......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
DarkDiy
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 185
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2009, 02:04
team: เสือเอกไชโย
Bike: Bianchi, Merida, トーキョーバイク
ตำแหน่ง: เมืองนนท์, ไทยแลนด์
ติดต่อ:

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย DarkDiy »

ติดตามด้วยสติครับ ^^
ขอพลังแห่ง Single Speed จงสถิตย์อยู่กับท่าน
การเป็นคนตรงไปตรงมา อาจทำให้คุณมีเพื่อนไม่มากนัก แต่เพื่อนเหล่านั้นจะจริงใจกับคุณเสมอ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

DarkDiy เขียน:ติดตามด้วยสติครับ ^^
:) :D กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ผมได้มีวาสนาฟังการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์สุจินต์ วรรณเขต ในบ้านธัมมะ ท่านได้เมตตาแสดงธรรมเกี่ยวเรื่องของสติไว้ดีมาก ๆ ผมจึงขออนุญาต Copy มาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษาเอาบุญ-กุศลกันครับ และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย

:idea: :idea: ความหมายของสติ

ถ้าจะพูดถึง “สติ” หมายความถึงสภาพธรรมที่ดีงาม ทุกอย่างที่พูดหรือได้ยิน ขอ ให้เข้าใจจริงๆ อย่าผ่านไปง่ายๆ ภาษาไทยเราก็ใช้สติผิดอีกเหมือนกัน เวลาไปที่โรงเรียน ครูประจำชั้นก็รายงาน คนนี้สติปัญญาอ่อน คนนี้สติปัญญาปานกลาง คนนั้น สติปัญญาดีมาก

นี่คือการใช้ภาษาบาลี แต่ไม่เข้าใจว่า “สติ” ไม่ใช่ “ปัญญา” และสติจริงๆ คืออะไร แต่สติในทางพระพุทธศาสนาแล้วต้องหมายความถึงสภาพที่ดีงาม ถ้ากำลังเดินไปตามถนน แล้วสามารถข้ามถนนได้ปลอดภัย อย่าไปบอกว่าเขามีสติ เพราะถ้าใช้คำว่า “สติ” ต้องหมายความว่าเป็นไปในกุศลทั้งหมด คือ เป็นไปในทานบ้าง เป็นไปในศีลบ้าง เป็นไปในการฟังธรรม หรือว่าการที่จิตใจสงบจากอกุศล หรือจากการอบรมเจริญปัญญา

เพราะฉะนั้นก่อนอื่นที่จะฟังธรรม ขอให้เข้าใจแต่ละคำให้ถูกต้อง ส่วนสมาธิเป็น อีกลักษณะหนึ่ง สมาธิ คือ ขณะที่จิตใจจดจ้องอยู่ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แน่วแน่มั่นคง อย่างเวลาที่ตั้งใจทำงานหรือเขียนหนังสือ หรือวาดรูป หรือแม้แต่จะเดินไปตามถนนปลอดภัย ขณะนั้นก็ไม่ใช่สติ แต่เป็นสมาธิได้ หมายความว่า มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะประคับประคองไม่ให้เป็นอย่างอื่น

เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องละเอียด อย่าเพิ่งรวดเร็วที่จะไปทำอะไรขึ้นมา แต่ให้เป็นความเข้าใจของเราเองว่า เมื่อฟังแล้วจะรู้ว่า ธรรมกับสิ่งที่เราเคยคิดมาก่อน ความหมายต่างกัน และเราจะรู้สึกว่า ถ้าเราฟังแล้วเข้าใจคำที่เราเคยใช้ให้ถูกต้องขึ้น นั่นคือเราเริ่มเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย และใจร้อนใจเร็วไม่ได้เลย แต่ละอย่างจะต้องเป็นเรื่องที่พิจารณาจริงๆ และเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังพูดจริงๆ และต้องเป็นไปตามขั้นด้วย


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: หลังจากที่เราสองคน ตา-ยาย ได้ร่วมทำบุญกศลกับท่าน ผกก.อำนาจ ฯ ด้วยการนำ "รักรถรักธรรมทีม" พากันมาร่วมปั่นจักรยานหาทุนสมทบช่วยโรงพยาบาล และเมื่อเสร็จภารกิจได้รับของที่ระลึกเรียบร้อยเราสองคน ก็อำลาท่าน ผกก ฯ และแยกย้ายกับทีม เดินทางต่อไปยัง จ.กาญจนบุรี ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และก็ได้รับความอนุเคราะห์จากท่าน ผกกฯ บอกเส้นทางลัดให้ แต่คุณนายมีความประสงค์อยากจะไปกราบสรีระหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่วัดท่าซุง เราจึงต้องย้อนเข้าตัวจังหวัดอุทัย แทนที่จะไปตามที่ได้รับคำแนะนำ

เราออกเดินทางมีช่วงหนึ่งก่อนเข้าตัวจังหวัดเป็นทางลงเขา คุณพอดีพาคุณนายลอยละลิ่วปลิวลมลงเขาด้วยความสนุกสนาน และแล้วอุบัติเหตุที่มันจะเกิดก็เกิดขึ้นโดยไม่มีการได้คาดคิด คุณพอดียางระเบิดที่ล้อหน้าซะด้วย ผมฝึกทักษะและให้ความรู้เกี่ยวกับการปั่น จย.ขึ้นดอยลงดอยกับคุณนายมาเรียกว่า คุณนายเข้าใจและตระหนักเสมอ ๆ กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นการระเบิดของยางหน้าแทนที่จะทำให้คุณนายตีลังกาเพราะอาการสบัดบวกกับความเร็ว ตรงกันข้ามคุณนายใช้ "สมาธิ" ประคับประคองคุณพอดี ไม่ให้เกิดการเสียหลักและหยุดข้างทางได้แบบปลอดภัย ต้องปรบมือให้ทั้งคุณพอดี+คุณนายครับ

ผมตกใจนิด ๆ (เนื่องจากสังเกตุเห็นการส่ายของคุณพอดี) เพราะไหลตามหลังคุณนายห่างพอควร เมื่อเข้ามาใกล้จึงได้ทราบสาเหตุของการส่าย จึงชื่นชมและเป็นกำลังใจกับคุณนายพร้อมย้ำว่า "นี่คืออีกประสบการณ์หนึ่งที่ต้องจดจำ" เราพา จย.เข้าข้างทางหาที่ร่มเพื่อถอดล้อและแก้ไข ปรากฏยางนอกเป็นแผลยาวประมาณ ๒ นิ้ว ต้องแก้ไขด้วยการตัดยางในที่ระเบิดเอาทารองจุดที่เป็นแผลแล้วใส่ยางอะหลั่ยใหม่ สูบยางไม่ต้องตึงเอาแค่พอประคองให้ปั่นไปได้ แล้วเราก็เข้าตัวจังหวัดไปร้าน จย.เปลี่ยนยางนอกได้ยี่ห้อ ชวาเบ แล้วก็มีเส้นเดียวด้วยทางร้านใจดีลดให้เหลือ ๖๐๐ บาทเขาบอกปกติขายที่ ๙๐๐ บาท(เท็จจริงเราก็ไม่ทราบได้)

เมื่อเปลี่ยนยางใหม่กลายเป็นล้อหน้าใหญ่หลังเล็ก เข้าสูตรตามที่ผมชอบใช้กับ จย.ทัวร์ริ่งคันของผม ซึ่งผมได้โทร ฯ ปรึกษาท่านเมธา ฯ และได้รับคำแนะนำมานานแล้ว ดังนั้นตลอดทริปนี้คุณนายได้ทดลองวิชาใหม่ "ล้อหน้าใหญ่หลังเล็ก" มาติดตามกันนะครับว่าคุณนายจะ Happy กับสูตรนี้ไหม ?

เราเดินทางกันต่อและได้รับคำแนะนำจากเจ้าของร้านให้ผ่านไปชมวังของ พระเทพที่พระองค์ท่านได้ทรงมาซื้อและปรับปรุงให้เป็นตำหนักที่ประทับของพระองค์ท่าน ซึ่งยังความปลื้มปิติของคนอุทัย ฯ เป็นอย่างมาก ทราบแบบนี้ไหนเลยเราสองคนจะไม่ฉวยโอกาส นอกจากจะได้รับคำแนะนำที่ดีแล้ว เจ้าของร้านยังแนะนำสถานที่ปั่นจักรยานภายในตัวจังหวัดเป็นความรู้รอบตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ขอบคุณมากครับเจ้าของร้านคนใจดีคนอุทัย อยากจะบอกว่า "ไปอุทัยไม่ต้องอาทร ค่ำแล้วก็จงนอนที่อุทัย" คืนนี้เราจะได้นอนอุทัยไหมหนอออออ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o เกือบจะลืมครับ ก่อนที่จะอำลาจากทัพทัน ณ ที่วัดทัพทันมีเด็กหนุ่มทำงานก่อสร้าง แกเล่าประวัติหลวงพ่อเคลือบให้เราสองคน ตา-ยาย ฟัง ยังไม่พอแกมีพระของหลวงพ่อด้วยแกไปค้นมาให้เรา บอกเป็นที่ระลึกยังความ งง งง มานึกได้เด็กหนุ่มคนนี้ช่างเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อวานตอนเย็นที่เรามาตั้งเต้นท์นอน คุณนายได้แบ่งปันขนมและซื้อของฝากเนื่องจากก่อนการไปร่วมปั่นเราได้ฝากของไว้ที่ห้องของแก และนี่ก็คงเป็นเป็นสาเหตุที่ทำความประทับใจให้กับเด็กหนุ่ม ก่อนจากแกเลยมีน้ำใจมอบของดีไว้ให้เรา ขอบใจมากเจ้าหนุ่มน้อยขอให้เจริญ ๆ และมีชีวิตที่ดีวันดีคืน บุญรักษาเจ้าตลอดไป (อยากจะบอก..ของแบบนี้ไม่ใช่จะได้กันง่าย ๆ นะ) :lol: :lol:

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:) :D พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส แด่ปวงชนชาวไทยเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2558 ว่า

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกคน ให้มีความสุขความเจริญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารภปรารถนา ในปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนชาวไทยตั้งใจให้เที่ยงตรงแน่วแน่ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใด ให้คิดให้ดีให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้การกระทำนั้นบังเกิดผลเป็นความสุขความเจริญที่แท้จริงและยั่งยืนทั้งแก่ตนเองและประเทศชาติ ขออนุภาพคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้มีความสุขสวัสดี พร้อมด้วยพรอันเป็นมงคลทุกประการสวัสดีปีใหม่

บัตรอวยพร ส.ค.ส. พุทธศักราช 2558 พระมหาชนก "ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์"

ขอจงมีความสุขความเจริญ HAPPY NEW YEAR


:o :o ทั้งนี้ ส.ค.ส.พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2558 นี้ เป็นภาพจากพระราชนิพนธ์พระมหาชนกการ์ตูนในเหตุการณ์ขณะที่เรือกำลังแล่นไปสุวรรณภูมิล่ม พระมหาชนกต้องอดทนว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรนานถึง 7 วัน 7 คืน และนางมณีเมขลาได้มาอำนวยพรให้

กลางภาพ ส.ค.ส.มีพรพระราชทานพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ว่า ขอให้ทุกคนมีความเพียรที่บริสุทธิ์ปัญญาที่เฉียบแหลมกำลังกายที่สมบูรณ์

ด้านล่างของภาพข้อความภาพขวามีข้อความภาษาไทยขอจงมีความสุขความเจริญ และข้อความภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีขาว ว่า HAPPY NEW YEAR และชื่อพระราชนิพนธ์พระมหาชนก The Story of MAHAJANAKA

ด้านซ้ายบนของ ส.ค.ส.มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎและผอบทองประดับ มีตัวอักษรสีเหลือง พร้อมข้อความว่า ส.ค.ส.2558 และตัวอักษรสีขาวข้อความว่า สวัสดีปีใหม่

ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีแถบสีเขียวเข้ม มุมล่างซ้ายมีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 301021 ธ.ค.2557 มุมด้านขวาข้อความมหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิรา 2557 กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านบนด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ 2 แถว ส่วนด้านล่างเรียงกัน 3 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม


รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ

:) :D ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเจิญ ทรงพระเจริญ :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
เป้
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 102
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ธ.ค. 2012, 21:45
Bike: เสือโทรมๆ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย เป้ »

ด้วยอำนาจ พุทธา อันศักดิ์สิทธิ์
จงลิขิต ให้เราท่าน สุขหรรษา
ให้สบโชค ปลอดภัยไร้ โรคา
ชนทั่วหล้า นับถือ ชื่อเกรียงไกล....
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ขอให้พี่แดงและครอบครัวมีร่างกายแข็งแรง มีความสุข มีความเจริญ ตลอดปีและตลอดไปครับ....สวัสดีปีใหม่ครับบบบบ :mrgreen:
ปั่นซะ____ชีวิตจะได้ช้าลง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

เป้ เขียน: ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ขอให้พี่แดงและครอบครัวมีร่างกายแข็งแรง มีความสุข มีความเจริญ ตลอดปีและตลอดไปครับ....สวัสดีปีใหม่ครับบบบบ :mrgreen:
:) :D สวัสดีปีใหม่ครับน้องเป้...เช่นกันครับขอให้พรนั้นสนองตอบไปที่น้องและครอบครัวเป็นหมื่นเท่าทวีคูณ ขอบคุณมากครับ :) :D

:) :D ผมมาคิดใคร่ครวญดูว่า ทำไมเด็กหนุ่มคนนั้นถึงได้เสียสละพระหลวงพ่อเคลือบซึ่งคิดนะว่า น่าจะหาได้ยากแล้ว เมื่อคิดใคร่ครวญแล้วก็พบว่าเรามีน้ำใจกับเด็กหนุ่มคนนี้ ช่วงตอนเย็นเราก็ได้มอบขนมต่าง ๆ ผมจะเรียกว่าอานิสงส์ของการให้น่าจะถูกต้องการให้นั้นจะทำให้ผู้ที่ให้ได้รับผลบุญแห่งการให้ปรากฏอยู่ในสีหสูตรว่า

“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจแก่คนเป็นอันมาก คนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหาผู้ให้ทาน (หมายถึงจะได้กัลยาณมิตรมาเพิ่ม) มีชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้และยังผลให้ชื่อขจรขจายไป มีความกล้าหาญองอาจไม่เกื้อเขินในที่ชุมชน และเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์”

บทความที่น่าอ่านน่าศึกษาจาก กระต่ายแดนใต้ เกี่ยวกับเรื่องของการให้ทาน ขออนุญาตุคัดลอกมาให้ได้อ่านกันครับและขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย


:idea: :idea:อานิสงส์ของการให้ทาน

กรรมผูกพันบุญผูกพัน การไม่มีเวรมีกรรมต่อผู้ใดเป็นที่พึงปรารถนาเป็นที่สุด เราเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์สังคมที่ไม่โดดเดียว ทำให้ต้องก่อเกิดความเกี่ยวข้องกัน ด้วยสถานะทางสังคม ด้วยความสัมพันธ์ตามเผ่าพันธุ์ที่กำเนิด เมื่อคิดจะไม่ผูกเวรกรรมต่อผู้อื่น เช่นนั้นเห็นจะต้องละได้แล้วซึ่งทุกสิ่ง ละซึ่งราคะ โทสะ โมหะ

พึงระลึกอยู่เสมอว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา เราเกิดมาแล้วต้องตายทุกผู้ทุกคน หนทางที่จะนำไปสู่นิพพานนั้น มนุษย์เรานั้นต้องพร้อมปฏิบัติด้วย ทาน ศีล และเจริญภาวนา การจะทำอะไรโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน แต่เป็นการให้เพื่อได้บรรลุธรรมของผู้เสียสละ คงไม่ยิ่งใหญ่อย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติหนึ่ง ของพระเวสสันดร บารมีทานในชาตินั้นยิ่งใหญ่นัก แต่ขอเป็นเพียงการให้ที่บริสุทธิ์ใจไม่หวังผลตอบแทนในทาน ตามอัตภาพ ตามกำลัง

ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสสนับสนุนงานทุกงานในพระพุทธศาสนา จะด้วยกำลัง ด้วยสติปัญญา ด้วยทรัพย์ที่หามาจากการประกอบสัมมาอาชีวะ ไม่ว่าจะเป็นการให้ธรรมะเป็นทาน การให้อภัยทาน การทำบุญต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา รวมถึงการสร้างวัดว่าอารามต่างๆ ย่อมเป็นการให้อย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ

จิตที่บริสุทธิในการให้จะเป็นเสมือนคลังแห่งทรัพย์ พร้อมที่จะรองรับบุญที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสร้างบารมี ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติหน้า

ในการให้ทานควรจะต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1.วัตถุที่ให้ต้องบริสุทธิ หมายถึงวัตถุสิ่งของที่จะให้เป็นทานนั้น จะต้องเป็นของบริสุทธิ์ คือเป็นสิ่งที่เราได้เสวงหา ด้วยความบริสุทธิในการประกอบอาชีพ
2.เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ ให้มีจิตใจร่าเริงเบิกบานในการทำงานทั้ง 3 ระยะคือ
◦ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก็ให้ทำจิตใจ ให้โสมนัสร่าเริงเบิกบานเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทานของตน
◦ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ก็ให้ทำด้วยจิตใจ โสมมนัสร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น
◦ระยะหลังจากที่ให้ทานไปแล้ว เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้ทำไปแล้วครั้งใด ก็ให้ทำจิตใจให้มีความโสมมนัสร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทานนั้นๆไม่ใช่มาเสียดายในทานนั้น
3.ผู้รับทานบริสุทธิ์ ผู้รับทานเปรียบเป็นเนื้อนาบุญ ถ้าให้ทานแก่คนที่ไม่ดีก็เหมือนเป็นเนื้อนาบุญที่ไม่ดี ถ้าผู้รับมีศีลธรรมมาก ทานนั้นก็ยิ่งมีผลมาก ดังนั้นการให้ทานแก่คน ย่อมมีอนิสงส์มากกว่าสัตว์ หรือให้ผู้ที่ไม่มีศีล ให้ทานแก่พระสงฆ์มีอานิสงส์มากกว่าคนที่มีศีลทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การให้สังฆทาน มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานแก่พระองค์ และการถวายทานเพื่อสร้างวิหาร มีผลมากที่สุดมากกว่าสังฆทานและทานใดๆ

จิตที่คาดหวังในผลแห่งทานจะมีอนิสงส์น้อยกว่าการให้ทานเพื่อละกิเลส การตั้งจิตอธิษฐานโดยทั่วไปแบ่งได้สองอย่างคือ
1.ตั้งความปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ
2.ตั้งอธิษฐานจิตเป็นอธิษฐานบารมี ว่าตั้งใจแนวแน่ที่จะทำความดี

อธิษฐานบารมี คือการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ เพื่อเป็นพระสาวกในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การหวังผลในทาน แต่เป็นการหวังในเหตุเพื่อจะทำความดี ส่วนการตั้งความปารถนาพระนิพพาน อันนี้เป็นการตั้งความปารถนาที่จะพ้นทุกข์ พระนิพพาน เป็นภาวะทีไม่มีอะไรอีกเลย นอกจากความพ้นทุกข์ ทางพระถือว่าไม่เป็นการหวังผล และเป็นสิ่งที่ควรทำ

การให้ทานจะมีอานิสงส์ไปในทางมีโภคทรัพย์ และรูปสมบัติ มีบันทึกไว้ในพระไตรปิก โดยเบื้องต้น ได้มี เทวดาทูลถามทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบว่า บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไปชื่อว่าให้จักษุ และผู้ที่ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนพระธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม ผู้ที่ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ

สัปปุริสทาน ทานของคนดี พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าทานของคนดีนี้มี 5 อย่าง คือ

1.ให้ทานด้วยศรัทธา จะเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบไปด้วยผิวพรรณที่งดงาม
2.ให้ทานด้วยความเคารพ จะเป็นผู้มีบุตรภรรยา ทาส คนใช้หรือคนงาน เป็นผู้เชื่อฟังตน
3.ให้ทานตามกาลที่สมควรให้ ย่อมได้รับผลทานเสมอเมื่อตนต้องการ
4.ให้ทานมีจิตอนุเคราะห์ จะมีจิตใจประณีตขึ้น ได้รับการบริโภคกามคุณที่ประณีตยิ่งขึ้น
5.ให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่น จะเป็นผู้มีโภคทรัพย์ที่มั่นคง ไม่มีภยันตราย ไม่ว่าจะ จากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากคนไม่เป็นที่รัก หรือ จากทายาท มาทำอันตรายได้ : โดย กระต่าย-แดนใต้


:D :D หลังจากที่เราสองคนได้แวะแอบชมวังของพระเทพ ฯ และแอบเก็บภาพเป็นที่ระลึก เราก็เดินทางมุ่งสู่วัดท่าซุง เพื่อกราบสรีระหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เมื่อครั้งที่ผมรับราชการและปฏิบัติงานที่ชายแดน รบกับพวก ผกค.(ผู้ก่อการร้านคอมมูนิสต์) หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเมตตามาก เดินทางไปถึง อ.เชียงคำ เพื่อไปแจกวัตถุมงคลให้กับ ตชด.ทุกคนเชื่อไหมครับช่วงที่แจกของขลังก็มีการประลองความขลังให้ได้เห็นกันจะ จะ เรียกว่าเกิดศรัทธาและเกิดพลังใจกันมากทีเดียว ทุกวันนี้พวกเรา ตชด.ยังคงระลึกนึกถึงองค์ท่านไม่เสื่อมคลาย

เราสองคนตั้งใจที่จะมาพักนอนที่นี่(วัดท่าซุง) เรามุ่งไปยังวัดกันก่อนเลยโดยผ่านพระวิหารแก้วไป เพราะทราบดีว่าอย่างไรเสียที่วิหารแก้วคงไปกางเต้นท์นอนไม่ได้แน่นอน ผิดคาดพอไปถึงวัดเราไปหาที่ ๆ จะกางเต้นท์ไม่ได้นะครับ เพราะปัจจุบันนี้วัดเจริญมาก ๆ ขยายใหญ่โตยิ่งขึ้น การบริหารจัดการสลับซับซ้อนมากขึ้น เขาบอกท่านต้องมาปฏิบัติธรรมและมีห้องให้นอนเป็นสัดส่วน ไม่อนุญาตุให้กางเต้นท์ ๒ คนตา-ยาย จึงรีบถอยทันที ขึ้นไปกราบพระแล้วก็รีบกลับไปที่วิหารแก้ว ขึ้นไปกราบสรีระหลวงพ่อ เสร็จก็รีบกราบลาเพื่อไปหาที่นอนใหม่ เรามุ่งที่จะให้ถึงวัดสิงห์ตามป้ายที่เห็นน่าจะแน่นอนกว่า แต่ที่ไหนได้ไม่ถึงครับ ตะวันเริ่มต่ำลง ๆ ในที่สุดผมรีบตัดสินใจแวะที่วัดท่าทอง ซึงอธิษฐานจิตแล้วน่าจะโอเค ก็ไม่ผิดหวังพระลูกวัดที่ทำหน้าที่ ต้อนรับครั้งแรกให้เลือกกางเต้นท์ได้ แต่พอเห็นคุณนาย ท่านกล่าวว่า "โยม..เข้าไปนอนในศาลาเถอะ ปลอดภัยดีกว่า" เล่นเอาผมชักคิดไปเรื่อยเปื่อยอีกแล้ว :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


http://www.youtube.com/watch?v=mIDUObVYy8M เที่ยววัดท่าซุง



http://www.youtube.com/watch?v=OrH_gypWgwg ประวัติหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky »

สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณพี่แดง..วัดท่าซุงเพื่อนแอ๋วเขาชอบไปกันนะ เมื่อเขามีโอกาส
รู้สึกว่าเขาได้เข้าฝึก มโนมยิทธิ ด้วย..เขาไปแล้วก้อมาเล่า ๆ ให้ฟังค่ะ..


วัดผ่าซ่อนแก้ว เพชรบุรณ์ คุณพี่แดงเคยไปไหมคะ

รูปภาพ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

[quote="Saturn Sky"]สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณพี่แดง..วัดท่าซุงเพื่อนแอ๋วเขาชอบไปกันนะ เมื่อเขามีโอกาส
รู้สึกว่าเขาได้เข้าฝึก มโนมยิทธิ ด้วย..เขาไปแล้วก้อมาเล่า ๆ ให้ฟังค่ะ..


วัดผ่าซ่อนแก้ว เพชรบุรณ์ คุณพี่แดงเคยไปไหมคะ

รูปภาพ

:) :D สวัสดีปีใหม่ครับ คุณน้องแอ๋ว...ปกติแล้วปลายปีและต้นปีคุณพี่จะต้องอยู่วัดใดวัดหนึ่ง ปีนี้วางแผนไปอยู่ที่พุทธภูมิ โดยเจ้าลูกชายบินมารับแล้วแต่ไปไม่ได้ และปีนี้ถือเป็นเป็นปีที่ต้องระมัดระวังตัวเองมาก ๆ สรุปสาเหตุที่ต้องเหมือนติดคุกปลายปีถึงต้นปีเพราะ มีเหตุ ๒ ประการคือ ๑ น้องชายมาด่วนลาโลกและมาครบร้อยวันที่ต้องทำบุญตามประเพณี และ ๒ ครอบครัวน้องสาวจากเมกา เมื่อครั้งณาปนกิจศพน้องไม่ได้มาหาซื้อตั๋วเครื่องไม่ได้ ก็เลยยกมาทำใน ๑๐๐ วันมากันทั้งครอบครัว ต้องดูแลเพราะเราไปบ้านเขา เขาดูแลเราดีมาก ๆ

วัดนี้คุณพี่ไปบ่อยจนจะกลายเป็นประจำ ครั้งสุดท้ายปีที่แล้วก็ไปมาสำหรับพระเจ้า ๕ พระองค์คุณพี่ได้ไปร่วมตั้งแต่เริ่มสร้าง และปีนี้วันที่ ๘ - ๑๐ ม.ค.นี้จะมีงานติดเพชรที่ฐานพระเจ้า ๕ พระองค์ถ้าคุณน้องว่างอย่าลืมไปร่วมงานนะ (สอบถามวันเวลาอีกครั้งครับ) สำหรับคุณพี่กับท่านเจ้าอาวาส (หลวงพ่อปารมี) คุ้นเคยกันพอสมควรครับ :) :D


http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D โปรแกรมการเดินทางไกลด้วยจักรยาน รักรถรักธรรม ได้กำหนดการเดินทางออกมาแล้ว ประมาณ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไป เป้าหมายอยู่ที่ คุนหมิง -ต้าลี่ - ลี่เจียง ท่านใดที่มีประสบการณ์ เมตตา กรุณา ชี้แนะ แนะนำด้วยครับ เรากำลังวางแผนแต่ยังไม่ลงตัวมีแนวทางการเดินทางดังนี้

๑.โดยสายการบินจาก เชียงใหม่ - คุนหมิง แล้วปั่น ตลอดจนจบทริป
๒.โดยนั่งรถทัวร์จาก อ.ห้วยทราย - คุนหมิง แล้วปั่นจนจบทริป
๓.ปั่นจาก ห้วยทราย - สิบสองปันนา - คุนหมิง - ต้าลี่ - ลี่เจียง นั่งรถกลับ หรือ นั่งเครื่องกลับ

มี ๓ แนวทางให้เลือกและตัดสินใจ ใครมีข้อคิดดี ๆ ช่วยด้วยครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ ปี ๒๕๕๘ คงมีเรื่องเล่าได้ตลอดทั้งปี ก็อย่าลืมตามกันไปให้กำลังใจกันไปนะครับ ทุกทริปที่ออกเราจะเป็นไปในแบบของการแสวงบุญ ในแบบของการ ธุดงค์ เป็นหลักดังนั้น ข้อธรรมต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่คงมีแตกต่างกันไปตามวาสนาบารมี จะนำมาเผยแพร่ไม่ปิดบัง เพื่อเป็นตัวอย่างและทางเลือกของการเดินทางที่ไม่เสียประโยชน์ ได้ทั้งการท่องเที่ยว การแสวงบุญ การหาปัญญา ฯ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำแนะนำที่จะได้รับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: ในขณะที่รอท่านผู้มีประสบการณ์ที่จะกรุณาเข้ามาให้แนวทางตามที่ร้องขอ เราก็มาธุดงค์เดินทางกันต่อ คืนที่ผมและคุณนายพักนอนที่วัดท่าทอง มีคำหนึ่งที่พระท่านเมตตากล่าว "โยมเข้าไปนอนในศาลาดีกว่า...ปลอดภัยกว่า" ก็อยากจะบอกตามความจริงว่า วันนั้นผมลืมสนิทว่า "ภัยอันตรายมีรอบด้าน" เหตุที่ไม่ใส่ใจและลืมแบบสนิทเพราะ เราสองคนเดินทางในแบบธุดงค์แสวงบุญจิตจึงคิดแต่แง่ดี และตลอดเวลาที่ทีม(รักรถรักธรรม)ของเราออกเดินทางพวกเราจะไม่ได้คิดสิ่งที่เป็น อกุศลให้ใจเศร้าหมอง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมกับคุณนายออกมาเดินทางเพียงลำพัง เมื่อมาได้ยินคำที่พระเมตตา กรุณา ให้สติผมจึงคิดได้ และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาการที่จะพิจารณาวัดที่เราจะเข้าไปพักอาศัย ต้องผ่านการพิจารณาและชั่งใจอยู่ตลอดเวลา อยากจะบอกว่าโลกเรามีคนเลวเพียงไม่กี่คนทำเอาคนดี ๆ เดือดร้อนกันไปทั่วหน้า

เป็นความคิด ความรู้สึกส่วนตัวที่อยากจะเล่าไว้เป็นข้อพิจารณาตามประสบการณ์ที่ผ่าน ๆ มา จะเห็นได้ว่าแถบภาคเหนือ วัดส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ คุณไม่ต้องห่วงกังวลเมื่อพระท่านกรุณาให้พักกางเต้นท์ได้แสดงว่าปลอดภัยไร้กังวล แถบภาคกลางร้อยละ ๙๐ เช่นกันเมื่อเราพักกางเต้นท์พระท่านจะ Comment ว่าระวัง ๆ พวกขี้ยาพวกขี้ลักขี้เมา ฯ นะ แถบภาคกลางส่วนตัวผมแล้วไปพักตามวัดนับได้ แต่ภาคเหนือยืนยันครับสบายใจได้ และผมยังเชื่อมั่นอีกว่าทุกวัดในประเทศไทย น่าจะเชื่อถือได้ "อย่าหวั่นวิตกให้เกินเหตุครับ" :lol: :lol:

รุ่งเช้าวันนั้นเราสองคนตื่นเช้าเป็นพิเศษเพื่อทำอาหารถวายพระ พระท่านออกบิณฑบาตรแต่เช้าพอกลับมาวัดท่านก็เข้าในกุฏิใครกุฏิมัน ผมเดินวนถือถาดอาหารหาพระไม่เจอ เห็นมีบาตรวางไว้พร้อมอาสนะที่ลาดปูเตรียมจะฉัน ผมจึงวางถุงอาหารที่เตรียมมาไว้ข้าง ๆ บาตร แล้วกลับมาเก็บสัมภาระ หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อย(ปัดกวาดทำสะอาดที่นอน) ผมสองคนก็บรรทุกสัมภาระและพากันออกเดินทาง โชคยังดีเจอท่านเจ้าอาวาสผมจึงได้โอกาสกราบท่านและสนทนากับท่านจนได้เวลาพอสมควรจึงกราบลาท่านและเดินทางต่อไป
:) :D

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ผมคนหนึ่งที่ร่างกายมีรอยสักยันต์ ผมสักเต็มตัวแต่เป็นสักแบบหางแดง จึงไม่เห็นรอยสัก แต่มีบางส่วนที่จะเห็นรอยสักเพราะสักด้วยหางดำ การสักของผมเพื่อป้องกันเรียกว่าประเภท "นักเลง" หนังเหนียว หมัดหนักประมาณนั้น ถ้าถามผมว่า "มันจริงไหม" ผมตอบอย่างไม่ลังเล "เรื่องจริงครับ" ผมมีประสบการณ์ผมสักและฝังทองที่แขนทั้งสองข้าง ยามใดที่ผมล้อมวงดื่มเหล้า พอจะมีเรื่องจะรู้ได้ที่แขนจะเริ่ม คัน ๆ และต้องเกาที่ ๆ บริเวณที่สัก ถ้าเป็นแบบนี้ผมต้องลุกเดินหนีออกจาวงกลับบ้านไปเลย ถ้ายังขืนเถ้าซี๊นั่งอยู่ต่อไปไม่นานมีเรื่องครับ อีกเรื่องที่กำปั้นผมทั้ง ๒ ข้างจะสักคาถาที่เรียกว่า ธนูมือ คาถานี้ทำให้หมัดหนัก ผมเคยชกคนลอยข้ามรถเก๋งไปตกอีกฝั่งมาแล้ว หลังจากวันนั้นผมมาไตร่ตรอง หากวิชานี้ยังอยู่กับผมวันหนึ่งผมคงเป็น ฆาตกรคิดได้แบบนั้นผมจึงย้อนกลับไปหาอาจารย์และขอถอนคาถาออกจากร่างกาย เลิกเล่นโดยเด็ดขาดจนทุกวันนี้

บัดนี้การสักหรือที่เรียกว่า Tattoo ระบาดมากในหมู่วัยรุ่นสักแบบไม่รู้ว่าสักอะไร คงจะสวยงามประมาณนั้น แต่ก็มีข้อควรคิดที่ควรศึกษาว่า


:idea: :idea: "พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าไม่ว่าจะเป็นฤาษีชีพราหมณ์ หรือ ภิกษุ ก็ตาม หากได้ฝึกฝนสมาธิภาวนาจนบรรลุแล้ว ก็สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ เช่น เหาะเหินเดินอากาศ แยกร่าง ทายใจผู้อื่น แต่ไม่ทรงสนับสนุนให้นำไปใช้เพื่อหวังเพียงลาภสักการะ

เรามักได้ยินกันอยู่เสมอถึงเรื่องราวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่ปรากฏ สำหรับภิกษุผู้เรืองเวทย์วิชาอาคม เช่น หลวงพ่อทวด หลวงพ่อโต หลวงพ่อปาน หลวงพ่อเงิน หลวงปู่ศุข ท่านพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงพ่อเดิม หลวงปู่เกษม หลวงพ่อพรหม หลวงปู่ดูลย์ ฯลฯ บางคนเห็นหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อยุธยา ไปบิณฑบาตอยู่ที่ปัตตานีทั้งๆที่ท่านกำลังบิณฑบาตอยู่ที่อยุธยา ทั้งยังเคยมีข่าวว่าหลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์ แยกร่างไปบิณฑบาตถึงประเทศพม่า เพราะในวัยหนุ่มท่านธุดงค์ไปถึงองค์มหาเจดีย์ชเวดากอง หลายครั้ง มีญาติโยมชาวพม่าศรัทธาเลื่อมใสท่านมาก

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่าสมณะชีพราหมณ์หรือภิกษุก็สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้อันเนื่องมาจากผลจากการที่ฝึกสมาธิภาวนา แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงส่งเสริมให้ภิกษุกระทำการเพียงเพื่อแลกกับลาภสักการะ ดังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระปิณโฑละ ภิกษุผู้มากฤทธิ์ที่เหาะไปคว้าบาตรไม้แก่นจันทน์จากยอดไม้ ที่เศรษฐีแห่งเมืองราชคฤห์ต้องการลองวิชาพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงตำหนิการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ดังกล่าว เพียงเพื่อแลกกับบาตรไม้แก่นจันทน์ใบเดียว ว่าประดุจหญิงโสเภณีที่เปลื้องผ้าให้เห็นของสงวน เพียงเพื่อต้องการแลกกับเงินตรา ถือว่าการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย เป็นช่องทางที่ทำให้ภิกษุอื่นที่ไม่มีฤทธิ์ปรารถนาจะแสดงฤทธิ์ด้วยการโป้ปด อวดอ้าง

ขอยกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ชายฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา เมื่อครั้งพุทธกาลที่ภิกษุกลุ่มหนึ่งอวดอ้างคุณวิเศษจนชาวบ้านหลงเชื่อพากันมากราบไหว้ถวายลาภสักการะ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตำหนิภิกษุกลุ่มนี้ในท่ามกลางสงฆ์ว่าเป็นผู้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีตัวตน ให้เป็น “อาทิกัมมิกะ” คือ ตัวอย่างแห่งความชั่วในเวลาต่อมา อันเป็นต้นบัญญัติสิกขาบท คือการอวดอุตริมนุสสธรรม ให้ขาดจากการเป็นสงฆ์ดุจตาลยอดด้วนที่ให้รดน้ำพรวนดินอย่างไรก็ไม่ฟื้น ไม่สมควรแก่การกราบไหว้ต่อไป

ในบรรดาการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายนั้น พระพุทธองค์ทรงยกย่อง “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” คือการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้ปรากฏเพื่อให้ผู้พบเห็นเลิกประพฤติชั่ว หันกลับมาเป็นคนดี ที่เป็นคนดีอยู่แล้วก็ให้บรรลุคุณความดียิ่งๆขึ้นไป เป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่ามีค่ากว่า อิทธิปาฏิหาริย์ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ หายตัวได้ แยกร่างได้ และมีค่ากว่าอาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งสามารถทายใจ เดาใจ รู้ใจ ผู้อื่นได้"


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ปั่นออกจากวัดท่าทองมุ่งหน้าเข้า จ.สุพรรณ ผ่านทุ่งนาบ้านเรือนชาวบ้านเรียกว่ามีความสุขกันมากเลยล่ะครับ เราแวะกราบหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า ด้วยเนื่องจากยังเช้าอยู่เราจึงไม่ได้เห็นคนมากราบไหว้ เห็นแต่เจ้าหน้าที่กำลังมาเปิดวัด เราจึงโชคดีได้เข้าไปกราบองค์ท่านในศาลา กราบองค์ท่านและทำบุญถวายปัจจัยลงในตู้รับบริจาค พร้อมเดินชมและลอดฐานพระตามที่เขานำเสนอ เสร็จก็ออกเดินทางต่อไป

ก่อนจะออกจาก เขตจังหวัดชัยนาทมีรถเก๋งขับผ่านเราไปแล้วไปจอดรอข้างหน้า เป็นผู้หญิงเปิดประตูลงมาทักทาย(จำชื่อไม่ได้ซะแล้ว๕๕) คุณเธอชื่ชอบและชื่นชมการเดินทางแบบที่เราทำ และคุณเธอก็กำลังเริ่มจะเดินทางแต่บังเอิญเหลือเกินคุณเธอเข้ากลุ่มผิด(เธอเล่า) กลุ่มขี้อิจฉาตาร้อนชอบแข่งขัน ฯ เราคุยกันข้างถนนนานพอควร ผมและคุณนายก็ได้อธิบายและให้กำลังใจเธอ จนเธอสบายใจและมีความสุขที่จะปั่นต่อไม่เสียกำลังใจ สุดท้ายไม่ลืมถ้าคุณเธอมีเวลาเราก็ชวนให้ไปลองปั่นกับเราด้วย

ปั่นไปเรื่อย ๆ มาสดุดใจที่เห็นว่ามีวัดที่กำลังสร้างรูปองค์หลวงปู่ศุขแบบว่าขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดี๋ยวนี้ประเทศไทยเรากำลังแข่งขันกันสร้าง อะไร ๆ ที่ใหญ่แบบว่า ที่สุดในโลก เราก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปชม เข้าไปที่วัดก็เห็นคนเข้ามากราบไหว้และทำบุญ ก็ชื่นใจครับเป็นกุศโลบายเรียกคนให้เข้าวัด ก็ดีนะ แต่คิดให้ลึก ๆ แล้วน่าเป็นห่วงที่คนจะยังต้องลุ่มหลงแต่การ ให้ทาน ลืมการรักษาศีล และเจริญภาวนา ขอเน้นนะครับ ให้ทาน ก็ระมัดระวังอย่าให้จนหมดตัว เพราะหลงคำพระที่เชียร์สุดใจเรื่อง ทานคือการให้ เอาพอเป็นสุข ขอให้ไปเน้นที่การ "รักษาศีลและเจริญภาวนา" เพราะ ๒ อย่างนี้เท่านั้นที่เป็นทางที่จะให้เราหลุดพ้นจากวัฏฏะวนของการเวียนว่ายตายเกิดครับ ทานก็ทำ "ย้ำครับ" ไม่ควรละเลยพระจะอยู่ได้ก็เพราะ ทาน ครับ :lol: :lol:

ปั่นเข้าเขต จ.สุพรรณ เข้าไปเที่ยวตลาดสามชุก ไม่ลืมที่จะแวะไปรษณีย์เพื่อส่งของขวัญ ของชำร่วยที่ได้รับจากทัพทันกลับบ้านก่อนจะได้ไม่เป็นภาระ และที่ตลาดสามชุคุณนายหาซื้อของหลายอย่างตามไปครับคุณนายแกจะซื้ออะไร ผมนี่ยอมแกเลยละครับเรื่องซื้อของ :lol: :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ รูปภาพ

:( :( เมื่อวานนี้ที่ ๗ ม.ค.๕๘ ผมทราบข่าวลูกน้องเก่าคือ ร.ต.ท.พงษ์สวัสด์ แสนพรหม หรือที่ผมมักคุ้นจะเรียกขานว่า "ตุ๋ย" ตุ๋ยเป็นตำรวจสุนัขสงคราม ผ่านสนามรบหลาย ๆ สนาม เป็นลูกน้องที่ผมรักมาก เรามีบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่เมื่อ ๕ - ๖ ปีหลัง ตุ๋ยได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านป่าลานห่างจากบ้านไปอีก ๖ กม.ปัจจุบันตุ๋ยยังรับราชการอยู่ ตุ๋ยเสียชีวิตในขณะอายุ ๕๗ ปี ยังไม่ทันได้เกษียณ ตุ๋ยเคยปรารภอยากจะพักผ่อนแต่เนื่องจากสุนัขสงคราม ยังมีภารกิจและปัจจุบันจะหาคนที่มีฝีมือยากมาก ตุ๋ยจึงถูกขอร้องให้อยู่เพื่อสอนและอบรมน้อง ๆ พราง ๆ ไปก่อน จนแล้วจนรอดตุ๋ยก็ไม่ได้พัก วันนี้และต่อนี้ไป ตุ๋ยจะได้พักผ่อนตลอดไป ขอให้วิญญาณ ตุ๋ยสู่สุคติภูมิ อย่าห่วงหาอาลัยอะไรอีกเลย ไปดีเถอะตุ๋ยน้องรัก

ตุ๋ยอยู่อย่างมีศักดิ์ของ ตชด. ตุ๋ยดีแบบว่ามีคุณค่าที่คนรุ่นหลังต้องเอาอย่าง เวลาตุ๋ยบ้าก็บ้าอย่างมีเหตุผล วันนี้ตุ๋ยจากไปคนก็คิดถึงและเสียดายการจากไปของตุ๋ย :( :(


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ




https://www.youtube.com/watch?v=R1xAvKZg-Ig


https://www.youtube.com/watch?v=LoKaY6Kbvzc :idea: :idea: ประวัติหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า อยากให้ได้ฟังกันนะครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: เรามาศึกษาหาความรู้กับ พระไพศาล วิสาโล ถึงเรื่องความตายกันสักนิดก่อนจะเดินทางกันต่อนะครับ ความตาย คือปลายสุดของชีวิต สิ่งที่เราทำในยามมีชีวิตอยู่จึงมีผลอย่างมากต่อความตายของเรา กล่าวกันเสมอว่า เรามีชีวิตอย่างไร ก็ตายอย่างนั้น ถ้ามีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วง และที่สำคัญความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ในโลกหน้า คุณพร้อมหรือยังที่จะรู้จักความตาย

ความตายเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเผชิญ อาตมาคิดอยู่เสมอว่า เวลาความตายมาถึงเรา เราจะเผชิญความตายอย่างสงบได้อย่างไร ที่คิดถึงความตาย ส่วนหนึ่งเพราะว่าชีวิตและกิจกรรมสมัยที่อาตมาเป็นนักเรียนและนักศึกษา มีเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับความตายอยู่หลายครั้ง หนุ่มสาวรุ่นอาตมาเป็นรุ่นที่มักจะเจอความตายหรือใกล้เคียงความตาย อย่างเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ หรือ ๖ ตุลา ๑๙ คนที่เรามีความผูกพันด้วยโดนยิงตาย เมื่อปี ๒๕๑๘ เคยไปทำสารคดีย้อนรอยครูโกมล คีมทอง ที่ถูกยิงเสียชีวิตปี ๒๕๑๔ ที่บ้านส้อง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เราก็ไปดูว่าหลังจากที่ โกมล คีมทอง ตายไป ๔ ปี ชาวบ้านที่นั่นเขารู้สึกยังไง ก็ไปพักที่วัดซึ่งใกล้กับเขาช่องช้าง ได้ยินเสียงปืนใหญ่ที่ฝ่ายทหารยิงสู้กับพวกคนในป่าตลอดเวลา นอกจากนั้นทางวัดยังเอาศพคนตายมาใส่ตู้ตั้งโชว์เป็นเครื่องสอนใจ บรรยากาศอย่างนั้น มันทำให้เรานึกถึงความตายมาก และก็รู้สึกว่าเรากลัว เพราะเรายังไม่พร้อมที่จะเผชิญความตาย ตอนนั้นอายุแค่ ๑๘-๑๙ ปี แต่มันก็เป็นเรื่องจริงจังสำหรับเรา

ช่วงนั้นกิจกรรมนักศึกษาค่อนข้างอันตราย มีคนตายบ่อย ๆ เวลามีการประท้วงที่ธรรมศาสตร์ บางครั้งพวกกระทิงแดงก็ปาระเบิดเข้ามา มีคนตาย ก่อนหน้านั้นก็มีการลอบฆ่ากันมากมาย จำได้ว่าที่รู้สึกมากคือตอนที่นักศึกษาชุมนุมประท้วงการกลับมาของจอมพลประภาส จารุเสถียร ปี ๒๕๑๘ คืนนั้นมีพวกกระทิงแดงเข้ามาก่อกวนอยู่แถวหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูเหมือนจะยิงปืนเข้ามาด้วย แต่ไม่มีใครตาย เราก็กังวลว่าถ้าเขาบุกเข้ามาจะทำยังไง เพราะเขาเคยมาเผาธรรมศาสตร์ทีหนึ่งแล้ว การทำกิจกรรมเหล่านี้ทำให้อาตมาใกล้ความตายหลายครั้ง จึงสนใจเรื่องความตายมาตั้งแต่ก่อนบวชพระ และก็ยิ่งได้มาเรียนรู้พุทธศาสนาซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องมรณสติและการเผชิญกับความตายอย่างรู้เท่าทัน ก็เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจะศึกษา ถ้าเราต้องมาเป็นมะเร็ง หรือเกิดอุบัติเหตุกะทันหัน เราจะทำยังไง ทั้งหมดคือความสนใจส่วนตัวที่ทำให้รู้สึกว่าเราต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญความตายด้วยใจสงบ อย่างมีสติ ตอนหลังได้แปลหนังสือเรื่อง The Tibetan Book of Living and Dying หรือ ประตูสู่สภาวะใหม่ และ เหนือห้วงมหรรณพ มีบางคนที่ได้อ่านหนังสือแล้วก็ติดต่อขอให้อาตมาไปช่วยแนะนำพ่อแม่ของเขาที่ใกล้ตาย ก็เลยทำให้อาตมาสนใจเรื่องการช่วยเหลือผู้ใกล้ตายมากขึ้น ..... ฯ ......

คนที่ทำความชั่วมาตลอด แม้ตอนใกล้ตายจะพยายามนึกถึงสิ่งที่ดีงาม แต่บางทีก็นึกไม่ออกหรอก เพราะว่ากรรมที่ไม่ดีมีแรงหนุนส่งมากกว่า ทำให้นึกถึงภาพที่ไม่น่าดู ทำให้นึกถึงความทุกข์ที่ตัวเองได้ทำเอาไว้มากกว่า ฉะนั้นทางที่ดีเราจึงควรหมั่นทำความดี เวลาลำบาก ความดีนั้นจะมาช่วยน้อมใจให้เป็นกุศลได้

ตั้งแต่ขึ้นหนุ่มเป็นต้นมาตัวผมเองนั้นอยู่ในวังวนของความชั่วร้าย เมื่อรับราชการต้องไปอยู่ในสนามนับเป็นเวลาสิบกว่าปี ความคิดความอ่านประกอบกับความรักบ้านเมืองรุนแรง อีกประเด็นเราถูกฝึกมาเพื่อการ ฆ่า เพราะเห็นผิด จึงคิดผิด จึงทำผิด จึงพูดผิด ฯ จวบจนผมได้มีบุญวาสนาเจอกับพ่อ-แม่-ครูบาอาจารย์ ท่านได้ดึงผมออกจากขุมนรก และผมก็พยายามปรับปรุงตัวเอง จนวันนี้ ผมกล้าท้าพญามัจจุราชว่า ผมพร้อมแล้วที่จะลาจากโลกนี้ตามแรง กรรม ที่ตนเองได้สร้างมา เมื่อก่อนช่วงที่เจอยมบาล ผมนั้นยังประมาทอยู่ แต่เพราะชตาเรายังไม่ถึงฆาตุจึงรอดมาได้ เมื่อมีวาสนาได้สร้างกุศลผลบุญ พญามัจจุราชก็ตามมาติด ๆ ต้องนอนโรงพยาบาลด้วยโรคมะเร็ง ผมจึงต้องร้องขอและวิงวอนว่า "ไม่พร้อมที่จะตาย" เนื่องจากรู้ว่าตนเองยังดีไม่พอขืนตายตอนนั้น ลงนรกแน่นอน ท่านเชื่อไหมครับ มีคนหนึ่งอยู่เพชรบูรณ์มาตายแทนผม เป็นคนชื่อเดียวกันนามสกุลเดียวกัน หน้าที่การงานเสมอกันทุกอย่างแต่คนละกระทรวง วันนั้นคือวันที่ผมต้องเข้าผ่าตัดเนื้อร้ายและทำคีโม ก็เป็นวันที่เขาเสียชีวิต หนังสือพิมพ์ลงข่าวหน้าหนึ่ง เพื่อน ๆ ต่างพากันเหมารถมาที่บ้าน เป็นเรื่องที่ฮือฮากันพอสมควร เชื่อไม่เชื่อมันก็เกิดขึ้นแล้วครับ "อย่าประมาทกับชีวิตนะ" :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: เราสองคนปั่นชมธรรมชาติสองข้างทางจวบจนถึงตลาดสามชุก ก่อนเข้าตลาดก็แวะส่งโล่ห์รางวัลและสิ่งของที่คุณนายหาซื้อเป็นของฝาก ส่งไปรษณีย์กลับบ้านก่อนเพื่อลดภาระในการดูแล ตลาดสามชุกเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ผมอยากพาคุณนายมาเที่ยว ถามว่าแล้วไม่เคยมาหรือ คำตอบเคยมาครับแต่มาแบบคนมีกะตังค์ ไม่ได้อรรถรสอะไรหรอกแต่ถ้ามาแบบจักรยาน คุณจะเข้าซอกออกตรอกนู้นไปตรอกนี้ พูดคุยพบปะกับคนที่หาเช้ากินค่ำ(คนรวย ๆ เขาไม่คุยด้วยยกเว้นคนชอบปั่นคอเดียวกัน) คุณก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องเหลือเชื่อต่าง ๆ มากมาย

“สามชุก เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี โดย ในอดีตสามชุกคือแหล่งที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน มอญ ฯลฯ มามีสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะของการแลกเปลี่ยน และซื้อขายสินค้า จนพัฒนาไปสู่ การลงหลักปักฐาน สร้างเมืองที่มั่นคงขึ้นมาตาม ประวัติของเมืองสามชุก กล่าวไว้ว่า ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมชื่ออำเภอ “นางบวช” ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลนางบวช โดยมีขุนพรมสภา (บุญรอด) เป็นนายอำเภอคนแรก ซึ่งยังมีภาพถ่ายปรากฎอยู่จนถึงปัจจุบัน


ต่อมาในปี 2457 ต้นรัชกาลที่ 6 ได้ย้ายอำเภอมาตั้งที่บ้าน “สำเพ็ง” ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญในสมัยนั้น จนกระทั่งปี 2481 สมัยรัชกาลที่ 8 ได้เปลี่ยนชื่อจาก “อำเภอนางบวช” มาเป็น “อำเภอสามชุก” และย้ายมาตั้ง อยู่ริมลำน้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) ซึ่งแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านคลอง มะขามเฒ่า

แต่เดิมบริเวณที่ตั้งอำเภอสามชุกเรียกว่า “ท่ายาง” มีชาวบ้านนำของป่าจากทิศตะวันตกมาค้าขายให้กับพ่อค้าที่เป็นชาวเรือ บ้างก็มาจากทางเหนือ บ้างก็มาจากทางใต้ เป็น 3 สาย จึงเรียกบริเวณที่ค้าขายนี้ว่า “ สามแพร่ง “ ต่อมาได้เพี้ยน เป็น สามเพ็ง และสำเพ็งในที่สุด ดังปรากฎหลักฐานกล่าวไว้ในนิทานพื้นบ้านย่านสุพรรณมีเรื่องกล่าวต่อไปว่า ในระหว่างที่คนมารอขายสินค้าก็ได้ตัดไม้ไผ่มาสานเป็นภาชนะสำหรับใส่ของขาย เรียกว่า “กระชุก” ชาวบ้านจึงเรียกว่า “สามชุก” มาถึงปัจจุบัน

อำเภอสามชุกเดิมมีพื้นที่ 774.9 ตารางกิโลเมตร ต่อมาในปี 2528 ได้มีการตั้งอำเภอหนองหญ้าไซ จึงแบ่งบางส่วนออกไป ยังคงเหลือเพียง 362 ตารางกิโลเมตร

ตลาดสามชุก เป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เมื่อถนนคือ เส้นทางจราจรทางบกที่เข้ามาแทนที่การเดินทางทางน้ำ ทำให้คนหันหลังให้กับแม่น้ำท่าจีน ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำเริ่มลดลง บรรยากาศการค้า ขายในตลาดสามชุกเริ่มซบเซา และเมื่อต้องแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และตลาดนัดภายนอก ทำให้ร้านค้าภายในตลาดต้องหาทางปรับตัว และเมื่อราชพัสดุ เจ้าของที่ดินที่ชาวบ้านเช่าที่ดินมายาวนาน ดำริจะรื้ออาคารตลาดเก่า สร้างตลาดใหม่ จึงทำให้ชาวบ้านพ่อค้าที่อยู่ในตลาดสามชุก ครูอาจารย์ที่เห็นคุณค่าตลาดเก่า รวมตัวเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ระดมความคิด หาทางอนุรักษ์ตลาดและที่อยู่ของตนไว้ และหาทางฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เป็นที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ใช้การท่องเที่ยวศึกษาวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นเครื่องมือการพัฒนาอาคารไม้เก่าแก่ ในตลาดสามชุก ที่ก่อสร้างเป็นแนวตั้งฉากกับแม่น้ำท่าจีน เป็นสิ่งบอกให้รู้ว่าเป็นลักษณะของตลาดจีนโบราณ เป็นชุมชนชาวไทย-จีน ที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน

ลวดลายฉลุไม้ที่เรียกว่าลายขนมปังขิง ซึ่งเท่าที่พบในตลาดนี้มีถึง 19 ลาย คือ ศิลปะตกแต่งอาคารไม้โบราณ ที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน หากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ก็ย่อมสูญหายไปเช่นเดียวกับตลาดโบราณอื่น ๆ นอกจากสถาปัตยกรรม อาคารไม้โบราณที่พบเห็นได้ตลอดแนวทางเดิน 2 ข้างทางเดินในตลาด วิถีชีวิตบรรยากาศภายในตลาดการค้าขายที่ยังคงรักษาวิถีแบบดั้งเดิมเช่นใน อดีต และบรรยากาศน้ำใจอัธยาศัยไมตรีของแม่ค้า ข้าวของเครื่องใช้ ขนมอาหารที่นำมาตั้งขายในตลาด เป็นสิ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่จำลองมาเพื่อให้ผู้ชมได้ดูชั่วครั้งชั่วคราว แต่เหล่านี้คือ วัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากอดีต บ่มเพาะมาเป็น 100 ปี นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสได้ ไม่รู้เบื่อ อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มท้องอย่างไม่รู้ตัว และทำให้ตลาดสามชุก แห่งนี้ได้รับขนานนามว่า ตลาด 100 ปี พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ออกจากตลาดสามชุกได้ก็เป็นเวลาเย็นย่ำใกล้ค่ำตะวันรอนแล้ว ผมพยายามมองหาวัดวาอารามที่เหมาะกับการพักกางเต้นท์นอน หาเท่าไร ๆ ก็ไม่ได้ มีนักปั่นคนหนึ่งของคนแถว ๆ นั้นนัยว่าปั่นออกกำลังกาย เขาแนะนำว่า ให้ไปวัดป่าเลย์ไลย์ซิ ผมคำนวณระยะทางและเวลาแล้ว หมดสิทธิ์ครับไม่ถึงแน่ ในความกังวลและคิดหนัก ผมมักจะใช้สติ-สมาธิ กำหนดจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ที่กระทบ ผมเชื่อเสมอ ๆ ว่าเมื่อวิกฤตมาประเดี๋ยวโอกาสจะตาม ขออย่างเดียวอย่าหวั่นไหวฟุ้งซ่าน ให้ใช้ปัญญาให้มาก คนจะเกิดปัญญาได้ จิตต้องเป็นสมาธิ จะมีสมาธิจิตต้องมีสติ เคยได้ยินกันไหมที่ชาวโลกเขาชอบพูดว่า "สติมา ปัญญาเกิด" จิตเมื่อมีสติสมาธิจะตามแล้วติดมาด้วยปัญญา ฝึกกันนะครับ

ผมใช้สติ-สมาธิ และการอธิษฐานจิต สักแป๊บ...ก็เห็นป้ายบอกว่า "หมวดการทางศรีประจันต์" อา....รอดแล้ว ๆ ผมปั่นล่วงหน้าคุณนายแฉลบเข้าไปทันที และอีกละครับปรากฏหัวหน้า(ผู้รับผิดชอบ)ไม่อยู่ไปอบรมที่ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตัดสินใจไม่ได้ ให้เบอร์โทร ฯ เราคุยกันทางโทรศัพท์ ผมจึงได้แนะนำตัวแบบเต็มพิกัด จึงได้รับอนุญาตุแต่เขาก็บอกให้ลูกน้องเขาช่วยถ่ายบัตรประจำตัวไว้ด้วย เป็นความรอบคอบครับ เย็นวันนั้นคุณนายได้ใช้กะทะใหม่ในการทำอาหารมื้อเย็น ถูกใจคุณเธอมาก ๆ เลยครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky »

Deang-sarapee เขียน:
คนที่ทำความชั่วมาตลอด แม้ตอนใกล้ตายจะพยายามนึกถึงสิ่งที่ดีงาม แต่บางทีก็นึกไม่ออกหรอก เพราะว่ากรรมที่ไม่ดีมีแรงหนุนส่งมากกว่า ทำให้นึกถึงภาพที่ไม่น่าดู ทำให้นึกถึงความทุกข์ที่ตัวเองได้ทำเอาไว้มากกว่า ฉะนั้นทางที่ดีเราจึงควรหมั่นทำความดี เวลาลำบาก ความดีนั้นจะมาช่วยน้อมใจให้เป็นกุศลได้
:) เหตุเพราะทำอกุศลอยู่เป็นนิจ..ทำจนจิตคุ้นชิน..เมื่อถึงเวลา..จิตบังคับบัญชามันไม่ได้..
อะไรที่กระทำอยู่เป็นนิจ..ทำจนคุ้นชิน..มันก็จะเกิดขึ้นนึกขึ้นโดยอัตโนมัติ..
แม้จะพยายามไม่อยากจะคิด..แต่มันก้อคิด..ถ้าไม่รู้จักพิจารณาตรงจุดนี้..
ไม่เคยฝึกปฏิบัติถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน..ก็กรรมใครกรรมมันนั่นแหละค่ะ
..มันเป็นเรื่องน่ากลัว..แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และสัมผัสถึง..


สาธุกับคุณพี่แดงด้วยนะคะ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky »

Deang-sarapee เขียน:
Saturn Sky เขียน:สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณพี่แดง..วัดท่าซุงเพื่อนแอ๋วเขาชอบไปกันนะ เมื่อเขามีโอกาส
รู้สึกว่าเขาได้เข้าฝึก มโนมยิทธิ ด้วย..เขาไปแล้วก้อมาเล่า ๆ ให้ฟังค่ะ..


วัดผ่าซ่อนแก้ว เพชรบุรณ์ คุณพี่แดงเคยไปไหมคะ

รูปภาพ

:) :D สวัสดีปีใหม่ครับ คุณน้องแอ๋ว...ปกติแล้วปลายปีและต้นปีคุณพี่จะต้องอยู่วัดใดวัดหนึ่ง ปีนี้วางแผนไปอยู่ที่พุทธภูมิ โดยเจ้าลูกชายบินมารับแล้วแต่ไปไม่ได้ และปีนี้ถือเป็นเป็นปีที่ต้องระมัดระวังตัวเองมาก ๆ สรุปสาเหตุที่ต้องเหมือนติดคุกปลายปีถึงต้นปีเพราะ มีเหตุ ๒ ประการคือ ๑ น้องชายมาด่วนลาโลกและมาครบร้อยวันที่ต้องทำบุญตามประเพณี และ ๒ ครอบครัวน้องสาวจากเมกา เมื่อครั้งณาปนกิจศพน้องไม่ได้มาหาซื้อตั๋วเครื่องไม่ได้ ก็เลยยกมาทำใน ๑๐๐ วันมากันทั้งครอบครัว ต้องดูแลเพราะเราไปบ้านเขา เขาดูแลเราดีมาก ๆ

วัดนี้คุณพี่ไปบ่อยจนจะกลายเป็นประจำ ครั้งสุดท้ายปีที่แล้วก็ไปมาสำหรับพระเจ้า ๕ พระองค์คุณพี่ได้ไปร่วมตั้งแต่เริ่มสร้าง และปีนี้วันที่ ๘ - ๑๐ ม.ค.นี้จะมีงานติดเพชรที่ฐานพระเจ้า ๕ พระองค์ถ้าคุณน้องว่างอย่าลืมไปร่วมงานนะ (สอบถามวันเวลาอีกครั้งครับ) สำหรับคุณพี่กับท่านเจ้าอาวาส (หลวงพ่อปารมี) คุ้นเคยกันพอสมควรครับ :) :D


แอ๋วได้ทำบุญเพชรติดที่พระแล้วค่ะ แต่คงไม่ได้ไปร่วมงานการทำมหากุศลในครั้งนี้
ไฟล์แนบ
1489188_859084217447321_586190166350858285_n.jpg
1489188_859084217447321_586190166350858285_n.jpg (48.83 KiB) เข้าดูแล้ว 234 ครั้ง
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

Saturn Sky เขียน: :) เหตุเพราะทำอกุศลอยู่เป็นนิจ..ทำจนจิตคุ้นชิน..เมื่อถึงเวลา..จิตบังคับบัญชามันไม่ได้..
อะไรที่กระทำอยู่เป็นนิจ..ทำจนคุ้นชิน..มันก็จะเกิดขึ้นนึกขึ้นโดยอัตโนมัติ..
แม้จะพยายามไม่อยากจะคิด..แต่มันก้อคิด..ถ้าไม่รู้จักพิจารณาตรงจุดนี้..
ไม่เคยฝึกปฏิบัติถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน..ก็กรรมใครกรรมมันนั่นแหละค่ะ
..มันเป็นเรื่องน่ากลัว..แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และสัมผัสถึง..


สาธุกับคุณพี่แดงด้วยนะคะ
:lol: :lol: สิ่งใดที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชืน จะกลายเป็น "นิสัย" นิสัยใด ๆ ที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชินจะกลายเป็น "สันดาน" นิสัยนั้นถ้ารู้ตัวแก้ไขได้ แต่สันดานนี่ซิแก้อย่างไรมันแก้ยากมากนะ เช่นคุณพี่ สันดาน คุยเสียงดัง พูดไม่เพราะ ไม่ชอบใจใครก็มักแสดงออกชัดเจน คุณนายมักจะบ่นและคอยเตือนตลอดเวลา ก็ยังแก้ไม่ได้ ทุกวันนี้ก็พยาย๊าม-พยายาม จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ แต่ก็ดีขึ้นบ้าง

เมื่อคืนที่หมวดการทางศรีประจันต์หลังจากที่ได้ทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ซดน้ำชานั่งปรึกษากันจนสมควรแก่เวลา เราสองคนก็สวดมนต์และทำภาวนากันแล้วเข้าเต้นท์พักผ่อนนอนหลับสบายม้วนเดียวจบ ตื่นแต่เช้าผมได้เดินจงกรมและนั่งภาวนาจนได้เวลาก็ต้มน้ำชงกาแฟและขนมปังเป็นอาหารเช้า เสร็จก็เก็บของทำสะอาดสถานที่ให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม ได้เวลา ๐๗.๐๐ น.เราก็ออกเดินทางจากหมวดการทางศรีประจันต์มุ่งหน้า เข้ากาญจนบุรี ทีบ้านโพธิพญา ช่วงเที่ยงเราแวะหาร้านอาหารเจ ตรงทางสามแยกหอนาฬิกาบรรหารแจ่มใส (จำชื่อไม่ได้๕๕) แล้วเดินทางต่อ บ่ายนิด ๆ เราแวะพักวัดโพธิ์เงินซึ่งมองจากข้างนอกกว้างขวางดีสะอาดร่มรื่น คุณนายถือโอกาสงัดเอาผ้าที่ซักไม่แห้งมาตาก และนอนเอาแรง ผมนั้นก็ต้มกาแฟดื่มเป็นเบรคกับขนมคุกกี้ คุณนายแกหลับไปงีบใหญ่ ๆ ลุกขึ้นมาผมก็ให้ซดกาแฟที่ผมต้มไว้ ครั้งแรกจะไม่ดื่มแต่ผมบอกให้ดื่มเถอะจะได้สดชื่น

บางครั้งนะครับหากเราจะฝืนอะไรสักอย่างมันก็น่าจะดี เอาแต่ไปเชื่อนักวิชาการในที่สุดชีวิตจะ "โค-ตะ-ระ-" เซ็งนะครับ กาแฟเคยอ่านเจอเขาว่าคนที่ปั่นจักรยานไม่ควรดื่ม เรื่องนี้สำหรับผมขออนุญาตุเถียงจนตาย ผมว่าการที่เราดื่มวันละไม่เกิน ๒ แก้ว เช้า - บ่าย สังเกตุนะครับร่างกายกระฉับกระเฉง ดูสดชื่นรื่นรมณ์ดีมาก ๆ จะเล่าให้ฟังสมัยที่รบอยู่ชายแดน ผมกาแฟวันละ ๆ ๑๐ กว่าถ้วย "เชื่อไหม" เรื่องนี้เล่าให้ใครฟังเขาก็ว่าผมโม้ แต่ผมจะบอกว่า ผมไม่ได้โม้ นี่คือเรื่องจริงในชีวิตจริง กาแฟ ๑๐ กว่าถ้วยและตามด้วยแม่โขงอีกวันละ ๑ กลม เป็นแบบนี้ เกือบ ๕ - ๖ ปี ก็เริ่มลดสาเหตุที่ลดเพราะไปเจอเข้ากับ พ่อ - แม่ครูอาจารย์ มั่น จารุธัมโม แห่งวัดปางมดแดง อ.เชียงคำ นั่นไงท่านเมตตาฝึก-ปราบ ผมจนลด ละ ผยศได้หมดเกลี้ยง อยู่มาอีกหน่อยผมก็เลิกดื่มกาแฟ เลิกดื่มเหล้า ลิกเที่ยวสำมะเรเทเมา และหันมากินมังสวิรัติจนทุกวันนี้

สังเกตุชีวิตดีวันดีคืน แต่สังคมหมู่มิตรไม่ค่อยจะ Happy คนเป็นสัตว์สังคมและถ้าเราทำตัวคล้ายพระ ในชีวิตตำรวจเหมือนจะน่ารังเกียจ ผมพิจารณาด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ถ้าเราจะดื่มกาแฟบ้างนั่งคุยเพื่อนฝูง เขาดื่มเหล้าเราดื่มกาแฟ มันก็น่าจะดีกว่าที่ดื่มน้ำเปล่า กาแฟสักถ้วย ทำให้ตัวเรามัวหมองนิด ๆ ไม่บริสุทธิ์เกินกว่าเพื่อนจะมาคบได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพื่อน ๆ ต่าง Happy ขึ้นเมื่อเขาชวนไปไหนมาไหนเขาได้บริการกาแฟให้เรา เขาก็มีความสุขครับ และเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งของทุกอย่างมันมีทั้งคุณ-โทษ กาแฟเป็นพืชชนิดหนึ่งและคนก็รู้จักมาเป็นพัน ๆ ปี ถ้าไม่ดีเขาจะดื่มกันทำไม นี่แหละครับนักวิชาการบางครั้งก็ไม่น่าเชื่อ ทุกครั้งที่เราออกทริปเรามีกาแฟ - ชา เป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณค่ากับร่างกายและจิตใจมากพอสมควรครับ ๕๕


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D จากหมวดการทางศรีประจันต์ - ขนส่งกาญจนบุรีประมาณ ๔ โมงเย็น เราตัดสินใจขึ้นรถโดยสารต่อไปยัง อ.สังขละบุรี ทันทีเพราะยังมีรถอยู่จะไปถึงสังขละประมาณ ๓ ทุ่ม เขารับรองมีโรงแรมเยอะแยะ ถ้าเราจะอยู่กาญจนบุรีสักคืนน่าจะเสียเวลา เมื่อมีรถโดยสารเป็นทางเลือกเราจึงตัดสินใจดังกล่าว เมื่อเรานำจักรยานของเราขึ้นรถโดยสารเรียบร้อย รถจะออก ๑๘.๐๐ น.มีเวลาเหลืออีกเยอะเราสองคนจึงเดินเที่ยวและหาอะไรทาน ช่วงนั้นเป็นช่วงบ่ายสีโมงแม่ค้ากำลังลงของ หลาย ๆ เจ้ายังไม่ได้หุงข้าว เราจึงได้บัวลอยไข่หวาน เป็นมื้อเย็นแทนข้าว ผมนั้นได้ไป ๒ ถ้วยเรียกว่าอิ่มพอได้ เมื่อหาอะไรทานเรียบร้อยก็มานั่งรอรถออก ช่วงที่นั่งบนรถเดินทางเข้าสังขละ ฯ มืดแล้วมองอะไรไม่เห็น ดีที่สุดคือ หลับ ครับ :lol: :lol:


https://www.youtube.com/watch?v=z7TwJ1EmJEs :idea: :idea: ผ้าขะม้าร้อยสี :) :D


รูปภาพ รูปภาพ

:) :D ผ้าขาวม้าร้อยสี บ้านหนองขาว

จากประวัติที่ชาวบ้านหนองขาวต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ (ที่แห้งแล้ง) ภัยจากศึกสงคราม (เส้นทางเดินทัพ) และการดูแลที่ไม่ทั่วถึงของฝ่ายปกครอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนของอำเภอท่าม่วง ทำให้ชาวนาหนองขาวไทยโดยทั่วไป โดยเฉพาะผู้หญิงในครอบครัวจะทอผ้าสำหรับใช้เองและคนในครอบครัว ซึ่งการทอนั้นจะใช้กี่มือ เส้นด้ายก็จะใช้ฝ้ายปั่นเอง จึงขาดง่ายทำให้ผ้าทอช้ามากและคุณภาพไม่ค่อยดี ผ้าทอส่วนมากเป็นผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าขาวม้า

ต่อมาเมื่อความเจริญได้แผ่กระจายจากสังคมเมืองสู่ชนบท แนวความคิดบริโภคนิยมที่มาจากประเทศทางตะวันตก ทำให้การทอผ้าในชนบทลดน้อยลง แต่ชาวบ้านหนองขาวยังคงรักษาประเพณี กิจกรรมของชาวชนบทไทยสืบมา เมื่อ พ.ศ. 2524 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดสอนการทอผ้าด้วยกี่กระตุกขึ้นที่ตำบลทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านตำบลทุ่งสมอ และได้จัดกลุ่มทอผ้าทุ่งสมอขึ้น แต่ก็ประสบปัญหาด้านการจัดการและการตลาด ทำให้กลุ่มทอผ้าทุ่งสมอไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ คุณอารีรัตน์ พฤฑฒิกุล ซึ่งได้เข้าร่วมอบรมครั้งนั้นด้วย ได้นำปัญหาของกลุ่มทอผ้า ทุ่งสมอเป็นกรณีศึกษา ถึงปัญหาและวิธีการดำเนินการแก้ไข บวกกับความรู้ที่ได้

จาก การอบรม มาจัดตั้งกลุ่มทอผ้าหนองขาวขึ้นในกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาตำบลหนองขาว ซึ่งกลุ่มพัฒนาฯ ก็มีการแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ตามความสนใจหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มทำดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงสัตว์ ประกอบกับได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงทำให้ “ผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมโดยการจัดงาน “สืบสานประเพณีของดีบ้านหนองขาว” โดยสำนักงานการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้จัดการแสดง แสง สี เสียง เป็นงานใหญ่

คุณสมบัติของผ้าทอหนองขาว จะมีสีสดใส ลวดลายแปลกตา เนื้อผ้าจะเป็น มันวาวคล้ายผ้าไหม ดูแลรักษาง่าย ซักรีดตามปกติ ไม่ยืดไม่หด สีไม่ตก สวมใส่สบาย ไม่อบร้อน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เนื่องจากเป็นผ้าที่ทอขึ้นจากเส้นด้วย “ไหมประดิษฐ์” ที่มีการคัดเลือกอย่างดีและผ่านการพิสูจน์เป็นเวลานานจากผู้ใช้ทั้งในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ส่วนลวดลายสีสันจะเป็นไปตามจินตนาการของผู้ทอ ซึ่งเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ต้องการใช้ผ้าทอหนองขาว ยังสามารถที่จะออกแบบเฉพาะของตนเองได้ตามลวดลายและสีสันที่ต้องการ ซึ่งคุณอารีรัตน์ และกลุ่มสมาชิกกลุ่มทอผ้ารับรองว่า เป็นผ้าทอที่มีคุณภาพดี สีสดใส ลวดลายแปลกตา แต่ราคาถูกใจ ผ้าทอหนองขาวจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ที่แสวงหาของฝากที่ ถูกตาในราคาที่ถูกยุค จากเมืองกาญจน์


http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ :lol: :lol: เมื่อวันที่ ๑๑ - ๑๓ ม.ค.๕๘ รักรถรักธรรมทีมเชียงใหม่ได้ไป Worm up ร่างกายหลังจากที่ตลอดทั้งเดือนธันวาปลายปีไม่ได้ปั่นไปทิศทางใดเลย อันเนื่องมาจากภารกิจของสังคมมนุษย์ที่ต้องดำรงรักษาความเป็นสัตว์สังคมไว้ ผลของการไม่ได้ออกกำลังกายเลยเรียกว่าละเลย (ร่างกายมันฟ้องทันที) จากบ้าน(ปากกองสารภี) - น้ำพุร้อนสันกำแพง - ห้วยฮ่องไคร้ ไป-กลับ แค่ ๑๐๐ กว่ากิโลนิด ๆ เล่นเอาปวดเนื้อปวดตัว และโอกาสนี้ขอประชาสัมพันธ์ให้กับศูนย์อันเนื่องมาจากพระราชดำริในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบ้านห้วยฮ่องไคร้ จะจัดงานครบรอบ ๓๒ ปีที่ก่อตั้งศูนย์โดยงานจะมีขึ้นในวันที่ ๒๓ ม.ค. - ๕ กุมภาพันธ์ ๕๘ ในงานจะมีการจัดนิทัศการต่าง ๆ มากมายใครไปเที่ยวก็จะได้ทั้งความรู้ - ความสุข -ความสนุกสนาน ตลอดจนจะได้เห็นพระราชอัจฉริยะของในหลวงของเราที่ทรงมีกับประชาชนคนไทย เรียกว่าเห็นแล้วจะทราบซึ้งน้ำตาเล็ดว่างั้นเถอะ ในงานนี้องคมนตรีจะเป็นผู้ไปเปิดงานและในประมาณ ๒๓ ม.ค.พระเทพจะเสด็จทราบว่าจะมีการทูลเกล้าถวายพระซึ่งแกะสลักจากหินที่มีอยู่ในห้วยฮ่องไคร้ ซึ่งได้มาแบบประหลาด ๆ สวยงามมาก ๆ

เราไปนอนที่น้ำพุร้อนสันกำแพง ๑ คืนและไปนอนที่ห้วยฮ่องไคร้ ๑ คืน รวม ๓ วัน ๒ คืน ได้อะไรมากมาย เอาเป็นว่ายกยอดไปเล่ารายละเอียดหลังจากจบทริปทัพทันก่อนนะครับ จะเก็บรายละเอียดความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟัง ตอนนี้ชมภาพตัวอย่างไปพราง ๆ ก็แล้วกัน ไม่ว่ากันนะครับ :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เราไปเดินทางท่องเที่ยวกันต่อนะครับ

:) :D เป็นอย่างไรบ้างท่านได้เห็นผ้าขะม้าร้อยสีแล้วใช่ไหมครับ อยากจะบอกว่าเมืองไทยเรามีของดีเยอะแยะมากมาย แต่ก่อนเราเรียนประวัติศาตร์รุ่นผมนะครับทราบซึ้งในวีรกรรมของบรรพบุรุษและชื่นชมในขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของไทยเรา ปัจจุบันรุ่นหลานสิ่งเหล่านี้หายไปกลายเป็นอะไรไปแล้วไม่รู้ ไทยจะไม่ใช่ไทยเพราะเด็ก ๆ ของเราไม่ได้ทราบซึ้งในประวัติศาตร์ชาติของตนเลย หลงละเริงไปในเรื่องของเทคโนโลยีเรียกว่าลืมของดีที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ในขณะที่ชาติอื่นเขาหวงแหนวัฒนธรรมประเพณีและประวติศาตร์ชาติเขา ไม่ช้าครับเราจะกลายเป็นทาสเขาอย่างช่วยไม่ได้ วันนั้นมาถึงมันก็คงสายซะแล้ว

รถโดยสารได้พาผมและคุณนายมาถึงทองผาภูมิเมื่อเวลา ๒๑.๓๕ น.รถพามาจอดตรงหน้าโรงแรมพอดิบพอดี เราลงรถก็เข้าโรงแรมเลย ก็พอพักได้สมราคาคืนละ ๕๐๐ บาท(แพงไปนิด) รุ่งเช้าเก็บสัมภาระปั่นออกไปหาอาหารทานก่อนเดินทางเข้าเหมืองปิล็อค ไปเจอร้านอาหารเจด้วยความอนุเคราะห์ของแม่ค้าที่แนะนำให้ ขณะที่คนครัวกำลังประกอบอาหารเราได้คุยกับเจ้าของร้าน ปรากฏว่าสามีของเจ้าของร้านเป็นนักปั่นและชอบสไตล์ทัวร์ริ่งด้วย ได้โทร ฯ หาสามีและให้สามีคุยกับผม คุยสนุกมากครับก่อนจบเขากำชับว่าถ้าถึงสังขละบุรี ให้โทร ฯ แจ้งจะจัดที่พักให้ เรียกว่าบุญหล่นทับจริง ๆ

เราสองคนทานอาหารเช้าเสร็จก็ตกลงกันว่าเข้าเหมืองปิล็อคเราจะนั่งรถเข้าไปขากลับเราจะปั่นกลับ(ข้อมูลนี้ได้มาจากท่าน ผอ.ลือชัย ฯ) เราจึงปั่นย้อนกลับเข้าตลาดและหารถ ก็โชคดีเจอรถกำลังจะออกยังมีที่ว่างเยอะเอาจักรยานขึ้นรถนั่งรถเข้าเหมือง ที่เหมืองเราได้ไปเหยียบชายแดนพม่า ได้ถ่ายภาพกับทหารพม่า ได้เจอกับคนที่มาจากเชียงใหม่ ฯ ได้เห็นหมู่บ้านชาวเหมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ก็เรียกว่าเจริญขึ้น เราสองคนทานมื้อเที่ยงเกือบบ่ายแก่ ๆ เสร็จแล้วปั่นเที่ยวในหมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจ ก็ย้อนกลับไปเนินช้างศึกเพื่อกางเต้นท์พักแรมที่นั่น


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: ตำนานเหมืองแร่แห่งปิล๊อก โดย : บิเบวา

เหมืองปิล๊อก คือบรรดาเหมืองแร่ที่อยู่ในตำบลปิล๊อก บ้านอีต่อง ส่วนใหญ่เป็นเหมืองแร่ดีบุก เนื่องจากแหล่งแร่ในปิล๊อกนี้มีมากถึง 10 ชนิด มากที่สุดคือ แร่ดีบุก ที่อยู่ตามหุบเขา รองลงมาและมักอยู่ปะปนกันคือ แร่ทังสะเตน และยังมีสายแร่ทองคำปะปนอยู่กับสายแร่ดีบุก แต่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากทำเป็นเหมืองใหญ่ จึงมีแต่แรงงานไปร่อนหาแร่ทองคำกัน เฉพาะในปิล๊อกมีแหล่งแร่ยาวประมาณ 20 กม. เมื่อเริ่มทำเหมืองนั้น เริ่มจากคนพม่าข้ามเข้ามาทำแบบเหมืองเถื่อน ต่อมาทางราชการไทยจึงเข้าควบคุม

เหมืองสมศักดิ์ คือหนึ่งในหลักฐานความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่ ก่อร่างสร้างจากน้ำพักน้ำแรงของตระกูลเสตะพันธุ ที่เข้าจับธุรกิจเหมืองแร่หลังจากรัฐบาลอนุญาตให้เอกชนทำสัมปทานเหมืองแร่ทั่วประเทศเพื่อป้อนตลาดโลก

สมศักดิ์ เสตะพันธุ เป็นหลานปู่ของอำมาตย์ศรี พระยาศรีสุวรรณคีรี มีชื่อกะเหรี่ยงว่า “ทะเจียง โปรย” ต้นตระกูล "เสตะพันธุ" ในปัจจุบัน เจ้าเมืองคนแรกของสังขละบุรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมศักดิ์ เป็นบุตรชายคนโตของร้อยตรี สมจิตร และนางมาลี เสตะพันธุ ในจำนวนพี่น้อง 5 คน เขาเป็นคนเดียวที่สืบสานตำนานเหมืองแร่ต่อจากบรรพบุรุษ จบปริญญาโทสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ จากประเทศออสเตรเลีย และได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาพัฒนาธุรกิจเหมืองแร่ได้อย่างทันสมัย ซึ่งยุคนั้นมีคนงานกว่า 600-700 คน ทำงานเป็นกะทั้งกลางวันและกลางคืน ในพื้นที่สัมปทานกว่า 500 ไร่ และเป็นอีกเหมืองหนึ่งที่มีขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักเลื่องชื่อ ในตำบลปิล๊อก ซึ่งในสมัยนั้นหากมาทางรถยนต์จากอำเภอทองผาภูมิ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ในระยะทางเพียง 60 กม. หากเป็นฤดูฝนนั้นบางทีรถขนแร่ต้องเดินทางกันถึง 3 วันเลยทีเดียว

หลังจากสิ้นสุดยุครุ่งเรือง เหมืองแร่ในปิล๊อกเริ่มทยอยปิดตัวลง ด้วยสาเหตุ 2 ประการคือ ราคาแร่วุลแฟรมและดีบุกราคาตกมาก และส่วนใหญ่ปิดเพราะแร่หมด หรือหมดสัมปทาน จะขอใหม่ก็ช้ามากและยิ่งเป็นที่อุทยานแห่งชาติ โอกาสจะขอได้แทบจะไม่มี จึงทยอยกันปิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 ปัจจุบันไม่มีเหมืองแร่เหลือเลย คงเหลือชาวบ้านอยู่ไม่กี่ร้อยหลังคาเรือน กับตลาดอีต่องที่ยังคงมีร่องรอยของความรุ่งเรืองเมื่อวันวาน

สินค้าที่ขายในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพวกอาหารแห้ง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซึ่งฝ่ายไทยอนุญาตให้ทหารพม่าขับรถข้ามช่องเขาขาดเข้ามาซื้ออาหารเครื่องใช้ได้ ขณะที่ของกินของใช้ราคาถูกจากฝั่งพม่าก็มี เช่น ถั่วคั่ว หอม กระเทียม ปลาแห้ง หอยแห้ง กุ้งแห้งตัวโตๆ จากทะเลอันดามัน นอกจากนี้ยังมีกุ้งมังกร กุ้งสด และปูทะเลข้ามแดนเข้ามาขายด้วย




https://www.youtube.com/watch?v=WgQdfrqf0ig :roll: :roll: เส้นทางเข้าปิล็อค :mrgreen: :mrgreen:


https://www.youtube.com/watch?v=gCS9QHgJypE :lol: :lol: อีต่อง ปิล็อค :lol: :lol:


http://travel.upyim.com/2874/ :lol: :lol: ประวัติปิล็อคแบบยาวกับ UpYim ครับ :) :D


:mrgreen: :mrgreen: ขอขอบพระคุณทั้ง ๓ คลิปวีดีโอที่ได้โพสต์ให้ความรู้และความบันเทิงกับผู้เข้ามาอ่าน ไว้ ณ ที่นี้ครับ :mrgreen: :mrgreen:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”