ล่าสุด ผมออกเดินทางอีกแล้วครับ คราวนี้ ไปต่างจังหวัดครับ ซึ่งผมตัดสินใจเอาจักรยานไปปั่นด้วย และเริ่มเดินทางด้วยการปั่นจากบ้านเพื่อนแถวลำลูกกาไปสนามบินดอนเมือง เพื่อจะไปขึ้นเครื่องพร้อมจักรยานคู่ใจ ซึ่งระยะทางก็ไม่ได้ไกลอะไรครับ แค่ 10 กม. และผมเลือกออกเดินทางเวลาตีสามกว่าๆ เนื่องจากว่าเป็นไฟลท์เช้า ซึ่งต้องเผื่อเวลาไปโหลดกระเป๋าด้วย จึงต้องออกแต่เช้ามืด ข้อดีคือ รถไม่เยอะ และอากาศเย็นสบาย ปั่นได้ไม่ร้อนครับ


ช่วงถนนลำลูกกานั้นชิลๆ ครับ ผมใช้ทางลัดจากลำลูกกาเข้าอนุสรณ์สถานทะลุออกถนนวิภาวดีรังสิต เลยผ่านถนนหลักไปได้สบายๆ อย่างปลอดภัย และจากช่วงวิภาวดีรังสิต ที่ยังมีถนนคู่ขนานก็ยังโอเคอยู่ครับ จนกระทั่งถนนเส้นนี้ไปสิ้นสุดลงที่หน้าทางเข้ากองทัพอากาศ ซึ่งถนนบังคับรถทุกคันให้เลี้ยวเข้าถนนหลักนี่แหละครับ ที่เริ่มจะหนาวๆ เพราะขนาดเวลาตีสี่ ช่วงหยุดสงกรานต์รถยังค่อนข้างเยอะ และวิ่งกันเร็วจี๋เลยครับ โชคดีที่ผมเจอทางเข้าโรงครัวของการบินไทย ก็เลยปั่นเข้าไป พอถามพี่ยามว่าในนี้มันทะลุไปถึงเทอร์มินอลได้หรือป่าว พี่ยามบอกว่าได้ ผมก็อุ่นใจขึ้นมาเลยครับ ก็ปั่นจากครัวการบินไทย ไปจนถึงเทอร์มินอลอย่างปลอดภัย



จากรูป ทุกๆ คนจะเห็นว่าผมใช้กระเป๋าใส่จักรยานของวินสิตา (Vincita) รุ่น Sightseer B132B คู่กับกระเป๋า B206B ซึ่งเป็นกระเป๋าใส่เสื้อผ้า ของใช้ ซึ่งเอาไว้ใส่ในกระเป๋า Sightseer อีกที เพื่อเป็นเบาะกันกระแทกให้กับตัวจักรยาน ซึ่งผมก็พบปัญหาด้านการใช้งานกระเป๋าใบนี้อยู่ ๒ อย่างครับ

๑. คือ เวลารัดกระเป๋ากับตะแกรงด้านหลังแล้ว ไม่ว่าเราจะมัดแบบแนวยาว หรือแนวขวาง เวลาปั่น ส้นเท้าเราจะไปติดกับกระเป๋าครับ ทำให้เวลาปั่น เราไม่สามารถลงน้ำหนักที่ปลายเท้าได้ แต่จะต้องลงที่กลางเท้า หรืออย่างเลวร้ายที่สุดคือลงที่ส้นเท้าเลยครับ ซึ่งมันจะทุลักทุเล และทำความเร็วไม่ได้ครับ ลำบากเป็นอย่างยิ่ง ไม่ได้ชิลเหมือนกับในคลิปตัวอย่างเลย

ดังนั้น ผมจึงกลับมาดูคลิปวีดีโออีกที ว่าเค้ามัดกระเป๋าอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปตามภาพครับ คือต้องเยื้องๆ ไปด้านหลังนิดหน่อย ซึ่งการรัดแบบนี้ ต้องมีสายรัดพิเศษเพิ่มมาอีกอัน และถ้าหากกระเป๋าใส่สัมภาระของเรามีของเยอะ จะทำอย่างไร น้ำหนักที่มันถ่วงลงไปด้านหลังมากๆ จะทำให้สามารถรัดกระเป๋าแบบนี้ได้หรือไม่ ผมยังไม่ได้ลองดูนะครับ แต่คิดว่าจะกลับไปลองอีกทีเหมือนกัน เอาไว้ได้ความอย่างไรจะมาแจ้งนะครับ หรือว่าใครมีวิธีการมัดอย่างไร จะมาสอนเพื่อนๆ ก็ดีนะครับ


๒. เฉพาะน้ำหนัก + กระเป๋า 15 กิโลกรัมพอดีครับ ซึ่งจะพอดีกับน้ำหนักให้โหลดฟรีของสายการบิน Thai Lion Air ทำให้กระเป๋าสัมภาระผมหมดโอกาสทำหน้าที่ปกป้องตัวจักรยานเลย ต้อง Carry ขึ้นเครื่องไปด้วยครับ วิธีการนี้คงต้องแก้ด้วยการจ่ายเงินเพิ่ม หรือลดน้ำหนักจักรยาน ซึ่งจักรยานของผมคงถือว่าเป็นเคสที่หนักสุดแล้ว เพราะแฮนด์ P และออฟชั่นครบ ของเพื่อนๆ ท่านอื่นๆ อาจจะน้อยกว่านี้ครับ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเฉพาะตัวครับ ไม่ได้เกี่ยวกับกระเป๋า
แต่จากทั้งสองสาเหตุนี้ ผมว่าจะลองออกแบบกระเป๋าให้มีน้ำหนักเบาลง และสามารถพับวางบนตะแกรงได้โดยไม่ติดล้อ หรือติดกับตะแกรงใส่กระเป๋าหน้าของบรอมตั้นดูครับ ถ้าสำเร็จแล้วคงจะได้นำมาให้ชมกันครับ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะ อาจจะนานมากก็เป็นได้
แต่สุดท้าย ผมก็โหลดจักรยานขึ้นเครื่อง และมาสู่ปลายทางได้สำเร็จครับ สนามบินปลายทางขออุบไว้นะครับ แต่ก็มาถึงโดยสภาพจักรยานยังอยู่ดีครับ ทำให้มั่นใจได้ว่า Lion Air นั้น คงไม่ได้โยนกระเป๋าแบบหนักหน่วงสักเท่าไหร่

สำหรับกระเป๋าวินสิตารุ่นนี้ เป็นกระเป๋าที่ดีนะครับ ใส่บรอมตั้นได้พอดี ทนทาน น้ำหนักเบา แล้วก็มีกันกระแทกด้วย ราคาก็เบาๆ ครับ เหมาะสำหรับคนงบน้อยอย่างผม แต่จะให้ดี รุ่นหน้าอยากให้พัฒนาให้มีล้อครบ 4 ล้อครับ แค่ 2 ล้อ เวลาลากนี่หนักนะครับ ไม่สะดวกอย่างยิ่ง เพราะไม่มีที่จับลาก แต่ต้องใช้แขนข้างเดียวของเรายกส่วนหน้าให้ลอยเอง แล้วถึงจะลาก ถ้าจะแบกก็ 15 กิโลฯ ก็หนักเอาเรื่องอยู่
ตอนนี้ผมยังไม่กลับจากทริปครับ แต่โดยรวมแล้ว หอบจักรยานมานี่ แทบไม่ได้ปั่นเลยครับ นี่ยังปั่นไม่ถึง 10 กม. มัวแต่เที่ยวซะมากกว่า สรุปแล้วก็ไม่รู้จะหอบมาทำไม แต่ก็ทำให้ผมมีโอกาสได้รู้จักกับพี่วิรัชครับ (ใครรู้จักก็อ๋อล่ะครับ ว่าผมมาที่จังหวัดไหน) เพราะยางรั่วตรงจุ๊บ ไม่สามารถปะได้ ผมเลยติดต่อกับร้านที่ผมซื้อจักรยาน ซึ่งทางร้านก็ดีมาก เชื่อมผมกับพี่วิรัชให้ เพราะพี่วิรัชมียางสำรองอยู่ ผมเลยได้ยางมาเปลี่ยน และสามารถปั่นต่อได้ ต้องขอบคุณพี่วิรัช และร้าน One Fine Day มากๆ ครับ ที่ช่วยเหลือผม โดยไม่คิดเงินด้วย มีโอกาสคงได้ตอบแทนครับ
ส่วนขากลับก็จะลองกลับทางถนนวิภาวดีรังสิต ตอนกลางวัน และจะมาเล่าให้อ่านครับ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง










