วันที่ ๒๗ (วันศุกร์ ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗)
๐๖:๐๐ น. ปั่นจักรยานจากที่พักไปสถานีรถโดยสาร มาถึงเร็วไปหน่อย สถานียังไม่เปิดเลยต้องนั่งรอตากลมหนาวหน้าอาคารมีคนมารอเป็นเพื่อนเท่าที่เห็นในรูปเท่านั้นครับ สังเกตุดีๆ จะเห็นจักรยานจอดอยู่ข้างๆ ประตูทางเข้า จนหกโมงเกือบครึ่งประตูสถานีถึงได้เปิด ได้เข้าไปอาศัยนั่งหลบลมหนาวไม่มีรูปภายในมาฝากเพราะกลัวเรื่องความชื้นครับ อุณหภูมิภายนอกประมาณ -๒ องศาส่วนภายในอาคารประมาณ ๑๕ องศา ถ้าเดินเข้ามาด้านขวามือจะเป็นส่วนของร้านขายของ ถ้าจะซื้อตั๋วให้เดินไปทางซ้าย
หกโมงสี่สิบห้ารถที่จะพาไปมองโกเลียเข้ามาจอด ทีแรกก็ไม่ค่อยแน่ใจเอาตั๋วไปยื่ให้คนขับดูเค้าก็ไล่ให้ขึ้นรถ เลยต้องสื่อสารด้วยภาษามือว่าจะต้องเอาจักรยานไปด้วย เค้าก็ไปเปิดที่เก็บของให้จัดการจับจักรยานเข้าใต้ท้องรถแบบในรูปครับ เลยเอากระเป๋าใส่จักรยานรองบริเวณตีผีไว้หน่อย ค่าโดยสาร ๑,๓๐๐ รูเบิ้ลเฉพาะคน จักรยานไม่เสีย
รถคันนี้ครับที่จะพาไปอูลันบาตอร์
จักรยานต้องนอนไปแบบนี้ รู้งี้เอาใส่กระเป๋าดีกว่า
ป้ายหน้ารถ เห็นตัวหนังสือแบบนี้ขึ้นได้เลยครับ อูลัน-อูเด - อูลันบาตอร์ - อูลัน-อูเด เที่ยวรัสเซียแค่สิบวัน อ่านภาษารัสเซียออกแล้ว เย้
นี่เป็นตั๋วเดินทาง
รถออกตรงเวลา ๐๗:๓๐ น. ออกจากอูลัน-อูเดก็มุ่งหน้าทางเดียวกับที่ปั่นจักรยานมาเมื่อวานเลย แต่พอเลยทางแยกเข้าสนามบินก็ แยกไปอีกทางหนึ่งไม่ใช่เส้นทางที่ปั่น วิวสองข้างทางก็จะเป็นแบบนี้ครับ
รถจากอูลัน-อูเด ไปอูลันบาตอร์มีแค่วันละหนึ่งเที่ยว ออกจากอูลัน-อูเด ๐๗:๓๐ น. ถึงอูลันบาตอร์ประมาณ ๑๘:๐๐ น. วันนี้ผู้โดยสารไม่เต็มมีประมาณ ๒๗-๓๐ คน พอนั่งกันสบายๆ หลายๆ คนนั่งคนเดียว จขกท.ก็เช่นกัน
๑๐:๓๐ น. รถพาผู้โดยสารมาถึงด่านรัสเซีย ก่อนถึงด่านประมาณสิบนาที รถต้องจอดให้ทหารรัสเซียขึ้นมาตรวจหนังสือเดินทางของผู้โดยสารทุกคน เมื่อรถมาถึงด่านต้องจอดรอหน้าประตู ช่วงนี้ห้ามลงจากรถ รอเกือบครึ่งชั่วโมง จนท.ถึงเปิดประตูให้เข้า เมื่อผ่านประตูมาแล้วรถก็จะจอดให้ผูดดยสารลง และขนสัมภาระของตัวเองเข้าไปให้ จนท.สแกน ขออภัยเล่าข้ามไปนิดหน่อย คือระหว่างที่รอด่านเปิดประตูคนรถก็จะแจกใบ Arrival สำหรับเข้ามองโกเลียให้กรอกฆ่าเวลา(เอ บาปหรือเปล่านะ) ตอนสแกนสัมภาระ จนท. ค่อนข้างจะเข้มงวดต้องเข้าแถวยื่นหลังเส้น จนท.จะเรียกเข้าที่ละคน สแกนเสร็จก็เดินต่อไปประทับตราออกจากรัสเซีย จขกท.โชคดีที่ไม่ได้เอาจักรยานใส่กระเป๋า ไม่เช่นนั้นจะต้องแบกกระเป๋าใส่จักรยานลงมาสแกนด้วย แต่ก็ต้องเอายารักษาโรคประจำตัวให้ จนท.ดู วิธีการคือ จขกท. จะต้องหยิบยาออกจากถุงให้ จนท. ดู เค้าจะไม่ถือวิสาสะล้วงมือไปหยิบจากถุงเอง เค้าใจว่าคงเป็นระเบียบปฏิบัติของเค้า เสร็จแล้วก็มารอขึ้นรถบางคนก็แวะเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ห้องน้ำที่นี้ใช้ฟรีครับ ไม่ต้องเสียเงิน จากนั้นก็นำสัมภาระของตนใส่เข้าใต้ท้องรถเหมือนเดิม แล้วก็มุ่งหน้าด่านมองโกเลีย ขั้นตอนก็เหมือนกันตอนนอกพ้น ตม.แล้วจะมีธนาคารของมองโกเลีย ๒-๓ ธนาคารมาตั้งโต๊ะรับแลกเงินด้วย อัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้นอยู่ที่ ๕๐ ตูกริก(Tugrik)ต่อ ๑ รูเบิ้ล กว่าจะหลุดจากด่านมองโกเลียก็เที่ยงครึ่ง
รถพาผู้โดยสารมาพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าโรงแรมเลย เดินเข้าไปทางเดินขวามือจะมีห้องอาหารอยู่ทางซ้ายมือ เดินไปจนสุดทางเดินจะเจอห้องน้ำอยู่ทางขวา มีห้องน้ำชาย ๑ ห้องที่มีแค่โถปัสสาวะกับอ่างล้างมืออย่างละ ๑ เท่านั้น ส่วนห้องน้ำหญิงมีสองห้องแอบเห็นว่าเป็นชักโครกนั่งราบด้วย ถ้าเดินไปทางด้านซ้ายจะมีซุเปอร์มาร์เก็ต(เล็กกว่าร้านขายของชำเมืองไทย) ที่ขายเครื่องดื่ม ผลไม้และขนม คนขายจะแต่งตัวเหมือนหลุดจากหนังเข้าพ่อทั้งหลาย ใส่หมวก แจ็คเก็ตหนัง แว่นกันแดดทรงเรย์แบน ที่ร้านอาหารเมื่อเข้าไปถึงก็หาโต๊ะนั่งแล้วพนักงานจะมาจดรายการอาหารเอง อยากบอกว่าก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่นี่รสดีมาก ขาดแต่พริกป่นเท่านั้น(จขกท.ไม่กินน้ำส้มพริกดองครับ) จขกท.จัดใส่ท้องไปสองชามค่อยหายคิดถึงบ้านหน่อย จริงๆ ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเค้าเรียกว่า Beef soup แต่มีเส้นใส่มาให้ด้วยถูกใจครับ สองชามไม่ถึงร้อยบาท
โรงแรม Altan Plaza ที่พักรับประทานอาหารกลางวัน
Beef soup แบบนี้เลยครับ แต่ จขกท. ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เอารูปจากอินเตอร์เน็ต
Pictures credit:
http://go-trans-siberia.com/photo-journ ... an-baatar/
๑๓:๒๐ น. ออกเดินทางต่อสภาพสองข้างทางแตกต่างจากรัสเซีย จะมไมีป่าสนมีแต่ท้องทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สลับกับเนินทราย(หรือดิน)เตี้ยๆ เป็นแนวยาวลดหลั่นกันไป กับฝูงปศุสัตว์ที่เดินแทะเล็มหญ้าเห็นเป็นจุดเล็กๆ อยู่ลิบๆ แถวนี้หิมะยังละลายไม่หมดริมทางที่รถวิ่งผ่านยังมีให้เห็น ที่แปลกตาก็คือคนมองโกลขัยรถกันได้ทุกที่ ที่ไม่มีถนน ไม่ว่าจะเป็นกลางทุ่ง เชิงเขา ไต่เขา รถก็รถเก๋งธรรมดา แต่ไม่รู้ว่าเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือเปล่า สงสัยจะเคยชินกับการขี่ม้า แต่ท้องทุ่งแบบนี้ให้เดินคงไม่ไหวเหมือนกัน
๑๙:๓๐ น. รถเข้าจอดหน้าสถานีรถไฟอูลันบาตอร์ เอากระเป๋าติดเข้ากับตะแกรงจักรยาน อากาศค่อนข้างเย็น ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเลิกงานหรือเปล่ารถพลุกพล่านการจราจรติดขัด เห็นชาวมองโกลขับรถแล้วไม่กล้าปั่น ต้องจูงจักรยานบนทางเท้า เดินมาจากสถานีรถไฟได้หน่อยก็มีผู้ชายชาวมองโกลอายุประมาณยี่สิบกว่า ทักว่ามาจากไหน ก็ตอบไปว่าประเทศไทย เค้าก็ถามต่อว่าจะไปไหน ได้โอกาส จขกท. เลยเอาแผนที่ให้ดูว่าจะไปพักโฮสเต็ลปรากฎว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง (เค้าพูดภาษาอังกฤษได้แค่นั้น) เลยต้องเอารูปที่ตั้งโฮสเต็ลให้ดู เค้าดูๆ แผนที่อยู่ครู่หนึ่งก็เข้าไปในร้าน(เดาว่าเป็นร้าน) แล้วเข็นจักรยานออกมาพร้อมทำมือให้ จขกท.ปั่นตาม แล้วก็พาปั่นไปตามถนนบ้าง โดดขึ้นทางเท้าบ้าง(จักรยานเสือภูเขาล้อ ๒๖ นิ้ว) โดดลงถนนบ้าง แต่ของ จขกท.เป็นรถไฮบริดล้อ ๗๐๐ บรรทุกกระเป๋าอีกเกือบ ๒๕ ก.ก. โดดตามไม่ไหวแต่เค้าก็รอและคอยหันมาดู จขกท.ตลอด ปั่นกันมาประมาณ ๒๐ นาทีก็ถึงที่หมาย ที่หมายนี้คืออาคารที่คาดว่าจะเป็นที่ตั้งโฮสเต็ล แต่หากันไม่เจอเพราะไม่มีป้ายบอก เค้าก็เลยขอดูใบจองที่พักอีกทีแล้วก็หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาโฮสเต็ลให้ช่วยบอกทางให้ ถึงได้หาเจออันที่จริงทางเข้าโอสเต็ลก็อยู่ด้านหลังตึกนั่นเอง แต่อาจจะเป็นเพราะเลขที่ห้องโดดไปโดดมา เลยหากันไม่เจอ ประทับใจมากไม่รู้จะตอบแทนเค้าอย่างไร นึกได้ว่ามีธงชาติไทยผืนเล็กๆ ที่ซื้อมาจะติดกระเป๋า แต่ยังไม่ได้ติดก็เลยหยิบให้เค้า ตอนแรกก็ไม่ยอมรับท่าเดียว ต้องยัดเยียดอยู่เป็นนาน แล้วก็ร่ำลากัน ก่อนจากยังมีการบอก "สวัสดีครับ" ด้วยเดินทางรอบนี้ได้รับประสบการณ์ดีๆ แบบนี้สองครั้งแล้ว
ที่พักชื่อ MS Central แนะนำสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวอูลันบาตอร์ครับ ทำเลที่ตั้งดีมากอยู่ตรงข้ามไปรษณีย์กลางอูลันบาตอร์ บน Peace Avenue เจ้าของอัธยาศัยดีมาก ให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง พอเจอหน้า จขกท. ก็บอกเลยจะย้ายให้ไปนอนห้องสามเตียงแทนห้องเก้าเตียงที่ จขกท.จองมาโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะห้องเก้าเตียงมีหนุ่มๆ สาวๆ พักกันอยู่หลายคนกลัว จขกท.จะไปปล้ำสาวๆ เอ๊ย กลัวว่าจะไม่ได้พักผ่อน ค่าที่พักตอนที่ไปตกคืนละประมาณ ๒๗๐ บาท (US$ 9.00) อาบน้ำชำระร่างกายและรับประทานอาหารเย็นแล้วก็นอนครับ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเพราะเพลียจากการเดินทางประกอบกับอากาศค่อนข้างเย็น(หนาวเลยล่ะอุณหภูมิอยู่ที ๒ตื่นเช้าฝฝื องศา) เอาจักรยานไปจอดไว้ที่ระเบียงเลยได้ถ่ายรูปอูลันบาตอร์ตอนกลางคืนมาหนึ่งรูป
วันที่ ๒๘ (วันเสาร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗)
ตอนเช้านั่งจิบกาแฟสองถ้วย(ฟรี) ที่โฮเต็ลมีชาและกาแฟให้ดื่มฟรี แล้วก็เปิดประตูระเบียงจะออกไปเอาจักรยาน เจออากาศภายนอกรีบปิดประตูแทบไม่ทันเข้ามาดูอุณหภูมิ -๔ องศา โอ้พระเจ้า ทำไมโหดร้ายอย่างนี้ จากที่แต่งตัวสบายๆ เลยต้องหาเสื้อมาใส่อีก ๓ - ๔ ชั้นและคลุมด้วยเสื้อกันลม จากที่คิดว่าจะปั่นจักรยานเที่ยวต้องเปลี่ยนแผนเป็นเดินแทน ออกจากโฮสเต็ลเลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวขวาอีกทีเข้าถนนเจงกิส ข่าน ผ่านโรงละครแห่งชาติ เป้าหมายแรกคือ Winter Palace of Bogd Khaan ซึ่งเป็นที่พำนักของข่านองค์สุดท้ายของ มองโกเลีย เดินไปถึงยังไม่เปิดให้เข้าชมครับ มาเช้าเกินไป ไม่เปิดก็ไม่ง้อไปดูที่อื่นก่อนก็ได้
โรงละครแห่งชาติ (Opera House)
เดินต่อไป ข้ามสะพานลอยข้ามทางแยก
ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ Tuul Gol เดินต่อ ขอแทรกนิดครับ เวลาไปเที่ยวชมเมือง จขกท.จะเดินหรือปั่นจักรยานเท่านั้น เพราะจะได้เห็น ได้ถ่ายรูป ที่บางครั้งไม่สามารถเห็นหรือถ่ายรูปได้จากรถโดยสาร อย่างรูปนี้
แล้วก็เดินต่อไป จนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งมองโกเลีย เลี้ยวไปทางซ้ายเป้าหมายคือ Buddha Park ก็ยังไม่เปิดเช่นกัน ได้แต่ถ่ายรูปนี้จากนอกรั้ว
ถัดจาก Buddha Park จะมีทางขึ้นไป Zaisan Monument ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา (ขอเรียกว่ายอดเขาดีกว่า) เห็นแล้วขอถอยครับ อายุขนาด จขกท.ไม่รู้จะใช้เวลากี่ ช.ม.กว่าจะเดินถึง จะถ่ายรูปมาให้ดูก็เล็กกว่าปลายนิ้วอีก ขอเอารูปจากอินเตอร์เน็ตที่พอจะสื่อถึงความสูงมาให้ดูแทนครับ
Picture credit:
http://mongolianhorsewhisperers.wordpre ... -memorial/
แล้วก็เดินย้อนกลับไปที่ Bogd Khaan Palace ซึ่งได้เวลาเปิดให้ทำการแล้ว ก่อนที่จะมาเที่ยวได้ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาแล้วว่าค่าผ่านประตู ๒๕๐๐ ตูริก ตัวเลขกลมๆ ก็ ๔๕ บาท แต่วันนี้ค่าเข้าชม ๕,๐๐๐ ตูริก แพงขึ้นมาเท่าตัวแต่ก็รับได้ พอมาเจอค่าถ่ายรูป ๕๐,๐๐๐ ตูริก ก็ประมาณ ๙,๐๐ บาท แอบแพงอ่ะ ว่าแล้วก็ฝากกล้องไว้แล้วเข้าไปดูแต่ตัว ฮ่า ฮ่า เป็นวังเก่าที่เอามาทำพิพิธภัณฑ์ เป็นอาคารเดียวที่เหลืออยู่จากที่เคยมีอยู่สี่อาคาร ภายในประกอบด้วโบสถ์หรือวัด ๖ วัด แต่ละวัดมีวัตถุโบราณจำพวกศิลปทางศาสนาพุทธจำพวกภาพเขียน
และแกะสลัก และในส่วนของพระราชวังที่จัดแสดงของขวัญที่ได้รับจากประเทศต่างๆ รวมทั้งรองเท้าบูททองคำที่ได้รับพระราชทานจากซาร์นิโคลาสที่สองของรัสเซีย
ซุ้มประตู

]
เสร็จจากการเข้าชมพระราชวัง Bogd Khan ก็เดินย้อนกลับทางเก่า เพื่อจะไป Choijin Lama Museum ผ่านอพาร์ทเม้นต์แห่งนี้ทำโมเสกที่ผนังเล่าเรื่องราวของชาวมองโกล ได้น่าสนใจดีครับ
ทางเท้าของอูลันบาตอร์
แล้วก็มาถึง Choijin Lama Museum
อัตรค่าเข้าชม ๒,๕๐๐ ตูริก แต่ถ้าจะถ่ายรูปต้องจ่ายเพพิ่มอีก ๕๐,๐๐๐ ตูริก และถ่ายได้ไม่เกิน ๓๐ นาที โอ๊ย ขออนุญาตไม่เข้าก็แล้วกันครับ เก็บจากข้างนอกมาให้ดูก็แล้วกันครับ แล้วก็เดินต่อไป Sukhbaatar Sq. ซึ่งอยูไม่ไกลกันครับ เส้นทางท่องเที่ยวเส้นนี้จุดที่ไกลที่สุดน่าจะเป็น Zaisan Monument (เพราะอยู่สูง) ถัดมาก็ Bogd Khan Winter Palace, Buddha Park และ Choijin Lama Museum แล้วก็ Sukhbaatar Sq.นี่แหละครับ อยู่ใกล้โฮสเต็ลชนิดเดินไม่เกิน ๒ นาที (ถ้าไม่ต้องรอข้ามถนน)
Sukhbaatar Sq. จะเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของสองผู้ยิ่งใหญ่ชาวมองโกล หนึ่งคือ เจงกิส ข่าน ที่คนไทยเรารู้จักกันดี อีกหนึ่งคือ Sukhbaartar บุรุษผู้ยืน ณ.ที่แห่งนี้ประกาศชัยชนะของการปฏิวัติอิสระภาพ ขับไล่ศัตรูทั้งภายนอกและภายในของชาวมองโกล
Sukhbaatar Sq.
สาวๆ มองโกล
เจงกิส ข่าน
ข่าน ผู้ยื่งใหญ่
ด้านขวามือของเจงกิส ข่าน คือ Ogedei Khaan
ด้านซ้ายมือของเจงกิส ข่าน คือ Kublai Khan
Sukhbaatar หนึ่งวีระบุรุษของชาวมองโกล
