แล้วเพิ่งเคยได้ยินศัพท์นี้
ก็เลยสงสัยว่าถ้าอาการเกิดขึ้นนี่มันรุนแรงแค่ไหนครับ
น็อค นิ่งไปเลยดื้อๆ หรือยังพอมีโอกาสกลับมาปั่นต่อได้
จะมีสัญญาณเตือนมาก่อนหรือเปล่า
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
แม่บ้านผมเช่นกัน ผมพาไปหัดปั่น ผมปั่นแซงเพื่อไปดักถ่ายรูป เธอไม่รู้นึกว่าผมปั่นหนี ก็เลยตาม แค่ระยะ 100 กว่าเมตรเอง พอมาถึงผมจอดรถ เธอหลับกลางอากาศไปเลย ดีที่ใส่หมวก แต่พอกระทบพื้นก็ลุกขึ้นได้เหมือนเดิมครับwaranon1974 เขียน:เอาแบบที่ผมเคยเจอกับคนใกล้ตัว คือหยุดรถปุ๊บ ลงเท้าแตะพื้นก็ วูบร่วงทั้งยืน กลางอากาศ ทั้งๆที่ ลืมตาแต่ไม่รู้สึกตัว
จะลงท่าไหน อย่างไร หรือจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนหรือไม่ ขอเรียกว่า "ช่วงเวลาแห่งโชคชะตา"
หากไม่มีเหตุปัจจัยอื่น แทรกเข้ามา เช่นหัวฟาด จมน้ำ หรือรถชนซ้ำ หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อน ฯลฯ
อาการอย่างที่ว่าสามารถหายได้เองแบบแทบเป็นปกติ อย่างเหลือเชื่อ หลังจากพักในชั่วระยะเวลาอันสั้น เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น
ขอบคุณมากครับ กับความรู้ดีๆtsu-na เขียน:เพิ่งได้อ่านเรื่องนี้วันนี้เหมือนกัน (แต่ยังอ่านไม่จบ) จาก Facebook Page - Fit Fun Fact
ขออนุญาติเอามาโพสให้อ่านกันนะครับ
Hitting the Wall // Bonk
ใครหลายคนที่เคยวิ่งมาราธอน ขี่จักรยานทางไกล หรือแข่งไตรกีฬา ก็คือออกกำลังกายแบบแอโรบิคต่อเนื่องนานมากๆตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป อาจจะเคยเจอภาวะที่ร่างกายหมดเรี่ยวหมดแรงแบบสุดๆ เช่น ก้าวขาไม่ออก เท้าแต่ละข้าง แขนแต่ละข้างมันหนักเหลือเกิน หิว จนส่งผลไปถึงสภาพจิตใจทำให้คุณยอมที่จะทิ้งเป้าหมายข้างหน้าลงอย่างไม่ลังเลใจ ภาวะนี้ฝรั่งเรียกว่า Bonk หรือ Hitting the Wall และในบ้านเรามักจะเรียกว่า “ชนกำแพง”
แต่ทำไมบางคนก็ออกกำลังกายกันได้ 7-10 ชั่วโมง โดยไม่เกิดภาวะนี้ขึ้น เค้าทำได้อย่างไรกันนะ เรามาดูสาเหตุของภาวะ ”ชนกำแพง” กันครับ
-----------------------------------------------
สาเหตุ : ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากลไกการใช้พลังงานของคนเราในการออกกำลังกายแบบ Endurance หรือแบบนานๆต่อเนื่องหลายๆชั่วโมง เราจะใช้พลังงานจากไกลโคเจน (กลูโคสที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับ) และไขมันเป็นหลักครับ
แม้ว่าไขมันในร่างกายของเราสะสมได้ไม่จำกัด และให้พลังงานสูงมาก (ไขมัน 1 กิโลกรัม ให้พลังงาน 7700 kcal) แต่ร่างกายของเรานั้นสะสมไกลโคเจนได้ในปริมาณที่จำกัด เมื่อไกลโคเจนถูกใช้ไปเรื่อยๆก็จะหมด พอไกลโคเจนหมด เราก็จะหมดเรี่ยวแรงในการวิ่ง หรือแม้แต่เดินยังลำบากเลยครับ เพราะหากร่างกายไม่มีไกลโคเจนเหลือแล้ว ขบวนการดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานก็จะยากขึ้นอีกด้วย เพราะระบบการเผาผลาญไขมันมาเป็นพลังงานของมนุษย์นั้นต้องการกลูโคสจากไกลโคเจนควบคู่ไปด้วยเสมอครับ
แล้วทำไมบางคนถึงฝืนเดิน หรือวิ่ง หรือปั่นต่อได้จนจบการแข่งขัน?
- ร่างกายของมนุษย์มีกลไกการเอาตัวรอดมากมายครับ ในเมื่อร่างกายไม่สามารถสลายกลูโคสจากไกลโคเจนมาเป็นพลังงานได้แล้ว ร่างกายเราก็จะดึงโปรตีนในกล้ามเนื้อ (กรดอะมิโน) และเซลล์ไขมันบางส่วน (กลีเซอรอล) มาเปลี่ยนเป็นกลูโคสที่ตับแล้วนำมาเป็นพลังงานแก่ร่างกายต่อไปครับ และนี่คือสาเหตุว่าทำไม บางคนแม้ว่าจะเจอภาวะ”ชนกำแพง”ไปแล้ว แต่ก็ถึงสามารถฝืนตัวเองไปพิชิตเป้าหมายได้ครับ
แต่อย่างไรก็ตามกลูโคสที่ร่างกายเอามาจากโปรตีนในกล้ามเนื้อและเซลล์ไขมัน มันไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้รวดเร็ว และในปริมาณครั้งละมากๆเหมือนไกลโคเจน กว่าจะร่างกายจะเปลี่ยนกรดอะมิโนและกลีเซอรอลเป็นกลูโคสได้ค่อนข้างช้า จึงเป็นสาเหตุว่า การฝืนวิ่งต่อไปในขณะที่ไกลโคเจนหมดเราจึงทำได้เพียงเดิน หรือวิ่งช้าๆเท่านั้นครับ
-----------------------------------------------
ทำอย่างไรไม่ให้ไกลโคเจนหมด?
1. ใช้ไขมันให้เยอะกว่าไกลโคเจน
- หลายท่านอาจจะพอจำกันจากบทความของผมเรื่อง Heart Rate** สัดส่วนของการใช้พลังงานไกลโคเจนและไขมัน ขึ้นอยู่กับอัตราชีพจรหรือ Heart Rate ขณะออกกำลังกายของเรา ยิ่ง Heart Rate ยิ่งต่ำ ร่างกายก็จะใช้ไขมันเป็นพลังงานได้มากกว่าไกลโคเจน ซึ่งอัตราชีพจรของนักกีฬาหรือคนที่แข็งแรงขณะออกกำลังกายจะต่ำมาก ซึ่งก็หมายความว่าร่างกายเค้าใช้พลังงานจากไขมันได้ดี โดยเค้าจะเผาผลาญไกลโคเจนไปเพียงเล็กน้อยในขณะที่เค้าวิ่งหรือปั่นครับ
ในนักกีฬาที่ประสบปัญหา”ชนกำแพง” มักจะเกิดจากการฝืนร่างกายตัวเองมากเกินไป เช่น วิ่งเร็วและนานเกินไป จึงทำให้อัตราชีพจรสูง พออัตราชีพจรสูงต่อเนื่องนานๆ ไกลโคเจนในร่างกายก็จะหมดลงอย่างรวดเร็ว
- สรุปคือต้องหมั่นฝึกซ้อม เพื่อให้ร่างกายฟิตๆแล้วชีพจรจะได้ต่ำๆ และร่างกายก็จะใช้ไขมันได้มากขึ้นครับ หรือพยายามวิ่งโดยควบคุมชีพจรไม่ให้เกิน zone 2 หรือโซนที่ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลักครับ แล้วคุณก็จะวิ่งหรือปั่นได้ยาวนานขึ้นครับ
2. เติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนการแข่งขัน
- ไม่ใช่เติมน้ำมันรถนะครับ 55+ ผมหมายถึงเติมไกลโคเจนในร่างกายให้เต็มพื้นที่ของคุณ หรือที่เราเรียกกันว่าโหลดคาร์บ โหลดมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ร่างกายของเราครับ โดยเฉลี่ยก็ทานคาร์โบไฮเดรตวันละ 5-6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทานอย่างน้อย 2-3 วันก่อนวันแข่ง แล้วก็ควรหลีกเลียงการออกกำลังกายหนักๆในช่วง 2-3 วันนี้ด้วยครับ
3. เติมไกลโคเจนระหว่างแข่งทุกๆ 45 – 60 นาที
- แม้ว่าคุณจะฟิตและรักษาระดับชีพจรไม่ให้สูงจนเผาผลาญไกลโคเจนมากกว่าไขมันก็จริง แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ ไกลโคเจนร่างกายสะสมได้จำกัด ยังไงถ้าคุณออกกำลังกายนานๆแบบ 5-6 ชั่วโมง สุดท้ายไกลโคเจนคุณก็จะหมดอยู่ดี คุณจึงควรพกอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายไว้รับประทานระหว่างการออกกำลังกายของคุณ เช่น กล้วย หรือ เจลพลังงานต่างๆ เวลาที่คุณแข่งวิ่งมาราธอนหรือฮาล์ฟมาราธอนสังเกตได้ว่าเค้าจะมีแจกกล้วยหรือแตงโมระหว่างทาง ตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าคุณไม่ได้พกอาหารไปเอง ก็อย่าลืมทานนะครับ
4. Hydration หรือการเติมน้ำให้ร่างกาย
- น้ำก็สำคัญไม่แพ้ไกลโคเจนเลยครับ ในร่างกายของคนเราเมื่อขาดน้ำ กล้ามเนื้อและระบบต่างๆก็จะมีประสิทธิภาพลดลง การระบายความร้อนของร่างกายแย่ลง นอกจากนี้แล้วภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ยังส่งผลให้อัตราชีพจรของคุณสูงกว่าปกติอีก (Cardiac Drift) ซึ่งมันก็มีผลให้ร่างกายคุณเผาผลาญไกลโคเจนมากกว่าไขมันอีกด้วยครับ
ระหว่างการแข่งขันคุณจึงควรทานน้ำอย่างน้อยทุกๆ 10-15 นาที อย่าปล่อยให้ร่างกายคุณหิวน้ำ เพราะนั้นคือสัญญาณว่าคุณกำลังขาดน้ำแล้ว ที่สำคัญเกลือแร่ก็สำคัญมากครับ เพราะเวลาที่ร่างกายเราสูญเสียน้ำเราจะสูญเสียเกลือแร่ไปด้วย เกลือแร่จะช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อของคุณและยังช่วยดึงน้ำเข้ากล้ามเนื้อของคุณอีกด้วย
นอกจากนี้วันก่อนแข่งก็อย่าลืมทานน้ำด้วยนะครับ ดื่มไม่ต้องเยอะ แต่ดื่มเรื่อยๆ เสริมเกลือแร่เล็กน้อยๆก็ดีเพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณสะสมน้ำได้มากขึ้นอีกด้วยครับ
-----------------------------------------------
ส่วนตัวจากประสบการณ์ผมเอง ก็เคยเจอภาวะ”ชนกำแพง” มาหลายครั้งครับ ไม่ว่าจะเกิดจากโหลดคาร์บไปไม่พอ เคยวิ่งแค่ 90 นาทีแล้วหมดแรงเลย เพราะทานค่อนข้างน้อย (บังเอิญลงแข่ง Half Marathon ในช่วงไดเอท) หรือขี่จักรยานแต่เร่งมากเกินไปตามความเร็วกลุ่ม แต่ไม่ได้คุม Heart Rate สุดท้ายไกลโคเจนหมดแล้วก็ Bonk กลางทาง คลานกับเส้นชัย 55+ แต่ก็เคยขี่จักรยาน 7 ชั่วโมง 200 km++ โดยไม่เป็นอะไรเลยเหมือนกัน เพราะหลังจากมีประสบการณ์และได้เรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องก็นำมาใช้จนเอาตัวรอดได้ ^ ^”
สุดท้ายผมก็ขอให้ทุกคนที่กำลังเตรียมตัวลงแข่งมาราธอน จักรยานทางไกล หรือไตรกีฬา โชคดีทุกท่านสุขสมตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นะครับ
#FitFactFun
Credit : https://www.facebook.com/fitfactfun
ถ้าเป็น จกย เขาไปปั่นเทรนเนอร์คูลดาวน์กันต่อครับsoonchai เขียน:ผมอยากทราบเช่นกันครับ ว่าท่านที่เคยเจอเหตุการน์แย่ๆระหว่างออกกำลังกาย มีอาการอย่างไร แก้ไขอย่างไรครับ
ผมดูรายกายแข่งขันต่างๆพอเข้าเส้นชัย แต่ละคนทำไมหยุดเลยไม่เห็นจะมี cooldown กันเลยครับ และเขาก็ไม่เห็นเป็นอะไร หรือว่าพวกเขาแข็งแกร่งมาก
ขอบคุณมากครับ ผมนึกว่าไม่ทำเลย มัวแต่ดีใจและรอมอบถ้วยกันครับpunya467 เขียน:ถ้าเป็น จกย เขาไปปั่นเทรนเนอร์คูลดาวน์กันต่อครับsoonchai เขียน:ผมอยากทราบเช่นกันครับ ว่าท่านที่เคยเจอเหตุการน์แย่ๆระหว่างออกกำลังกาย มีอาการอย่างไร แก้ไขอย่างไรครับ
ผมดูรายกายแข่งขันต่างๆพอเข้าเส้นชัย แต่ละคนทำไมหยุดเลยไม่เห็นจะมี cooldown กันเลยครับ และเขาก็ไม่เห็นเป็นอะไร หรือว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากโดยเฉพาะพวกแข่งหลายวันติด ยังไงก็ต้องคูลดาวน์เพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวครับ