อารัมภกถา.....
หมาป่าเดียวดายนั้นมีหนังสือเป็น “เครื่องอยู่” มาตั้งแต่เด็กๆ
เด็กส่วนใหญ่มีการเล่น ขนม รายการโทรทัศน์เป็นเครื่องอยู่ เป็นอย่างนี้มานานแสนนาน หมาป่าก็ไม่ต่างออกไป
สมัยนี้เด็กๆอาจมีเกมคอมพิวเตอร์เพิ่มเข้าไปในรายการ ด้วยว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หมาป่าตอนเป็นเด็กเครื่องอยู่ก็คงไม่มีเจ้าสองรายการหลังที่ว่า
ในเวปจักรยานนี้ จักรยาน ต้องนับเป็นเครื่องอยู่ของสมาชิกหลายคน
เวลาผ่านไป โตขึ้นมาเครื่องอยู่ก็มีเยอะขึ้น แตกต่างกันไปแต่ละคน บางอย่างชอบอยู่สักพักแล้วก็เลิก บางอย่างก็อยู่กันยาวนาน
แต่หนังสือนั้นนับเป็นสิ่งสำคัญเสมอมาของหมาป่า
ไปไหนมาไหนก็มักมีหนังสือติดมือไว้อ่าน ยามกินข้าวคนเดียวก็ต้องมีหนังสือไว้อ่านไม่งั้นกินข้าวฝืดคอไม่รู้จะมองอะไร
หมาป่าเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ตอนเด็กยามปิดเทอมถ้าไม่ออกไปเล่นกับเด็กข้างบ้านหมาป่าก็ไม่เคยเหงาเพราะมีหนังสือเป็นเพื่อน อ่านไปจินตนาการไปกับตัวหนังสือ นึกภาพในหัวว่ามันจะเป็นยังไงหนอเจ้าสถานที่หรือผู้คนที่หนังสือบรรยายเอาไว้เนี่ย ตอนเด็กๆมีตังค์ไม่มากแต่หากเก็บออมไว้ซื้อหนังสือพ่อแม่หมาป่าไม่เคยบ่นว่าเป็นรายจ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย มีญาติมีน้ามีป้าที่เขาอ่านหนังสือเขาก็ยินดีให้หยิบยืม ปิดเทอมใหญ่ไปเที่ยวบ้านญาติก็เที่ยวไปค้นหนังสือในบ้านเขาอ่าน เป็นเด็กเลี้ยงง่ายมากครับ มีข้าวให้กินมีหนังสือให้อ่านก็อยู่ได้สบายดีแทบไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย
ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละหมาป่าถึงเริ่มชอบดูหนัง ดูค่อนข้างเยอะแต่ก็มาทิ้งไปในภายหลัง
สมัยนี้ถ้าให้ไปดูหนังตามโรง ติดจะขี้เกียจเพราะรถติดเบื่อวนหาที่จอดรถ ต้องเป็นหนังที่อยากดูจริงๆนั่นแหละครับถึงจะย้ายตัวไปดู
คนรุ่นวัยหมาป่าเราผ่านยุคอนาลอคผ่านมาถึงยุคดิจิตัล การเปลี่ยนแปลงมันเยอะมาก เราเขียนจดหมายส่งหาเพื่อนตอนปิดเทอม เดี๋ยวนี้เราใช้อีเมล์ใช้โปรแกรมแชท หรือทางกายภาพเองเรายังเป็นรุ่นที่ได้สัมผัสหน้าหนาวในกรุงเทพ หนาวแบบหนาวจริงๆ พูดแล้วมีควันออกมาจากปาก ตอนบ่ายในห้องเรียนเด็กๆรุ่นหมาป่าก็ยังต้องใส่เสื้อหนาว กลับบ้านแม่จะต้มน้ำใส่กาใบใหญ่เพื่อเอามาผสมน้ำอาบในกระถัง ตักราดตัวทีละขันเพราะสมัยโน้นที่บ้านไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น หนาวนานหนาวจริงมิใช่เย็นๆแค่อาทิตย์สองอาทิตย์แบบทุกวันนี้ คงด้วยว่าบ้านเมืองมีป่ามีเขา และในกรุงเทพยังไม่ระดมติดแอร์ปล่อยความร้อนออกมานอกบ้านกันจนเมืองร้อนอุ้ม
คนรุ่นเดียวกับหมาป่าไม่รู้ว่ามีกี่คนที่จะคล้ายกันนะครับ หมาป่ามีอารมณ์โหยหาและจินตนาการถึงบ้านเมืองสมัยอดีต ภาษาอังกฤษที่เขาบอกว่า Nostalgia Nostalgic และยังลามไปถึงสมัยก่อนที่หมาป่าเกิดด้วยซ้ำ เวลาเห็นภาพในหนังสือที่เป็นบ้านเมืองยุคโบราณ จะเป็นภาพถ่ายภาพวาดสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มักทำให้หมาป่าสงสัยเสมอว่าตอนที่ป่าทางเหนือยังเขียวครึ้ม เดินทางขึ้นไปใช้เวลากันเป็นเดือน กรุงเทพที่เลยจากราชดำเนินไปก็เป็นทุ่งนา มีปลูกต้นหมาก พายเรือไปมาหาสู่กัน วันคืนที่ยังไม่มีแสงจากไฟฟ้ามากวนสายตาในคืนเดือนมืดที่เห็นดาวพราวเต็มฟ้านั้นมันเป็นเช่นไร หรือเอายุคใกล้ๆเช่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหรือหลังสงครามเลิกไม่นาน ยุคที่พ่อแม่หมาป่าจีบกันตอนพศ. 2508 เห็นภาพถ่ายบ้านเมืองการแต่งตัวของผู้คน ฟังเพลงเก่าๆที่คนยุคนั้นฟังกัน อ่านตัวหนังสือที่บรรยายไว้หมาป่านึกเสียใจนิดๆที่เกิดไม่ทัน ถ้าได้เห็น ได้อยู่ ได้กลิ่น ได้สัมผัสก็คงจะดี
เล่ามานี้ด้วยธาตุของหมาป่าคงพอเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักอ่าน ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าหนอนหนังสือ แต่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นนักอ่าน อีกทั้งเป็นนักฝันโหยหาอดีต
แต่แปลกครับนักอ่านคนนี้ตอนเด็กๆกลับไม่เคยอ่านงานของอาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนศิลปินแห่งชาติปี 2534 เลย คุณลุงอาจินต์สร้างชื่อเสียงมาจากเรื่องสั้นชุด “เหมืองแร่” ตอนเด็กๆพ่อหมาป่าจะซื้อหนังสือฟ้าเมืองไทยรายสัปดาห์ติดมือเข้าบ้านมาเสมอเสมอ ฟ้าเมืองไทยที่มีคุณลุงอาจินต์เป็นบรรณาธิการและหุ้นส่วนเจ้าของ ท่านเป็นเจ้าของวลี “ตะกร้าสร้างนักเขียนมาทุกยุค” ในช่วงหลังท่านออกหนังสือฟ้าเมืองทองเป็นรายเดือนเสริมขึ้นมา พ่อหมาป่าก็ซื้อประจำ ตอนนั้นเหมือนว่าชื่ออาจินต์ดูเขียนเรื่องที่ไกลตัว เหมืองแร่อะไรก็ไม่รู้ เวลาท่านตอบจดหมายก็ดูว่าท่านซีเรียสเพราะท่านเป็นบรรณาธิการ อ่านงานของนักเขียนท่านอื่นสนุกกว่า งานของนิมิตร ภูมิถาวร งานของละเอียด นวลปลั่ง งานของคำพูน บุญทวี กลับเป็นงานที่หมาป่าอ่านแล้วจดจำ
โน่นแหละครับล่วงเข้าหมาป่าอายุ 37 ปี เมื่อปี 2548 ตอนที่บริษัทสร้างหนัง GTH โดยคุณจิระ มะลิกุลเป็นผู้กำกับผู้เขียนบทได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง มหา’ลัยเหมืองแร่ โดยซื้อลิขสิทธิ์จากเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ มีการทำประชาสัมพันธ์ มีบทสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และมีการตีพิมพ์หนังสือชุดเหมืองแร่ขึ้นมาอีกครั้ง...ครั้งนี้แหละที่ทำให้หมาป่าได้หยิบเรื่องเหมืองแร่ซื้อมาอ่าน อ่านหลังจากไปดูหนังมาแล้ว....โอ้ว คุณลุงอาจินต์ครับ หมาป่านี้โง่จริงๆ งานชั้นเลิศระดับนี้หลงโง่ไม่อ่านได้อย่างไรก็ไม่รู้ ท่านเขียนดีสมกับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติโดยแท้ ตัวละคอนที่มีพื้นฐานมาจากตัวตนจริงของคนในเหมือง เรื่องราวของพวกเขา “ข้าพเจ้า” ที่เป็นตัวอาจินต์ นิสิตรีไทร์ปีสองจากวิศวะจุฬาฯ “ไอ้ไข่” “นายฝรั่ง” “พี่จอน” “โกต๋อง” “พี่ก้อง” “พี่เหวง” “พี่บุญยิ่ง” “ตาหมา” เหล่านี้ล้วนทำให้ชีวิตในเหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง ที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา จับอยู่ในหัวใจของหมาป่า
มันคงจะเสริมด้วยภาพของหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ ที่กลั่นจากความตั้งใจของทีมงานผู้สร้างยิ่งทำให้จินตนาการถึงชีวิตของอาจินต์ ของผู้คน ของตัวเหมืองแร่ที่ดูราวกับมีชีวิตไปด้วย ยิ่งชัดเจนแจ่มจ้าในหัวของหมาป่า ด้วยมิเพียงพึ่งตัวหนังสือถ่ายเดียว หมาป่าเคยได้ยินว่าฝรั่งผู้ชายบางคนชอบดูหนังเรื่อง God Father ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหยิบยกคำพูดเรื่องราวในหนังมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ชีวิตลูกผู้ชาย เหมือนถ้าเป็นคนแบบนี้พูดอะไรขึ้นมาคนประเภทเดียวก็จะต่อกันติด หมาป่าเองก็คล้ายคลึงกัน ช่วงปีหลังจากดูหนังและอ่านหนังสือเรื่องเหมืองแร่ หมาป่าจะหยิบหนังจากกล่อง DVD Box Set ที่ลงทุนซื้อไว้มาดูอยู่เนืองๆ ตัวหนังสือนั้นก็หยิบมาอ่านทวนอยู่บ่อยๆ หมาป่าไม่ได้เป็น God Father Mania แต่เป็น Tin Mine Mania แทน
ปี 2492 ถึง ปี 2496 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกไม่กี่ปี ทางหลวงสายใต้ยังไม่ได้สร้างต่อเนื่องกันครบทุกจังหวัดบางช่วงคงยังไม่ได้ลาดยางแต่เป็นถนนฝุ่น หรือถนนโคลนยามฝนตก คนอยู่พังงาก็คงบอก “กรุงเทพไกลเหลือเกิน” คนอยู่กรุงเทพก็บอกเหมือนกันว่า “พังงาไกลเหลือเกิน”.....
“ความเป็นเมืองไกลสุดหล้าฟ้าเขียวขนาดไปตายหรือไปสาบสูญนั้น กฏหมายโบราณปักป้ายไว้ว่า “แม้นว่าชายไปเมืองจีน ไปทะเล ไปพังงา ไปชวาฟ้าแดง ดังนั้นไซร้ ท่านให้หญิงยู่ (คอย) ท่า 3 ปี ถ้าพ้น 3 ปีแล้ว หญิงมีชู้ผัว มิให้มีโทษแก่หญิงชายนั้นเลย”” (อาจินต์ : อดีตของคนอื่น)....
“อยากจะให้ท่านได้เห็นฝนที่ตกพรำมา 10 วันติดต่อกัน มันตกเสียจนเราเบื่อและรำคาญ ไม่อยากให้ชีวิตของเราต้องเห็นฝนอีกเลย ภูเขาเปียกจนละลาย ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น ดินเละเป็นโคลน แต่เราก็ต้องเดินไปทำงานและเดินกลับ เราทำเหมืองแร่จะสนิมสร้อยไม่ได้ เราต้องทำ เราต้องกิน” (อาจินต์ : เหมืองแร่โชว์)...
“เมื่อเพื่อนๆ ถามว่า ข้าพเจ้าหายหน้าไปอยู่ไหนมาหลายปี ข้าพเจ้าตอบเขาอย่างหยิ่งๆ ว่าไปปักษ์ใต้ ไปอยู่เหมืองแร่ ขณะที่ตอบเขานั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเลือดทุกหยดในร่างกายแล่นพล่านเหมือนกำลังออกแรงทำงานอยู่ในโรงเหล็ก เหมือนกำลังเกร็งข้อมือยกของหนัก เหมือนกำลังเดินหอบอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนเปรี้ยงกลางป่าทราย เหมือนกำลังยกคอเสื้อขึ้นปิดหูเดินฝ่าหมอกตอนเช้ามืด...หมอกซึ่งเกาะเปียกโชกบนหมวก บนเกือก และปลายขนตา
เหล่านั้นเป็นชีวิตขรุขระในเหมืองดีบุก เหมืองซึ่งข้าพเจ้าคลุกคลีกับมันจนไม่รู้ว่าจะเล่าถึงมันด้วยเรื่องอะไร และจะเล่าถึงเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก เหมืองดีบุกสำหรับข้าพเจ้าไม่ใช่วิธีบอริ่งแร่...ไม่ใช่วิธีแก้เครื่องยนต์...ไม่ใช่วิธีเดินเรือขุด...แต่มันหมายถึงภาพภูเขาสลับซับซ้อน ซึ่งยอดของมันหายไปในหมอกสีเทา หมายถึงหมู่บ้านเล็กๆที่ชาวบ้านเกิด แก่ เจ็บ ตายกันอยู่ในนั้น หมายถึงความหนาวยะเยือกที่ไอเย็นจากหินผากระจายออกมาภายหลังฝนหนักๆ และกลับกลายเป็นร้อนอ้าวเมื่อได้แสงแดด หมายถึงโลกอีกลูกหนึ่ง เป็นคนละโลกกับภายนอกโดยมีระยะทางนับสิบๆ กิโล จากทางหลวงแผ่นดินเป็นพรมแดน
ข้าพเจ้ายังนึกเห็นภาพวันคืนซึ่งมืดมัวด้วยเค้าฝนอยู่เป็นนิจ ควันจากปล่องไฟเรือขุดเป็นสีหม่นลอยเนิบๆ ขึ้นไปตัดกับสีเทาทึบของท้องฟ้า ภาพเรือขุดซึ่งเคลื่อนที่ช้าๆ จนเหมือนกับจะอยู่นิ่ง ท่ามกลางความมืดมัวเหล่านี้ เมื่อมองดูมันด้วยสายตาของคนพลัดบ้านมันก็ไม่ผิดอะไรกับวัตถุที่ไร้ชีวิต แน่นิ่งอยู่ในความยาวนานของกาลเวลา ราวกับจะไม่มีวันคืบคลานไปถึงที่หมาย เช่นเดียวกับชีวิตพเนจรซึ่งเหน็ดเหนื่อยแล้ว แต่ยังต้องดิ้นรนต่อไปในความไม่รู้
ตลอดวันคืนเหล่านั้นมีหลายเวลาที่เรือขุดชำรุด คนงานต้องเร่งมือกันทำงานซ่อมแซมทั้งกลางวันหรือกลางคืน หลายเวลาที่น้ำบ่ามาจากภูเขาทำลายทำนบกั้นน้ำท้ายเรือ ตลอดจนสะพานและถนนสำหรับลำเลียงสิ่งของและแร่ดิบวินาศไปหมด คนงานถูกระดมกันซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ท่ามกลางอันตรายจากน้ำที่เชี่ยวอย่างดุร้ายจากตลิ่งที่จะพังลงมาได้ทุกๆ วินาที และจากฟ้าซึ่งผ่าลงมาตามยอดไม้สูงๆ พวกเด็กลูกมือมีหน้าที่ผลัดกันไปซื้อกาแฟและขนมที่ทำด้วยแป้งหยาบๆ ปนน้ำตาลรวมทั้งบุหรี่หรือยาฉุนมวนใบจาก ห่อผ้าขาวม้ายัดใส่อกเสื้อเพื่อกันเปียกฝน ของเหล่านี้นำมาส่งเป็นเสบียงแก่พวกผู้ใหญ่ที่ทำงานกันเหมือนมด จนกระดูกสันหลังด้านชา ไม่มีเสียงลั่นไว้สำหรับบิดขี้เกียจ ข้าพเจ้าอยู่กับงานเหล่านี้ อยู่กับคนเหล่านี้ และอยู่กับอากาศรอบตัวเช่นนี้มา จนนึกรักและเกลียดมันไปพร้อมกัน” (อาจินต์ : แผลเล็ก)...
“เราต้องทำงาน ข้าพเจ้าชอบจริงๆ ไอ้ประโยคที่ว่า “เกิดเป็นคนต้องทำงาน เพื่อสำแดงให้โลกประจักษ์ว่าเรามิใช่คนหยิบโหย่ง เกียจคร้าน” ในเหมืองแร่เราต้องทำงานหนัก ใครได้โอเวอร์ไทม์คนนั้นคือดารา ใครตัวเปื้อนน้ำมันหรือโคลนตมคนนั้นสง่า” (อาจินต์ : ปรัชญาหน้าควันไฟ)
ที่ตัดยกข้อความข้างบนมานั้น ลุงอาจินต์บรรยายให้เราได้คิดตามว่าชีวิตในเหมืองแร่นั้นเป็นเช่นไร
ที่นั่นไม่มีวันหยุดราชการ ไม่มีฮอลิเดย์ ไม่มีวาเคชั่น คนทำงานในส่วนออฟฟิศของเหมืองแร่ได้หยุดวันอาทิตย์ แต่ในส่วนการทำงานของเรือขุดจะทำต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา วันละ 3 ผลัด ต่อเนื่องกันไปทั้งวันทั้งคืนกลางแดดที่ร้อนอุ้ม หรือฝนที่สาดกระหน่ำ และความหนาวเย็นไอชื้นของหมอกในตำบลที่ไกลจากกรุงเทพจนแทบไม่มีจุดบอกตำแหน่งบนแผนที่ ตื่นเช้าสลัดความง่วงและเดินฝ่าความเย็นมากินกาแฟกับอาหารเช้าแล้วก็ต้องออกไปทำงานจนหมดกะ กลับมาหาเหล้าที่ร้านกาแฟเพื่อให้มันปลอบประโลมความเหงาและขับไล่ความเมื่อยล้า เข้านอนเพื่อจะตื่นขึ้นมาทำสิ่งเดียวกันซ้ำไปอีกจนครบสัปดาห์จนได้กำหนดเปลี่ยนกะไปทำตอนหัวค่ำ ผ่านไปอีกสัปดาห์ก็เปลี่ยนกะไปทำยามดึกจนถึงรุ่งเช้า...สี่ปีที่ลุงอาจินต์ใช้ชีวิตกรำอยู่ที่นั่น
นักเรียนมหาวิทยาลัยคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯแต่ถูกรีไทร์ตอนปี 2 ภูมิความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาแทบไม่มีแต้มต่อใดๆที่นั่น สังคมของคน 3-400 คนที่ทำงานอยู่ในเหมืองกระโสมเขาวัดคุณค่ากันที่การทำงานไม่ใช่จากวุฒิการศึกษา คุณต้องสู้กับงานหนักใช้แรง คุณต้องทำงานร่วมกับคนอื่นให้ได้ คุณต้องตรงต่อเวลา คุณต้องสู้กับสภาพอากาศที่สุดขั้ว คุณต้องสู้กับความคิดถึงบ้าน สู้กับความต่ำต้อยหากคิดเอาตัวเองไปเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เรียนจบได้ปริญญาและได้ทำงานระดับจัดการในกรุงเทพ สู้กับความตัวคนเดียวที่ความล้มเหลวในกรุงเทพส่งคุณไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครมานั่งปลอบประโลมคุณหากคุณคิดจะเป็นลูกแหง่...ลูกแหง่ไม่มีความหมายที่เหมืองกระโสม ลูกผู้ชายต่างหากที่จะมีตัวตนที่นั่น
ตัวหนังสือจับใจถูกถ่ายทอดมาเป็นภาพในหนัง หมาป่าเอาตัวอย่างหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ มาให้เพื่อนนักขี่จักรยานดูกันครับ
[youtube]wrFGBdjL7pY/youtube]
นอกจากตัวหนังสือ ภาพในหนัง อีกสื่อที่ทำให้เหมืองแร่กระโสมและชีวิตลุงอาจินต์ ชีวิตที่พลัดบ้านไปบ่มความเป็นลูกผู้ชายอยู่ที่นั่นเมื่อยามสงครามโลกครั้งที่สองเลิกไม่นาน ชีวิตของคนคนหนึ่งในห้วงเวลาอันไกลโพ้นย้อนไปกว่า 60 ปียังทรงพลังอยู่ในใจของหมาป่า ก็เพราะเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ครับ GTH ลงทุนแต่งเพลงใช้วงออเคสตร้าบรรเลงเป็นเพลงธีมของเรื่อง (เคยอ่านผ่านตาแต่ยังหาไม่เจอว่าแหล่งอ้างอิงชัดๆอยู่ตรงไหน ตอนนั้นจำได้เขาบอกว่าเพลงนี้เขาให้ชื่อว่า “กรุงเทพไกลเหลือเกิน”) เชิญฟังผ่านยูทูปเช่นกันครับ
คุณจิระ มะลิกุล ผู้กำกับผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาทำหนังเรื่องนี้โดยมีแก่นของเรื่องที่ถ่ายทอดผ่านหนัง แก่นหรือธีมนี้คุณจิระนำเสนอว่า....”เกียรติยศต้องขุดเอง”
(จบอารัมภกถา)
ครับ เป็นบทเกริ่นนำที่ยาวยืดกว่าทุกสรุปทริปที่หมาป่าเคยเขียนมา
ผ่านไปสองปีนับจากทริปทางไกลขึ้นเชียงใหม่ไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพที่หมาป่าขี่ขึ้นไปรวม 800 กม.เมื่อปี 2555 หลังจากนั้นหมาป่าแทบไม่ได้ออกทริปทางไกลระดับนั้นอีกเลย ที่ได้ไปก็แค่สั้นๆแค่วันสองวัน
งานเยอะครับ ปี 2556 หมาป่างานชุกจริงๆ แทบไม่ได้ลาพักร้อนเลย บางทีเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดของบริษัทก็ต้องทำงาน หมาป่าได้สิทธิลาพักร้อน 15 วันต่อปี หมาป่าได้ใช้ไป 1 วัน....ใช่ครับ เกิดเป็นคนต้องทำงาน เหมือนที่ลุงอาจินต์เขียนไว้ เราต้องทำงานเพื่อไม่ให้ใครว่าได้ว่าเราเป็นคนเกียจคร้าน หยิบโหย่ง บางช่วงลูกน้องลาออกติดๆกันค่อนทีมหมาป่าก็ลงไปควงงานเอง เพื่อให้มันรันต่อไปได้ไม่ขาดตอน
ต้นปี 2557 ทีมใหม่เริ่มเข้าเสริมกำลัง หมาป่าเปิดปฏิทินเช็คความเป็นไปได้ที่จะออกเดินทางไกลอีกครั้ง งานใหญ่ๆที่เป็นการวางแผนเสร็จสิ้น งานปฏิบัติการตามแผนก็มีลูกน้องที่วางใจได้พร้อมหน้าพร้อมตา เชี่อมือเชื่อใจกันได้เต็มที่ อาห์เวลามาถึงแล้วสินะ
ไปไหน? มันอยู่ในใจมานานแล้วล่ะครับ คราวแล้วขึ้นเหนือ ถ้าให้สอดคล้องกันคราวนี้ก็ต้องล่องใต้
ล่องไปไหน?.... พี่จิระ มะลิกุล นำเสนอในหนังเหมืองแร่ว่า เกียรติยศต้องขุดเอง หมาป่าเป็นนักจักรยานทางไกล ทริปแต่ละทริปล้วนเป็นเกียรติยศประดับตัว ทริปนี้เกียรติยศต้องขี่ไปเอามา
และเป็นทริปที่หมาป่าขอทริบิวต์ให้กับลุงอาจินต์ด้วยในคราวเดียวกัน ขอขี่จักรยานลงไปเป็นเกียรติแด่ลุงอาจินต์ ไปตามหาร่องรอยของเหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง ที่ลุงอาจินต์เคยฝากชีวิตไว้ที่นั่นสี่ปีเต็ม ไปซึมซาบรับรู้ว่าภูมิประเทศที่เราอ่านจากตัวหนังสือและดูจากหนังนั้นของจริงมันเป็นเช่นไร ไปตามหาร่องรอยของตัวละคอนในหนังสือเท่าที่จะหาได้ ที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา
และถ้ามีแรงเหลือ มีเวลาเหลือหมาป่าจะขี่ต่อจากพังงาไปหาเพื่อนที่เคยติดต่อกันทางตัวหนังสือในเวปนี้และเวปอีกเวปหนึ่ง ไปหานักขี่จักรยานทางไกลอีกท่านที่จังหวัดพัทลุง ครูสนั่น อันทเกตุ
เส้นทางคร่าวๆถูกกำหนดไว้ในใจครับ กูเกิลแมปช่วยได้ หมาป่าเป็นนักจักรยานที่มีแผนการขี่ค่อนข้างหยาบเสมอมา ไม่เคยจองที่พักก่อน ไม่เคยวางแผนล่วงหน้าก่อนออกเดินทางว่าแต่ละคืนในแผนที่พล๊อตเราจะนอนที่ไหน ต้องจองที่พักก่อนไหม? เพราะจริงๆเราอาจขี่ไม่ถึงก็ได้ เอาเป็นว่าถ้าเปิดแมปแล้วและดูพระอาทิตย์ดูนาฬิกาแล้ว อำเภอข้างหน้าจะขี่ไปไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ตกหมาป่าก็หาที่นอนในอำเภอที่เปิดแมปดูนี่แหละครับ สมัยนี้ค่อนข้างสบายเพราะทุกอำเภอจะมีที่พักเป็นบังกะโล ม่านรูดหรือเรือนแถวราคาหลักร้อยให้นักเดินทางได้พักแรมทุกอำเภอแหละครับ ห้องพักที่เข็นจักรยานเข้าไปอยู่ด้วยกันในห้องได้ ถ้าเป็นโรงแรมตึกสูงเราก็จะเลี่ยงเพราะขี้เกียจแบกจักรยานและสัมภาระขึ้นบันไดครับ มันหนัก
เส้นทางคร่าวๆคือ ออกจากบ้านหมาป่าที่สวนหลวง ร.9 ซอยสุขุมวิท 103 อุดมสุข เอารถขึ้นเรือข้ามไปสมุทรปราการ หาทางเลาะริมฝั่งทะเลไปโผล่ที่สมุทรสาคร ไล่ต่อไปสมุทรสงคราม ไปเพชรบุรี ขี่ข้ามจังหวัดที่ยาวมากคือประจวบคีรีขันธ์ เข้าสู่ชุมพร จากนั้นก็ตบขวาออกจากจังหวัดริมอ่าวไทยข้ามไประนองซึ่งอยู่ฝั่งอันดามัน เลาะฝั่งอันดามันจากระนองเข้าสู่พังงา ก่อนถึงตัวจังหวัดพังงานั้นคืออำเภอตะกั่วทุ่งที่จะไปวนค้นหาเหมืองกระโสมและร่องรอยของผู้คน จากพังงาขี่ต่อไปกระบี่ ออกตรังบ้านนายกชวน และข้ามเขาพับผ้าไปหาครูสนั่น อันทเกตุหรือนิกเนมครูหมูที่อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุงจังหวัดที่อยู่ริมอ่าวไทยอีกครั้ง จากพัทลุงจบทริปหมาป่าจะจับรถไฟขนอีเขียว Kona เพื่อนคู่ใจขึ้นตู้สัมภาระกลับกรุงเทพ
นับนิ้วมือแล้วถ้าไม่รวมกรุงเทพ ทริปนี้หมาป่าจะขี่ผ่านทั้งสิ้น 11 จังหวัดครับ ... นิ้วมือไม่พอแฮะ
การเตรียมการก่อนออกเดินทางหมาป่าเตรียมอยู่สองประการหลักๆ เรื่องแรกคือความรู้เรื่องเหมืองกระโสมของลุงอาจินต์ หมาป่าอ่านทวนหนังสือเหมืองแร่อีกครั้งเพื่อนึกภาพในหัวว่าจุดใดอยู่ตรงไหน ทางเนิน ทางลาด คนคนใดอยู่ที่ไหน บ้านนายฝรั่ง บริเวณที่ตั้งของโรงล้างแร่ ออฟฟิศ ร้านกาแฟ บ้านพักของอาจินต์ที่อยู่ใกล้กับป่าช้า ทวนย้อนไปมาเพื่อว่าเมื่อไปถึง ณ สถานที่จริงเราจะพอเดาได้ เปิดเน็ตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม มีคนบางคนที่หลงใหลในตัวหนังสือของลุงอาจินต์เคยบันทึกเอาไว้เช่นกันถึงตัวละคอน ทำให้หมาป่ารู้ว่าลุงอาจินต์บิดชื่อตัวละคอนในหนังสือให้แตกต่างออกไป คงด้วยเพราะว่าพฤติกรรมตัวละคอนที่มีทั้งดีและไม่ดีอยู่ในตัวคนคนเดียวกัน ลุงอาจินต์จึงบิดชื่อเพื่อไม่ให้เจ้าตัวต้องเสียหน้าเสียตามากเกินไป หมาป่ารู้ว่าโกต๋องเจ้าของร้านกาแฟในเหมืองนั้นตัวจริงชื่อโกเตี๋ยน รู้ว่าพี่จอนหัวหน้าเรือขุดตัวจริงชื่อพี่เลียม เสมียนไทยที่ลุงอาจินต์เคารพในเรื่องชื่อพี่สวัสดิ์ แต่ตัวจริงชื่อบำรุง ณ นคร
หมาป่ารู้ตั้งแต่ก่อนเดินทางว่า 61 ปีผ่านไปนับจากที่เหมืองล่มลงเมื่อปี 2496 ทุกคนแตกกระฉานซ่านเซ็นออกไปหางานทำที่อื่น ลุงอาจินต์กลับกรุงเทพมาทำงานที่โทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม และเริ่มอาชีพนักเขียนออกหนังสือ เป็นบรรณาธิการ เป็นเจ้าของหนังสือ สภาพเดิมของเหมืองจะไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เรือขุดถูกถอดเป็นชิ้นนำเศษเหล็กไปขาย โรงล้างแร่ ออฟฟิศ บ้านนายฝรั่ง บ้านพักคนงาน เหล่านี้ไม่มีอะไรเหลือ สิ่งที่คงอยู่ก็เป็นเพียงคนบางคนและภูมิประเทศคร่าวๆ โดยแม้แต่สภาพอากาศ ความหนาวเหน็บในยามเช้า ภูเขาที่มีหมอกเคลียและจางไปยามใกล้เที่ยง เหล่านี้ก็คงไม่เหลือด้วยว่าหมาป่าเดินทางยามหน้าร้อนและประเทศไทยสภาพป่าเปลี่ยนแปลงไปมาก ฝนที่ตกกระหน่ำที่ตะกั่วทุ่ง จุดที่ฝนตกหนักที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยก็คงจะไม่ได้เห็นได้สัมผัสได้เปียกกันในเดือนมีนาคม ลุงอาจินต์เองเมื่อปี 2518 ท่านเดินทางกลับไปเยี่ยมเหมืองและเขียนบันทึกไว้ในหนังสือ ณ ตอนนั้นก็แทบไม่มีอะไรเหลือเช่นกัน ต้นไม้ปกคลุมจุดที่หมาป่าเล่ามาจนหมดสิ้น จากปี 2518 ถึงปี 2557 นี้เวลาก็ล่วงมาอีก 39 ปี ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ชัดเจนก่อนเริ่มทริปครับ
การเตรียมตัวประการที่สองคือการเตรียมรถครับ เพราะงวดนี้ดูแผนที่แล้วต้องไปไกลกว่าทริปเชียงใหม่อีกเยอะ
อีเขียว Kona Sutra รถคันแรกและคันเดียวของหมาป่านั้นถูกใช้งานในกรุงเทพค่อนข้างมาก หมาป่าขี่ไปทำงานเกือบทุกวัน สภาพถนนหลุมบ่อต่างๆ ฝนฟ้าที่เจอแล้วหมาป่าก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจดูแลสักเท่าไร หมาป่านำรถเข้าให้ช่างน้องหนึ่งนามกระเดื่องในเวป Thaimtb ของเรานี้เช็คก่อนเดินทาง ช่างน้องหนึ่งเปิดบริการที่ซอยสุขุมวิท 93 ใกล้บ้านหมาป่า หมาป่าผูกปิ่นโตกับช่างน้องหนึ่งเป็นประจำครับ หมาป่าชอบถามและช่างน้องหนึ่งก็ไม่เคยเหนื่อยที่จะอธิบาย ฟังเข้าหูซ้ายก็มักทะลุออกหูขวาไปเกือบหมดเพราะหมาป่าไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเชิงช่างเชิงกลไก แต่สนุกและเพลิดเพลินกับคำอธิบายแบบให้คนไม่รู้เรื่องได้เข้าใจง่ายที่สุดของช่างน้องหนึ่งเสมอมา
งวดนี้ตอนเอารถเข้าเช็คหมาป่าก็รู้สึกเองว่าชุดกระโหลกด้านซ้ายมันเริ่มคลอนๆ ช่างน้องหนึ่งถอดออกมาแล้วก็พบว่าลูกปืนเสื่อม ตัวอื่นๆก็คือดุมล้อที่เยินแล้วเช่นกัน (ช่างน้องหนึ่งบอกไม่เคยเห็นใครขี่จนเยินเท่าหมาป่าเลย อันนี้วัดแบบมาตรฐานนักจักรยานในเวปเรานะครับ) เราก็เลยเปลี่ยนชุดกระโหลกกับดุมล้อหน้าหลังและขึ้นซี่ล้อกันใหม่ โซ่ที่หมาป่าใช้อยู่ 2 เส้นเริ่มยืด แต่เฟืองขับยังไม่สึกเท่าใด เราก็เลยเปลี่ยนโซ่ใหม่กัน ใบดิสก์เบรกหน้าหลังที่ใช้มา 3 ปีใช้เครื่องวัดแล้วสึกเกินลิมิตที่ควรจะเป็น หมาป่าก็เปลี่ยนครับ มีเปลี่ยนอะแดปเตอร์เบรกที่เกลียวน๊อตเยินแล้วอีกชิ้น หมาป่าไปซื้อผ้าเบรกแบบเมทัลมาให้ช่างใส่ล้อหน้าแทนของเดิมที่เป็นแบบออแกนิกเพื่อเสริมเพื่อให้มั่นใจมากขึ้นในการลงเนิน ก็เล่นเอากระเป๋าเบาไปพอควร
ความจริงช่างน้องหนึ่งทักว่าอานเบาะหมาป่าก็ดูจะหมดอายุแล้ว เพราะว่ายุบกลาง ใช้จักรยานมาสามปีกับสามเดือนพวกใยสังเคราะห์รับน้ำหนักมันคงหมดสภาพ หมาป่าไม่กล้าเปลี่ยนเบาะใหม่ก่อนเดินทางไกลครับ ไม่ได้เชื่อโชคลาง แต่กลัวว่าเบาะใหม่มันจะกัดเหมือนรองเท้าหนังคู่ใหม่ เดินทางไกลเบาะกัดตูดนี่อาจต้องเลิกทริปกลางทาง เลยจะฝืนขี่ไปก่อน อาศัยว่าเคยชินกันมาคงพอกล้อมแกล้มกันไปได้
หมาป่ากำหนดการเดินทางไว้ตอนเช้าวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 การตรวจตราซ่อมแซมเปลี่ยนอะไหล่ที่สึกหรอให้สมบูรณ์ที่สุดเสร็จคืนวันพฤหัสฯก่อนหน้าการเดินทางไม่ถึง 12 ชั่วโมง เวลาที่เหลือในการทดสอบว่าอะไหล่ที่เปลี่ยนไปทำงานได้ดีตามที่ออกแบบมาจึงเป็นแค่การขี่จากบ้านช่างน้องหนึ่งมาที่บ้านหมาป่าราว 11 กม. อาจจะดูน้อยเกินไปหากมีข้อบกพร่องที่รอดหูรอดตาไป แต่หมาป่าเชื่อใจช่างน้องหนึ่งครับ เรารู้กันตั้งแต่เริ่มตรวจสอบรถว่านี้เป็นการบำรุงรักษาก่อนเดินทางไกล และช่างน้องหนึ่งแสดงออกให้หมาป่ามั่นใจเสมอว่ารถตัวเองอยู่ในมือช่างที่รู้งานและใส่ใจ ตลอดทริปชิ้นอะไหล่และทักษะที่ช่างน้องหนึ่งใส่ไปในรถหมาป่าไม่เกิดปัญหาใดๆทั้งสิ้นครับ...นี้เป็นการเชื่อใจกันระหว่างนักจักรยานทางไกลต่อช่างของเขา คงคล้ายกับที่นักบินต้องเชื่อใจช่างซ่อมบำรุงของสายการบินตัวเองนะครับ นี่หมาป่าเทียบกันระดับนั้นเลย
คืนวันพฤหัสฯ เอาจักรยานเข้าบ้านก็เริ่มแพ็คสัมภาระครับ
ปกติรถหมาป่าจะติดกระเป๋าใหญ่สองข้างด้านหลังเพื่อใส่สัมภาระเสื้อผ้าไปเปลี่ยนที่ทำงานอยู่แล้ว เดินทางไกลก็จะติดใบเล็กเพิ่มอีกสองใบตรงตะแกรงหน้า รวมครบชุด 4 ใบ เป็นชุดเดียวกับสมัยขี่ขึ้นเชียงใหม่
เกร็ดที่เรียนรู้สมัยไปเชียงใหม่ อะไรใช้ได้ดีก็ทำเหมือนเดิม อะไรที่ขาดตกบกพร่องก็เอามาแก้ตัว
หมาป่าเอากางเกงขี่จักรยานแบบมีฟองน้ำไป 3 ตัว เสื้อยืด 4 ตัว กางเกงขายาวเนื้อบาง 1 ตัวไว้ใส่วันกลับรถไฟ เสื้อเชิ๊ตอีกตัว เผื่อว่าตู้นอนมันหนาว ถุงเท้า 3 คู่ กางเกงใน 3 ตัว ใช้จริงๆก็แค่กางเกงจักรยานกับเสื้อยืดถุงเท้าและกางเกงใน 2 ชุดนั่นแหละครับ ชุดที่ 3 สำรองไว้เผื่อว่าฝนตกตากผ้าไม่แห้ง ผ้าเช็ดตัวผ้าขาวม้าไม่ได้ติดไปเพราะใช้ตามที่พักแรมได้ แชมพู สบู่เอาขวดเล็กไปเผื่อว่าบางที่มีแต่สบู่แต่ไม่มีแชมพู หรือไม่มีแม้กระทั่งสบู่ ยาแก้ไข้ ยาใส่แผลสด ยาแก้ท้องเสีย ครีมกันแดด แปรงสีฟันยาสีฟัน เครื่องประทินผิวหน้าช่วยชะลอหน้าเหี่ยว โซ่ล๊อกจักรยาน ชุดซ่อมแซมเล็กน้อยจำพวกยางใน โซ่สำรอง ที่ตัดต่อโซ่ น้ำมันหยอดโซ่ ผงซักฟอกเอาไว้ซักผ้า รองเท้าแตะ ถุงใส่ผ้าที่ใช้กับเครื่องซักผ้าเอาไว้ใส่ผ้าห้อยไว้กับตะแกรงหลัง ที่หนีบผ้า (แบบเหล็กทนมือกว่าแบบพลาสติกราคาถูกที่มักชอบหักคามือ) ช้อนซ่อมและตะเกียบเผื่อจะซื้ออาหารเข้ามากินในห้องพัก สมุดบันทึกพร้อมปากกา กล้องคอมแพกต์ดิจิตัล แทปเล็ต สายชาร์จ กล้วยตากแก้หิวและขาดไม่ได้หนังสือรวมเล่มเหมืองแร่ชุด 2 เล่ม เอาไว้อ่านระหว่างทริปครับ
น้ำหนักสัมภาระไม่เยอะมากครับกระจายกันทั้งสี่กระเป๋า น๊อตตัวยึดหลังกระเป๋ากับตะแกรงจะได้ไม่รับภาระมากเกินไปใบใดใบหนึ่ง น๊อตตัวยึดกระเป๋าหลุดจากเบ้านี่เซ็งครับ สมาธิการขี่จะเสียเพราะกลัวมันจะหลุดเพิ่มทำให้กระเป๋าติดตะแกรงไม่ได้ ของพวกนี้หาที่ซ่อมระหว่างทริปไม่ได้แน่นอน หมาป่าใช้กระเป๋าของวินสิตา หากบรรทุกหนักๆแล้วเจอหลุมลึกๆในกรุงเทพบางทีก็น๊อตแยกฉีกจากตัวกระเป๋าเพราะแรงกระเทือน แต่ละใบมีน๊อตสี่ตัว หลุดไปตัวนึงตัวยึดมันจะแบะออก หลุดสองตัวนี่เชื่อว่ากระเป๋าจะติดกับตะแกรงไม่ได้แล้ว แต่วินสิตาบริการดีมากครับ รับซ่อมอัดน๊อตเข้าไปใหม่โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเสมอมา ส่งเงินไปให้เพราะกระเป๋าใช้มาเก่าแล้วและซ่อมมาหลายทีวินสิตาก็ไม่เคยรับครับ ส่งคืนกลับมาทุกครั้ง
เช้าวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 วันแรกของการเดินทาง
หมาป่าตื่นแบบไม่ต้องกดดันตัวเองให้ตื่นเช้ามากครับ ออกจากบ้านแปดโมงครึ่ง ทริปนี้มีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือหมาป่ามีเวลาเหลือเฟือ โดยปกตินักจักรยานทางไกลมักตื่นเช้ากันเพื่อใช้เวลาช่วงที่แสงยังไม่แรงมากขี่ให้ได้ระยะทางตุนไว้ก่อน สมัยขี่ขึ้นไปเชียงใหม่หมาป่าตื่นตอนตีห้าแล้วหาข้าวเช้ากินในตลาดใกล้ที่พักเพื่อที่ว่าพอมีแสงปั๊ปก็ซัดกันเลย ด้วยตอนนั้นลางานได้ประมาณสัปดาห์เดียว และกะว่าควรจะขี่ให้ถึงเชียงใหม่ในเวลาไม่เกิน 5 หรือ 6 คืนเพราะเดี๋ยววันลาจะหมด แต่ทริปนี้หมาป่าลามากกว่าสองสัปดาห์เสียอีกครับ เลยโอ้เอ้ตอนเช้าเกือบทุกวัน
หมาป่าขี่ออกจากบ้านแถวสวนหลวง ร.9 ตั้งเข็มในใจว่าวันนี้จะเดินทางไปไม่เกินจังหวัดสมุทรสงคราม ทว่าเส้นทางจะแตกต่างจากสมัยที่เคยขี่ไปอัมพวาต่อไปราชบุรี สมัยนั้นหมาป่าเลือกใช้เส้นพระรามสองตั้งแต่ต้น พระรามสองน่าจะเป็นเส้นที่ระยะทางใกล้ที่สุดจากบ้านหมาป่าในการไปสมุทรสงครามหรือเพชรบุรี แต่มันมีสิ่งที่ต้องแลกคือความจอแจของรถใหญ่ครับ เสียงและความสั่นสะเทือนนั้นบางทีก็น่าเบื่อเหมือนกัน ยิ่งช่วงที่พระรามสองไปตัดกับวงแหวนรอบนอกที่ต้องขึ้นสะพานแล้วเราต้องขี่รถไปเบียดแทรกกับรถยนต์รถบรรทุกนี่สุดจะน่าเบื่อนะครับ หมาป่าขี่ในกรุงเทพประจำยังนึกเอียน แดดร้อนแจ๋ ขี่เลาะตรงเส้นกลางระหว่างรถสองคัน ชะลอ ทรงตัวไม่ให้ล้ม หยุด เอาเท้าแถกไถรถเคลื่อนที่ต่อ เสียงและไอร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียอยู่รอบตัว ชะลอ หยุด แถกไถต่อ เหงื่อเหนียว หูอื้อ เฮ่อ
คราวนี้เราเลือกได้เพราะเรามีเวลาครับ ชีวิตขอให้มีโอกาสเลือกเหอะ ดีที่สุด
หมาป่าคุยกับช่างหนึ่งว่าจะหาทางที่เลาะไปทางสมุทรปราการแล้วก็เลาะริมฝั่งอ่าวไทยต่อไปสมุทรสาคร เอาแบบว่าให้ง้อเส้นพระรามสองน้อยที่สุด ไปโผล่เอาแถวสมุทรสาครเลย ช่างหนึ่งให้ชื่อวัดมาวัดหนึ่งชื่อวัดสาขลา บอกว่าเสือสมุทรปราการเขาขี่กันเส้นนั้น สวยสงบเงียบและเหมือนว่าจะมีเส้นทางต่อไปถึงสมุทรสาครได้ด้วย ให้ไปเปิดแผนที่กูเกิลดูเอาบวกกับถามชาวบ้านเอา
จากซอยอุดมสุขสุขุมวิท 103 หมาป่าขี่ไปเข้าถนนสรรพาวุธตรงแยกบางนา ไปข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงท่าเรือวัดบางนานอก เรือข้ามฟากพาไปฝั่งบางกระเจ้าตรงวัดบางน้ำผึ้งนอก ค่าเรือ 7 บาท เรือเป็นแบบเรือข้ามฟากเจ้าพระยาตรงท่าพระจันทร์ คือตัวเรือกว้างเอามอเตอร์ไซค์และจักรยานลงได้สะดวก เพราะชาวบ้านเขาก็เอารถข้ามไปมาตลอดเวลา หมาป่าจะขี่จากบางกระเจ้าไปแถวพระประแดง ไปหาถนนสุขสวัสดิ์ ตรงถนนสุขสวัสดิ์พระประแดงนี้หากจะรีบเดินทางมีเวลาน้อยก็เลี้ยวขวาไปหาทางเข้าพระรามสองอันจอแจได้เลย แต่หมาป่าเลือกเลี้ยวซ้ายย้อนขึ้นไปทางพระสมุทรเจดีย์ครับ
ถนนสุขสวัสดิ์นี้รถบรรทุกเยอะนะครับ เพราะว่าช่วงนั้นเป็นดงโรงงานอุตสาหกรรม รถบรรทุกวิ่งเข้าออกหรือกลับรถตลอดทาง หมาป่าขี่แซงรถเทรลเลอร์บรรทุกคาร์โก้ที่รอเลี้ยวกลับรถอยู่คันหนึ่ง รถจอดอยู่ริมฝั่งซ้ายของถนนเตรียมปาดออกขวาเมื่อรถหลังว่าง จังหวะกำลังแซงไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยยางหลังรถเทรลเลอร์คันนั้นก็ระเบิดขึ้นมาเฉยๆครับ หมาป่าสะดุ้งเพราะเสียงดังตึบ หูอื้อ มีฝุ่นปลิวขึ้นมาจากบริเวณที่ยางระเบิด รถมันคงหนักน่ะครับ คาดว่าคนโดนเอ็ม 79 ลงข้างๆตัวคงรู้สึกใกล้เคียงกัน แต่อันนั้นมีเจ็บด้วยเพราะมีสะเก็ดและแรงอัดฉีกเนื้อหนัง อันนี้ตกใจเฉยๆ แต่ความไม่คาดฝันนั้นคงใกล้เคียงกัน
จากถนนสุขสวัสดิ์ย้อนขึ้นไปเราจะไปเจอสามแยกที่ฝั่งขวาเป็นเส้นไปทางป้อมพระจุลจอมเกล้า ตรงนี้หมาป่าหยุดกินกะเตี๋ยวราดหน้าตรงร้านใกล้ๆกับธนาคาร ถือเป็นมื้อสายครับ กินแล้วก็มุ่งไปทางป้อมพระจุลฯแต่จะไม่ไปถึงป้อมนะครับ มันจะมีทางด้านขวาที่บอกให้ไปวัดขุนสมุทรจีน วัดที่น้ำทะเลท่วมเข้าแผ่นดินใหญ่เข้ามาถึงวัด มีรายการสารคดีเกี่ยวกับโลกร้อนมาถ่ายหลายรายการ ขี่เข้าไปผ่านย่านบ้านเรือนแล้วก็จะเป็นถนนสายเล็กที่ตัดผ่านนาเกลือและบ่อเลี้ยงกุ้ง เล็งหาป้ายบอกทางที่จะไปวัดสาขลา
ถนนสายสงบแทบไม่มีรถยนต์ มีนกกินปลาบินหรือเกาะอยู่ในทุ่งด้านซ้ายและขวามือของเรา ขี่ตามถนนเส้นนี้ทางฝั่งขวามือของเราห่างพ้นสายตาไปจะเป็นคลองขุดชื่อคลองสรรพสามิต เป็นคลองขุดตรงจากแถวสมุทรปราการไปยังสมุทรสาคร ซึ่งความจริงก็มีถนนเลียบคลองดังกล่าวเป็นเส้น 3243 หมาป่าจะไปเส้นนั้นก็ได้ครับ แต่เลือกไม่ไปเพราะเดาว่ารถราน่าจะเยอะกว่า อยากมาลองสัมผัสถนนเล็กๆตัดผ่านนาเกลือแทน มิผิดหวังมิผิดหวังจริงๆในเรื่องของความสงบครับ ระหว่างทางก็จะมีป้ายท่าเรือเพื่อขึ้นไปชมวัดขุนสมุทรจีนที่น้ำทะเลท่วมถึงโบสถ์ เป็นท่าเรือเอกชน มีสองสามท่า ให้ขึ้นเรือจากคลองเล็กๆและเรือจะพาแล่นตามคลองไปออกทะเลฝั่งซ้ายมือของถนน
ขี่ไปไม่นานมากก็จะมีทางแยกขวาครับ เป็นทางแยกเพื่อไปขึ้นสะพานข้ามคลองสรรพสามิต หมาป่าขี่เลยมานิดหน่อยเพราะไม่แน่ใจว่าใช่ตามแผนที่หรือไม่ กะว่าจะไปสอบถามคนพื้นถิ่น แป๊บเดียวเจอร้านเป็นเพิงข้างทางถามแม่ค้าๆบอกว่าใช่แล้ว ขี่ไปจะไปเจอสะพานข้ามคลองสรรพสามิต แม่ค้าเชิญชวนให้ขี่ไปเที่ยววัดสาขลาที่อยู่ข้างหน้าก่อนสิ บอกว่าให้ไปลอดโบสถ์เพื่อเป็นสิริมงคลชีวิต แกเล่าว่าเส้นทางนี้มีนักจักรยานมากันเยอะ มากันทุกวันมากันเป็นกลุ่ม หมาป่าบอกว่าคงยังไม่ไปวันนี้จ้ะ จะไปปักษ์ใต้เลยมาขี่หาทางไปสมุทรสาครก่อน แม่ค้าถามจะไปไหน...บอกจะไปพังงา (นาทีนั้นยังไม่แน่ใจว่าจะมีวันเหลือให้เดินทางต่อจากพังงาไปพัทลุงหรือไม่ เลยบอกแค่พังงาไว้ก่อน) แม่ค้าร้องโอ้ววววเลยครับ ตอนขี่ออกมาแกยกมือสองข้างชูแล้วตะโกนว่าโชคดีนะคะคุณ ซึ้งใจนะครับ ได้แรงใจมากมายจากการชูแขนเชียร์ของแม่ค้าใจดีแถบบ้านสาขลา
ขี่ย้อนกลับมาทางที่จะไปสะพานข้ามคลอง ถนนก็ยังสงบนะครับ มีช่วงหนึ่งที่ทางกำลังทำซ่อมแซมของเดิมอยู่ ถนนยางมะตอยกลายเป็นถนนลูกรังที่กำลังถม ยางรถหมาป่าเป็นยางทางเรียบครับ ขนาดกว้าง 37 มม. พอเจอกรวดเจอลูกรังก็ทำท่าทุลักทุเลพอควร ดีว่าระยะทางมันไม่ถึงกิโลเมตร ถ้าต้องขี่สักห้าหรือสิบกิโลเมตรบนทางอย่างนี้ก็คงกินแรงน่าดู
สะพานใหญ่ข้ามคลองมีสองสะพานใกล้ๆกัน ผ่านสะพานแรกซึ่งข้ามคลองย่อยแล้วก็มาสู่สะพานที่สองข้ามคลองสรรพสามิตใหญ่ จากนั้นหมาป่าก็เข้าสู่ถนน 3243 ที่เลียบคลองสรรพสามิต คราวนี้คลองจะอยู่ด้านซ้ายมือ คลองสรรพสามิตนั้นเป็นคลองขุดตรงเลียบแนวชายฝั่งอ่าวไทยจากสมุทรปราการไปทางสมุทรสาคร ความจริงถ้าถนนสาย 3243 ตัดเลียบคลองโดยไม่ขาดระยะก็จะขี่ไปถึงสมุทรสาครได้เลยเชียว แต่ดูจากแผนที่ถนนไม่ได้ตัดเลียบคลองตลอด มันวกขึ้นเหนือแล้วก็มีทางเชื่อมกลับลงมาเลียบคลองใหม่ ช่วงที่ขาดก็จะเป็นทุ่งหรือที่ทำการเกษตร หมาป่าขี่ขึ้นเหนือเพื่อไปหาทางวกลงใต้กลับมาเลียบคลองนี่แหละครับ ทางขึ้นเหนือมันจะโยงใยเป็นโครงข่ายผ่านชุมชน บ้านเรือน ทุ่งว่าง โรงงาน มีเส้นทางและแยกให้เลือกมากมาย คิดเป็นภาพในหัวง่ายๆก็คือตัดขึ้นเหนือไปหาทางตีซ้ายแล้วดิ่งลงใต้มาหาทางเลียบคลองอีกครั้ง แต่ทางมันก็ร้างผู้คนเป็นส่วนใหญ่นะครับ บ้านเรือนโรงงานอยู่ห่างๆกันไม่จอแจแออัด
หมาป่าวนอยู่ในโครงข่ายทางที่ว่านี่แหละครับ กูเกิลช่วยได้เยอะ จนมาอยู่ตรงทางแยกหนึ่งเพื่อตัดสินใจว่าจะขี่ลงใต้ไปหาเส้นถนนเลียบคลองได้หรือยัง เก้กังอยู่หน้าโรงงานที่มาอาศัยทำเลชานเมืองที่ราคาที่ดินถูก เปิดแทปเล็ตดูแผนที่กูเกิล แต่แดดแรงมากมองหน้าจอไม่ค่อยชัด เห็นแม่ค้าขายผลไม้เป็นรถพ่วงข้างกับมอเตอร์ไซค์มีร่ม หมาป่าก็ไปกระแซะแม่ค้าขออาศัยร่มลดความแรงของแดดเพื่อดูหน้าจอ ถามกับแม่ค้าว่าลงใต้ตรงแยกไปทางซ้ายจะไปเจอถนนเลียบคลองได้ใช่ไหม แม่ค้าบอกอย่าไปเลยค่ะคุณ...มันเปลี่ยว....แม่ค้าเจอปล้นมาแล้วค่ะ....เหวอล่ะครับ แม่ค้าบอกว่าขับรถไปกลางวันแสกๆเจอมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน๊อคเต็มหน้ามาแล้วมันก็เอามีดจี้ให้ส่งทรัพย์สินให้ แม่ค้าโดนไปร่วมสองหมื่นบาท แม่ค้าบอกคุณขี่ไปทางขวา (ขึ้นเหนือ) ไปอีกหน่อย จะเจอชุมชนตลอดทาง ไม่เปลี่ยว แล้วให้หาเส้นที่จะไปสภ. สาขลา ไปตามถนนนั้น จากนั้นตัดไปทางขวาจนไปเจอสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือแล้วค่อยลงใต้ไป อันนั้นไม่เปลี่ยวและปลอดภัยกว่าเยอะแม่ค้า highly recommend
ของอย่างนี้ไม่เชื่อเจ้าถิ่นก็จะเชื่อใครล่ะครับ หมาป่าขี่ตามที่แม่ค้าแนะนำแบบคนว่าง่าย ขี่ไปจนเจอเส้นถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ในที่สุด หักเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนี้ก็ทางโล่งโปร่ง มันเป็นช่วงที่เลยพระจอมเกล้าพระนครเหนือมาแล้ว
เส้นนี้นักจักรยานคงรู้จักกันดีนะครับ จากบ้านมาถึง กม.ที่ 60 หมาป่าก็แวะกินข้าวผัดเป็นอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารชื่อบ้านปองพล แล้วขี่ต่อออกมาอีกหน่อยก็เจอทางเลียบคลองหักขวาออกมุ่งสู่สมุทรสาคร คลองก็เป็นคลองเส้นเดียวกับคลองสรรพสามิต แต่จากจุดแบ่งจังหวัดระหว่างสมุทรปราการเข้าสมุทรสาครคลองถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นคลองสหกรณ์ ยามบ่ายแดดแรงหมาป่าขี่เลียบคลองไปเรื่อยตรงไปข้างหน้าคือจังหวัดสมุทรสาคร
แดดจัด มีคลองอยู่ด้านซ้ายมือของถนน ระหว่างคลองกับถนนจะเป็นบ้านเรือน บางช่วงบ้านและต้นไม้บังคลอง บางช่วงมีที่ว่างเปิดให้เห็นคลอง ถัดคลองออกไปก็เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ เป็นบ่อกุ้ง ถัดเลยสายตาออกไปคืออ่าวไทย ต้นไม้ต้นไร่แถบนั้นเป็นตระกูลที่ทนน้ำกร่อยได้ดีน่ะครับ เช่นถ้าปลูกต้นตีนเป็ดมันจะขึ้นงอกงามดีแต่ถ้าไปหาญปลูกต้นทุเรียนก็อาจไม่รอดหรือถ้ารอดก็แกร็นไม่ออกผล ช่วงนี้หมาป่าแวะจิบกาแฟร้อนที่ร้านน่ารักข้างทางแล้วก็มุ่งต่อไปสมุทรสาคร
ขี่มาถึงกม. 80 นับจากบ้านหมาป่าก็มาถึงขอบเมืองสมุทรสาครครับ งานนี้ต้องเข้าตัวเมืองเพื่อไปหาที่ชาร์จแบตมือถือโนเกีย จัดของมาหลากหลายแต่ดันลืมที่ชาร์จมือถือ ร้านค้าย่อยที่ติดป้ายขายมือถือเดินเข้าไปก็ไม่มีของ ต้องไปห้างกลางเมืองแทน ยุคนี้ร้านย่อยขายอุปกรณ์พวกนี้ตั้งแบบ Stand alone ทำท่าจะรอดยากครับ ด้วยว่าคนจะเลือกไปแหล่งที่มีของให้เลือกมากกว่า ร้านเลยต้องไปกระจุกตัวอยู่ในห้าง ร้านที่เคยตั้งเดี่ยวๆถ้าไม่เข้าห้างก็ต้องหาของอื่นมาขายเสริม เช่นขายเสื้อผ้าเครื่องประดับกันไปถึงจะอยู่รอดแบบกำไรไม่ค่อยมี
จากห้างน้ำพุตรงวงเวียนได้ที่ชาร์จมือถือแล้วหมาป่าขี่หาทางออกไปถนนพระรามสอง ตอนนั้นเริ่มบ่ายแก่แล้วครับ เด็กนักเรียนเลิกเรียนเตรียมกลับบ้าน หมาป่าเปิดแผนที่แล้วงง ขี่ไปขี่มามันไปอยู่บนถนนเอกชัยด้วยทิศที่เหมือนจะมุ่งหน้าย้อนมากรุงเทพ สังหรณ์บอกว่าถนนพระรามสองนั้นอยู่ขนานกันแต่ถ้าจะไปใต้เราต้องหาทางตัดเข้าพระรามสองให้ได้แล้วขี่ย้อนกลับไปอีกทาง ใจคิดว่าคืนนี้ต้องนอนแถวสมุทรสาครนี่แหละ
หาทางตัดไปมาก็ไปเจอโรงแรมม่านรูดอยู่ในซอย เขาบอกว่าค่าห้องค้างคืนราคา 570 แต่ต้องรอหลัง 6 โมงเย็นจึงจะได้ราคานี้ หมาป่าก็ขี่ต่อไปเรื่อยจนมาออกพระรามสองได้ในที่สุด ถามคนพื้นถิ่นเขาบอกว่าแถวนี้โรงแรมเยอะ ให้มุ่งหน้าตรงไปยังสะพานที่จะข้ามแม่น้ำนั่นแหละโรงแรมเพียบ
ขี่ไปเจอโรงแรมม่านรูดแบบดีหน่อยถามบอกห้องละ 700 ใจหมาป่าว่าแพงไป เขาบอกว่าถ้าหลังเที่ยงคืนจะลดเหลือ 570 หมาป่ารอหลังเที่ยงคืนไม่ไหวก็เลยขี่ต่อไปหาเอาข้างหน้า....เหนื่อยครับ.....วันนี้ขี่ทั้งวันและได้ระยะทางน้อยมาก ล้าแดด อีกทั้งรู้สึกว่าร่างกายตัวเองไม่แข็งแกร่งเท่าสมัยขี่ขึ้นเชียงใหม่
กิโลที่ 98 ได้โรงแรมชื่อ New Friend เป็นโรงแรมทำนองบังกะโลเป็นหลังๆคืนละ 570 บาท อยู่ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำบนถนนพระรามสอง หมาป่าพักที่นี่และนึกเทียบกับสมัยที่ขี่ไปราชบุรีเมื่อตอนขี่จักรยานใหม่ๆ สมัยนั้นร่างกายแข็งแรงกว่านี้ ออกจากบ้านเช้า ข้ามเรือที่วัดบางน้ำผึ้งแล้วตัดไปทางพระรามสองเลย ไม่ไปตัดเข้าแถบนาเกลือช่วงต่อสมุทรปราการกับสมุทรสาคร ช่วงเที่ยงก็ขี่ถึงจังหวัดสมุทรสงครามแล้วล่ะครับ บ่ายแก่ๆหน่อยก็ถึงราชบุรี คราวนี้เวลามีเยอะแต่กำลังกายไม่เยอะ ขี่ทั้งวันได้ไม่ถึงร้อยกิโลแต่เนื้อยเหนื่อย ถึงแม้ระยะทางที่น้อยจะมาจากการวิ่งถนนเล็กใช้ความเร็วได้ไม่สูงมาก ทว่าเทียบดูจากความล้าของตัวเองเนี่ยเดาว่าจะซัดกันวันละ 170-180 กม.แบบเมื่อก่อนคงไม่ไหว ต้องค่อยๆไป
เสาร์ที่ 1 มีนาคม 2557 วันที่สอง
นับจากวันนี้ไปหมาป่าคงไม่ค่อยลงรายละเอียดของเส้นทางหรือการกินการอยู่มากนะครับ ด้วยว่าทริปมันยาว และวัตรปฏิบัตรมันก็ซ้ำๆกันคือการขี่จักรยาน เริ่มจากกินข้าวเช้าเสร็จ ขี่ไปสัก 20 ก.ม.ช่วงเช้ายังสดชื่นก็พักดื่มน้ำดื่มท่า พักเดินเล่นให้ตูดผ่อนคลายทุกๆ 20 กม. (หรือพอช่วงบ่ายเริ่มล้าๆก็พักทุกๆ 15 กม.แทน ขี้เกียจมากก็พักมันทุก 10 กม.เสียเลย)
พอสายๆสักสิบโมงกว่าๆเจอร้านข้าวร้านกะเตี๋ยวก็กินตุนไว้ก่อน เที่ยงหรือบ่ายต้นๆเจอร้านข้าวก็กินกลางวัน ตอนบ่ายๆหาพวกน้ำอัดลมน้ำเกลือแร่กินสลับน้ำเปล่าบ้าง ร้านน้ำมีตลอดทาง ช่วงไหนโหยๆก็กินพวกขนมปังที่ซื้อตุนไว้ในกระเป๋าเติมน้ำตาลในกระแสโลหิตให้หายโหย
พอใกล้ช่วงเย็นก็หาที่พักตามอำเภอริมเส้นทาง ซึ่งที่พักมีทุกอำเภอริมทางหลวงนั่นแหละครับ ทำนองห้องบังกะโลมีน้ำอุ่นมีแอร์มีทีวีราคาก็ไล่ๆอยู่แถว 4-5-600 บาท เข้าที่พัก ซักชุดขี่จักรยานที่ขี่หมมเหงื่อมาทั้งวันตากในห้อง ใส่ชุดขี่จักรยานที่จะใช้วันรุ่งขึ้นติดตัวตั้งแต่ตอนเย็น แล้วก็ขี่ออกมาหาข้าวเย็นแถวร้านข้าวต้มกิน เต็มความสดชื่นด้วยเบียร์สิงห์ 2 ขวด แล้วก็ขี่เข้าที่พักเป็นเช่นนี้ร่ำไปเกือบทุกวัน นอนอ่านหนังสือเรื่องเหมืองแร่สองเล่มใหญ่ที่ติดมา และเช็คข่าวสารในแทปเล็ต ข่าวช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากกว่าการที่ม๊อบลุงกำนันและพี่น้องชาวนกหวีดปิดกรุงเทพ หมาป่าไปร่วมเดินร่วมปิดร่วมลุ้นกับเขามาตลอดสี่เดือน ขอไปพักด้วยการขี่ทางไกลฝากพี่น้องท่านอื่นที่อยู่และเดินทางเข้ามาในกรุงเทพเป่านกหวีดต่อไปก่อน ขี่มาจนปิดทริปก็ยังปิดเมืองกันอยู่ครับ สามทุ่มกว่าหรือไม่เกินสี่ทุ่มก็หลับสบายครับ
เพียงแต่ทริปนี้ไม่ต้องตื่นเช้ามากนัก ตื่นแล้วก็เก็บข้าวของ เอาเสื้อผ้าที่ผึ่งไว้ทั้งคืนพอหมาดๆเหน็บติดเหนือกระเป๋าและตะแกรงหลังให้แดดมันทำให้แห้งสนิทระหว่างวัน โอ้เอ้จิบกาแฟกินแถวที่พักก่อนจะออกเดินทาง แปรงฟันแต่ไม่ค่อยอาบน้ำเช้าด้วยไม่รู้จะอาบทำไมเดี๋ยวก็เหงื่อออกแล้ว ฮะฮะฮะ
ออกสายเกิน 8 โมงแล้วเกือบทุกวันทั้งทริปครับ อีกอย่างคือเส้นทางก็คือเพชรเกษมสายหลัก มีรถวิ่งข้างๆตลอดเวลาไม่มีเหงา ไม่มีหลงครับ โน่นแหละครับจะเปลี่ยนเส้นทางอีกทีก็ตอนเข้าจังหวัดชุมพรแล้วเพื่อจะเบี่ยงจากถนนเลียบอ่าวไทยไปออกทางฝั่งอันดามัน
ที่มหาชัยนี่กินข้าวเช้าที่ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ใกล้โรงแรม แกงรสจัดถึงใจ ลูกจ้างลูกออนในร้านเป็นพม่าเกือบทั้งหมด ความจริงก็เกือบทั้งจังหวัดนั่นแหละครับ สมแล้วที่ตอนออง ซาน ซูจีเธอมาเยี่ยมเมืองไทย เธอก็เลือกมาปราศรัยกับพี่น้องชาวพม่าที่มหาชัยนี้ นัยว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่ชาวพม่าอยู่กันหนาแน่น ตลอดทริปนี้ทุกจังหวัดชาวพม่ามาทำงานอยู่กันแทบทุกร้านเลยครับ บางแห่งมีเมนูอาหารติดตรงฝาผนังเป็นภาษาพม่าเลยด้วยซ้ำ
วันนี้หมาป่ามุ่งเพชรบุรี ผ่านพระรามสอง ผ่านนาเกลือ ผ่านทางเข้าเมืองสมุทรสงครามแต่ไปต่อ ไปเลี้ยวซ้ายเข้าแยกวังมะนาว
ใกล้ๆเขาย้อยนี่หมาป่าแวะร้านอุปกรณ์วัสดุก่อสร้างเพื่อซื้อจุกยางปิดก้นอ่างล้างหน้าเตรียมไว้
เหตุคือเวลาเราไปต่างจังหวัดและเย็นลงต้องซักกางเกงซักเสื้อเนี่ย ตามห้องพักสมัยนี้เขามักไม่มีถังให้เราใช้ซักผ้ามีแต่อ่างล้างหน้า แต่อ่างล้างหน้าตามที่พักนี่จุกยางก็มักไม่มี มันก็จะยากเวลาเราจะกักน้ำไว้ขยี้ผ้าในผงซักฟอกหรือเวลาล้างน้ำเปล่าเพราะน้ำมันไหลลงรูหมด บางทีแก้ขัดได้ด้วยการเอาถุงพลาสติกที่บังกะโลชอบใส่ผ้าเช็ดตัวมาให้ในห้องพักวางทาบอ่างไว้กักน้ำ แต่มันก็ไม่ค่อยสะดวกครับ ซื้อจุกยางเตรียมไว้ใช้เองสะดวกกว่าครับ หมาป่าซื้อไว้ที่เขาย้อยแบบจุกยางใหญ่ แต่พอนำมาใช้กับบังกะโลแรกมันดันใหญ่เกินกว่ารูที่อ่างเลยได้เรียนรู้ว่ารูอ่างมันมีหลายไซส์ วันถัดมาซื้อขนาดย่อมลงมาซึ่งใช้ได้ดีเกือบทุกบังกะโลตลอดทาง ท่านนักจักรยานที่ชอบซักเสื้อและพักตามบังกะโลมีติดตัวไว้ก็ดีนะครับจุกอ่างน้ำทั้งสองไซส์เนี่ย ไม่กินที่กระเป๋ามากครับ
วันนี้หมาป่ามาหยุดพักที่ห้องพักชื่อกรีนวิลล์หลังเทสโก้ โลตัสอำเภอท่ายาง เลยทางเข้าเมืองเพชรมาพอควร ที่กม. 202 นับจากบ้าน วันนี้ได้ร้อยกิโลเศษๆครับ อาศัยกินข้าวเย็นที่ฟู้ดคอร์ทในโลตัสเสียเลย แถมซื้อเบียร์กระป๋องติดมือมาจิบที่ห้องพักด้วย
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2557 วันที่สาม
วันนี้จากท่ายางหมาป่าเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่าตัวเองต้องขี่เข้าเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้แน่นอนเพราะมันใกล้นิดเดียวเอง เข้าเขตนะครับมิใช่เข้าตัวจังหวัด เพราะว่าพื้นที่ของจังหวัดประจวบในแผนที่เป็นจังหวัดที่ยาวมาก เรียวและยาว ออกจากท่ายางขี่เลยแยกที่เลี้ยวซ้ายจะเข้าชะอำ หมาป่าตัดขวาทางที่มุ่งประจวบ พอพ้นแยกไม่นานก็เริ่มรู้สึกถึงความชันของพื้นที่ครับ เริ่มให้อารมณ์เส้นทางปักษ์ใต้แล้วล่ะครับ
เส้นทางปักษ์ใต้นี้มันขึ้นเนินลงเนินกันตลอด ทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าบางทีเราก็มองไม่ค่อยออกว่ามันเป็นตำแหน่งขึ้นหรือลงเนิน เพราะความชันมันค่อยๆไต่ขึ้นหรือทอดลง วัดด้วยตาไม่ได้แต่วัดด้วยขาได้ครับ ความเร็วเดินทางของหมาป่าทางราบนั้นที่จานใหญ่เฟือง 6 หรือ 7 จะอยู่ระหว่าง 25-28 กม.ต่อชม.เมื่อลมสงบ แต่หากเมื่อใดขึ้นเกิน 30 กม.ต่อชม. ก็แสดงว่าเป็นขาลงเนิน หากลงต่ำกว่า 20 อันนี้แม้ตามองไม่ออกแต่ขาบอกได้ว่าขึ้นเนิน
หมาป่ามาแวะกินข้าวสายๆที่ตรงปั๊มปตท. ตรงนี้เจอโมเมนต์ที่ชอบที่สุดโมเมนต์หนึ่งของการขี่จักรยานทางไกลคนเดียว....เจอกับกลุ่มนักบิด Big Bike ครับ ฮ่าฮ่าฮ่า
ไม่รู้ท่านนักจักรยานทางไกลแบบฉายเดี่ยวรู้สึกคล้ายๆกันไหมครับ เวลาที่เราขี่ไปรอที่แยกไฟแดงตามทางหลวงแล้วก็มีเสียงบรื้นๆของกลุ่มบิกไบค์เข้ามาจอดติดไฟแดงอยู่ข้างๆน่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มช้อปเปอร์หรือกลุ่มไฮ-เพอร์ฟอร์มแมนซ์แบบรถซูเปอร์ไบค์พลังสูงก็ตาม เราจะหันไปมองเขาแล้วก็หันมายิ้มกับตัวเองนึกครึ้มในใจเพราะว่าเขาก็เป็นนักเดินทางไกลเหมือนกับเรา ต่างกันคือเขาไปด้วยเครื่องยนต์เกือบพันซีซีแต่เราไปด้วยขา แน่นอนครับการบิดเครื่องด้วยสองล้อที่ความเร็วร้อยกว่าหรือไปแตะสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นต้องอาศัยหัวใจดวงใหญ่ แต่ขี่จักรยานทางไกลก็อาศัยหัวใจดวงใหญ่ไล่เลี่ยกัน .... นี่หมาป่าว่าแบบเข้าข้างตัวเองนะครับ
ที่ปั๊มนี้หมาป่ามาแวะกินข้าว แต่ก่อนกินข้าวก็แวะขึ้นร้านอเมซอนไปหากาแฟสดกิน เห็นรถบิกไบค์จอดเรียงกันหน้าร้านก็เริ่มครึ้มใจครับ ถอดหมวกเดินถือขึ้นไปบนร้าน เสียงจ๊อกแจ๊กคุยกันของกลุ่มสิงห์นักบิดก็เงียบลง สักพักก็มีเสียงรำพึงของผู้อาวุโสในกลุ่มพูดดังๆทำนองว่ากำลังพูดถึงนักจักรยานผู้เดินหงอยเหงาเข้าร้านมา.... “กูก็เคยขี่ แต่ไม่ไหวว่ะมันเจ็บตูด” หมาป่าฟังแล้วก็ยิ้มสั่งอเมซอนร้อนทำตัวเหมือนไม่ได้ยินเสียงรำพึงที่ว่า
อ้อ ตอนที่กลุ่มพี่เขาเริ่มออกเดินทางใหม่นั้น พี่หัวหน้ากลุ่มขี่บีเอ็มดับเบิลยูสองล้อคันเบ้อเริ่มเหมือนรถฉลามบก แกบิดและเลี้ยวอีท่าไหนไม่รู้ตอนกำลังออกตัว รถล้มกลิ้งอยู่ตรงหน้าถังจ่ายน้ำมันนั่นแหละครับ ยกรถขึ้นใหม่คนเดียวไม่ไหว ต้องมีทีมมาช่วยยก ก็เฮฮากันไป ไม่ได้เจ็บอะไรครับ
หมาป่าขี่ทะลุลงใต้ไปเรื่อยๆผ่านปราณบุรีและเข้าสู่อำเภอกุยบุรี
อำเภอกุยบุรีนี้จะมีป้ายโปรโมทสัตว์ป่ามีชื่อเสียงของอุทยานแห่งชาติกุยบุรีอยู่ข้างทางเป็นระยะ มีสัตว์อยู่สี่ห้าชนิด เหมือนเป็นเธอะบิ๊กโฟว์บิ๊กไฟว์ ซึ่งหมาป่าจำไม่ได้หมดว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่จำติดใจคือป้ายสุดท้ายที่บอกสัตว์ป่ามีชื่อเสียงที่สุดคือช้างครับ ป้ายนี้จะใกล้ตัวอำเภอมากที่สุด นอกจากป้ายไวนิลอิงค์เจทแล้วรู้สึกว่าจะมีรูปปั้นช้างป่าด้วย วันนี้หมาป่าขี่ได้ราว 110 กม. มาพักแรมคืนที่บังกะโลพรรักษา อำเภอกุยบุรี ไมล์นับจากบ้านได้ 312 กม. ขี่มาสามวันแล้ว เฉลี่ยวันละร้อยกิโล
จันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 วันที่สี่
หมาป่าออกจากที่พักสายมากครับ ออกตั้ง 10 โมงเช้า แวะเข้าไปกินข้าวมันไก่และกาแฟสดในตลาดกุยบุรี แม่ค้ากาแฟสดแนะนำว่าถ้าไม่อยากไปบนเส้นใหญ่เพชรเกษมให้ลองออกไปด้านหลังเลียบทะเลตั้งต้นจากสถานีรถไฟกุยบุรี ทางเลียบทะเลมันจะไปเลาะแถวตำบลบ่อนอก แล้วค่อยหาทางมาออกเส้นเพชรเกษมอีกที เส้นทางสวยงามร่มรื่นน่าขี่มาก ไปตามเส้น 1003 หลังสถานีรถไฟ แล้วมันจะไปต่อเส้น 1020 ที่เลียบทะเล ทะเลสีเขียวเทอร์คอย มีบังกะโลมีรีสอร์ทอยู่เรียงตามเส้นทางนี้เป็นระยะ มีที่ดินเปล่าติดทะเลขายด้วยนะครับ ไร่ละสี่ล้านสามเอ๊ง ขายทีละหลายไร่ไม่แบ่งขาย และเส้น 1020 มันก็จะกลับมาเชื่อมกับเพชรเกษมในที่สุดครับ เปิดแผนที่ทวนดูความจริงเราจะขี่จาก 1020 ที่มาจากปราณบุรีเลยก็ได้ ไม่ต้องจอแจกับรถยนต์ ไม่ผ่านตัวดาวน์ทาวน์ของกุยบุรีด้วย มันจะเลาะริมทะเลมาเรื่อย แต่กินเวลาครับ หมาป่าเลือกขี่ทางหลัก แล้วค่อยไปหย่อนใจทางย่อยแบบนี้ดูจะเหมาะกว่า
ถัดจากกุยบุรีมาก็เตรียมเข้าตัวจังหวัดประจวบแล้วล่ะครับ ทางเพชรเกษมช่วงก่อนถึงประจวบเริ่มมีเขาชันพอให้ได้ออกแรงและสนุกตอนรถวิ่งลงเขา ทางสวยโล่งกว้างโปร่งตาโปร่งใจ จากเพชรเกษมมีทางแยกเข้าตัวเมืองที่ต้องผ่านสะพานรถข้าม ลงสะพานมาก็เข้าสู่บริเวณย่านหน่วยราชการ ตลอดทางจากบ้านมาหมาป่าแทบไม่ได้ควักกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเลยครับ บอกตรงๆว่าขี้เกียจเพราะทางช่วงที่มามันก็เป็นทางเส้นที่คุ้นชินเหมือนตอนจะขับรถยนต์มาหัวหิน ยังมานึกเสียใจว่าน่าจะถ่ายภาพแถวนาเกลือ ทุ่งโล่งริมทะเลตรงสมุทรปราการมาฝากเพื่อนนักจักรยานที่อาจยังไม่เคยขี่ไปแถวนั้นสักหน่อย รวมถึงแถวทางเลียบทะเลสวยแถวบ่อนอกด้วย อันนี้เป็นภาพแรกที่สั่งตัวเองว่าถ่ายภาพได้แล้ว ถ่ายที่ศาลหลักเมืองจังหวัดประจวบครับ

หมาป่าตั้งใจว่าคืนนี้จะขอพักที่ที่พักทหารอากาศในกองบิน 5 อ่าวมะนาว
ขี่จากดาวน์ทาวน์ประจวบฯไปแป๊บเดียวตรงปลายถนนเลียบหาดก็พุ่งเข้าประตูซุ้มกองบินเลย อ่าวทะเลแสนสวยงาม สงบร่มรื่นด้วยการดูแลอย่างดีของทหารอากาศและมีวีรกรรมของทหารอากาศและประชาชนชาวประจวบฯที่ต่อสู้ปกป้องฐานบินเมื่อคราวญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484
ที่อ่าวมะนาวนี่ทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นตายกันหลายร้อยคนครับ ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นเพราะบุกขึ้นหาดมาหาปืนกลหนัก แต่ทหารไทยและคนไทยก็ตายกันหลายสิบ นี้รวมทั้งลูกเสือด้วยนะครับ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เขายึดฐานบินได้แต่เราก็ขึ้นไปยันตั้งรับบนเขา ล่วงจนคำสั่งหยุดยิงมาจากกรุงเทพนั่นแหละจึงลงมาเก็บศพทำพิธีทางศาสนากัน
หมาป่าคืนนี้พักหรูหน่อยครับ ด้วยต้องไปพักของห้องพักโรงแรมสวัสดิการทหารอากาศเป็นตึกริมทะเล ค่าห้อง 1,100 บาทต่อคืนรวมอาหารเช้า มาหยุดที่กม. 367 วันนี้ขี่ได้จุ๋มจิ๋มราวๆ 55 กม.นับจากกุยบุรี
โรงแรมมีที่จอดจักรยานด้านล่างให้ล่ามโซ่ไว้กับท่อเหล็ก แต่หมาป่าขอแบกอีเขียวขึ้นไปพักบนตึกด้วยกันดีกว่าครับ ชั้นสามนี่กินแรงพอดู เอาจักรยานเข้าห้องพักกว้างใหญ่มีเตียงสองเตียงแล้วก็ลงมาทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารริมหาด นี้เป็นวิวมองจากหน้าร้านยามบ่ายแก่

คืนที่นอนโรงแรมที่วังมะนาวนี้มีเรื่องแปลกนิดนึงครับ ปกติหมาป่าไม่ค่อยฝันตอนนอน แต่คืนนี้ไม่รู้เพราะอ่านประวัติวีรกรรมทหารและจำนวนคนเสียชีวิตที่อ่าวนี้จำนวนมากด้วยหรือเปล่า หมาป่านอนเตียงที่อยู่ติดระเบียง แต่ในฝันนั้นเห็นจริงจังมากว่าตัวเองตื่นขึ้นมาตอนดึกไฟปิด ข้าวของในห้องก็อยู่แบบเดียวกับตอนที่หมาป่าเข้านอน แต่รู้สึกว่าเตียงข้างๆมีคนคนหนึ่งนอนอยู่ สักพักเขาก็ลุกขึ้นมาเป็นเงาจากเตียงเขาเดินอ้อมปลายเตียงหมาป่ามายืนจ้องมองหมาป่าตรงด้านซ้ายแล้วเขาก็ล้มลงนอนบนเตียงหมาป่านั่นแหละครับ เป็นเงาคนเหมือนคนไม่มีผม รูปเงานั้นเหมือนคนใส่ชุดรัดรูปแบบชุดมนุษย์แมงมุมแต่เป็นแค่รูปเงาร่างคนนะครับไม่มีรายละเอียดชุด ในฝันนั้นหมาป่าบอกตัวเองว่านี่ผีนี่หน่า แต่ว่าไม่ได้กลัวอะไร แถมนึกในใจตอนฝันด้วยว่าผีก็ผีเหอะ กูง่วง...กูหลับก่อนนะ แล้วหมาป่าก็หลับอีกครั้งในฝันจนเช้า การนี้ยังเชื่อว่าเป็นเรื่องความฝันที่เกิดจากความคิดในใจก่อนนอนว่าถ้าผีมีจริงอ่าวมะนาวก็คงผีเยอะ ไม่คิดว่าตัวเองเจอผีจริงๆครับ
อังคารที่ 4 มีนาคม 2557 วันที่ห้า
หมาป่าขี่ออกจากกองบิน 5 แต่ไม่ย้อนกลับไปทางตัวเมืองประจวบ เลือกเส้นทางหลังฐานบินเป็นถนนเล็กสองเลนสวนครับ ผ่านตำบลคลองวาฬ ผ่านหมู่บ้าน และขี่ไปสักพักจะมีทางรถไฟสายใต้เลียบทางอยู่ด้านขวามือ เส้นนี้มันจะไปผ่านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์พระจอมเกล้าแห่งหว้ากอ ด้วยบริเวณนี้คือตำบลหว้ากอ ที่ ร.สี่ ท่านมาดูสุริยุปราคาเต็มดวง สมัยโน้นก็คงเป็นป่าริมทะเลรกกว่าสมัยนี้เยอะ ที่พิพิธภัณฑ์มีรถบัสพาเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษาจำนวนมากครับ มีทั้งหัวรถจักรรถไฟสมัยเก่าตั้งแสดง มีอควาเรียม แล้วสักพักถนนก็ตัดทางรถไฟขึ้นไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมสายหลักอีกที เป็นทางย่อยอีกเส้นทางที่สวยงาม ความจริงหมาป่าเดาว่าเส้นเล็กเลียบชายอ่าวไทยนี้น่าจะสวยสงบน่าขี่ตลอดนะครับเพียงแต่การเดินทางถ้าจะเอาเร็วก็ต้องไปเพชรเกษม
เส้นทางผ่านตำบลห้วยทราย แล้วก็ต่อไปตำบลแสงอรุณมุ่งสู่ทับสะแก ตรงแสงอรุณมีอารามของคณะสงฆ์และซิสเตอร์ภคินีแห่งสำนักกลาริสปูชินในพระศาสนจักรโรมันคาธอลิกอยู่ด้วยนะครับ หลายปีก่อนโน้นหนังสือสารคดีมีทำสกู้ปเรื่องชีลับที่ปฏิญานถวายตัวเข้าเงียบอยู่หลังกำแพงในอารามแทบไม่ติดต่อกับคนภายนอก มุ่งภาวนา และอิ่มเอมในความยากจนสมถะ เพื่อถวายตนเปรียบเป็นเจ้าสาวของพระเจ้า หมาป่าอ่านแล้วก็จำชื่อคณะได้อยู่ในหัวจนขี่มาเจอก็นึกขึ้นได้นี่แหละครับ
ทางขึ้นลงขึ้นลงต่อเนื่องมาโดยตลอด ผ่านรถซูเปอร์คาร์สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทาง เจ้าของเป็นชายหนุ่มกำลังโทรศัพท์หน้าตาเครียดคงเพราะต้องตามช่างหรือเพื่อนมาช่วยจัดการรถที่เสีย เสียนี้ไม่ได้เครื่องเสียครับ แต่คงวิ่งเร็วมากจนทำให้แผงพลาสติกที่ครอบฝากระโปรงหน้าซึ่งคงจะมีรอยเงิงอยู่ด้วยความบกพร่องของการผลิตถูกลมตีจนเปิดและหลุดออกจากตัวฝากระโปรงโลหะ หมาป่าก็เพิ่งรู้ว่ามีซูเปอร์คาร์บางยี่ห้อใช้พลาสติกครอบฝากระโปรง มิได้ใช้สีพ่นน่ะครับ
วันนี้หมาป่ามาได้ถึงเขตอำเภอบางสะพานน้อยอำเภอท้ายสุดของจังหวัดประจวบฯก่อนที่จะเข้าสู่เขตชุมพร พักที่บังกะโล DD ค่าห้อง 400 อยู่ใกล้ปากทางแยกจากเพชรเกษมที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังดาวน์ทาวน์ของบางสะพานน้อย ขี่ได้ 100 กม.พอดีเป๊ะ เลขในไมล์สะสมเป็น 467 กม.
พุธที่ 5 มีนาคม 2557 วันที่หก
หมาป่ากินข้าวเช้าแล้วขี่ออกมาจนถึงภูเขาเรียกว่าเขาโพธิ์ อยู่ตรงใกล้รอยต่อประจวบฯกับชุมพร ลงจากเขามีชุมชนข้างทาง และมีร้านขายของชำที่มีคนนั่งล้อมวงตรงม้าหินอยู่สามสี่คน คนหนึ่งขี่จักรยานเสือภูเขาคาดว่าคงไปขี่ออกกำลังช่วงเช้ามา เขาตะโกนเรียกให้หมาป่าจอดเพื่อขอดูรถอีเขียว ได้ความว่าน้องผู้ชายคนนึงกำลังอยากซื้อเสือหมอบ เผอิญทัวริงอีเขียวของหมาป่าแฮนด์มันเป็นแฮนด์แบบเดียวกับเสือหมอบเขาเลยอยากขอสอบถามเป็นความรู้ หมาป่าบอกว่านี้ทัวริ่งไม่ใช่เสือหมอบแท้จ้ะ น้องผู้ชายบอกว่าเปิดเนตดูพวกขายสินค้าแบบเป็นอีแคตตาล๊อค กำลังเล็งจะซื้อเสือหมอบตัวหนึ่งหนัก 13 กก. หมาป่าเองก็ไม่ค่อยมีความรู้แต่แค่รู้สึกว่าเสือหมอบมันน่าจะเบากว่านี้สักหน่อย ถามว่าเคยเข้าเวป Thaimtb ไหม ทั้งกลุ่มไม่มีใครเคยเข้าเลยครับ
หมาป่าเลยเปิดแทบเล็ตตัวเองเข้าเวปของพวกเรา แล้วก็ลองเสริชหาภาพเสือหมอบให้ดู โอ้โหทั้งกลุ่มครางกันฮือเลยล่ะครับ คันนั้นก็สวย คันนี้ก็งาม หมาป่าบอกว่าอย่าเพิ่งรีบซื้อ เข้ามาเปิดดูหาความรู้จากในเวปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ยี่ห้อ Trek Giant Specialized พวกนี้คุณภาพใช้ได้หมด เอาตามงบประมาณที่ตั้งไว้ในใจ น้องผู้ชายถึงกับโทรเรียกเพื่อนขับปิคอัพมาดูเวปและดูอีเขียว แนะนำทิ้งท้ายก่อนขี่ออกมาว่าไปดูที่ร้านจักรยานที่ชุมพรน่าจะดีกว่า หรือไม่ก็ย้อนกลับเข้ามาดูที่ตัวจังหวัดประจวบ เห็นตัวลองจับลองยกก่อนแล้วค่อยซื้อ โบกไม้โบกมือร่ำลากันด้วยความชื่นมื่นและทิ้งกิเลศก้อนเบ้อเร่อไว้ให้เอนจอยกันครับ
จากนั้นหมาป่าก็ผ่านปะทิวเข้าเขตอำเภอท่าแซะจะมุ่งเข้าชุมพร
ช่วงนี้เฟืองหลังเบอร์ 6 เริ่มออกอาการแปลกครับ คือถ้าเราขี่ที่เฟือง 7 จะดึงลงเฟือง 6 โซ่มันไม่เปลี่ยนตำแหน่งด้วย ต้องดึงชิฟเตอร์ปลายแฮนด์ลงเฟือง 5 โซ่ก็จะดีดข้ามจาก 7 มา 5 แล้วค่อยสับขึ้นเป็นเฟือง 6 อีกที โซ่จึงจะขึ้นกลับไปเฟือง 6 ที่ต้องการ
อาการแบบนี้ถ้าขี่พื้นราบและความเร็วเดินทางในกรุงเทพไม่เป็นปัญหามากครับ เพราะหมาป่าใช้จานหน้าจานสองจานกลาง อาจจะรำคาญหน่อยเป็นสักพักก็จะเอาเข้าร้านช่างน้องหนึ่งให้ปรับแต่งแก้ไขให้ ช่างน้องหนึ่งปรับแต่งแก้ไขนิดเดียวก็เป็นปกติ แล้วจานสองเนี่ยมันจะรับเหมาะกับพิสัยของเฟืองหลังที่กว้างกว่าจานใหญ่หรือจานเล็กคือเฟือง 7 6 5 4 และ 3
แต่เวลาขี่ทางไกลขึ้นเนินขึ้นเขาแบบปักษ์ใต้นี้กลับสร้างความหนักใจให้หมาป่าครับ เพราะหมาป่าเรียนมาว่าจานใหญ่ที่ให้ความเร็วสูงบนไฮเวย์มันจะรับกับเฟืองหลังเบอร์ 9 8 7 และ 6 (รถหมาป่ามี 9 เฟือง 3 จาน) ถ้าใช้จานใหญ่ลงเฟือง 5 นั้นไม่ดีงามเท่าไหร่ เพราะแนวโซ่จะเฉียงมากไป หากโซ่รับภาระหนักเช่นตอนขึ้นเขาพร้อมสัมภาระบรรทุกเต็มอาจขาดได้
คราวนี้ขี่ปักษ์ใต้เนี่ยเนินมันมีตลอดน่ะครับแล้วหมาป่าก็ใช้จานใหญ่ตลอดเพื่อความเร็วในการเดินทาง มักเป็นจานใหญ่เฟือง 7 ที่เป็นคู่ที่ใช้ประจำ สลับกับตอนขึ้นเนินที่จะเป็นเฟือง 6 (หมาป่าไม่ค่อยสับจานหน้าครับ เลือกสับเฟืองหลังง่ายกว่าเบาแรงกว่า สะดุดก็น้อยกว่า) ถ้าเฟือง 6 มีความเพี้ยนนั่นหมายความว่าหมาป่าต้องสับเฟืองลงจาก 7 เป็น 5 แล้วค่อยสาวลงที่ 6 ช่วงจานใหญ่เฟือง 5 นั้นเป็นตำแหน่งคู่เกียร์ที่เริ่มมีความเสี่ยง จะให้ไม่เสี่ยงก็คือปรับจานใหญ่ลงจานกลางแล้วค่อยเปลี่ยนเฟืองหลังจาก 7 เป็นเฟือง 5 ความเร็วก็จะตกหรือไม่ก็ต้องซอยขาถี่ขึ้นยามขึ้นเนินแล้วเปลี่ยนเฟืองเป็น 6 จากนั้นก็ค่อยสับจานกลางเป็นจานใหญ่เพื่อเพิ่มความเร็วกลับไปใกล้ของเดิม......
...... อ่านแล้วมึนหัวไหมครับ....หมาป่าก็มึนครับ ยิ่งตอนขี่ขึ้นเนินบนไฮเวย์ มีรถยนต์ความเร็วสูงแล่นผ่านยิ่งไม่อยากมึนสับจานสับเฟืองเปลี่ยนเกียร์ไปมา การขี่จักรยานทางไกลควรเป็นความรื่นรมย์ใช่ไหมครับ....มิใช่สับสวิทช์พร้อมคิดเสตปถี่ยิบแบบวิศวกรโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบนี้ ยิ่งเนินเยอะยิ่งวุ่นวายใจ
หมาป่าตั้งใจว่าเข้าเมืองชุมพรข้างหน้านี้ก็จะเอารถให้ช่างร้านจักรยานเมืองชุมพรปรับแต่งเกียร์ให้ดีดังเดิม
หมาป่าไปตัดเข้าเมืองชุมพรด้วยทางลัดไม่ไปทางท่าแซะ แยกซ้ายไปทางบ้านละมุ มีทางกำลังทำอยู่ใกล้ๆคาดว่าจะเป็นเส้นลัดแบบเป็นทางการในเวลาไม่นาน ทางลัดนี้ลาดยางสองเลนสวนกันแล้วไปโผล่เอาที่ภูเขาใกล้ๆกับศูนย์ราชการ ตัดลัดเลาะเข้าเมืองชุมพรได้
เข้าเมืองแล้วก็หาร้านจักรยานเพื่อซ่อมปรับแต่งเฟือง เปิดเวปเช็คดูก่อนเห็นมีสองร้านใหญ่คือ เอ็กพงษ์ กับ อี้พงษ์ ขี่วนๆหาทางในดาวน์ทาวน์ก็เจออยู่ใกล้กันนั่นแหละครับ
ร้านเอ็กพงษ์บอกช่วงนี้ไม่รับซ่อม
ร้านอี้พงษ์บอกลองเอามาดูกัน แต่ช่างของร้านอี้พงษ์วิเคราะห์อาการว่าเกิดจากกลไกในตัวชิฟเตอร์นั้นเริ่มกร่อนแล้วการเปลี่ยนเฟืองจึงทำได้ไม่สมบูรณ์ หมาป่านึกค้านในใจเพราะอาการนี้เคยเกิดแล้วช่างหนึ่งปรับแต่งให้ง่ายๆด้วยการปรับตัวดึงสลิงตรงเฟรมแป๊บเดียวก็หาย แต่ก็ไม่ได้เถียงกับช่างหรอกนะครับ สังเกตดูเห็นว่าทั้งร้านขายแต่เสือภูเขา กับจักรยานแม่บ้านและจักรยานเด็ก (เออ..ที่แนะนำพวกพี่น้องตรงเขาโพธิ์ว่าให้มาหาเสือหมอบในเมืองชุมพรนี่สงสัยจะเหลวนะครับ เสือชุมพรถ้าทราบว่ามีแหล่งเสือหมอบในตัวจังหวัดก็มาทิ้งความบอกกันไว้บ้างนะครับ) อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไหล่ของชิฟเตอร์ปลายแฮนด์แบบของอีเขียวสำรองไว้แน่นอน ในใจนึกว่าเดี๋ยวจะโทรไปปรึกษาช่างน้องหนึ่งที่อยู่ห่างไป 500 กม. ดูว่าจะปรับแต่งด้วยตัวเองได้ไหม
ร้านอี้พงษ์แนะนำห้องพักให้ว่าเปิดใหม่อยู่หลังสนามกีฬาจังหวัดสภาพห้องดี และโทรบอกคนของโรงแรมให้มาพาหมาป่าขี่ตามไปเข้าพัก ห้องพักใหม่ดีคุ้มเกินราคาจริงๆครับชื่อ Room Place ราคา 420 บาท เทียบสภาพห้องกับราคาอาจพูดได้ว่าดีที่สุดสำหรับห้องพักที่ต้องจ่ายเงินทั้งทริปนี้เลยครับ
เข้าห้องพักช่วงบ่ายแก่ๆ วัดไมล์ได้ 549 กม. ขี่มาจากบางสะพานน้อยไม่ถึงร้อยกิโล
หมาป่าอาบน้ำซักเสื้อผ้าแล้วก็โทรหาช่างน้องหนึ่งบอกอาการ น้องหนึ่งนึกในหัวแล้วก็บอกให้หมาป่าลองบิดปุ่มตั้งความตึงสลิงตรงเฟรมแบบที่หมาป่าสังหรณ์ไว้นั้นแหละครับ ช่างบอกว่าสายมันหย่อน การปรับตั้งให้ตึงให้บิดลูกบิดทิศเดียวกับเวลาเราเปิดก๊อกน้ำ หมาป่าก็อือๆรับคำมา วางสายช่างหนึ่งแล้วก็บิดแต่ว่าดันบิดไปอีกทางด้วยเลอะๆลืมๆทิศทางที่ช่างหนึ่งบอก ใจคิดว่าจะให้ตึงก็ต้องบิดไปทิศตามเข็มนาฬิกาเหมือนเราไขเกลียวน๊อต บิดเท่าไรก็ไม่รู้ก็เลยบิดไปราวๆครึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางของตุ่ม จากนั้นก็ลองขี่มาข้างนอกจะมาหาข้าวเย็นเกินด้วย อุแม่เจ้าเอ๋ยคราวนี้เฟืองมันรวนทั้งเฟือง 6 7 8 เลยครับ ซวยแล้วสิเพราะไหงมันแย่กว่าเดิม ช่างที่ชุมพรก็แก้ไม่ได้ ช่างที่แก้ได้ก็อยู่ห่างไกลเหลือเกิน คราวนี้หมาป่าตั้งสติใหม่กลั้นใจบิดมาอีกทางทิศทวนเข็ม บิดมันหนึ่งรอบเลย ฮ่าฮ่าฮ่า คราวนี้กลับไปดีเหมือนเดิมครับ เฟืองไหนๆทั้งเฟือง 6 เจ้าปัญหาและเฟืองอื่นก็ไม่มีปัญหาตลอดทริปเลย รอดไปได้ครับ
หมาป่ารักจังหวัดชุมพรเป็นพิเศษครับด้วยมีความหลังฝังใจ
สมัยเรียนประถมพ่อเคยพามาที่จังหวัดนี้ สมัยโน้นพ่อหมาป่าทำงานเป็น Auditor ของบริษัทประกันชีวิตศรีอยุธยา พ่อต้องไปตรวจสอบสำนักงานต่างๆทั่วประเทศ เดินทางด้วยรถไฟหรือไม่ก็รถทัวร์ ทริปหนึ่งพ่อหนีบหมาป่าลงมาชุมพรด้วยกัน
เราขึ้นรถไฟชั้นสามจากกรุงเทพมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วก็มาเช้าที่ชุมพร มันนานน้านนานในความคิดของเด็ก เรียกว่านั่งกันตูดแฉะครับ
ความสุขคือการได้ไปนั่งในสำนักงานสาขาแล้วก็นั่งจิ้มพิมพ์ดีดเล่นพิมพ์โน่นพิมพ์นี่ไปเรื่อยเปื่อยเพราะที่บ้านไม่มีพิมพ์ดีดให้เล่น ตอนค่ำพ่อจะพาไปกินข้าวร้านข้างทางแล้วพอทุ่มกว่าๆก็จะพาไปดูหนังในโรงประจำจังหวัด สมัยนั้นทุกจังหวัดมีโรงหนัง ก่อนเข้าโรงหนังพ่อจะซื้อหนังสือให้หมาป่าเพื่อเอากลับไปอ่านที่โรงแรม หมาป่าดูหนังกับพ่อ พอหนังเลิกเราสองคนก็จะเดินกลับโรงแรมที่อยู่ในดาวน์ทาวน์นั่นแหละ เมืองหลังหนังเลิกจะเงียบร้านรวงปิดหมด มีแสงไฟหรู่ๆริมถนน อากาศเย็นๆ มีหนังสือที่พ่อซื้อให้ในมือพวกหนังสือเครื่องบินรบชื่อวีรกรรมกับการ์ตูนผีเล่มละบาท หมาป่าเข้าโรงแรมแล้วก็ดมกลิ่นหนังสือกรีดดูภาพเครื่องบินรบด้วยความอิ่มใจก่อนหลับไปบนเตียงเดียวกับพ่อ โรงแรมเป็นตึกสูงสามสี่ชั้นแบบที่เซลส์แมนชอบพักน่ะครับ ห้องพัดลมเพดาน มีน้ำฝักบัวแต่ไม่มีน้ำอุ่น มีผ้าขนหนูกับสบู่ก้อนเล็กๆ กลิ่นสบู่นี่เป็นเอกลักษณ์ครับ สมัยโน้นรีสอร์ทหรือบังกะโลยังไม่มีเพราะผู้คนไม่ได้เดินทางกันมากเหมือนสมัยนี้
ขี่มาคราวนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ได้กลับมาเยี่ยมชุมพร จะไปตามหารอยเก่าที่มากับพ่อ แปลกนะครับพอเราทำงานแล้ว เคยเดินทางไปไกลกว่าชุมพร ไปสุราษฏร์ ไปหาดใหญ่ ไปภูเก็ต ไปกระบี่ นั่งเครื่องไป ไปนอนโรงแรมที่ดีกว่าโรงแรมไม่มีดาวพวกนั้นจมหู แต่ความตรึงใจกลับเทียบไม่ได้กับช่วงเวลาในวัยเด็ก
ดาวน์ทาวน์ชุมพรมีอาหารข้างทางมากมายครับ ผู้คนคึกคัก หมาป่าเลือกเข้าร้านที่เป็นสวนอาหารชื่อสวนอาหารรินทร์ เห็นเจ้าของคุณลุงคุณป้ามีอายุก็เข้าไปคุย ร้านเปิดมาตั้งแต่ปี 2518 ได้การล่ะเจอคนเก่าคนแก่ เลยเล่าว่าเคยมาชุมพรเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนและกลับมาอีกครั้ง ถามเรื่องโรงหนัง ลุงเล่าว่าเมื่อก่อนชุมพรมีโรงหนัง 3 โรง อยู่แถวห้าแยกแต่เลิกกิจการกันไปหมดแล้ว หมาป่าดีใจกินอิ่มก็ขี่รถชมเมือง ผ่านห้าแยกแล้วก็พยายามนึกอดีตย้อนกลับไปสมัยมากับพ่อ เห็นโรงแรมทำนองเดียวกับที่เคยมาพักก็เดาว่ามันคงโรงแรมใดโรงแรมหนึ่งนั่นแหละ ขี่วนตอนกลางคืนแล้วก็กลับห้องพักหลังสนามกีฬาหลับสบายใจเป็นพิเศษ
พฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2557 วันที่เจ็ด
วันนี้หมาป่าจะขี่ตัดออกจากเพชรเกษมช่วงที่เลียบอ่าวไทยไปสู่จังหวัดระนองเป็นเพชรเกษมช่วงที่เลียบฝั่งอันดามันแทนครับ จุดแยกนี้อยู่ตรงแยกปฐมพร ออกจากที่พักหมาป่าก็แวะปั๊มปตท.ก่อนถึงสะพานข้ามแยก เจ้าของปั๊มท่าทางชอบของเก่า มีจัดมุมถ่ายรูปย้อนอดีตไว้ในปั๊มด้วย


ขี่ข้ามแยกมาสักพักก็เจอพระรูปกรมหลวงชุมพรตรงข้ามค่ายเขตอุดมศักดิ์ รถที่ผ่านไปผ่านมาบีบแตรเสียงแปร๊นๆตลอดเวลาเพื่อถวายสักการะ

ตรงจุดเริ่มต้นเส้นทางปาดพาดด้ามขวานนี้กรมทางหลวงท่านก็ติดป้ายเตือนผู้ขับขี่รถยนต์เอาไว้ว่าข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง คนขี่จักรยานไม่ค่อยรู้สึกรู้สากับโค้งเท่าไรดอกนะครับ ความเร็วเราต่ำ แต่โค้งลงเขานั้นก็พอรู้สึกบ้าง

ความจริงเส้นที่จะตัดจากฝั่งอ่าวไทยไปอันดามันนั้นมีให้เลือกอีกเส้นครับ คือขี่ลงจากชุมพรเลาะอ่าวไทยไปก่อนแล้วไปตัดขวาขึ้นไปสู่พะโต๊ะ เส้นนั้นชันกว่าแต่รถก็น้อยกว่า ทางมันจะลงตรงเพชรเกษมเลียบอันดามันจุดที่เลยตัวเมืองระนองออกมาแล้วสามารถขี่ย้อนกลับขึ้นไประนองได้ หมาป่าเบื่อขี่ขึ้นเขาชันน่ะครับเลยมาเส้นนี้แทน เส้นนี้มีรถวิ่งตลอดแต่หมาป่าไม่ถือว่าจอแจมาก สงบกว่าเส้นที่ลงมาจากกรุงเทพสู่ชุมพรมาก
อีกแหละครับ....เส้นทางสวย อุดมด้วยเนินและความเขียวครึ้ม มีภูเขาเตี้ยๆตลอดทาง เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา และต้นหมากตลอดทาง ดูอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ความชุ่มชื้นของปักษ์ใต้มาแสดงออกมากเป็นครั้งแรกตรงช่วงนี้
ช่วงที่ผ่านเข้าเขตจังหวัดระนองแล้วนั้นขี่ไปสักพักริมทางซ้ายมือจะมีป้ายหินสลักจารึกพระนามอักษรย่อ จปร. ของรัชกาลที่ห้าอยู่ตรงด่านของทหารกองกำลังเทพสตรี หมาป่าแวะกินข้าวช่วงสายตรงเพิงริมทางที่นี่ เมนูมีทั้งภาษาไทยและภาษาพม่า
พอขี่ไปอีกสักสิบห้ากิโลก็พักตรงปั๊ม PT ชื่อแสงฟ้าออยล์เพื่อหากาแฟสดร้อนจิบเรียกแรง บนร้านกาแฟมีพนักงานขายของบริษัทดอกบัวคู่สองคน คนหนุ่มกับคนมีอายุที่มาจอดรถพักทำงานเอกสารและส่งสินค้าที่ร้านคอนวีเนียนสโตร์ของปั๊ม หมาป่าเห็นเขาป้อนตัวเลขสต๊อกยอดขายผ่านแทปเลตแทนที่จะเป็นเอกสารปึ๊งๆแบบสมัยก่อน ขยับเข้าไปคุยแก้เบื่อ ได้ความรู้เกี่ยวกับเถ้าแก่ดอกบัวคู่ผู้ใจบุญและครอบครัว พนักงานรักเถ้าแก่และนายแม่มาก ได้รู้ด้วยว่าเถ้าแก่ผู้วายชนม์เป็นคนปากพนัง ส่วนนายแม่ภรรยาเป็นคนโคราช คุยเรื่องเณรคำ ทราบว่าการออกรอบส่งสินค้าด้วยรถคอนเทนเนอร์เล็กนี้เป็นวงรอบละ 24 วันต่อเดือนแล้วก็พักยาวที่กรุงเทพก่อนออกรอบใหม่
หมาป่าชอบแปรงสีฟันดอกบัวคู่รุ่นถ่านสีดำที่ขนแปรงมันเล็กและแข็งซอกซอนร่องเหงือกซอกฟันได้ดีก็ถามซื้อเอาเสียเลย คุณพนักงานบอกว่าเดี๋ยวจะเอาเข้าไปขายส่งในร้านคอนวีเนียนสโตร์ในปั๊มนั่นแหละ ขายกันสดๆโดยมีหมาป่าเป็นผู้ยืนยันกับเจ้าของร้านว่าแปรงใช้ดีน่าจะรับไว้สักโหลสองโหล เจ้าของร้านก็อือๆแล้วก็รับไว้ หมาป่าเลยซื้อปลีกจากเจ้าของร้านมาด้ามนึง ฮะฮะฮะ ช่วยกันขายช่วยกันซื้อ
โบกมืออำลาอวยชัยให้พรกันกับพนักงานขายดอกบัวคู่สองท่านนั้นและคิดว่าอาจจะเจอกันระหว่างทาง เขาขับนำไปก่อนแล้วหมาป่าขี่ตาม เขาแวะส่งสินค้าตามอำเภอรายทาง หมาป่าก็จะขี่นำไป แล้วก็ได้มาพบกันอีกทีช่วงตรงเลยตะกั่วป่าเลยเขาหลักออกมา มีเสียงแตรรถบีบปี้นๆด้านหลัง รถแซงไปก็รถดอกบัวคู่คันคุ้นเคย
ทางไประนองผ่านทับหลี ที่นี่ซาลาเปาขึ้นชื่อครับ ร้านข้างทางติดป้ายเจ้าเก่าทับหลีเลือกกันไม่หวาดไม่ไหว ซื้อติดมากินกลางทาง
จากนั้นก็มาเจอคอคอดกระ ส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมาลายู หมาป่าแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับป้าย ป้ายอยู่ด้านขวาของถนนที่มุ่งลงใต้ อีกภาพนั้นเอารถลงไปตรงริมแม่น้ำกั้นกลางระหว่างพม่ากับไทย ฝั่งตรงข้ามนั่นพม่านะครับ ส่วนอีกฝั่งของถนนเป็นค่ายตชด.ที่มาตั้งรักษาตรวจการดินแดนของเราเอาไว้


ทางต่อจากคอคอดกระก็ค่อนข้างขึ้นเขาครับ หนักแรงพอควรแต่ไม่เท่ากับขึ้นเหนือหรือขึ้นเขาใหญ่ ช่วงนี้ตอนที่หมาป่าไปกำลังทำทางขยายเป็นถนนสี่เลนให้รถวิ่งสะดวกขึ้น การขยายทางไม่ได้เริ่มจากด้านชุมพรแต่กลับเริ่มจากด้านระนองย้อนกลับมา มีฝุ่นเล็กน้อยด้วยบางช่วงยังถมทางด้วยลูกรังอยู่ บางช่วงก็ราดยางขี่สะดวกมาก ไต่เขาขึ้นไป แล้วพอลงมาก็ได้ความเร็วให้พอตื่นเต้นสนุกสนาน
หมาป่ามุ่งหน้าไปจวนจะถึงตัวเมืองระนอง ระหว่างทางแวะกินข้าว และก็แวะกินน้ำที่ร้านชำ ล่วงเข้ายามบ่ายแก่เห็นเสือระนองขี่จักรยานออกกำลังมาจากทิศของตัวเมืองสองสามท่าน
เจอท่านหนึ่งกินน้ำอยู่ที่ร้านเดียวกัน พี่เขาเข้ามาทักทายถามไถ่ว่ามาจากไหน แนะนำตัวกันท่านชื่อพี่ณพครับ อายุห้าสิบเศษทำธุรกิจค้าขายของเก่า ขี่เสือภูเขาท่าทางกว้างขวางในหมู่นักจักรยานของจังหวัดระนอง พี่ณพอาสาพาขี่เข้าเมืองระนองด้วยกันและจะไปแนะนำหาที่พักให้
เราขี่ขึ้นเขาสูงก่อนเข้าตัวเมืองระนองชื่อเขาน้ำตก มีโค้งหักศอกที่สิงห์รถบรรทุกระหว่างทางบอกหมาป่าไว้ว่ามันชันพอควร ก็หนักแรงใช้ได้ครับต้องสับลงจานเล็กเฟือง 4 ผ่านกันมา พี่ณพนั้นขี่สบายๆคงด้วยคุ้นชินขี่ออกกำลังเกือบทุกวัน หมาป่าต่างถิ่นแถมของพะรุงพะรังก็ค่อยๆไต่ตามหลังไป
พี่ณพเล่าว่าบนเขานี้รถทัวร์ที่วิ่งจากระนองเข้ากรุงเทพชอบมาถ่ายของเสียจากถังเก็บลงบนถนน ให้นักจักรยานต้องหลบเวลาจะขี่ผ่าน แกเล่าเห็นภาพและกลิ่นชัดเจนฟังแล้วขยะแขยงพอควร
จากเขาน้ำตกเราก็ดิ่งสู่ถนนสายใหญ่เข้าตัวเมือง ก่อนเข้าเมืองหมาป่าขอเลือกเช็คอินบังกะโลข้างทางชื่อ Tar Tar ราคา 350 บาท ราคาถูกที่สุดตลอดทริป เข้าซอยไปสามสี่ร้อยเมตร ห้องค่อนข้างเก่าหน่อยแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร พี่ณพยังชวนว่าน่าจะไปหาเอาข้างหน้าที่ดีหน่อย แต่หมาป่าอยากเอาตรงนี้แหละครับ
พี่ณพรอจนจ่ายเงินจ่ายทองเอาของเก็บเข้าห้องแล้วแกก็บอกว่าเดี๋ยวเราไปบ่อน้ำร้อนประจำเมืองระนองกัน มาระนองต้องมาแช่น้ำพุร้อน
ขี่กันไปแล้วก็หักซ้ายขึ้นเขาเตี้ยๆไปน้ำพุร้อนที่สวนสาธารณะประจำเมือง หมาป่าตื่นตาตื่นใจมากครับ เมืองระนองทำได้ดีสะอาดน่าลงแช่น้ำ พี่น้องชาวระนองก็มาหย่อนใจที่นี่กันคึกคัก มีบ่อแช่ทั้งตัวและมีบ่อแช่แค่ขา หมาป่าลองแช่ขาดูก็ร้อนระอุครับ แช่ขาแต่เหงื่อตัวแตกพลั่ก คนพื้นถิ่นเขาจะมีน้ำดื่มเย็นๆติดมือขวดนึงไว้คอยจิบให้ร่างกายสบาย แช่สักพักพอสบายขาที่ขี่มาทั้งวันก็เตรียมขี่กลับห้องพักเพื่อไปอาบน้ำ พี่ณพแยกกลับไปตรงทางแยกที่มีลอดอุโมงค์ใต้ถนน ซึ้งน้ำใจพี่เขาที่เทคแคร์พาขี่พาเที่ยว เสือระนองท่านใดอ่านสรุปทริปนี้ฝากความระลึกจากหมาป่าถึงให้พี่ณพด้วยนะครับ


อาบน้ำอาบท่าซักเสื้อซักผ้าที่ห้องพักแล้วหมาป่าขี่ออกมาหาข้าวเย็นกินตอนค่ำๆ เปิดไฟติดหน้าติดหลังติดหมวกพร้อมพรั่ง แล้วก็ขี่ข้ามเพชรเกษมไปซอยที่จะไปเข้าตัวเมืองฝั่งตรงข้ามซอยบังกะโล Tar Tar
ไม่ได้ขี่เข้าตัวเมืองแต่แวะกินข้าวที่ร้านทำนองสวนอาหารมีคาราโอเกะชื่อร้านตาลเด่น ร้านนี้แขกที่มาร้องเพลงคาราโอเกะกันเก่งมากครับ น้องผู้หญิงที่นั่งร้องด้วยก็เก่ง ทุกคนร้องเพลงเก่าๆกันได้ไม่มีเพี้ยนไม่มีหลงเลย
เฮียเจ้าของร้านก็เล่นคีบอร์ดสดให้ขอเพลงได้แบบไม่ต้องเปิดโน้ต มีเพลงเก่าๆเพราะๆแบบ I’ll never dance again พอดึกๆมีแขกอีกท่านเข้ามา เป็นชายกลางคนผมยาวใส่แว่นท่าทางเป็นแขกประจำ เพราะน้องเด็กเสริฟประจำร้านไปถามภาษาอังกฤษ แกออกเสียงตัว R ของคำว่า marriedชัดเจนแบบคนเก่งอังกฤษ และแซวเด็กร้านว่าไม่ตั้งใจเรียน หมาป่าเดาว่าคงเป็นคนพม่าเพราะคนในระนองเป็นพม่าเยอะ และโดยเฉลี่ยพม่าจะเก่งอังกฤษกว่าคนไทย แต่สักพักแกก็ขอเพลงวอลซ์นาวี อันนี้ไม่ใช่พม่าแน่นอนแล้วล่ะครับ หมาป่าเลยเข้าไปทักว่านึกว่าเป็นคนพม่าแต่ขอเพลงนี้เลยรู้ว่าเข้าใจผิด แกเล่าว่าเป็นคนชุมพรข้ามมาทำมาหากินที่ระนองนี่ แกคิดถึงกรมหลวงชุมพรฯน่ะครับเลยขอเพลงวอลซ์นาวี ก่อนออกมาหมาป่าก็ขอให้เฮียเจ้าของร้านแกเล่นเปียโน (บนคีย์บอร์ด) ในเพลง สายทิพย์ มีความสุขมากกับอาหารเย็นและค่ำคืนของเมืองระนอง เมืองที่เคยมาเป็นครั้งแรกในชีวิต กลับเข้าที่พักเช็คไมล์วันนี้ขี่ได้ 136 กม. มาหยุดไมล์สะสมที่ 685 กม.
ศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2557 วันที่แปด
วันนี้ก่อนออกจากเมืองระนองหมาป่าว่าจะแวะชมสถานที่สำคัญสักหน่อย ไม่อยากผ่านไปเฉยๆแบบเมืองผ่านครับ
เปิดเนตดูเขาแนะนำพระตำหนักที่ประทับจำลองที่สร้างเลียนแบบตัวจริงสมัยรัชกาลที่ห้า พระตำหนักนี้หมาป่าไปหลังจากกินข้าวเช้าแล้ว ประวัติว่าสมัยก่อนเจ้าเมืองระนองคนแรก พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจี้ยง ณ ระนอง) ท่านสร้างไว้รับเสด็จรอห้าที่เสด็จประพาสเมืองระนอง ตอนหลังทรุดโทรมผุพังไป แล้วเมืองระนองยุคหลังก็มาสร้างใหม่ให้เป็นอนุสรณ์เหตุการณ์สำคัญของจังหวัดเมื่อครั้งกระโน้น

จากพระตำหนักนี้หมาป่าว่าจะไปจวนเจ้าเมืองระนองที่ตระกูลของท่านคอซูเจี้ยงอยู่
ถามทางนักเรียนชายประจำจังหวัดที่มาแอบสูบบุหรี่ตรงพระตำหนัก น้องๆบอกว่าให้ตัดขึ้นเนินเขาไปเลย หมาป่าบอกเหนื่อยขี้เกียจขึ้นเนิน น้องบอกงั้นให้ขี่ลงแล้วอ้อมไปทางโรงเรียนหญิง ตอนแรกนั้นน้องเขางงๆนะครับเมื่อถามถึงสถานที่จวนเจ้าเมือง น้องเขาบอกว่าเคยเห็นแต่วัดเก่าอยู่แถวนั้น แต่เมื่อหมาป่าไปถึงก็รู้ว่านั่นแหละคือจวนเจ้าเมือง คือบ้านเจ้าเมืองสมัยก่อนจะมีกำแพงมีค่ายหอประตูรบ ด้วยว่าสมัยก่อนหากมีการกบฏแข็งข้อของกุลีจีนที่มาขุดแร่ก็ต้องมีการปราบปรามกัน ตัวบ้านเจ้าเมืองก็เลยต้องมีกำแพงล้อมหนาแน่น เด็กๆด้วยความเป็นคนในพื้นที่เลยไม่ได้ใส่ใจประวัติของจังหวัดตัวเองเท่าไหร่เลยไพล่นึกว่าเจ้าอาณาเขตที่มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบนับสิบๆไร่นั่นเป็นวัดร้าง
ทุกวันนี้ลูกหลานของตระกูล ณ ระนอง บางคนก็ยังมีบ้านอยู่ในบริเวณของจวนเจ้าเมืองเก่านี้ครับ และก็มีคนนอกไปปลูกบ้านเรือนอยู่รอบนอกๆของบริเวณจวนด้วย มีอาคารเล็กๆติดรูปของสมาชิกประจำตระกูล มีป้ายชื่อให้ลูกหลานได้บูชาดังภาพ











































































































