VP “รู้จักร่างกายของเรา”

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย giro »

00.jpg
00.jpg (1.31 MiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
มาฝึกซ้อมและพัฒนาการปั่นกันเถอะ
ตอนที่ 2 “รู้จักร่างกายของเรา”
ผมขอบอกไว้ก่อนเริ่มออกตัวกันเลยนะครับว่า.. บทแรกนี้อาจทำให้หลายๆท่าน”ถอดใจ”ไมอ่านต่อแล้วเพราะเนื้อหามันช่างหนักเหลือเกิน เปรียบได้กับการกลับไปตั้งใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปาน แถมคำศัพท์ต่างๆก็เยอะไปหมด เป็นคำศัพท์เชิงชีวะเสียด้วย นึกถึงนักเรียนหมอใส่แว่นหนาเตอะ ดูไม่เข้ากันกับนักจักรยานเอาเสียเลย แต่คงรู้กันอยู๋แล้วครับว่า ศาสตร์แห่งการพัฒนาด้านกีฬามันไม่ใช่เรื่องของศิลป์ แต่มันเป็นวิทย์ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาและพัฒนามาตลอด มีการทดสอบ ทดลอง เรยนร็ ตั้งคำถามและพบทางแก้ปัญหาของมัน ความเป็นศิลป์ของมันก็คือ คุณจะเลือกหยิบทฤษฏีไหนมาพัฒนานั่นแหละครับ หากไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์เลย ก็คงจะยากที่จะเลือกสรรหาวิธีมาพัฒนาการปั่นของเราได้
ดังนั้นก็อดทนกันสักนิดครับ บทแรกจะหนักหัวซักหน่อย แต่นานๆไปมันจะช่วยเป็นพื้นฐานความรู้ที่ดีมาก และต่อยอดในบทหลังๆได้เป็นอย่างดี
1-00.jpg
1-00.jpg (9.28 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
ตามธรรมเนียมบทความยาวๆของเรา เราจะหั่นเป็นชิ้นๆ พร้อมภาพประกอบที่ comment ด้านล่างในเพจนะครับ เชิญติดตามต่อกันได้เรื่อยๆครับ
ถูกใจกด Like ชอบใจกด Share ครับ เพื่อนๆจะได้เห็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ประชากรนักปั่นยังมีอีกมากที่ไม่เคยเห็นและรับรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย และยังเฝ้าหาหนทางปั่นให้สนุกขึ้น พวกเราก็หวังว่าจะแบ่งปันความรู้ต่างๆเหล่านี้ได้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ
http://www.facebook.com/thaivelopedia

ก่อนอื่นเราต้องมาศึกษาเรื่องของ”ระบบพลังงาน”ในร่างกายของเรากันก่อนครับ เพราะการปั่นจักรยานหรือการเล่นกีฬาใดๆก็ตาม มันอาศัยสิ่งที่เรียกว่า”พลังงาน” มาขยับร่างกายของเรา ซึ่งดูเข้าไปให้ลึกลงไปอีก ร่างกายเราขยับได้เพราะกล้ามเนื้อมัดต่างๆกำลังหดตัวและยืดตัวสัมพันธ์กัน เกิดเป็นการเคลื่อนไหวตามที่สมองสั่ง แปลง่ายๆก็คือ ในขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่ท่านลองกำมือซ้ายของท่านแล้วยกขึ้น จริงๆสมองของท่านส่งสัญญาณไปที่มัดกล้ามเนื้อต่างๆในมือ ให้หดตัวดึงนิ้วเข้ามารวบกันไว้ กล้ามเนื้อแขนหดตัวดึงให้แขนขยับชูขึ้น นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของการขยับ
ซึ่งกล้ามเนื้อจะขยับได้มันต้องมี”แหล่งพลังงาน”ให้กล้ามเนื้อใช้เพื่อการหดตัวเป็นเหมือนน้ำมัน แต่ร่างกายเราเป็นเครือ่งยนต์ระดับซุปเปอร์ไฮบริดครับ ไม่ได้ใช้แค่น้ำมันบวกไฟฟ้า แต่ร่างกายเราใช้แหล่งพลังงานหลักๆต่างกันถึง 3 แหล่ง แถมมีกระบวนการสังเคราะห์พลังงานต่างๆกันอีกหลายวิธี แต่ละแบบจะทำงานในระดับความต้องการและตัวแปรที่แตกต่างกันออกไป มีกลไกพิเศษที่ทำให้คนเราแต่ละคนเล่นกีฬาแต่ละชนิดถนัดเหมาะสมแตกต่างกัน และนักวิทยาศาสตร์ก็หาทางพัฒนากลไกเหล่านั้น เมื่อกลไกพัฒนา การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อก็ดีขึ้น ส่งผลให้สมรรภาพทางการกีฬานั้นๆดีขึ้นไปด้วยนั่นเอง

มาพูดถึงพลังงานกันก่อนนะครับ เราใช้พลังงานหลักๆจาก 3 องค์ประกอบได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตสะสมในร่างกายทั้งกระแสเลือด ในเซลกล้ามเนื้อและในตับ ให้พลังงานต่อหน่วยน้อยที่สุด ไขมันสะสมอยู๋ระหว่างกล้ามเนื้อและใต้ผิวหนังให้พลังงานได้มากที่สุด ส่วนโปรตีนจะเป็นแหล่งพลังงานสุดท้ายที่ร่างกายจะนำมาใช้เมื่อใกล้อดตาย (คนอดข้าวติดเกาะถึงได้ผอมซูบกล้ามเนื้อลีบลง ร่างกายเปลี่ยนโปรตีนมาเป็นพลังงานของตัวแถมลดภาระความต้องการพลังงานลงด้วย) ถ้าเอาพลังงานเหล่านั้นมารวมกัน เชื่อไหมครับว่าในคนๆหนึ่ง เรามีพลังงานมากพอที่จะปั่นจักรยานเกิน 5,000 กม. โดยอาศัยแค่พลังงานดิบที่มี ทว่าในความเป็นจริงทำไม่ได้หรอกครับ ทั้งสมอง ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนโลหิต สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ต้องการพลังงาน แม้แต่แค่การปรับอุณหภูมิร่างกายก็อาศัยพลังงาน พลังงานมากมายขนาดนั้นสามารถถูกร่างกายเอาไปใช้แค่”ดำรงอยู่”ได้แค่ 7 วันก็หมดแล้วครับ คิดง่ายๆแบบกำปั้นทุบดินว่า ร่างกายเราใช้พลังงานแค่เพื่อให้ไม่ตายวันหนึ่งพอๆกับขี่จักรยานตั้ง 700 กม. เชียวนะครับ

เอาล่ะครับ เรามาชมว่า เมื่อเราคิดจะ”เริ่ม” ออกแรง ร่างกายเราจะทำอย่างไรบ้าง

1-01.jpg
1-01.jpg (35.75 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
01 ภาพประกอบแสดงอัตราการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่แตกต่างกันไป โดยมีตัวแปรคือความหนักของแรง(แกนตั้ง) และระยะเวลาที่ออกแรง(แกนนอน) เรามาทำความร็จักกับแหล่งพลังงานด่วนสุดๆของเรากันก่อนเลยครับ
ATP
ผมไม่ลงลึกนะครับว่าย่อมาจากอะไร ไม่ได้เอาไปออกข้อสอบ เอาเป็นว่ามันคือ”เม็ดพลังงาน”ที่กล้ามเนื้อเราจะสะสมเอาไว้ใช้เพื่อหดตัว เป็นของที่มีอยู่ตลอดเวลาครับ หรือคิดง่ายๆก็ เงินในกระเป๋านั่นแหละครับ ข้อดีคือมันออกแรงได้มหาศาลมากๆ กล้ามเนื้อยิ่งใหญ่ยิ่งสะสมเอาไว้มาก ยิ่งออกแรงได้มาก แต่.... ข้อเสียคือ แป๊บเดียวหมดครับ หมดแล้วก็บรรลัยครับ ยกตัวอย่างเช่นนักยกน้ำหนัก นักทุ่มน้ำหนัก นักวิ่งระยะสั้น พวกกรีฑาที่ออกแรงสั้นๆ หรือนักเพาะกาย
ดูนักยกน้ำหนักง่ายที่สุดครับ เริ่มมาปุ๊บ เข้าที่จัดท่าทางยกขึ้นไปหนึ่งเฮือก อาศัย ATP ในกล้ามเนื้อส่งให้เกิดการออกแรงมหาศาลอย่างรวดเร็ว ยกขึ้นไปแล้วทรงตัวให้อยู่อาศํยโครงสร้างร่างกาย หากท่าไม่ดี เทคนิคไม่ถูก ต้องมาคอยจัดท่าทางไปด้วย เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆแรงก็แทบจะเต็มปรี่ ATP หมดปุ๊บ ร่วง หมดหวังกันไป หรือแม้แต่นักทุ่มน้ำหนักวิ่งชาร์จมาเต็มแรง แล้วทุ่มออกไปอาศัยกล้ามเนื้อทั้งตัว เราไม่เคยเห็นคนไหนวิ่งมา 400 เมตรแล้วมาทุ่มใช่มั้ยครับ?? นักวิ่ง 100 ม. ก็เช่นกัน ลองให้วิ่งความเร็วนั้นอีกซัก 50 ม. เวลาเลยไปอีกซัก 5 วินาที รับรองว่าตำเหลือกแน่ครับเพราะมันหมดไปแล้ว สำหรับจักรยานเราก็จะมองไปที่พวกสปรินท์ หรือถ้าให้เข้าทางสุดก็พวกแข่งรถลู่แบบสปรินท์ที่เริ่มมากขี่เบาๆมองตากันไปเนือยๆ เก็บ ATP เอาไว้ก่อน พอได้ที่ยก กด ดัง ดัน เปรี้ยงเดียวเรียกพลังมหาศาล จากนั้นไม่เกิน 10 วินาทีรู้ผล
1-02.jpg
1-02.jpg (224.83 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
02 Glycolytic System หรือ Lactic System
แหล่งพลังงานแหล่งที่สองอาศัยเจ้า ไกลโคเจนที่มีอยู่แล้วในร่างกายเรา สะสมอยู่ในตับและกล้ามเนื้อ เป็นแหล่งพลังงานต่อจากเมื่อกล้ามเนื้อเราหมดไปแล้ว เรี่ยวแรงช่วงนี้จะได้งานเต็มที่อยู๋ในช่วง 1-2 นาที ต่อเนื่องไปถึง 3 นาที ยิ่งออกแรงโครมแรกมากเท่าไหร่ ATP ยิ่งหมดเร็ว ระบบพลังงานนี้ก็จะเข้ามาแทนที่ครับ ยกตัวอย่างง่ายๆได้ด้วยตัวท่านเอง คราวหน้ายังไม่ต้องทำอะไรมากครับ ขึ้นคร่อมจักรยาน แล้วอัดเปรี้ยงไปเลยครับ 2 นาที ระยะทางราวๆ 1.5 กม. หมดแม็ก ท่านจะทำได้โดยที่แทบจะไม่หอบเลย จะไปหอบเอาก็ช่วงปลายๆเท่านั้น นั่นเพราะว่าทั้งกระบวนการดึง ATP ในกล้ามเนื้อมาใช้และ Glycolytic ไม่ได้เรียกร้องหาตัวสันดาปมาช่วยสร้างพลังงานครับ ร่างกายใช้ฮอร์โมนบางชนิดเปลี่ยนเอาไกลโคเจนนั้นไปเป็นพลังงานป้อนให้กับกล้ามเนื้อในรูปแบบของการเปลี่ยนไกลโคเจนนั้นเป็นกลูโคส และกลูโคสจะเปลี่ยนไปเป็น ATP ป้อนไปที่กล้ามเนื้อต่อ
ผมแปลง่ายๆครับว่าวูบแรก ATP ติดตัวหมด ก็ไปเอาไกลโคเขนที่สะสมเอาไว้ผ่านกระบวนการ 2 ขั้นได้ ATP กลับมา กระบวนการที่ว่านี้อาศัยเวลา 10-15 งินาที และกลูโคส 1 หน่วย อาศัยกระบวนการทางเคมีสร้าง ATP ได้ 2 หน่วย ซึ่งนับว่าน้อยมากครับ และที่สำคัญ .... ได้ของเสียมาเป็น Pyruvate ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดได้ทั้งผลดีและร้ายต่อไปกับร่างการของเราในการออกกำลังได้ด้วยครับ
1-03.jpg
1-03.jpg (272.07 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
03 Pyruvate และการทำงานแบบ Lactic System
สังเกตร่างกายของท่านหลังจากที่ท่านเดี่ยวเปอร์ซูท 1500 เมตรไปแล้ว ต่อให้ท่านซอยขาเบาๆ หรือจูงรถเดินย้อนกลับมา ร่างกายของท่านก็จะหอบ หายใจแรงมาก แม้ว่าขณะที่ออกแรงกระทืบกระชากอยู่ตั้งเป็นนาทีไม่หอบเลยซักแอะ นั่นก็เพราะร่างกายของท่านกำลังเรียกร้องต้องการหาอ็อกซิเจนเข้าไปช่วยในการเปลี่ยน Pyruvate ที่ยังเหลือมูลค่าพลังงานจากการเปลี่ยนกลูโคสไปเป็น ATP แค่ 2 หน่วย เมื่อได้รับการสันดาปจากอ็อกซิเจนเข้าไป Pyruvate ที่มีอยู่กลายร่างไปเป็น ATP ได้ทั้งสิ้น 36 หน่วย และนั่นคือการเริ่มต้นของกระบวนการใช้พลังงานของร่ายกายร่วมกับระบบการหมุนเวียนโลหิตและอากาศ หรือเรียกกันง่ายๆว่า “ระบบแอโรบิค”
วงจรของระบบนี้เริ่มที่หัวใจสูบฉีดเลือดมารับเอาอ็อกซิเจนและส่งไปยังร่างกายใช้เปลี่ยนสร้างพลังงาน ของเสียที่ได้คือคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ถูกลำเลียงกลับมาทางหลอดเลือดดำ มาส่งให้ปอดระบายออกทางลมหายใจอีกที เป็นอันว่าครบสูบกระบวนการนี้ครับ ดังนั้นที่ระยะเวลาการออกกำลังกายต่อจาก 3 นาทีแรกเป็นต้นไป. ชีพจรของท่านจะเริ่มต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ การหายใจจะแรงและถี่ขึ้น เพื่อเร่งกระบวนการดังกล่าว
กลับมาที่จักรยานหลังจากที่ท่านเสร็จสิ้น 1500 เมตรไปแล้ว ตอนนี้ต่อให้เอาปืนมาข่อหัว ท่านก็ไม่สามารถอัดเต็มได้เหมือน 2 นาทีแรกได้อีกต่อไป ความเร็วลด วัตต์ตก หัวใขเต้นเร็วขึ้น การหายใจเริ่มแรงขึ้น รัวขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปนี้จะเริ่มหัวใจหลักสำคัญจริงๆของกีฬาจักรยานกันแล้วครับ คงไม่มีใครซื้อจักรยานคันละหลายหมื่นมากระทืบเล่นทีละ 2-3 นาทีแล้วเก็บกันใช่มั้ยครับ? เราอยากขี่เร็วขึ้น ไกลขึ้น กระบวนต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ
1-04.jpg
1-04.jpg (281.22 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
04 Carbohydrate Oxidation หรือกระบวนการ Aerobic
ตอนนี้ไกลโคเจนในร่างกายของท่านถูกกระตุ้นออกมาใช้งานหลังจากที่ออกแรงไปแล้วจน ATP เริ่มร่อยหรอ กระบวนการเปลี่ยนไกลโคเจนจนได้เป็น ATP แบบไร้อากาศก็ดำเนินไปจนเกิดของเสียมาเต็มไปหมด ร่างกายเราเตรียมระบบทำงานต่อไปเพื่อรับมือเอาไว้แล้ว นั่นคือกระบวนการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่มีในร่างกายให้มาเป็น ATP ให้กล้ามเนื้อขยับได้ไปเรื่อยๆ ร่วมกับอ็อกซิเจน ข้อดีคือมันมีได้เรื่อยๆ และสร้างได้จำนวนมาก ข้อเสียคือ มันต้องอาศัยเวลานานกว่าจะสร้างได้ซักหน่วยนึง ไม่เหมือนกับ 2 ระบบแรก ถ้าบ้านไฟไหม้ยกตู้เย็นหนีไม่เกิน 2 นาทีก็จบครับ ไม่ได้เผาผลาญพลังงานสะสมพวกนี้ครับ ที่สำคัญ Pyruvate ที่เกิดมาจากกระบวนการ Glycolytic ถ้าเรายังดื้อดึงจะออกแรงหนักๆต่อไป และไม่ได้เติมอ็อกซิเจนอย่างเพียงพอ สิ่งที่จะเกิดจากเจ้าตัวนี้ก็คือ “กรดแลคติก” .ซึ่งกรดนี้จะไปขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนไกลโคเจนเป็นพลังงาน (และลดจำนวน ATP ที่สร้างได้ต่อไป) แถมยังจะไปหยุดยั้งให้กล้ามเนื้อหยุดทำงาน ผมมองว่ามันเป็นกลไกพิเศษของร่างกายที่ทำออกมาเพื่อคุมไม่ให้เราใช้งานร่างกายหนักเกินไปครับ
ลองดูจุดตัดของกราฟ Glycolytic System และ Carbohydrate Oxidation ครับ ที่จุดนี้เองที่ร่างกายเริ่มใช้พลังงานจากระบบแอโรบิคอย่างเป็นหลัก ไกลโคเจจน กลูโคสที่มีอยู่ในตัวเราจะเปลี่ยนไปเป็น ATP ค่อยๆลำเลียงเลี้อยงกล้ามเนื้อเรื่อยๆ มันสามารถทำงานได้ยาวนานมากครับ อาจจะทำได้ถึง 120 นาทีโดยที่ไม่ต้องเรียกหาแหล่งพลังงานอื่นเลยก็ได้ แต่ก็จำกัดความหนักอยู่แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หากหนักเกินไป พลังงานจากกระบวนนี้จะไม่พอเพียง ร่างกายต้องเร่งสร้าง ATP จากแหล่งพลังงานไร้อ็อกซิเจนอีกครั้ง นั่นก็คือการดึงเอาไกลโคเจนไปสร้างเป็น ATP โดยตรงอีก หรืองัดเอา ATP ที่สะสมเอาไว้ในกล้ามเนื้อที่เติมเข้าไปใหม่ออกมาใช้อีก ที่จุดนี้เองทีร่างกายจะเปลี่ยนกลับไปใช้พลังงานแบบไม่แอโรบิคหรือ Anaerobic System อีกครั้ง ตัวบ่งชี้คือปริมาณกรดแลคติกที่สูงพรวดพราดขึ้นอย่างฉับพลันอันเนื่องจากจากการที่ Pyruvate ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นพลังงานด้วยอ็อกซิเจนแลยกลายเป็นกรดแล็คติก
1-05.jpg
1-05.jpg (10.78 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
05 ตรงนี้ต้องขอเบรค มาทบทวนนะครับจะได้ไม่งงกัน เริ่มต้นเราออกแรงจาก ATP ในกล้ามเนื้อ มีอยู่แล้วสะสมเอาไว้ ใครล่ำกล้ามโตก็มีมาก ได้แค่ไม่กี่วินาที จากนั้นเราจะใช้ไกลโคเจนแบบไร้อ็อกซิเจนมารับช่วงต่อเพราะระบบแอโรบิกยังไม่พร้อมทำงาน เครื่องเพิ่งติด เริ่มทำงานไปก็สร้างพลังงานมาไม่พอ ระบบนี้ให้พลังงานได้ง่ายแต่น้อยครับ ATP ที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆก็เกือบหมดไปเมื่อนาทีที่ 2-3 ต่อมาร่างกายเราจะต่อสู้ดิ้นรนไปงัดเอาทั้ง Pyruvate และคาร์โบไฮเดรตที่มีอบู่มาร่วมกับอ็อกซิเจน เป็นการเปิดระบบแอโรบิคเต็มที่ สร้าง ATP ได้มากมาย มากกว่าที่จะใช้งาน ก็จะถูกสำรองเอาไว้ ยิ่งออกแรงเพิ่มความหนักมากขึ้นๆ Pyruvate ก็มากขึ้น พลังงานจากระบบแอโรบิคก็เริ่มจะไม่พอ สุดท้ายก็ต้องไปงัด ATP ที่หยอดไว้ออกมาอีกและเปลี่ยนไกลโคเจนแบบไร้อ็อกซิเจนอีก เกิดกรดแลคติกอีกเพียบ ถ้ายังจะดันขึ้นไปอีกจากนี้จะเป็นช่วง Anaerobic แล้วครับ แต่ถ้าย้อนกลับผ่อนลงมาก็จะกลับมาที่ระบบ Aerobic ต่อไป เป็นวงจรไปเรื่อยๆ
ก็เหมือนกับเราออกไปแข่งเริ่มมาแรกๆแรงมันมี ใจมันมา ตื่นเต้นด้วย ซัดไปเต็มเหนี่ยวเลย อัดหมดตัว ผ่านไปพักหนึ่งทุกอย่างเริ่มนิ่ง ความเร็วเริ่มคงที่ เริ่มตั้งลำใหม่ ประคองไปเรื่อยๆ ระหว่างทางมีการกระชากบ้าง หนีบ้าง เร่งบ้าง ก็อัดตามกัน ลากเชื่อมต่อกลุ่มบ้าง ยิงหนีเองบ้างล้ำไประบบ Anaerobic เป็นพักๆ แล้วกลับมาพักใหม่ นี่แหละครับคือวิธีที่ขาแรงเค้าขี่จักรยานกัน ยิ่งเรามีช่วงแอโรบิคกว้าง ออกแรงได้เยอะเท่าไหร่ ยิ่งร่ายกายรับมือกับกรดแลคติกได้ดี กำจัดได้ดี สร้างน้อย และฟื้นตัวจากช่วง Anaerobic ได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะ”แรง”ได้มากกว่าคนอื่นครับ
ในอีกมุมหนึ่งใครที่ขี่แล้วไปได้ไม่นานก็หมดแรง ขี่ต่อไม่ได้แล้ว เพราะจริงๆแล้วท่านขี่หนักเกินไปครับ ร่างกายมันสู้ไม่ได้ มันออกแรงล้ำระบบแอโรบิคจะสู้ได้ไปแล้ว ของเสียเยอะ แรงเติมใหม่ไม่พอ มันก็หมด ในบทต่อๆไปเราจะมาคุยเรื่องพวกนี้กันอีกครั้งครับ
1-06.jpg
1-06.jpg (247.2 KiB) เข้าดูแล้ว 3488 ครั้ง
06 Fat Oxidation
ระบบสุดท้ายที่ร่างกายเราใช้พลังงานคือระบบการสร้างแหล่งพลังงานด้วยไขมัน ไขมันจะถูกสะสมเอาไว้ในร่างกายของเราในรูปแบบของไตรกรีเซอไรด์ เมื่อพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมันเริ่มหมดลงไป เติมใหม่เข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่ไหวแล้ว ระบบแอโรบิคจากคาร์โบไฮเดรตมันทำงานต่อไม่ได้ ก็มาถึงช่วงที่จะเปลี่ยนไตรกรีเซอไรด์ที่มีอยู่ไปเป็น 2 หน่วย ส่วนหนึ่งวนไปกระบวนการ Glycolytic แบบใช้อ็อกซิเจน อีกส่วนหนึ่งจะผ่านกระบวนการพิเศษ รวมกันแล้วได้ ATP 460 หน่วย ของเสียก็จะมีทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ซึ่งจะต้องการอ็อกซิเจนสูงและต่อเนื่องกว่าระบบแอโรบิคมาก
เห็นจำนวน ATP ที่สร้างได้แล้วอย่าเพิ่งคิดว่าไขมันนี่คือสุดยอดแหล่งพลังงานนะครับ มันมีข้อจำกัดอยู่สองอย่างคือ .... อันดับแรก มันทำงานไม่ได้ถ้าระบบคาร์โบไฮเดรตไม่ทำงานไปจนเริ่มร่อยหรอแล้ว และสอง.... ถ้าร่างกายออกแรงระดับหนักเกินไป พลังงานจะไม่เกิดจากไขมันครับเพราะกระบวนการนี้ต้องการพลังงานจากการหายใจที่ไม่สูงมาก ออกซิเจนมากแต่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ที่สำคัญที่สุด สร้างได้ตั้ง 460 หน่วยก็จริง แต่เอาไปใช้ออกแรงเยอะๆไม่ได้นะครับ เพราะถ้าออกแรงเยอะไปก็วนกลับไประบบแอโรบิคจากคาร์โบไฮเดรตอีก
ดังนั้นในความเป็นจริงแหล่งพลังงานนี้ใช้ไม่ได้จริงกับการขี่ให้เร็วครับ แต่มันจะช่วยให้เราขี่ได้ไกลมาก ไกลแบบไม่เร็ว ไกลแบบไม่รีบเร่ง ใครชอบขี่เที่ยว ใครชอบขี่นานๆ ไขมันของคุณจะถูกดึงมาใช้มากมายมหาศาลเลยล่ะครับ แถมเหนื่อยน้อยกว่าด้วยเพราะหัวใจไม่ต้องจัดหนักมาก



เมื่อรู้กลไกการทำงานของระบบพลังงานในช่วงต่างๆของการออกแรง ต่อไปเราก็จะหาวิธีจำแนกและเฝ้าสังเกตแบ่งช่วงของการทำงานต่างๆออกมาให้เห็นเป็นตัวเลขได้ชัดๆ เพราะกระบวนการทั้งหมดมันอยู่ในระดับเซลของร่างกาย คงไม่มีใครปั่นไปแล้วมองเห็นหรือรู้สึกได้ว่า ไกลโคเจนกำลังลดลงแล้ว ฮีโมโกลบินกำลังลำเลียงออกซิเจนไปให้ร่างกายสันดาปเอากลูโคสในเลือดมาส่งเป็นพลังงานต่ออย่างแน่นอน ซึ่งวิธีที่สังเกตุและติดตามร่างกายได้ง่ายที่สุดก็คือการศึกษาหาตัวบ่งชี้กระบวนการทำงานนั้นๆอาศัยปัจจัยเรื่องความต้องการของออกซิเจนและช่วงระยะเวลาการเกิดกรดแล็คติกอย่างมากมายนั่นเอง
ซึ่งจะนำไปหาวิธีการติดตาม หรือ Monitoring ที่มีประสิทธิภาพ และอุปกรณ์ที่ใกล้ตัว ใกล้มือที่สุดก็คือ Heart Rate Monitor ที่หลายๆคนคงมีอยู่แล้ว แต่มีจำนวนไม่น้อยที่มีเอาไว้เพื่อดูว่าหัวใจเต้นกี่ตุ้บต่อนาที หากเข้าใจเรื่องระบบพลังงานในบทนี้ ตอนหน้า เรามาคุยกันว่าหัวใจเราสะท้อนการทำงานอย่างไรบ้าง และมันจะนำไปหาการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาร่างกายเราได้อย่างไร

ตอนที่ 2 ลิงค์อ่านได้จากที่นี่เลยนะครับ เรื่องของ Heart Rate
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1212211
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
PeterJohnson
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 115
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 เม.ย. 2014, 21:19
team: แข่งเล่นไพ่ตลอดกาล
Bike: Infinite Spad Race.

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย PeterJohnson »

Thanks a lot, Sir.
ความรู้ มีไม่เท่าบ่า(ไหร่)
เพราะส่วนใหญ่ มักใช้ จินตนาการ ...
รูปประจำตัวสมาชิก
ptns
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 71
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ย. 2014, 10:18
Bike: CAAD10

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย ptns »

ขอบคุณครับ
เสือกลัวหมา
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 439
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2011, 21:47
team: หัวลาก กลุ่มหลุด

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย เสือกลัวหมา »

ปัก
สุภาษิต : ขิง ก็ รา ขา ก็ แรง
chalit_lee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 392
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ธ.ค. 2011, 09:09
Bike: หมอบBainchi
ติดต่อ:

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย chalit_lee »

ขอบคุณมากครับ ที่สละเวลาหาบทความดีๆมาให้อ่านให้ง่วง :D
จักรยานคือมายา แรงขาสิของจริง
รูปประจำตัวสมาชิก
shpiak
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2147
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2013, 10:43
Bike: พับอย่างเดียว
ตำแหน่ง: วงเวียนใหญ่

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย shpiak »

ขอบคุณบทความดีๆครับ ขออนุญาตแปะลิ้งค์แชร์เพื่อนนักปั่นนะครับ
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
สิ่งที่คนรวยกับจนมีโอกาสมีได้เท่าๆกันคือบุญ กับมารยาท
มีเงินก็หามารยาทมาประดับตัวเป็นศรีไม่ได้ ต้องทำเอาเอง
รูปประจำตัวสมาชิก
เอก วัดปุรณฯ.
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1489
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 16:29
Tel: 0829976602
team: BAMBOO BIKE
Bike: TREK GIANT
ตำแหน่ง: หันคา ชัยนาท

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย เอก วัดปุรณฯ. »

good :P
kimsophon
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 136
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.พ. 2015, 08:24
ตำแหน่ง: รังสิตคลอง 8 ธัญบุรี
ติดต่อ:

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย kimsophon »

Good :D
ชนะใครไม่เท่าชนะใจตัวเอง
รูปประจำตัวสมาชิก
innovator
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 190
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2011, 10:47
ตำแหน่ง: บางนา กรุงเทพฯ10260

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย innovator »

ขอปักไว้อ่านอีกทีจ้า :)
รูปประจำตัวสมาชิก
Wong24999
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 65
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ต.ค. 2013, 10:10
team: LOVE STRONG
Bike: S-Works New Tarmac

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย Wong24999 »

ขอบคุณครับ รอติดตามตอนต่อไปอยู่ครับ
รถก็งั้นๆ คนก็งั้นๆ มีแค่ใจ กับความอยากไปให้ถึงเส้นชัย
รูปประจำตัวสมาชิก
ake-van
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 136
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2012, 20:56
Tel: 0899243003
team: ASAP
Bike: SL3, BF NWT, Swift
ตำแหน่ง: Phuket

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย ake-van »

ขอบคุณครับ ได้ความรู้ ...ติดตามอ่านครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
CanoePOLO
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 61
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2014, 10:28
Bike: FOCUS CULEBRO SL 2.0

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย CanoePOLO »

ขอบคุณครับ :D :D :D ปัก ๆ
รูปประจำตัวสมาชิก
นักปั่นหวานเย็น
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 82
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2012, 11:25
Tel: 0960965275
Bike: LA Urbano TBT 20sp

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย นักปั่นหวานเย็น »

ขอขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
ปั่นไปเที่ยวไป
รูปประจำตัวสมาชิก
werachai99
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 247
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2013, 17:37
Tel: 0851906734
ติดต่อ:

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย werachai99 »

ขอบคุณครับ ชัดขึ้นเยอะเลย
http://www.midlandbike.weloveshopping.com
รถพ่วงจักรยาน พ่วงเด็ก พ่วงสัมภาระ พ่วงสัตว์เลี้ยง
087-5955624
nuekpr
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 42
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 เม.ย. 2013, 21:09
ติดต่อ:

Re: VP “รู้จักร่างกายของเรา”

โพสต์ โดย nuekpr »

เข้าใจง่าย :D จะตามอ่านครับ
ขอบคุณที่มอบวิทยาทานต่อเพื่อนนักปั่น.
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”