............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

จำหน่ายจักรยาน(เก่าญี่ปุ่น) เสือภูเขาโครโมลี-อลูมิเนียมแบบตะเกียบ พร้อมซ่อมและโมดิฟายด์เสือภูเขาทางเรียบ-จักรยานเดินทางไกล โทร. 0814881440

ผู้ดูแล: เอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม

กฏการใช้บอร์ด
จำหน่ายจักรยาน(เก่าญี่ปุ่น) เสือภูเขาโครโมลี-อลูมิเนียมแบบตะเกียบ พร้อมซ่อมและโมดิฟายด์เสือภูเขาทางเรียบ-จักรยานเดินทางไกล โทร. 0814881440
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D ร้านอาหารที่พวกเราแวะไปนั่งทานมื้อเที่ยง เป็นร้านบ้าน ๆ บรรยากาศก็ชนบทแถบเขมรไม่แตกต่าง ชาวบ้านนิยมพูดภาษาขแมร์ ฟัง ๆ ก็น่ารักดี ที่สำคัญคือเขาจะพูดกัน ๒ ภาษาทั้ง ไทย ปน ขแมร์ ฟังแล้วก็สนุกเหมือนคนจีนที่พูดปนกันเป็น ไทย+จีน ฟังดูก็เพลินดี ร้านแม้จะเป็นแบบพื้นบ้านแต่ฝีมือทำอาหาร(มังสวิรัติ) อร่อยไม่เบาเลย อย่าคิดว่าเพราะผงชูรสนะ คุณนายไปยืนประกบคอยแนะคอยบอก ไม่มีแน่นอนคุณเธอจับนี่ นั่นโยนใส่ ๆ แล้วก็ผัดโซ้ง ๆ เซ้ง ๆ เสร็จยกมาให้พวกเรา อร่อยใช้ได้ทีเดียวครับ

นอกจากแกจะทำอร่อยแล้วแกยังพูดเป็นต่อยหอย ก่อนเราจะเดินทางต่อแกมายืนคุยให้ข้อมูลเป็น ครึ่ง ชม.ผมเรียบเคียงถามข้อมูลส่วนตัว ได้ความว่าแกเคยไปอยู่ กทม.ทำงานหลายปี แกเล่าว่าชีวิตใน กทม.สนุกสุดเหวี่ยง แสง สี เสียง เพียบเหมือนสวรรค์ แต่วันที่แกได้คิดแกขอกลับบ้านเกิด เพราะในกรุงล้วนแต่มายา ไปไหนทุกที่ขาดเงินก็อยู่ไม่ได้ หาเงิน ใช้เงิน สรุปเงินคือตัวนำสุขมาให้ เพื่อนฝูงต่างคนต่างอยู่เอาตัวรอด แตกต่างกับบ้านนอกโดยสิ้นเชิง แกกลับมาอยู่บ้านได้เกือบ ๕ ปีแล้วปีแรกแกบอกแกแอบร้องไห้ คิดถึงชีวิตในเมืองกรุง แต่พอคุ้นชินปรับตัวไม่ให้เหงา ชีวิตดีขึ้น เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักซะแล้ว ทุกอย่างหากินได้แบบแทบไม่ใช้เงิน เพราะปลูกเองกินเอง แลกเปลี่ยนเพื่อนบ้าน เงินที่ทำมาค้าได้ มีเก็บเป็นกอบเป็นกำ ไม่น่าเชื่อแกเล่านะครับ (สุดยอด)

ฟังเรื่องจริงที่แฝงไปด้วยข้อคิดแล้วเราก็ได้ให้กำลังใจเจ้าหล่อน ก่อนที่จะอำลาจากกัน สุดท้ายหล่อนยังทิ้งท้ายว่า "ชีวิตหนูอยากทำตัวให้เหมือนพวกลุง ๆ ป้า ๆ จัง หนูอิจฉานะค๊ะ" ก็ได้แต่ให้กำลังใจแล้วก็บอกหล่อนไปว่า "ฝันให้ไกลแล้วจงไปให้ถึง อย่างหนูนี่อีกไม่กี่ปีก็ทำได้แน่ ๆ "

ออกจากร้านได้เราก็ปั่นกันมุ่งไปกราบหลวงปู่สรวงให้ได้ ผมขออนุญาตุทีมปั่นล่วงหน้าไปก่อนเพราะอยากออกกำลังให้สุด ๆ สักครั้ง ปรากฏว่าผมชิงหนีไปจนถึงวัดหลวงปู่สรวงห่างกันเกือบ ครึ่งชั่วโมง ผมไปอยู่หน้าวัดเดินเก็บภาพบริเวณวัดรอทีมที่กำลังตามหลังมา พอมากันครบก็ขอภาพหมู่เป็นที่ระลึก ก่อนจะเข้าไปกราบสรีระของหลวงปู่

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o ท่านอาจารย์สมมรรคเริ่มเปิดประวัติของหลวงปู่สรวงจากคำบอกเล่าของหลวงปู่โป๊ะ วัดบ้านบิง ดังนี้ว่า

หลวงปู่สรวงเป็นชาวเขมรเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชัยวรมัน องค์หลวงปู่สรวงท่านมีศักดิ์มีฐานันดรเป็นลูกชายคนโตครองตำแหน่งอุปราชผู้จะ ขึ้นครองราชย์สมบัติแห่งเมืองขอมคนต่อไป

ท่านเป็นพี่ชายของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 และแน่นอนว่าถ้าท่านอยู่ตามทางโลกท่านย่อมเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

แต่องค์หลวงปู่สรวงมีจิตใจใผ่ในทางเนกขัมมะคือออกบวชมาแต่เยาว์วัยด้วยวาสนา ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติ และไม่ปรารถนาจะอยู่ตามทางโลกอีกต่อไปทั้งเล็งเห็นว่าการมีชีวิตอยู่ตามทาง โลกโดยเฉพาะการขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นเป็นสิ่งที่มีภาระมากต้องตัดสินลง อาญา ต้องก่อกรรมทำบาปโดยใช่เหตุ ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจออกบวช
การออกบวชครั้งแรกของหลวงปู่สรวงนั้นท่านออกบวชเป็นฤาษี ท่านท่องเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพรจนไปพบเจออาจารย์ที่เป็นมหาฤาษีผู้สำเร็จ อภิญญาสมบัติ มีอายุยืนยาวนับพันปี มีญาณสมาบัติกล้าแข็งมีฤทธิ์อภิญญาสามารถเหาะเหินเดินฟ้า เดินไต่น้ำ ดำดิน เดินทะลุภูผากอไผ่หินผาศิลาแลงที่ทึบทั้งแท่งก็เดินทะลุได้ มีตาทิพย์หูทิพย์ ล่วงรู้ในสิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์

หลวง ปู่สรวงร่ำเรียนวิชากับองค์มหาฤาษีผู้ทรงฤทธิ์จนสำเร็จวิชาต่าง ๆ ครบถ้วน ทรงอภิญญามีอายุยืนยาวนานไม่จำกัดกาลเวลาได้ ที่สำคัญคือองค์หลวงปู่สรวงมีอภิญญาแก่กล้าทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ต่าง ๆ หลวงปู่สรวงเมื่อสำเร็จเป็นมหาโยคีผู้มีฤทธิ์อำนาจทางจิตอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านก็เที่ยวโปรดชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากจากการเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
องค์หลวงปู่สรวงท่านจะประจำอยู่ตามอโรคยาศาลาโดยอโรคยาศาลานี้เป็นปราสาทหิน ขนาดเล็กสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานพยาบาล แก่ประชาชนชาวบ้านทั้งหลาย ที่ได้รับทุกขเวทนาจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ องค์หลวงปู่สรวงท่านก็โปรดชาวบ้านด้วยเวทย์มนต์คาถา ตัวยาสมุนไพร พลังอำนาจจิต ทำให้ชาวบ้านพ้นจากทุกข์ของเจ็บไข้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ใน ช่วงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที 1 ชนชาติขอมยังนับถือลัทธิพราหมณ์ บูชาเทพยดา และภูตผีเป็นสรณะ พระเจ้าแผ่นดินยอมให้สร้างปราสาทเพื่อบูชาเทพเจ้า การสร้างปราสาทต้องใช้แรงงานทั้งคนทั้งสัตว์จำนวนมากมาย นอกจากนี้การบูชาเทพเจ้าในสมัยนั้น ยังนิยมการบูชายัญ และพิธีกรรมอีกมากมาย ทัศนคติการใช้แรงงานคนในการสร้างปราสาทหินและการบูชายัญนั้นหลวงปู่สรวงไม่ เห็นด้วย เพราะเป็นการทรมานคน ทรมานสัตว์ เห็นแล้วเกิดความสังเวชใจ

อย่างไรก็ตามหลวงปู่สรวงหรือมหาโยคีสรวงในครั้งนั้นก็ได้แต่เก็บความรู้สึก ไว้ภายใน และด้วยอำนาจฌานสมบัติที่ท่านสำเร็จสำเร็จแล้ว จึงทำให้ท่านสามารถมีชิวิตยืนยาวนับแต่รัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 จนมาถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 2,3,4,5,6และ 7
ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี่เองความเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาแบบมันตรยานกำลังก่อตัวและเจริญ อย่างสุงสุด ในช่วงต้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังนับถือลัทธิพราหมณ์ จนกระทั่งมหาโยคีสรวงได้ปลงใจว่าควรจะหันมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเป็นศาสนาที่มีการบำเพ็ญสมณธรรมและมีหลักธรรมอันลึกซึ้ง เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับลัทธิโยคีที่ตนนับถืออยู่ แต่ดีกว่าลัทธิพราหมณ์ตรงที่ไม่เน้นการสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีการบูชายัญ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ดังนั้นองค์มหาโยคีสรวงจึงขอออกบวชเป็นพระภิกษุในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยมีพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นองค์ประธานในการบวชและเมื่อมหาโยคีสรวงกลายมาเป็นหลวงปู่สรวงแล้วท่านก็ ชักชวนให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หันมานับถือพระพุทธศาสนา
จนกระทั่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีพระราชศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง พระองค์ทรงนับถือในคติพระโพธิสัตว์ตามแนวมันตรยานที่นับถือองค์อวโลกิเตศวร พระองค์มีความเชื่อว่าพระองค์คือองค์อวตารของพระอวโลกิเตศวรเจ้า

ทั้ง นี้จึงเกิดแรงบันดาลใจให้พระองค์จำหลักหน้าพระองค์เองไว้ตามปรางค์ปราสาท ต่างๆ เรียกหน้าแบบ “บายน” จัดเป็นกลุ่มๆละ 9 กลุ่มละ 72 กลุ่มละ 81 ทุกกลุ่มเมื่อเอาเลขสองตัวบวกกันจะรวมแล้วได้ 9 ทุกครั้งไปการสร้างการจำหลักพระพักตร์ของพระองค์ไปทุก ๆ ทิศเป็นไปตามคติที่ว่า องค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงเป้นผู้มองสรรพสัตว์และเงี่ยหูฟังสรรพสัตว์ ทั้งหลายด้วยปรารถนาจะสงเคราะห์ช่วยเหล่าสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง โดยเฉพาะทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั้นแล
หลวงปุ่สรวงเมื่อบวชเข้ามาในบวรพระพุทธศาสนาแล้วก็เจริญกรรมฐานตามแนวทางของพระพุทธองค์จนบรรลุธรรมสูงสุด เป็น “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” แก่กล้าในอิทธิฤทธิ์ในเดชสูงสุด ดำเนินตนตามแนวทางพระโพธิสัตว์ คือ แม้บรรลุหลุดพ้นแล้วก็ยังไม่เข้านิพพานจะยังโปรดสรรพสัตว์ผู้ยากทั้งหลาย ดูแลพระพุทธศาสนาต่อไปก่อน อีกนานเท่าไรไม่มีกำหนดแล้วแต่ความปรารถนาขององค์หลวงปู่สรวงท่านเอง
หลวงปู่สรวงมีชีวิตอยู่อย่างไร้กาลเวลาไม่มีกำหนดเวลาถึงความสิ้นสุด ท่านชำนาญในการเข้านิโรธ เข้าสมบัติ 8 ถอดจิตชำนาญในมโนมยิทธิการแสดงฤทธิ์ทางใจ ชำนาญในกสิณอภิญญา ควบคุมบังคับธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้อย่างเด็ดขาด สามารถเนรมิตวัตถุ สามารถเรียกของจากอีกที่หนึ่งมายังอีกที่หนึ่งได้ สามารถชนะแรงโน้มถ่วงของโลก ชนะกาลเวลา มีความเป็นอิสระจากพันธนาการทุกชนิด ชนะกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ทางโลกวัตถุทุกประการ นี่คืออภิญญาส่วนหนึ่งอันยกตัวอย่างมาน้อยนิดในองค์พระหลวงปู่สรวงมหามุนี ดาบสผู้ทรงอิทธิ์ฤทธิ์บุญฤทธิ์เหนือโลกเหนือวิลัยแห่งปถุชนคนธรรมดา

หากจะนับอายุของหลวงปู่สรวงตั้งแต่เกิดมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน จนมาถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อายุท่านก็นับพันปีแล้ว และหากนับช่วงระยะเวลาจากยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จนถึงปัจจุบันก็ไม่ต่ำกว่า 1,200 ปี

ลองคำนวณดูแล้วอายุของท่านก็ยาวนานนับพันปี เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ หลวงปู่โป๊ะ วัดบ้านบิงถ่ายทอดเอาไว้



http://www.dailymotion.com/video/x14g6o ... shortfilms


https://www.youtube.com/watch?v=mCDxpjA1w2g

:lol: :lol: ออกจากวัดหลวงปู่น่าจะบ่ายคล้อยมากแล้ว สงสัยเหลือเกินว่าเราจะเข้ากัมพูชาทันไหมหนอ ทันไม่ทันอย่างไรต้องเดินแล้วล่ะ ไม่ทันก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเรามีทุกอย่าง ค่ำไหนนอนนั่นไม่หวั่นไหวอะไรแล้ว แต่ใจก็อยากจะให้เข้าไปในกัมพูชาเลยจะได้ เริ่มการท่องเที่ยวที่แปลกหูแปลกตาไปอีกแบบ (ตื่นเต้น) อยู่บ้านเราก็ธรรมดา ๆ ไปบ้านเขาเมืองเขาโดยเฉพาะเมืองที่เราได้ทราบข่าวคราวอันแสนจะสพึงกลัว ลุงดมคงจะตื่นเต้นกว่าเพื่อนเพราะกลัวมากที่สุด แบบไม่เต็มใจมาเท่าไหร่

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: ออกจากวัดหลวงปู่สรวงมุ่งเข้าช่องสะงำทุกคนคิดเหมือนกันว่า จากนี้ไปพวกเราคงสบาย ๆ คือไหลลงสู่่กัมพูชาลูกเดียว ไม่มีภูเขาแล้วล่ะ ที่ไหนได้ อีก ๑๙ กม.เรายังต้องเจอเข้ากับเขาที่ขวางหน้า เรียกว่าได้หืดขึ้นคอพอสมควร ไม่มีอะไรดีกว่าหัวเราะ และสมน้ำหน้าที่ตั้งหวังแต่ความสุขสนุกสบาย ชีวิตนี้ขอให้จำใส่ใจไว้เลย ไม่มีคำว่าสบายหรือสุข นอกจากทุกข์ที่น้อยลงแค่นั้น แค่นั้น ๆ จริง ถ้าในใจเรามีแบบนี้เราจะไม่ผิดหวัง เพราะเมื่อเราเจอทุข์เรารู้อยู่แล้วว่า อย่างไร ๆ มันก็ทุกข์แล้วเราจะไปทุกข์มันทำไม ก็ไปเรื่อย ๆ ทุข์มันก็จะลดน้อยถอยลงแล้วถ้าเราฝึกบ่อย ๆ จนเคยชิน โปรดสังเกตุความทุกข์มันเข้าสู่ใจเราไม่ได้เลย จริง ๆ "ไม่ได้..โม้" ... ไม่เชื่อ ฝึกดูซิ ๆ :lol: :lol:

เราฟันฝ่า (ถูกไหมครับ) อุปสรรคต่าง ๆ ไปจนถึงด่านช่องสะงำ ทำกรรมวิธีผ่านแดนฝั่งเรา แสนสดวกสบาย จนท.อำนวยความสะดวกให้แบบรวดเร็วทันใจ พร้อมรอยยิ้มที่ประทับ ยังคิด ๆ นะว่าเออ..เขาดีกับเรามากเลย เพราะอะไร หรือเห็นพวกเราปั่นจักรยานคงเอ็นดู อีกอย่างพวกเรา ไม่ใช่วัยรุ่นเป็นวัยร่วง เขาคงนึกสงสาร แต่เปล่าครับ ตอนหลังทราบว่า "ตม.เขาก็ชอบปั่นจักรยานเหมือนเรา" จักรยานพอเจอกันมักจะดีใจและทักทายปราศรัยกันอย่างออกรสชาด เช่นกันวันนั้นเราก็คุยกับนายด่านพอสมควรครับ

ผ่านด่านไปไทยก็ต้องไปทำกรรมวิธีเข้าเมืองของ กัมพูชา ตม.กำพูชาก็พูดภาษาไทยได้ แต่หน้าตาดูจะถมึงทึงพอควร เราทดลองพูดเล่น ๆ เขาไม่ตอบสนอง เราก็เลยต้องทำเฉย ๆ ปล่อยให้คุณนายโอภาปราศรัย ซึ่งได้ผล ฮ้า....ชอบพูดกับผู้หญิง เออ...เอาว่ะ ขอให้พวกตรูเข้าอย่างสดวกสบายก็แล้วกัน เสียค่าผ่านด่านคนละ ๑๐๐ บาท เมื่อกรรมวิธีผ่านแดนเรียบร้อยพวกเราก็รีบปั่นเพื่อจะหาที่นอน มองหาจุดกางเต้นท์ไม่มีเลย จะนอนโรงแรมก็ไม่ค่อยสดวกเพราะเขาบริการสำหรับนักพนัน (ไม่ยืนยันนะ) เพราะสังเกตุเป็นแบบนั้นจริง ๆ พวกเราตัดสินใจมุ่งตรงเข้าไปในตัวเมืองเลย คิดว่าไม่น่าจะไกล ที่ไหนได้ไปมืดกลางทางกว่าจะเข้าตัวเมืองเล่นเอาเกือบ สองทุ่ม แต่โชคดีครับคนเขมรเขามีน้ำใจขี่มอเตอร์ไซด์เห็นพวกเราปั่นเขาก็เข้าสอบถาม แต่เราที่ยังฝังใจเรื่องความน่าสพึงกลัวทำให้เราต้องระมัดระวังตัว ในที่สุดความจริงก็ปรากฏสิ่งที่เขาหลาย ๆ คนแนะนำตรงกันไม่มีลวดลายใด ๆ ทำให้เราเริ่มคิดดี คิดบวกกับชาวเขมรมากขึ้น ๆ


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ค่าห้อง ๆ ละ ๓๕๐ พร้อมแอร์ ต่อลองไม่ได้เพราะเป็นลูกจ้างเขา ห้องกว้างขวาง สะอาดดี เรารีบชำระร่างกายแล้วมารวมตัวกันที่ห้องลุงป๊อกเพื่อจิบชาและวางแผนการเดินทางในวันพรุ่งนี้ ลุงดม ลุงป๊อก และคุณยูร นอน ๓ คนในห้องเดียวกัน เตียงใหญ่พอ ๒ เตียงสามคน พอได้ ๆ คืนนี้ไม่สวดมนต์รวมกัน กลัวชาวขแมร์ตกใจ "ไอ้พวกนี้มาทำพิธีอะไรกัน" เดี๋ยวเกิดเชิญตำรวจเขมรมาจับจะวุ่นวาย ๕๕๕ เอาเป็นว่าสวดใครสวดมันก็แล้วกัน

รุ่งเช้าก็ไปรวมตัวกันที่ห้องลุงป๊อกทำอาหารมื้อเช้าก่อนออกเดินทางต่อไป เรารู้สึกได้ว่าเรามีความทุกข์ที่ลดน้อยลง โดยเฉพาะลุงดมหายเกร็ง แกยัง รำพึงว่า "กลัวมาตั้งนาน ที่ฟัง ๆ มามันไม่ใช่ ใส่ร้ายบ้านเขาเมืองเขามากไป" นี่แหละครับปากคนมันต้องพิสูจน์นะ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
T_lek
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 622
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
Tel: 0818914972
team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย T_lek »

ไชโย ได้ไปเที่ยวเขมรแล้ว... :lol: :lol:
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

T_lek เขียน:ไชโย ได้ไปเที่ยวเขมรแล้ว... :lol: :lol:
:lol: :lol: ๕๕๕ ตุ้ย..รอนานไหมเนี่ยะ..ขอโทษด้วยนะที่พี่เดินเรื่องช้ามากกกก ก็ใจนะอยากจะพยายามเล่าให้มันละเอียด พี่เห็นอะไรเจออะไร ชอบที่จะจดจะจำ เพื่อนำมาเล่าให้ผู้ที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปแบบพวกพี่ หรืออาจจะเป็นแนวทางให้รุ่นต่อ ๆ ไปอาจจะนำข้อมูลที่พี่เล่าไปใช้ประกอบการเดินทาง พี่ก็จะได้บุญ เป็นวิทยาทานนั่นไง ไม่ถือสานะ ๕๕๕.

:lol: :lol: รุ่งเช้าคืนแรกผ่านไปกับเมืองชายแดนของกัมพูชา บอกเลยว่าทุกสิ่งอย่างพลิกล็อค ผิดคาดหมด พวกเราได้รับการต้อนรับจาก ปชช.ชาวขแมร์อย่างอบอุ่น (สัมผัสได้) ความที่เราคิดไม่ดี กริ่งเกรง ซึ่งเป็นภาพที่คนไปขยายให้น่ากลัว ประกอบกับภาพแห่งความหลังเช่นการล้างเผ่าพันธ์ เป็นล้าน ๆ คน ยังฝังในหัวพวกเรา ต่อจากนี้ไปผมต้องหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้เจอให้ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งสุดท้ายผมค้นพบจะยังไม่บอกตอนนี้ (ต้องชั่งใจและขอความเห็นจากผู้รู้เสียก่อน ก่อนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากครับ)

รุ่งเช้าผมออกเดินสำรวจรอบ ๆ เกสต์เฮ้าส์ ที่พักไม่มีอะไรแตกต่างไปจากบ้านเรา มีศาลพ่อปู่แม่ย่า ตั้งเป็นที่เคารพสักการะด้านหลังเกสต์เฮ้าส์ มีศาลพระภูมิเจ้าที่ เป็นต้น ได้เวลาอาหารผมก็เข้าไปรับประทานอาหารโดยคุณนายจัดทำ breakfast ในโรงแรมนั่นแหละ เมื่อเสร็จกับกิน ก็แพ็คสัมภาระเตรียมออกเดินทาง ไม่ลืมที่จะเก็บภาพที่หน้า รร.ออกจากที่พักมุ่งสู่ถนนใหญ่ เพราะที่พักเข้าไปในซอยอีก ๗๐๐ ม. เราปั่นไปตามคำบอกของพี่ น้อง ขแมร์ ใช้ถนนใหญ่ไปเสียมเรียบ เส้นเดียวกับไป พนมเปญ เราไม่ลืมแวะตลาดสด คุณประยูรและคุณนาย เจอกล้วยถูกใจ รีบซื้อทันที ลุงยูร รับบรรทุกให้สองข้างกระเป๋า ประมาณ ๑๐ โมงกว่า ๆ เราก็พัก Break ข้างทาง โดยได้กล้วยที่บรรทุกไปนั่นแหละ เป็น ออเดิฟ

ออกจากที่พักแวะตลาดสดผ่านสะพานเห็นชาวบ้านกำลังหาปลาเป็นที่สนุกสนาน มียกยอ ตกเบ็ด เด็ก ๆ กระโดดน้ำ เป็นภาพที่ทำให้ผมย้อนไปถึงอดีตที่เป้นเด็กบ้านนอก เราก็ใช้ชีวิตไม่แตกต่างกันเลย :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: :roll: เราเสียเวลากับการเดินชม ยืนชมชีวิตธรรมชาติ ๆ ที่น่ารัก พร้อมเก็บภาพไว้เป็นเวลานานพอควร จนผมต้องกระตุ้นให้ทุกคนเคลื่อนตัวกัน เดี๋ยวจะไปไม่ถึงไหน ลุงป๊อกและคุณนายกำลังเพลินกับการเก็บภาพ เพื่อเตรียมไว้ส่งไลน์กรณีไปพักโรงแรมที่มี Wi-Fi เราปั่นจนไปทะลุเข้าถึงตัวเมืองราว ๆ ๕ - ๖ กม.เห็นสภาพการจราจรที่คึกคัก แต่การคึกคักไม่ถึงกับรถติดนะ ๕๕ คือเห็นมีรถวิ่งกันไป ๆ มาเยอะเป็นพิเศษแค่นั้นเอง ราเห็นป้ายพร้อมลูกศร ๕๕ อ่านไม่ออกไม่มีภาษาประกิตอีกต่างหาก ผมบอกแล้วชาวขแมร์เขามีน้ำใจมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยคนจน เขาเต็มใจคุยกับพวกเรา ทั้ง ๆ ที่สื่อสารกันไม่เข้าใจ เขาก็พยายามจนเราเข้าใจนี่แหละครับที่ผมเรียกว่า สุดยอดของน้ำใจ

เขาชี้ทางแนะนำทางไปสู่เป้าหมายของเราเช้านี้คือ เสียมเรียบครับ เราปั่นไปตามคำบอก สักครู่ก็เจอป้ายที่มีภาษาประกิตบอก ก็ดีใจมากครับ และนึกไปถึงคำบอกที่เขาพยายามบอกเรา ถูกต้องครับ ตลอดทางเราพบสิ่งแปลกหูแปลกตาเป็นที่สนุกสนานครับ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูงมาก หรือจะเป็นรั้วไม้ที่ทำเอาอิจฉาอยากได้ไปทำที่บ้านบ้าง หรือศาลาที่โปร่งแบบมีศิลป์


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ว่าจะไปเร็ว ๆ ก็ไปไม่เป็น ใจเย็น ๆ ตามไปเรื่อย ๆ นะครับ ถ่ายภาพไว้เยอะค่อย ๆ คัดเอาที่คิดว่าน่าสนใจ อย่าเบื่อนะครับ ถึงเสียมเรียบภาพจะยิ่งสวย แต่ก็อีกนั่นแหละกล้องเล็ก ๆ ก็ได้แค่นี้อีก พอดูได้นะครับ ต่อไปจะเป็นการทำอาหารมื้อเที่ยงข้างถนนในประเทศกัมพูชาเป็นครั้งแรก ไปดูนะครับเหมือนที่เราอยู่ในบ้านเราหรือไม่อย่างไร :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
T_lek
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 622
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
Tel: 0818914972
team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย T_lek »

การเดินทางด้วยจักรยาน เป็นการเดินทางแบบ ช้า แต่ชัดเจน จะเห็นมุมมองที่การเดินทางด้วยรถยนต์ไม่เห็น หรือมองไม่ทัน
ดังนั้น การบอกเล่าเรื่องราวก็จะดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่ชัดเจนเช่นกัน มิฉะนั้นรายละเอียดอาจจะตกห่นไป ทำให้ขาดความสมบูรณ์

สรุป ปั่นไม่ต้องไว แต่จงไปให้ถึง ครับพี่... :lol: :lol:
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D อรุณสวัสดิ์ทุกท่านครับ "สรุป ปั่นไม่ต้องไว แต่จงไปให้ถึง ครับพี่..." ถูกใจพี่อ๋อยมาก ๆ เลย ตุ้ย ๕๕ ก็อยากจะบอกนะว่าเวลาออกทริปหากมีพี่อ๋อย เป็นเจ้าของทริป หรือมีพี่อ๋อยแกร่วมทริป ใครอยากไปก่อน ไปเร็ว ไปรอข้างหน้า ฯ ไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ พี่อ๋อยแกบอกคำเดียวว่า แกจะมาเที่ยวไม่ใช่มาแข่งรถ ถ้าไม่เที่ยวคิดจะไปให้ไวขอเชิญที่สนามแข่งโน่น เห็นไหม ๆ พี่คือคนที่พาพี่อ๋อยออกสู่ยุทธจักรของการปั่น จากที่เคยห้าว ดุดัน มุ่งมั่นเอาถึงเข้าว่า จึงต้องปรับปรุงบุคคลิกใหม่ให้กลายมาเป็น Clearing Touring โดยปริยาย ขณะนี้ทีมพี่อ๋อยแกมีของแกแล้วนะ ลุงป๊อก ลุงดม รวม ๓ คน ถ้าไปด้วยพี่คือเสียงข้างน้อย ดังนั้นเวลาอยากจะให้ซะใจ ต้องหาช่วงเวลาและจังหวะเอา ก่อนไปต้องบอก "ขออัดหน่อยนะ" ประมาณนี้ :lol: :lol:

:lol: :lol: เรามาเดินทางกันต่อครับ หลังจากที่เรานั่งพักข้างทาง และทำ Brake ด้วยการกินกล้วยที่ลุงยูรบรรทุกมา อร่อยมากครับครั้งแรกจะต้มกาแฟซดแกล้ม แต่มองเวลาแล้วแป๊บเดียวก็จะได้กินข้าว สรุปไปต้มกินหลังอาหารน่าจะดีกว่า กินกล้วยกับน้ำคนละ ๒ - ๓ ลูก คุยกันพอหอมปากหอมคอ เราก็เริ่มออกเดินทางต่อ จวบจนได้เวลาลุงดมปั่นล่วงหน้าเสาะหาสถานที่ประกอบอาหาร เป็นศาลาทำดีมาก เหมาะเหลือเกิน อยู่ข้างทาง เสียอย่างเดียวไม่มีน้ำ แต่ไม่มีปัญหาเราพกน้ำกันคนละ ๒-๓ ลิตร เพียงพอกับการทำอาหาร ส่วนการล้างสะอาดค่อยว่ากันช่วงเย็นอีกที เราหยุดพักประกอบอาหารเป็นพลังมื้อเที่ยงเสียเวลาไปประมาณชั่วโมงกว่า ๆ จึงออกเดินทางต่อ ผ่านร้านแม่ค้าข้างทางมีลูกสาวสวย ลุงดมลุงยูรแวะเข้าไปนั่งคุย น้ำยาขนมจีนน่ากินมาก ๆ ลุงยูรบอกนี่ถ้าไม่ได้กินข้าวมาก่อน เสร็จโก๋ ๕๕๕ ถ้าเป็นผมจะขอลองสักจานคงไม่ทำให้จุกหรอก

ระหว่างทางที่เราปั่นสังเกตุสองข้างทางบ้านแต่ละหลังทรงสูง ๆ ทั้งนั้นและแต่ละบ้านมีไม้ทำรั้วให้อิจฉามาก ๆ ป่าไม้อีกไม่นานคงเกลี้ยง สะพานที่มีไม้หนา ๆ เอามาทำสะพานเหมือนบ้านเราเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วไม่มีผิด เมื่อครั้งเป็นเด็กอยู่บ้านนอกผมยังเคยไปตัดไม้สักมาทำฟืนก็เคย เดี๋ยวนี้หมดสิทธิ์ ไม่มีแล้ว ในขณะที่ปั่นบางครั้งจะพบเห็นเด็กวิ่งออกจากบ้านแล้วมาโบกมือพร้อมตะโกน "Hello Hello" เหมือนเมืองลาวไม่มีผิด ผมก็คิดนะเมืองไทยไม่มีทาง น้อยมาก ๆ ที่จะเห็นเด็กวิ่งออกมาเซย์ฮัลโล ๆ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ช่วงบ่าย ๆ เราได้มีโอกาสแวะพักที่ร้านค้าข้างทางอีกแห่งหนึ่ง คุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับแต่แววตาสายตาเราเข้าใจกัน แม่ค้าพร้อมสามีแกชื่นชมคุณนายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่อาจหาญปั่นมาได้แกยกหัวแม่โป้ง และคุณแม่ค้ายังขอกอดคุณนายพยักหน้าคล้าย ๆ ประทับใจแกมาก ๆ ก็ได้แต่หัวเราะกัน คุยกันคนละภาษาชี้โบ้ เบ๊ ให้กันแล้วก็หัวร่อ ๕๕ สนุกมาก ๆ เลยนี่แหละครับภาษาใจเป็นภาษาสากลจริง ๆ

เวลาล่วงเลยไปพวกเราก็ไม่ได้เร่งร้อนอะไร เข้าใจโดยนัยว่าเย็นนี้อย่างไรก็ไปไม่ถึงเสียมเรียบแน่นอนส่วนจะได้พักที่ไหนตรงไหน ยังเป็นปัญหาแล้วคืนนี้ นกขมิ้นฝูงนี้จะนอนไหนเอย......โรงแรมเกสต์เฮ้าส์ สังเกตุภูมิประเทศแล้วไม่น่าจะมี สอบถามก็ไม่ได้ความเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นไรเมื่อ The show must go on ก็ตามไปครับเราจะได้พักนอนกันอย่างไรที่ไหน :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
nakabike
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 580
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ม.ค. 2011, 11:20
Tel: 0810522800
team: Phonphisai Cycling Team
Bike: Wheeler 7900zx + KHS Cromo

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย nakabike »

สวัสดีครับพี่แดง
ไปเขมรแล้วสงสารต้นไม้ครับยืนตากแดดตากฝนอยู่ได้
ถ้าเป็นเมืองไทยก็ได้อยู่ในร่มแล้วเผลอๆอยู่ในห้องแอร์
พี่ดูจักรยานของคุณจรรยาหรือยังครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
T_lek
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 622
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
Tel: 0818914972
team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย T_lek »

"ใครอยากไปก่อน ไปเร็ว ไปรอข้างหน้า ฯ ไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ" :lol: :lol: :lol: เหมือนผมเลยครับพี่
เวลาไปปั่นกับเพื่อนๆ วันไหนที่มีคนหัดปั่นใหม่ๆ ไปด้วย หรือพวกอ่อนซ้อม ผมจะปั่นช้า ก็ทำให้ขัดใขขาแรง
ผมก็มักจะบอกว่า ใครอยากไปก่อน ไปเร็ว ไปรอข้างหน้า ฯ ไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ผมไม่รีบ :lol:
จริงๆ แล้วเรื่องปั่นเร็ว ปั่นไกล ผมไม่กลัว แต่ด้วยเพราะห่วงคนปั่นอ่อนมากกว่า มาด้วยกันก็ต้องไปพร้อมกัน นั่นถึงจะถูก
คิดว่าถ้าผมได้มีเวลาไปออกทริปร่วมกับพี่อ๋อย พี่อ๋อยคงได้เสียงข้างมากเพิ่มขึ้นอีกคน... :lol: :lol: :lol:
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

nakabike เขียน:สวัสดีครับพี่แดง
ไปเขมรแล้วสงสารต้นไม้ครับยืนตากแดดตากฝนอยู่ได้
ถ้าเป็นเมืองไทยก็ได้อยู่ในร่มแล้วเผลอๆอยู่ในห้องแอร์
พี่ดูจักรยานของคุณจรรยาหรือยังครับ
:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ ผอ.นภดล ไปช่วยงานบุญที่ทัพทันแล้วเลยไปเที่ยวเมืองกาญจนบุรีกัน ๒ คน ตา-ยาย ไปแบบธุดงค์จริง ๆ พี่อ๋อยได้รับประสบการณ์การปั่นเพิ่มขึ้นอีกเยอะ ได้ทำบุญไปตลอดทาง เรียกว่าเก็บตก(สะสม)บุญ พึ่งกลับถึงบ้านเมื่อ ๓๐๐๖๐๐ พ.ย.นี้เองครับ ผอ.สบายดีนะครับ ผมได้เข้าไปชม จย.ตามที่บอกแล้วครับ สวยมากใช่ป่ะ หรือมีอะไรเพิ่มเติมกว่านั้น พูดเรื่องไม้มันก็เหมือนเมืองไทยเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วนั่นแหละครับ อีกหน่อยเขมรก็จะเหมือนไทยที่โหยหาไม้กัน ใครได้อยู่บ้านไม้คือคนรวย :lol: :lol:
T_lek เขียน:"ใครอยากไปก่อน ไปเร็ว ไปรอข้างหน้า ฯ ไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ" :lol: :lol: :lol: เหมือนผมเลยครับพี่
เวลาไปปั่นกับเพื่อนๆ วันไหนที่มีคนหัดปั่นใหม่ๆ ไปด้วย หรือพวกอ่อนซ้อม ผมจะปั่นช้า ก็ทำให้ขัดใขขาแรง
ผมก็มักจะบอกว่า ใครอยากไปก่อน ไปเร็ว ไปรอข้างหน้า ฯ ไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ผมไม่รีบ :lol:
จริงๆ แล้วเรื่องปั่นเร็ว ปั่นไกล ผมไม่กลัว แต่ด้วยเพราะห่วงคนปั่นอ่อนมากกว่า มาด้วยกันก็ต้องไปพร้อมกัน นั่นถึงจะถูก
คิดว่าถ้าผมได้มีเวลาไปออกทริปร่วมกับพี่อ๋อย พี่อ๋อยคงได้เสียงข้างมากเพิ่มขึ้นอีกคน... :lol: :lol: :lol:
:lol: :lol: ว้า....นึกว่าตุ้ยจะเข้าข้างพี่ เห็นด้วยนะตุ้ย ไปด้วยกันก็ต้องมาด้วยกัน สรุปเรื่องเดียวนะ เรื่องอื่นตุ้ยต้องเข้าข้างพี่บ้างนะ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: เมื่อสายัณห์ผันเข้ามาใกล้เวลาที่ต้องหาที่พักกันแล้ว ลุงดมซึ่งจะทำหน้าที่ในการแสวงหาที่พัก ก็จะนำหน้าทีมล่วงหน้าไปก่อนเราเห็นแกจอดข้างทางตรงหลักกิโล คิดว่าคงได้การพวกเราจึงเทียบ จย.ของพวกเราข้างทางเพื่อรอผลการเจรจา ได้เรื่องครับจุดที่ลุงดมจอดรถและแวะเข้าไปหา เป็นด่านป่าไม้โชคดีมีเจ้าหน้าที่หนุ่มคนหนึ่งพูดไทยชัดเจนมาก ลุงดมเจรจาขอกางเต้นท์ ซึ่งก็ได้รับคำเชิญจากเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังนั่งปฏิบัติงาน เมื่อเรานำจักรยานของเราเข้าไปพวกเขาลุกขึ้นต้อนรับและรีบจัดสถานที่ให้เรา โดยมีเจ้าหน้าที่หนุ่มเป็นล่ามแปลให้ หน.ด่านอีกที เราเรียกชื่อแกว่า Mr.T

ตลอดเวลาที่เราอยู่ในบริเวณด่านป่าไม้ เราสังเกตุว่ารถไม้แต่ละคัน ๆ ที่วิ่งผ่านจะต้องแวะแล้วนำเงินมาให้กับด่านทุกคันเลย ก็ได้ถามมิสเตอร์ที ทราบว่าเป็นค่าผ่านทาง ไม้ที่ขน ๆ กันไป ไม่ใช่ไม้ที่หวงห้าม ส่วนใหญ่จะนำไปทำฟืน ไม้หวงห้ามประเภท ๑ คือ ไม้พยูง ไม้สัก ไม้แดง เรียงกันไป และที่บริเวณหลังที่ทำงาน ก็จะมีการเพาะกล้าไม้พยูง สอบถามได้ความว่าเพื่แจกจ่ายให้กับส่วนราชการ วัด ตลอดจนผู้ที่ต้องการ ฟัง ๆ แล้วก็ไม่แตกต่างกับบ้านเรา

ด้วยวิญญาณของตำรวจเก่า เรามองทะลุถึงข้างในคนเอเซียไม่ว่าชาติใด ภาษาใดการกินใต้โต๊ะ บนโต๊ะเป็นเรื่องที่ทำกันทุกประเทศ แม้แต่สิงค์โปร์และมาเลเซียที่ร่ำรือกันว่าไม่มี ผมกล้าเอาหัวเป็นประกัน มีครับ เพราะไปเจอเข้ากับตัวเองเลย จะเล่าให้ฟัง เมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาผมไปอบรมหลักสูตรการข่าวชั้นสูง ซึ่งหลักสูตรนี้มีการไปดูงานต่างประเทศ เราได้ไปมาเล ฯ และสิงคโปร์ ขากลับพวกเราก็พากันซื้อเครื่องเสียงเรียกว่า บรรทุกกันมาชนิดไม่มีที่นั่ง พอผ่านด่านขาออกที่สิงคโปร์เราก็ใช้วิธียัดเงินใต้โต๊ะโดยเก็บเงินกันใครซื้อมากจ่ายมากเครื่องละ ๑๐๐ - ๒๐๐ จ่ายทั้งสิงคโปร์และมาเล ฯ แต่ที่มาเล ฯ เจ้าหน้าที่มันใช้วิธีเวียนเทียนกันขึ้นตรวจบนรถจนพวกเราหมดเงินจ่าย ก็เกิดการเจรจาสุดท้ายก็เกิดมวยหมู่(ตร.มาเลย์กับตร.ไทย) พวกเราถูกกักรถที่ด่านพรมแดน สิงคโปร์-มาเล (ด่านยะโฮบารู) เดือดร้อนสถานทูตต้องเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ใช้เวลาค่อนวันกว่า ตร.มาเลย์ ฯ มันจะยอมปล่อย โชคดียุติกันได้

เราอาศัยกางเต้นท์ได้รับความสดวกสบายทุกประการ ช่วงเช้าก่อนเดินทางต่อไปยังเสียมเรียบ พวกเราได้เข้าไปในสำนักงานได้ไปคุยกับ หน.ด่าน เพื่อขอบคุณและอำลา แรกเห็นหน้าสีหน้าเหมือน ๆ กังวลนิด ๆ ผมก็ได้บอกมิสเตอร์ที สิ่งที่พวกเราเห็นเราเข้าใจเป็นงานในหน้าที่ เราไม่ได้คิดอะไรและเราไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยนะ เมื่อแปลให้ หน.ฟังแกก็ยิ้ม ๆ และไม่ลืมที่จะเชื้อเชิญพวกเราหากมาก็ขอให้แวะมาพักได้ ไม่มีปัญหาอะไร ยินดีต้อนรับ เราก็ไม่ลืมที่จะเชื้อเชิญให้ไปเที่ยวเชียงใหม่บ้านเราเช่นกัน

ออกจากป่าไม้เดินทางมุ่งสู่เสียมเรียบตามเส้นทาง จวบจนถึงทางแยกเข้าเมือง เบียนไตสลี ๔ คนมีลุงดม คุณยูร คุณนายและผม ล่วงหน้าไปก่อน ลุงป๊อกตามหลังเก็บภาพตามสไตล์ของแก เจอทางวงเวียนพวกเราทั้ง ๔ อ้อมซ้ายทางวงเวียนเพื่อมุ่งสู่เสียมเรียบ แต่ก่อนที่จะถึงวงเวียนประมาณ ๔ - ๕ กม.จะมีทางแยกขวามือ เรา ๔ คนตรงไป ไปรอลุงป๊อกตรงจุดสุดถนนที่ป้ายวงเวียน รอเท่าไร ๆ ลุงป๊อกก็ไม่โผล่มา ผมจึงทิ้งทั้ง ๓ คนให้รอที่ป้ายวงกลม ส่วนผมย้อนหลังปั่นตามหาลุงป๊อก ไม่เจอครับ เสียเวลาที่จุดนี้ ๒ ชั่วโมง เอาละซีลุงป๊อกหลงไปคนเดียว ผมเที่ยวตามหาสอบถามชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่อง ผมตัดสินใจปั่นกลับไปสมทบ ๓ คนที่รอ คิดเสียว่าอย่างไรเสียลุงป๊อกคงไปถึงเมืองเสียมเรียบ แกคงไปรอเราที่นั่น ความเป็นห่วงนี่ทำให้เรา ๔ คนหมดสนุกทันที ไม่รู้จะเจอกันไหมนี่ เราปรึกษากันและตัดสินใจอย่างไรต้องตามหาให้เจอ อย่าลืมครับต่างประเทศหากหลงกันแล้วเดือนร้อนครับ ตามไปครับผมจะตัดสินใจอย่างไร :( :(
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :roll: เราออกจากด่านป่าไม้มาสักระยะหนึ่งพ้นเขตอาลงเวง(ถ้าจำไม่ผิด) ก็จะเข้าเขตเมืองเสียมเรียบที่ บ.เบียนเตยสลี ไปอีกสัก ๑๐ กม.จะมีทางขวาเข้าเบียนเตยสลี หรือไปตรงเข้าเสียมเรียบเลยก็ได้ พวกเรา ๔ คนปั่นล่วงหน้ามาก่อนลุงป๊อก ที่แกพิถีพิถันกับการเก็บภาพที่คิดว่าสวยของแก พอมาถึงทางแยกดังกล่าวพวกเราเลือกไปตรงไม่เลี้ยว เมื่อมาถึงบริเวณวงเวียนพวกเราทั้ง ๔ ก็จอดรอลุงป๊อก ซึ่งในที่สุดลุงป๊อกก็ไม่ตามมา ผมจึงต้องปั่นย้อนไปตามหา ตามเท่าไร ๆ ก็ไม่เจอ เมื่อย้อนกลับมาที่พวกเราจอดรอก็มาถกกันว่าจะเข้าเสียมเรียบเลยหรือไง ความห่วงใยซึ่งกันและกันเป็นหลักใหญ่ของทัวร์ริ่ง ผมเลือกที่จะต้องตามให้เจอ โดยหลักการง่าย ๆ ลุงป๊อกแกต้องเข้าเมืองบันเตยสลีแน่นอน จึงตกลงใจออกขวาไปเบียนเตยสลี

เราออกเดินทางกันต่อโดยไม่มุ่งเข้าเสียมเรียบแต่ไปตามหาลุงป๊อกที่เบียนเตยสลี การก็เป็นดังที่คิดลุงป๊อกแกเลี้ยวขวาตรงสามแยกเข้าเบียนเตยสลีจริง ๆ พอเจอกันก็มีการโล้งเล้งกันพอควร แกเข้าใจผิดคิดว่าพวกเราต้องเลี้ยวขวา เพราะได้ยินเราพูดกันมาตลอดทางว่าไป "เบียนเตยสลี" มาแกไม่ได้มาคนเดียวแกได้พาไกด์ของหมู่บ้านมาด้วยยังไม่พอแกซื้อแผนที่ท่องเที่ยวติดมาด้วย คุยอีกต่างหากคราวนี้ไม่หลงละ ๕๕ ไกด์ที่พามาคนนี้ก็น่ารักพูดไทยชัดเจนให้ข้อมูลดีมาก ๆ พาคุณนายและพวกเราไปแลกเงินที่ธนาคาร สอนให้รู้จักการใช้เงิน แนะนำว่าต้องใช้เงินชนิดไหนอย่างไร (ในเขมรใช้เงินไทยได้ ดอลล่าร์ได้ เงินเรียร์เขมรได้ แต่แนะนำให้ใช้ดอลล่าร์จะได้กำไร หรือไม่ก็ให้ใช้เงินเขมรครับ) ช่วงนั้นใกล้เที่ยงแล้วเราต้องหาทำเลทำอาหารไกด์ก็พาไปหาที่ แต่พวกเราหาเจอก่อนที่บ้านแม่ค้าขายของ แม่ค้าก็ใจดีจริง ๆ ช่วยจัดแจงให้ทุกอย่างตามที่เราต้องการ เมื่อกินอาหารเสร็จเราก็ออกเดินทางมุ่งสู่เสียมเรียบต่อไป ไปถึงยังไม่ค่ำคุณยูรซึ่งเคยมาหลายครั้งได้เป็นคนพาปั่นไปเกสต์เฮ้าส์ที่แกเคยมาพักราคาคืนละ ๑๐ ดอลล์ล่าร์


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เช้าที่โรงแรมในเสียมเรียบพวกเราตื่นแต่เช้ารีบทำภารกิจ (Breakfast) ในห้องนั่นแหละ ห้องเราเช่า ๒ ห้อง ลุงดม ลุงป๊อก และคุณยูร นอนรวมกัน ๓ คน จจย.นำมาไว้ในห้องผมทั้ง ๕ คัน ตอนเช้าไปปรุงอาหารที่ห้องลุงดม หลังจากภารกิจกระเพราะเต็มเราก็ออกไปทัวร์จุดแรกเลยคือ นครวัดครับ ก่อนเข้าต้องซื้อบัตร แพงนะครับแต่ก็คุ้ม ภาพเก็บมาแบบจุใจจนไม่รู้จะเอาภาพใดนำเสนอกลุ้มใจพอควร ๕๕ ผมและคุณนายมาที่นี่เป็นครั้งที่ ๒ ครั้งแรกมากับคณะทัวร์ไม่สนุกเหมือนครั้งนี้ที่ปั่นมา เราได้มีเวลาและเที่ยวไปทุกซอกทุกมุม ได้พบปะผู้คนสนทนาแลกเปลี่ยน ตลอดจนได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นและประกันได้ว่าคุณไปกับกรุปทัวร์ไม่มีวันได้เจอครับ...ยืนยัน...ฟันธง :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ รูปภาพ

:idea: :idea: “นครวัด” หรือฝรั่ง(เศส) เรียก อังกอร์วัด-Angkor Wat เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานที่เรียกรวมกันว่า “เมืองพระนคร” มี “นครธม” โดดเด่นเคียงคู่ ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ (เจ้าของบ้านออกเสียง เสียมเรียบ) กัมพูชา

นครวัดสร้างในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ครองอาณาจักรขอมช่วง พ.ศ.1656-1693 ซึ่งขณะนั้นพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นมหาเทพ รุ่งเรือง สุริยวรมันที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนครวัดเป็นเทวาลัยบูชา และให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ (ทรงได้พระนามภายหลังสิ้นพระชนม์ว่า บรมวิษณุ ส่งผลนครวัดมีอีกชื่อว่า บรมวิษณุมหาปราสาท) นครวัดจึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออกตามขนบ

ล่วงเข้าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเปลี่ยนนครวัดเป็นศาสนสถานพุทธนิกายมหายาน จากช่วงเริ่มสร้างกลางพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.1650-1693) ที่เป็นเทวสถานฮินดู ครั้นถึง พ.ศ.1720 จามบุกขอม ชัยวรมันที่ 7 ต้องทรงย้ายไปเมืองนครหลวง ให้สร้างเมืองนครธมและปราสาทบายน ห่างจากนครวัดไปทางเหนือ เป็นเมืองหลวงใหม่

เวลาผ่านเนิ่นนานถึงสมัยนักองค์จันทร์ (พ.ศ.2059-2099) อาณาจักรขอมยุคเมืองพระนครซึ่งล่มสลายโดยสิ้นเชิงไปแล้วด้วยฝีมือ “เจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยา” ที่ยกทัพไปตีทำลายขวัญเมืองนครธม หรือกรุงศรียโสธรปุระ ชนิดมิอาจฟื้นคืน (รัชสมัยพระเจ้าชัยปรเมศวร หรือชัยวรมันที่ 9) ขอมซึ่งเปลี่ยนกลับมานับถือฮินดู แต่เป็นลัทธิไศวนิกาย บูชาพระศิวะ คือพระอิศวร ตั้งแต่ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 มาเข้าสู่พุทธศาสนาอีกครั้ง เป็นพุทธหินยานแบบอยุธยา พร้อมเมืองหลวงถอยร่นลงทางใต้เรื่อยๆ

ชนนีนักองค์จันทร์ขึ้นเหนือไปทำบุญ พบปราสาทโบราณถูกทิ้งร้าง บางส่วนสร้างไม่เสร็จ นักองค์จันทร์จึงบัญชาให้คนไปสร้างต่อ ทั้งให้สร้างพระพุทธรูปไว้บนระเบียงคด และบนปรางค์ปราสาทมากมาย สุสานเทวาลัยจึงกลายเป็นวัดในพุทธศาสนาที่ชื่อ “นครวัด” ซึ่งมาจาก นอกอร์ หมายถึง นคร บวกคำ วัด ก่อนฝรั่งเศสเรียกชื่อ นอกอร์วัด เพี้ยนเป็น อังกอร์วัด ใช้มาจนทุกวันนี้

กว่าจะเป็นปราสาทนครวัด ต้องใช้หินปริมาตรหลายล้านลูกบาศก์เมตร มีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก ใช้แรงงานช้างนับหมื่นเชือก แรงงานคนนับแสน ขนและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลนชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้างปราสาทนครวัดมีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน และเพราะไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน ยังเป็นราชธานีด้วย อาณาบริเวณจึงกว้างใหญ่ไพศาล มีความยาว 1.5 กิโลเมตร กว้าง 1.3 กิโลเมตร รวมพื้นที่ 1,219 ไร่ หรือราว 200,000 ตารางเมตร มีแผนผังที่ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติฮินดู คือเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล คูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรล้อมเขาพระสุเมรุ

กำแพงชั้นนอกรอบปราสาทแสนสุดอลังการด้วยงานสลักหิน เหนืออื่นใดคือภาพเล่าวรรณคดี รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดคือรูปเทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ รวมถึงนางอัปสร หรืออัปสรา 1,635 นาง ที่ทั้งหมดทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย และมีภาพจำหลักหินด้านหนึ่งเป็นภาพกองทัพสยามที่ส่งไปช่วยรบกับพวกจาม เคยมีอักษรจารึกกำกับเหนือภาพไว้ว่า “สยำ กุก” (ปัจจุบันถูกเอาออกไปแล้ว) สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงทัพสยามจากลุ่มแม่น้ำกก คือเชียงราย เชียงแสน หรือจากสุพรรณบุรี

ผ่านหลายศตวรรษจากยุคขอมรุ่งโรจน์ นครวัดถูกทิ้งร้างให้ป่ารกปกคลุม กระทั่งการเดินทางมาของคนต่างถิ่นและแจ้งเกิดสู่โลกภายนอก

ชาวต่างด้าวคนแรกที่บันทึกเรื่องมหานครแห่งนี้คือ “โจวต้ากวาน” นักบันทึกประวัติศาสตร์ผู้เข้าเมืองพระนครพร้อมกับคณะทูตจีนที่ราชวงศ์หยวนส่งมาในพ.ศ. 1839 รัชสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 3 ช่วงปลายของยุคเมืองพระนคร ก่อนย่อยยับด้วยฝีพระหัตถ์เจ้าสามพระยา

ร่วม 1 ปีที่โจวต้ากวานอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ เขาบันทึกความเป็นอยู่ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีไว้อย่างละเอียด เป็นกุญแจนำสู่คำตอบสำคัญที่บอกว่าชีวิตของเมืองพระนครเป็นอย่างไร ปราสาทหินมากมายนั้นสร้างไว้เพื่อใช้ในการอันใดบ้าง เป็นบันทึกที่นักวิชาการตะวันตกโดยมากยอมรับข้อมูล ด้วยเหตุผล โจวต้ากวานถ่ายทอดภาพเมืองพระนครที่ยังมีชีวิตตามที่มันเป็นอยู่

จากนั้นเมื่อกษัตริย์รุ่นต่อมาย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้ และพ้นจากสมัยที่นักองค์จันทร์ให้บูรณะปราสาทนครวัด ก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณอีกเลย แผ่นดินอันรุ่งเรืองเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจังถึงบทสิ้นสูญ ปราสาทต่างๆ ถูกปล่อยร้างและที่สุดก็ซุกหายจากสายตาไปเป็นส่วนหนึ่งของพงไพร

มีบันทึกว่าก่อนถึง อองรี มูโอต์ มีนักบวช นักแสวงบุญ นักเผชิญโชค เดินทางถึงนครวัดมาแล้ว อาทิ บี.พี. กรอสลิเออร์ ชาวโปรตุเกส พ.ศ.2091 เขียนบันทึกชื่อ Angkor et le Cambodge au XVIe siecle ตามด้วย ดิโอโจ โด กูโต เจ้าหน้าที่อาลักษณ์บันทึกพงศาวดารโปรตุเกสประจำอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่เขียนบันทึกถึงเมืองพระนครไว้มากที่สุด และอันโตนิโอ ดา มักดาเลนา นักบวชโปรตุเกส ผู้มาในปีพ.ศ. 2129 รวมถึงมาร์เซลโล เดอ ไรบา-เดอเนียรา ทหารรับจ้างชาวสเปน พ.ศ.2136 กับ ชิมาโน เคนเรียว ล่ามชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในเขมรระหว่าง พ.ศ.2166-2179

ผ่านมาถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส อองรี มูโอต์ เดินทางมาศึกษาพรรณพืชเมืองร้อน จากเมืองไทย มูโอต์เข้ากัมพูชาทางทะเลตะวันออก ขึ้นบกที่เมืองกำปอตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2403 ถึงเมืองพระตะบอง มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสด้วยกันบอกเขาว่า อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบเมืองเสียมเรียบ มีซากโบราณสถานซ่อนอยู่ในป่าใหญ่ มูโอต์ข้ามทะเลสาบสู่เสียมเรียบ บุกเข้าป่าทึบ ได้พบปราสาทนครวัดเป็นแห่งแรก เป็นการค้นพบโบราณสถานที่สำคัญของโลก หลังจากดินแดนขอมโบราณสาบสูญไปกว่า 4 ศตวรรษ

ครั้นกลับฝรั่งเศส เขาเขียนหนังสือบรรยายถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรแน่ในเวลานั้น ว่า “นี่คือความยิ่งใหญ่ที่ท้าทายวิหารโซโลมอน มันถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือของไมเคิล แองเจโล แห่งยุคบรรพกาล และสามารถยืนเคียงกับสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลกตะวันตกได้อย่างเต็มภาคภูมิ มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆ ที่กรีกและโรมันทิ้งไว้เป็นมรดกแก่เรา เป็นภาพขัดแย้งอันน่าสลดใจท่ามกลางความเสื่อมโทรมป่าเถื่อนของดินแดนที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา” (สำนวนแปล จิระนันท์ พิตรปรีชา หนังสือตำนานนักเดินทาง สนพ.สารคดี)

3 ปีหลังจากมูโอต์ค้นพบนครวัดและนครธม ฝรั่งเศสก็บุกกัมพูชา ยึดเป็นเมืองขึ้นเมื่อ พ.ศ.2406 โบราณสถานเมืองพระนครถูกปล้นอย่างถูกกฎหมายโดยเจ้าอาณานิคมและนักค้าของเก่าจากทุกสารทิศ ที่เห็นทุกวันนี้คือสิ่งที่เหลือรอดมา

ขอขอบพระคุณ : น้าชาติ ประชาชื่น / หนังสือพิมพ์ข่าวสด

: ไปชมภาพต่อกันก่อนที่จะไปทานมื้อเที่ยงครับ


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: นครวัด จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร

ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม

ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโลกนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ที่จริงชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เขาไปตั้งรกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก


:o :( ที่มาของชื่อ คำว่า เสียมเรียบ

ในภาษาเขมรมีหมายความว่า "สยามราบ" คือ "สยาม (แพ้) ราบเรียบ" ส่วน เสียมราฐ ในภาษาไทยนั้น หมายถึง "ดินแดนของสยาม"

บ้างว่า เสียมราบ มาจากสงครามที่เกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าพญาจันทราชา) ซึ่งเป็นการศึกระหว่างกัมพูชากับสยามในปี พ.ศ. 2089 ซึ่งปรากฏในพงศาวดารเขมร จ.ศ. 1217 เพียงฉบับเดียวเท่านั้น ความว่า

"...พระองค์ทรงราชย์ ลุศักราช ๑๔๖๒ (จ.ศ. ๙๐๒) ศกชวดนักษัตรได้ ๒๕ ปี พระชันษาได้ ๕๕ ปี พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา จึ่งยกทัพมาถึงพระนครหลวง ในปีชวดนั้น พระองค์ยกทัพไปถึงพระนครหลวงรบชนะพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาหนีไป พระเจ้าจันทร์ราชาจับได้เชลยไทยเป็นอันมากแล้วเสด็จกลับเข้ามาครองราชสมบัติ..."

จึงสันนิษฐานว่าสงครามครั้งนี้น่าจะเป็นที่มาของชื่อ "เสียมราบ" เนื่องจากเป็นการรบครั้งสำคัญครั้งสุดท้ายที่รบใกล้เมืองพระนคร เพราะหลังจากนี้เส้นทางการเดินทัพและสมรภูมิจะเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ คือ แถบเมืองพระตะบอง, โพธิสัตว์, บริบูรณ์ และละแวก เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการสงครามครั้งนี้ไม่มีการกล่าวถึงในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด

บ้างก็ว่าชื่อ "เสียมเรียบ" ตั้งขึ้นใหม่แทน "เสียมราฐ" หลังจากที่ใน กรณีพิพาทอินโดจีน พันตรีแปลก พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการกองทัพอีสานและบูรพาในขณะนั้น ได้เคยบุกข้ามชายเดนขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง พระตะบอง และเสียมราฐ แต่แพ้

ฟังไว้ครับแหละนี่คือประวัติศาสตร์ ควรเชื่อแบบไหนพิจารณาเอาเองละกัน :lol: :lol:


:lol: :lol: ที่ร้านอาาหารผมชื่นชมกาแฟสด อร่อยมากครับ เป็นกาแฟเขมร ว่าจะซื้อกลับบ้าน โอมายก๊อด...ลืมจนได้ อดจนทุกวันนี้ครับ ๕๕๕๕. หลังอาหารเราก็ต่อไปยังพระธาตตาพรหม สารภาพครับภาพมันเยอะจนลานตาเลือกไม่ถูก(ตาไม่ถึงความสวย) ได้เท่าที่พยายามที่สุดแล้วครับ :lol: :lol:
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 14 ธ.ค. 2014, 05:04, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
จำรัส ละหานทราย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1032
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2011, 10:47
Tel: 087 261 7279
team: -

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย จำรัส ละหานทราย »

สวยงามครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

จำรัส ละหานทราย เขียน:สวยงามครับ
:lol: :lol: อรุณสวัสดิ์ครับ ไม่ทราบท่านจำรัส กลับถึงบ้านแล้วหรือยังครับ ช่วงนี้อยู่จุดไหนหายเงียบไป :) :D

:) :D จาก Angkor Wat เราก็มาเติมพลังที่ภัตราคารที่ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทก่อนที่จะไปต่อที่ปราสามบายน ที่นี่ผมได้ชิมกาแฟสดของเขมรใช้ได้ทีเดียวครับ ยังคิดจะหาซื้อติดกลับไทยสักห่อปรากฏว่าเที่ยวเพลิน ลืมครับสาเหตุที่ลืมเพราะเราก็มีกาแฟสดของบ้านเราที่พวกเราพกพาไปด้วย กาแฟของเราของแท้ ๆ จาก สถานที่คั่วกาแฟใน มช.ผมถือว่าที่นี่สุดยอดครับเพราะเป็นที่ ๆ รับคั่วกาแฟให้บริษัทต่าง ๆ ยังไม่พอรับวิเคราะห์วิจัยและส่งเสริมเรื่องกาแฟให้กับเกษตรกร ดังนั้นใครจะคุยอะไรอย่างไร ผมฟังได้และรับฟังแต่ลึก ๆ ผมเชื่อถือที่นี่ครับ นอกนั้นศิลปการพาณิชย์ทั้งสิ้น ๕๕๕.ก็อย่าเชื่อที่ผมเล่านะครับ

มาทำความเข้าใจบางอย่างครับ คำว่าปราสาท ๆ บางท่านไม่แน่ใจอาจเข้าใจว่าเป็นปราสาทที่ประทับของกษัตริย์ แต่ความจริงแล้วปราสาทหินต่าง ๆ ล้วนเป็นศาสนสถานนะครับ ทั้งของฮินดูและของพุทธ นอกจากนั้นบางปราสาทอาจจะมีจุดมุ่งหมายในการใช้บรรจุอัฐิหรือศพของผู้สร้างก็เป็นได้ หรือบางปราสาทอาจสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้บรรพบุรุษ ส่วนพระราชวังที่ประทับจริง ๆ นั้นสร้างด้วยไม้ครับมีหลักฐานที่เชื่อถือได้บันทึกไว้โดย จิวต้าจวน ราชฑูตจีนที่เข้ามาในอาณาจักรขอมปลายศตวรรษที่ ๑๘ ความตอนหนึ่งว่า "หลังคาพระราชวังมุงด้วยกระเบื้องหรือไม่ก็ดาดด้วยตะกั่ว" การขุดค้นไม่พบเศษซากไม้อาจถูกเผาในช่วงสงครามทั้งจากภายในเองและจากภายนอกด้วย

บายน มาจากคำว่า ไพรชยนต์ ซึ่งเป็นที่ประทับ ของพระอินทร์ บางที่ก็ว่าน่าจะมาจากคำว่า บรรยงค์ อันหมายถึงพระที่นั่งในพระมหาราชวัง

ปราสาทบายน สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะแบบบายน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปราสาทบายนเป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเป็นการปฏิวัติรูปแบบของการสร้างปราสาทที่มีภาพลักษณ์ต่างจากการสร้างรูปแบบเดิมๆ เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ที่สืบทอดมากว่า 400 ปี

ลักษณะของปรางค์ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์ ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผันพระพักตร์ออกไปทั้งสี่ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่เย็นเป็นสุข


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ถ้าถามผมว่าระหว่าง Angkor Wat กับ The Bayon ผมชอบอันไหนตอบนะครับผมชอบ บายนมากครับ เพราะที่นี่ผมรู้สึกได้ว่ามีตาที่มองดูเราอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะเคลื่อนตัวไปทางทิศใด รู้ได้ทันทีว่ามีคนคอยเฝ้ามองเราทุกฝีก้าว เป็นความรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ผมจึงตระหนักและซึ้งแก่ใจดีว่าทำอะไร ๆ ระวังนะ "สวรรค์มีตา" ดังนั้นจะทำอะไร ๆ คิดให้ดี ทำให้ดี แล้วก็พยายามพูดให้ดี ผมรู้ตัวนะว่านิสัยไม่ค่อยดีกับเรื่องคำพูดนี่แหละ คุณนายมักจะดุผมบ่อย ๆ แม้ช่วงเข้าเดินชมปราสาท ไม่รู้ผมพูดอะไรบ้าง คุณนายตาเขียวและบ่นบ่อยเหลือเกิน ต้องขอโทษคนข้างเคียงทุกท่านหากผมได้เผลอพูดไม่ดีอะไรไป "เป็นสันดาน" กำลังฝึกและแก้ไขครับจะพยายามครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
จำรัส ละหานทราย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1032
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2011, 10:47
Tel: 087 261 7279
team: -

Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............

โพสต์ โดย จำรัส ละหานทราย »

กลับที่น่านครับพี่แดง ตั้งแต่ 17 พ.ย. วันนี้กลุ่มนกขิ้นเดินทางจากช่องจอม มาพักละหานทราย พรุุงนี้จบทริปที่อรัญ รวม 60 กว่าวันครับ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เอ็ม.เจ.ไบค์-นครปฐม”