
- 11043006_10203975371730234_5503521183549143019_n.jpg (35.01 KiB) เข้าดูแล้ว 340 ครั้ง
ตั้งกระทู้เองแบบเฮฮานะครับ ก็เลยเอารูปเก่าๆสมัยยังหนุ่มมากกว่าตอนนี้สัก 10 ปี ลงมาจากปากตก เข้าภูกุ่มข้าว เห็นกล้องปุ๊บ แร่ดทันที
บางครั้งการปล่อยมือมันก็มีหลายจุดประสงค์นะครับ โชว์ออฟ เอามัน คลายเมื่อย อวดกล้อง แล้วแต่จะเลือกกัน
คนอายุน้อยๆ สมองและระบบรักษาการทรงตัวก็ยังสดอยู่นะครับ พออายุมากขึ้นเรื่อยๆทุกๆอย่างมันก็จะช้าลง สิ่งที่ทำได้ก็เพราะเป็นสิ่งที่ฝึกกันมาแต่เด็ก ถึงมันจะไม่แม่นยำเหมือนแต่ก่อน แต่ความสุขุม ความมีสติและไตร่ตรองที่มากขึ้นกว่าสมัยหนุ่มๆ ก็จะมาช่วยชดเชยกันไป
จักรยานมันก็เป็นเรื่องท้าทายกฎแรงโน้มถ่วงอยู่แล้วครับ และมันก็พร้อมจะล้มทุกเมื่อ ใครปั่นจักรยานมาตั้งแต่เด็กๆ ทักษะและnetworkระบบประสาทการทรงตัวก็จะพัฒนาไปได้เร็วและมากกว่ามาหัดเอาตอนมีอายุ
จักรยานที่ใช้หัดก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน เสือหมอบอาจจะปั่นยากกว่าเพราะมุมท่อคอ ความยาวของรถ ลักษณะของล้อที่มันจะต้องมีความเสถียรที่ความเร็วสูง ผิดกับเสือภูเขาที่รักษาความเสถียรได้ตั้งแต่ความเร็วต่ำๆ ยิ่งรถแม่บ้านนี่จะนิ่งสุดๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรที่เสือหมอบอาจจะปล่อยมือลำบากนิดหนึ่ง แต่ก็ยังฝึกฝนกันได้
จริงๆแล้วประสพการณ์เจ็บๆเกี่ยวกับจักรยานในวัยเด็กของผมก็ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ
สมัยวัยรุ่น ผมว่านะ เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกันแหละ ลูกบ้าเยอะ ขี้อวด ชอบโชว์ ผมเนี่ยปล่อยมือขี่จักรยานหัวซอยยันท้ายซอย เข้าโค้ง 90องศาโดยไม่ต้องจับแฮนด์ ขี่จนเป็นเรื่องชินตาของคนแถวนั้น เพื่อนๆเองก็ทำกันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ใครปล่อยมือไม่ได้นี่ โดนเย้ยหยันไยไพแทบจะไม่ต้องมาปั่นด้วยกันเลยแหละ
หลังจากที่ปล่อยมือขี่ทางตรง ทางโค้ง กินขนม เล่นท่าไอ้มดแดงแปลงร่าง จนไม่รู้จะทำอะไรอีกแล้ว มันน่าเบื่อนะ อยากทำอะไรให้มันมากกว่านั้นอีก วันหนึ่งก็เลยลองปล่อยมือ แล้วขว้างหินดู เอาไว้เวลาเจอหมาคู่อริ จะได้ปล่อยมือแล้วขว้างมันได้ง่ายๆหน่อย
แค่ยังไม่ทันจะทำกับมันจริงๆ แค่วางแผนก็บาปแล้ว แล้วกรรมก็สนอง

เพราะดันขว้างแบบสุดแรง พอหินปลิวออกไปจากมือ ตัวก็เอียงปลิวไปกับหิน แล้วคนกับจักรยานก็แยกออกจากกัน
ไม่ต้องเล่าต่อ ก็คงจะนึกภาพออกว่าเจ็บแค่ไหนนะครับ เรื่องหัวลงพื้นนี่ไม่มีซะหละครับ เก็บคอ งอเข่า เท้าชิด เด็กโรงยิมวิชายืดหยุ่น ตีลังกาหน้า ลังกาหลัง ฟลิบแฟลบ ทำเป็นหมดแหละ ( ยังขาดราวด์ดรอปแล้วต่อด้วยฟลิบแฟลบเท่านั้นแหละ ที่ยังต่อยอดไม่ได้ ) ล้มแค่นั้นหัวไม่มีลงพื้นอยู่แล้ว แต่แขนขานี่ไม่ต้องพูดถึง พื้นซีเมนต์ไม่ใช่เบาะ
ถามว่าเข็ดไหมหละ เข็ดสิครับ แต่ไม่ได้เข็ดปล่อยมือ แต่เข็ดเรื่องขว้างหินพร้อมกับปล่อยมือเท่านั้น แล้วก็ไม่เคยคิดอยากจะลองอีกเลย
ทุกอย่างมันต้องมีการลงทุนทั้งสิ้นครับ ขี่จักรยานยังไงๆมันก็ต้องมีล้มกันบ้าง เจ็บมากเจ็บน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเคยล้มก็จะจำได้ว่าล้มยังไง ทำอย่างไรไม่ให้ล้มอีก
แต่สมัยขี่MTB ออกทริปกันบ่อยๆนั้น เราก็มี"ดาวล้ม"ประจำทริปหน้าเดิมๆอยู่เสมอๆ ปั่นยังไงๆก็ยังล้มอยู่นั่นแหละ ทักษะการทรงตัวนี่เป็นอะไรที่สอนกันด้วยปากไม่ได้ อ่านจากตำรา ดูจากวิดีโอก็ไม่ได้อีกเช่นกัน
มันจึงเป็น"ปัจจัตตัง" ที่จะทำได้ เข้าใจ ก็ต่อเมื่อลงมือปฏิบัติเองเท่านั้นแหละ
ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันก็เสริมทักษะให้เราไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ส่งผลให้เราได้ใช้ประโยชน์กับมันได้จริงๆ 2ปีก่อน กับจักรยานคันข้างล่าง
รถทรงแอโร่ ตะเกียบแอโร่ ล้อขอบสูง65mm หน้าหลัง ขอบตัววี แบบโลกยุคเก่า ลำพังเจอลมหน้าร้อน พัดเข้าด้านข้างแรงๆ รถก็เซๆอยู่แล้ว วันที่เอารถออกไปปั่นครั้งแรกเพื่อจะทำรีวิว ก็ไปเจอรถพ่วงแซงวาบผ่านมาทางด้านขวา ลมแรงโคตรๆด้านซ้าย + ลมม้วนจากสิบล้อด้านขวา รถเกิดอาการวูบ ล้อหน้าสะบัดแบบไม่ทันรู้ตัว ทักษะที่เราสะสมมา มันก็ปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ถามว่าผมทำอย่างไร ผมเองยังตอบไม่ได้เลยครับ รู้แต่ว่าเอียงตัว บิดตัว แก้อาการของรถโดยแทบจะไม่ได้หักแฮนด์ขืนเลยด้วยซ้ำไป แล้วรถก็กลับมาตรงทางได้อย่างเดิม
อีกเรื่องที่ถามว่า หยิบกระติกน้ำขึ้นมาดื่มพร้อมๆกับปั่นจักรยานไปด้วยนั้น ทำอย่างไร?
จักรยานมันมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่งครับ คือ "ตา"ของเรามองไปทางไหน รถมันจะไปทางนั้น ยิ่งขี่มานานเท่าไหร่ก็จะยิ่งเห็นเคล็ดลับอันนั้นได้ง่ายขึ้น เหมือนกับเวลาขี่ MTB เข้าป่า แล้วจะหลบหลุม แต่ก็เห็นหลายคนลงหลุมทุกที ใหม่ๆผมก็ลงประจำ จนเข้าใจเคล็ดลับนี้ ก็เลยมองขอบหลุมแทน ปรากฏว่ารถก็เลื้อยไต่ขอบหลุม ไม่ตกลงไปในหลุมได้ในที่สุด "มองตรงไหน รถก็ไปตรงนั้น"
ดังนั้น เวลาหยิบกระติกขึ้นมา ผมจะเอียงหน้านิดหนึ่ง บีบน้ำเข้าปาก แต่ตาผมจะมองตรงไปยังด้านหน้าเสมอๆ รถก็จะยังคงรักษาทิศทางของมันไปตามเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแนวเลี้ยวไปไหน สำคัญก็คือ พยายามอย่าเกร็งตัว ปล่อยตัวให้เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ลองทำพักเดียว เดี๋ยวก็คล่อง