่างกายจะไม่ได้ใช้อ็อกซิเจนสังเคราะห์พลังงานอีแล้ว
โซนที่ 7 Anaerobic Threshold
โซนที่ร่างกายอาศัยพลังงานจาก ATP ของกล้ามเนื้อล้วนๆ
.....เราตะหาพิกัดโซน ATHR ได้อย่างไร??
6.การหา ATHR ด้วย CP30
ATHR คืออัตราชีพจรที่หัวใจทำงานในขณะที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนระบบพลังงานไปใช้ระบบพลังงานแบบอะแนโรบิคเข้ามา เป็นอัตราชีพจรที่สะท้อนสืบเนื่องกับค่าพลังที่ร่างกายทำงานได้ใช้งานจริงหรือ Functional Threshold Power หรือ FTP ของการแบ่งพิกัดโซนด้วยพลังงานที่ออกแรง(วัตต์) การทดสอบหา ATHR ทำได้ง่ายๆเพียงแต่มีศัพท์อยู่หนึ่งคำที่เราต้องมารู้จักกันก่อนครับ CP หรือ Critical Power
หมายถึง “ค่าพลังที่ออกแรงแบบหมดตัวในระยะเวลาหนึ่ง” เช่น CP30 ในที่นี้หมายถึงใน 30 นาที ออกแรงเฉลี่ยได้มากที่สุดเท่าไหร่? พูดง่ายๆมันคือการปั่นแบบ Time Trial 30 นาที ต้องออกแรงเฉลี่ยจากวินาทีที่ 1 จนถึงวินาทีสุดท้ายแบบหมดตัวพอดิบพอดี 30 นาที ปึงเส้นชัยต้องไม่มีแรงเหลือหรือขาดหมดก่อนไปถึง นั่นถึงจะเรียกว่า CP ครับ
วิธีการคำนวณหา ATHR ด้วย CP30 ทำได้ดังนี้
วอร์มอัพร่างกายให้พร้อม จากนั้นเริ่มต้น “30 นาทีหมดตัว”ได้เลย
เมื่อผ่านพ้น 10 นาทีให้กด Lap หรือมาร์คพิกัดนั้นเอาไว้ แล้วขี่ต่อจนจบ 30 นาทีแบบหมดแรงพอดีๆ
นำค่าชีพจรเฉลี่ย*20 นาทีหลัง* มาดู นั่นคือค่า ATHR นั่นเอง
ข้อควรระวังก็คือ ...ส่วนมากมักจะออกแรง 10 นาทีแรกมากเกินไปทำให้ช่วง 20 นาทีหลังหมดแรงและแรงหมดก่อนจะสิ้นสุด 30 นาที ซึ่งจะส่งผลให้ได้ ATHR น้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้นต้องพยายามเฉลี่ยแรงให้ดีใน 30 นาทีนั้น ที่สำคัญ หมั่นทดสอบหาค่านี้บ่อยๆแล้วนำมาเฉลี่ยกันจะได้ค่าที่ใกล้เคียงการทดสอบจริงในห้องทดลองมากที่สุด
7 Target Zones
เมื่อได้ ATHR มาแล้ว็มาดูว่าแต่ละโซนมันเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งข้อดีของโซนชีพจรที่อิงจาก %ATHR นี้คือสามารถนำไปใช้ร่วมกับพวกการฝึกซ้อมด้วย Power Meter ได้ด้วย ทั้งใช้ประกอบกันเพื่อความแม่นยำ และใช้แทนที่กันได้โดยมีความคลาดเคลื่อนนิดหน่อย อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการฝึกซ้อม ซึ่ง มีการระบุโซนการเทียบเคียงของ Funtional Threshold Power กับ ATHR เอาไว้ดังนี้
สำหรับการขี่จักรยาน
Z1 <68% Active Recovery Zone
Z2 89-83% Endurance Zone
Z3 84-94% Tempo Zone
Z4 95-105% Lactate Threshold Zone
Z5 <106% Above Threshold/VO2max Zone
8 สุดท้ายได้โซนต่างๆมาแล้วมันยังไม่ได้ช่วยอะไรเรามากครับ เพราะมันได้เครื่องมือในการจำแนกความหนักในการปั่นของเรา หลักการง่ายๆของมันก็คือ หากเราต้องการพัฒนาระบบใด ต้องการพัฒนาช่วงไหน เราก็ซ้อมที่ช่วงนั้นๆเป็นหลัก ทว่ามันจะตามมาด้วยความรู้พื้นฐานทางด้านการฝึกนักกีฬาว่าแต่ละช่วงเราต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะเกิดผล และที่สำคัญไม่ทำให้นักกีฬาฝึกหนักจนเกินกำลังของร่างกาย คงไม่มีใครสามารถที่จะลากโซน 5 ยาว 25 นาทีได้อย่างแน่นอน แล้วทำอย่างไรจึงจะหาทางได้”สูตร” ฝึกซ้อมเหล่านั้นมาล่ะครับ?? นั่นคือปัญหาโลกแตกก็ว่าได้ หลายๆคนได้โซนทั้งชพจรและวัตต์มาแล้วก็จริงแต่ไม่มีสูตรการใช้งาน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้
เดี๋ยว Velopedia จะเอาสูตรสำเร็จต่างๆที่หามาได้มาลงเอาไว้เป็นของแถม แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะครับสูตรต่างๆพวกนี้ จะส่งผลได้ดีก็ต่อเมื่อมันถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับคนปั่นแต่ละคน และถูกออกแบบจัดวางตารางการใช้งานอย่างดี ส่งผลได้สูงสุดและไม่ทำให้หนักจนเกินไป ซึ่งเราขอสนับสนุนให้ใช้ที่ปรึกษาหรือโค้ชในขั้นตอนต่อจากนี้แล้วครับ ท่านอาจนำมาเรียงร้อยสร้างตารางการฝึกของท่านได้เอง อาจส่งผลพัฒนาและไม่บาดเจ็บได้ ขึ้นอยู่กับความพิถีพิถันในการผสมส่วนผสมต่างๆปรึงออกมา แต่แน่นอนว่ามันย่อมไม่มีอะไรการันตีเท่ากับโค้ชที่เหมือนเชฟปรุงแต่งมันออกมาได้กลมกล่อมกับนักกีฬาแต่ละคนอย่างแน่นอนครับ
เอาไว้รอโอกาสต่อไปภาคเสริมทั้งสูตรการซ้อมเพื่อลดน้ำหนัก สูตรการซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมการขี่ร้อยกิโล หล่ายๆท่านอาจมีสูตจากแหล่งต่างๆหาได้ไม่ยาก ทั้งฟรีและเสียเงินอยู่แล้ว หากเบื่อแล้วลองนำมาแบ่งเพื่อนๆทดลองเล่นกันดูได้นะครับ
ใครสงสัยเนื้อหาเบื้องต้นลองย้อนกลับไปอ่านตอนแรกเรื่องระบบการทำงานของร่ายกายดูนะครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... #p11907991[homeimg=300,250]http://thaimtb.com/forum/picture_mtb_cr ... 413587.jpg[/homeimg]
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- narakorn
- ขาประจำ
- โพสต์: 941
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ย. 2008, 08:50
- team: บางนาทีม
- Bike: Giant tcr advance
Re: VP "Heart Rate"
-
ton_59
- ขาประจำ
- โพสต์: 1825
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2009, 16:12
- Tel: 0866652400
- team: แก๊ง ขวานซิ่ง
- Bike: GT & RADAC
- ติดต่อ:
Re: VP "Heart Rate"
มีประโยชน์มาก ขอบคุณครับ
จักรยานไม้ไผ่ ไทยประดิษฐ์ (ของน้องชายผม)
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=1129953&start=45
https://www.facebook.com/khing.bamboobicycle
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=1129953&start=45
https://www.facebook.com/khing.bamboobicycle
- Franklyn
- ขาประจำ
- โพสต์: 449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มี.ค. 2011, 03:18
- team: Rabbitz Cycling Team
- Bike: DG FX05, Cruiser, Gios Stillo, Makino NJS, Specialized Transition Elite AL, Trek Speed Concept 7.5
- shpiak
- ขาประจำ
- โพสต์: 2147
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2013, 10:43
- Bike: พับอย่างเดียว
- ตำแหน่ง: วงเวียนใหญ่
Re: VP "Heart Rate"
ขอบคุณบทความดีๆครับ ขออนุญาตแปะลิงค์ให้เพื่อนนักปั่นนะครับ
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
สิ่งที่คนรวยกับจนมีโอกาสมีได้เท่าๆกันคือบุญ กับมารยาท
มีเงินก็หามารยาทมาประดับตัวเป็นศรีไม่ได้ ต้องทำเอาเอง
สิ่งที่คนรวยกับจนมีโอกาสมีได้เท่าๆกันคือบุญ กับมารยาท
มีเงินก็หามารยาทมาประดับตัวเป็นศรีไม่ได้ ต้องทำเอาเอง
- O2
- ขาประจำ
- โพสต์: 433
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 07:42
- Tel: 0998185288
- Bike: Argon Krypton / Pinarello Razha/Focus Cayo / Giant TCR Advanced / Specialized Tarmac SL2 / Giant TCR Composite / Giant TCR Aluxx / Cannondale CADD 10 / Cannondale F500 / Jamis XC Pro / Merida Espresso
- taoat
- ขาประจำ
- โพสต์: 196
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ค. 2013, 22:24
- Bike: MERIDA MATT5 / Infinite space comp
-
earkeark
- ขาประจำ
- โพสต์: 182
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2011, 08:58
- Tel: Line ID : earkearks
- Bike: Canyon Ultimate CF SLX
- ตำแหน่ง: Nonthaburi
Re: VP "Heart Rate"
ขอบคุณมากเลยครับ
Cyclology Cycling Club
Canyon Bikes Thailand
Rapha Cycling Club
Canyon Bikes Thailand
Rapha Cycling Club
- ล้อหนาม วังโป่ง
- ขาประจำ
- โพสต์: 502
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2011, 12:29
- team: กลุ่มวังโป่งสายปั่น ทีมเสือเพชรบูรณ์
- Bike: MTB:Giant XTC SLR ROAD:Bianchi Sempre
- TANG 2551
- ขาประจำ
- โพสต์: 376
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2012, 12:55
- Tel: 0894432661
- team: อิสระ มีเพื่อนแล้วสี่ท่าน
- Bike: Challenger martrix 2.7 ,Scott Speedter S60
Re: VP "Heart Rate"
ขอบคุณครับ

โลกจักรยานคือเสรีภาพ,อิสระ,เป็นตัวเอง,เป็นพี่เป็นน้อง.....
รถผมประกอบ....
ภูเขา ร้านช่างศักดิ์
หมอบ ร้านน้องน้ำ้เย็น คร้าบ...
รถผมประกอบ....
ภูเขา ร้านช่างศักดิ์
หมอบ ร้านน้องน้ำ้เย็น คร้าบ...
-
Ramp
- ขาประจำ
- โพสต์: 196
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 มี.ค. 2014, 16:37
- Bike: Past : Archer P18; Trek Madone 1.1 2014; Trek Madone 2.1 2014; Trek Madone 3.1 2014 : Now : Cannondale Synapse Carbon 2014 : Cervelo Team S5
Re: VP "Heart Rate"
ขอบคุณครับ
- huuzakub
- ขาประจำ
- โพสต์: 129
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ย. 2011, 21:40
- Tel: 081 641 2664
- team: ไม่มีครับ
- Bike: ตรานกยูง
Re: VP "Heart Rate"
thx krab
------กระเป๋ารัดใต้อาน ทำจากหนัง PU 4 สี 100 บาท รวมส่งๆๆ------ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1183024
- vhan
- สมาชิก
- โพสต์: 29
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ธ.ค. 2014, 22:48
Re: VP "Heart Rate"
ขอเก็บข้อมูลนะครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
- จอมปั่นสะท้านภพ
- ขาประจำ
- โพสต์: 407
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 06:00
- team: Only One
- Bike: White GaryFisher Wahoo 09..........Bianchi Camaleonte Sport 2 Due 2013........Bianchi Infinito CV Ultegra 2014
- ติดต่อ:
- Permkiat
- ขาประจำ
- โพสต์: 490
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.ค. 2014, 13:40
- ตำแหน่ง: กรุงเทพฯ
- ติดต่อ: