......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

Saturn Sky เขียน:สวัสดีค่ะคุณพี่แดง วันนี้วันพระเข้ามาหาอ่านอะไรดี ๆ ที่กระทู้นี้ค่ะ
สาธุ ๆ ในบุญในธรรมด้วยนะคะ

สงสารงู สุดท้ายชายคนนั้นก็ไม่ได้เอางูไป แล้วไปตีมันตายให้เกิดบาปทำไม
ก้อไม่รู้ ความไม่รู้ของคนเนี่ย มันช่างน่ากลัวซะจริงนะคะ


รูปภาพ
:) :D อรุณสวัสดิ์ ครับ คุณน้องแอ๋ว เงียบหายไปนานเลยยังคิดว่าไปบ้านอื่นเมืองอื่น..ซะละกระมัง

พุทธดำรัส “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ในโลกนี้ ไม่รู้ชัดซึ่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งหนทางให้ถึงความดับรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณนี้เรียกว่าอวิชชา”

จาก อวิชชาสูตร ขันธ. สํ. (๓๐๐)


เพราะอวิชชานี่แหละที่ทำให้มนุษย์เราต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ชาติแล้วชาติเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่า การเกิดเป็นทุกข์ที่สุดในโลก ครั้งแรกก็คิดจะกินนั่นแหละ ก่อนจะทุบพวกพี่ได้ตะโกนว่า "อย่าทำ ๆ " ตอนนั้นอวิชชายังครอบงำอยู่หูอื้ออ่ะ แต่พอทุบเสร็จแล้ววิบากกรรมสนองตอบคงคิดได้ เราบอกให้เขาว่า "ปล่อยมันไปเถอะ" แกก็เลยหมดอารมณ์ที่จะเอาไป ยังไม่พอนะแกยังบอกพวกพี่ให้เอาไปซิ สุดท้ายพี่ก็บอกให้แกเขี่ยทิ้งข้างทางซะ ไม่รู้แกจะเขี่ยหรือเปล่าไม่ได้รอดู


รูปภาพ

:lol: :lol: คืนนั้นก่อนนอนเราสวดมนต์ในเต้นท์ใครเต้นท์มัน ก็หลับสบายดีครับม้วนเดียวจบตื่นใกล้ ๆ จะตี ๔ ลุกออกมาเดินจงกรม ปรากฏว่าพญามาร(มด) รุมกัดเพราะออกมาเดินที่ถนน(บริเวณที่กางเต้นท์ไม่มีที่เดิน) เดินไปทางไหมมีแต่มด จึงกลับมาที่เต้นท์นั่งสมาธิปรากฏว่าพญามาร(ยุง)เยอะจริง ๆ เจ้าหน้าที่เขาบอกแล้วช่วงค่ำและช่วงก่อนแจ้งยุงจะเยอะมาก ๆ ให้ระวัง สุดท้ายเพื่อความปลอดภัยมุดเข้าเต้นท์ไปนั่งในเต้นท์ จนกระทั่ง ๖ โมงเช้าเราก็ตื่นเพื่อเก็บภาพยามเช้ากัน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: เก็บภาพกันจุใจก็กลับมายังอาคารเพื่อประกอบอาหารมื้อเช้า ช่วงที่เราประกอบอาหารปรากฏมีนักท่องเที่ยวขึ้นมากันแล้ว เห็นพวกเราประกอบอาหารสนใจก็เข้ามาทักทายพูดคุย เขาสนใจจักรยานและวิถีชีวิตแบบจักรยาน พวกเราก็ได้พยายามอธิบายให้ฟังตามที่เขาต้องการทราบ เมื่อประกอบอาหารเสร็จเรียบร้อยเราเริ่มทานอาหารในขณะที่กำลังจะทานอาหารเป็นเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่เริ่มเข้าปฏิบัติงาน เราได้เห็นกระบวนการเริ่มต้นของชีวิตที่นี่น่าสนใจมาก ๆ และน่าทึ่งเป็นที่สุดเลย ยังคิด ๆ นะ เออ......ยังมีแบบนี้จะสักกี่มากน้อยนะ ตามไปนะครับจะเห็นอะไรดี ๆ แปลก ๆ แต่ก่อนจะไปต่อขอเสริมเรื่องของ สมาธิ ต่อจากเรื่องของ ขันติ วิริยะ สติ ซึงนักปั่นทุกคนต้องมี และเนื่องจากได้รับการ Comment จากท่านผู้ตามติด ๆ ว่าขอเอาแค่พอหอมปากหอมคอ อย่าให้มากไป (ขี้เกียจอ่าน) OK ตามนั้นครับ :lol: :lol:

สมาธิ : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สมาธิ (สันสกฤต : समाधि) คือการฝึกฝนทางจิตหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป้าหมายคือ ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ตนเอง และจิตสำนึกต่อการทำงาน

การทำสมาธิโดยทั่วไปมักเป็นการฝึกหัดส่วนบุคคล ยกเว้นในบางกรณีเช่น การสวดมนต์ ผู้ฝึกสมาธิส่วนใหญ่ มักจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นลมหายใจ การเพ่งวัตถุต่าง ๆ หรือแม้แต่การจดจ่อกับกิจกรรมที่กระทำ การทำสมาธิ มักเกี่ยวกับการปลูกฝังความรู้สึกหรือความเชื่อมั่นภายใน อาจจะเป็นการตั้งเป้าหมาย หรือ อาจจะหมายถึงการเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงก็ได้

การมีจิตใจที่เข้มแข็ง รู้จักไตร่ตรองความคิดให้ถูกต้อง

รูปแบบการฝึกสมาธินั้นมากมายและมีความหลากหลาย คนทั่วไปอาจจะเข้าใจคำว่า "สมาธิ" ในบริบทที่แตกต่างกัน การทำสมาธินั้นมีมาตั้งแต่โบราณและ การฝึกฝนสืบทอดต่อกันมา จนกลายเป็นองค์ประกอบของประเพณีทางศาสนา ในประเพณีจิตวิญญาณตะวันออก เช่น ศาสนาฮินดู และ พุทธศาสนา แม้ในประเทศแถบตะวันตกบางแห่งก็เช่นกัน

ในปี 2007 การศึกษาของรัฐบาลสหรัฐพบว่าเกือบ 9.4% ของผู้ใหญ่ (มากกว่า 20 ล้านคน) มีการฝึกสมาธิภายใน 12 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจาก 7.6% (มากกว่า 15 ล้านคน) ในปี 2002

ตั้งแต่ปี 1960, การทำสมาธิได้รับการเพิ่มจุดเน้นของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

การทำสมาธิมีปรากฏในหลายศาสนา ซึ่งรวมถึง พุทธศาสนา ฮินดู และเต๋า และยังคงรวมถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่น โยคะ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
เป้
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 102
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ธ.ค. 2012, 21:45
Bike: เสือโทรมๆ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย เป้ »

.....เฝ้าติดตาม ต่อเนื่อง เรื่องธรรมะ
เพื่อที่จะ เฝ้ารอ ขอตามฝัน
สองล้อถีบ ปั่นไป ทุกวี่วัน
ขึ้นเนินชัน ทั่วไพร่ ในพนา....
.....มาติดตาม พี่แดง ออกทัวริ่ง
มีธรรมจริง ซ่อนอยู่ มิรู้หาย
ปั่นช้าๆ เนินชันๆ ไม่ย่านกาย
ถึงที่หมาย ปลอดภัยดี มีชัยเอย...

ฝากลอนไว้ครับพี่แดง
ปั่นซะ____ชีวิตจะได้ช้าลง
รูปประจำตัวสมาชิก
Rhizination
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 144
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ม.ค. 2014, 18:44
Bike: Smoking weed bike

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Rhizination »

สับสนเรื่องสมาธิครับ คือผมปฏิบัติสมาธิแล้ว(ปฏิบัติมาระยะนึงแล้ว23-29 ปี) ไม่เห็นว่าสมาธิคือหนทางดับทุกข์ครับ แต่เป็นการทำให้จิตใจสงบสมือนเป็นการหนีทุกข์มากกว่า เพราะเหตุแห่งทุกข์นั้นไม่ได้ถูกแก้ไขครับ สมาธิแก้ทุกข์ไม่ได้ เพราะพอมีทุกข์เกิดขึ้นก็หลบเข้าสมาธิเป็นเสียอย่างนี้ทุกครั้งไป แต่ถ้าทำวิปัสสนาต่อจากการทำสมาธิจะเห็นทุกข์ว่าเกิดที่ใดให้ดับที่นั่น บางทีสติกำกับตลอดเวลาเห็นทุกข์ก่อนจึงไม่ทุกข์ก็มี ฉะนั้นสมาธิสำหรับผมเป็นเพียงบันไดก้าวแรกเท่านั้นไม่ใช่วิธีดับทุกข์ครับ ผิดถูกประการใดขอทุกท่านช่วยชี้แนะด้วยครับ
เสือหมอบเปลี่ยนเกียร์ยังไง?
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

เป้ เขียน:.....เฝ้าติดตาม ต่อเนื่อง เรื่องธรรมะ
เพื่อที่จะ เฝ้ารอ ขอตามฝัน
สองล้อถีบ ปั่นไป ทุกวี่วัน
ขึ้นเนินชัน ทั่วไพร่ ในพนา....
.....มาติดตาม พี่แดง ออกทัวริ่ง
มีธรรมจริง ซ่อนอยู่ มิรู้หาย
ปั่นช้าๆ เนินชันๆ ไม่ย่านกาย
ถึงที่หมาย ปลอดภัยดี มีชัยเอย...

ฝากลอนไว้ครับพี่แดง
:lol: :lol: อรุณสวัสดิ์ครับคุณน้อง เป้ ผมช่วงนี้ไม่ว่างเลยกำลังหาข้อมูลวางแผนเดินทางไกล เข้ากระทู้พบคำกลอนยิ่งหนักใจเข้าไปอีก เพราะกลอนกับพี่แดงสลักแน่นปิดตายถวายครูไปนานแล้ว ก็ต้องขอขอบคุณน้องเป้เป็นอย่างสูงที่มาไขสลักให้ได้ทบทวน เริ่มด้วย

...ขอบพระคุณกับ คำกลอน ที่ย้อนให้
เกิดกำลังใจ ดีนัก เป็นหนักหนา
ครั้งต่อไป โปรดจง ได้ส่งเข้ามา
ร่วมสรวญ-เส เฮ - ฮา ในกระทู้เรา
....จักรยาน ธุดงค์ นั้นมุ่งเน้น
เพื่อให้เห็น เส้นทาง และเมืองของเขา
ปั่นไปก็คิดไป ได้โยนิโส ฯ ไม่เบา
ไม่แน่ เรา ชาตินี้อาจถึง ซึ่งนิพพาน.....๕๕๕

Rhizination เขียน:สับสนเรื่องสมาธิครับ คือผมปฏิบัติสมาธิแล้ว(ปฏิบัติมาระยะนึงแล้ว23-29 ปี) ไม่เห็นว่าสมาธิคือหนทางดับทุกข์ครับ แต่เป็นการทำให้จิตใจสงบสมือนเป็นการหนีทุกข์มากกว่า เพราะเหตุแห่งทุกข์นั้นไม่ได้ถูกแก้ไขครับ สมาธิแก้ทุกข์ไม่ได้ เพราะพอมีทุกข์เกิดขึ้นก็หลบเข้าสมาธิเป็นเสียอย่างนี้ทุกครั้งไป แต่ถ้าทำวิปัสสนาต่อจากการทำสมาธิจะเห็นทุกข์ว่าเกิดที่ใดให้ดับที่นั่น บางทีสติกำกับตลอดเวลาเห็นทุกข์ก่อนจึงไม่ทุกข์ก็มี ฉะนั้นสมาธิสำหรับผมเป็นเพียงบันไดก้าวแรกเท่านั้นไม่ใช่วิธีดับทุกข์ครับ ผิดถูกประการใดขอทุกท่านช่วยชี้แนะด้วยครับ
:?: :?: กราบเรียนท่าน "Rhizination" ผมขออนุญาตุทดลองชี้แนะนะครับ ผิด - ถูกเมตตาด้วยก็แล้วกัน(คุยแบบชาวป่านะครับ) ก่อนอื่นขอยืนยันว่าที่ท่านเข้าใจนั้นถูกต้องแล้วครับ ทีนี้เรามาดูกันนะครับ

สมาธิมี ๒ อย่าง คือ สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ

สัมมาสมาธิ คือ สมาธิในอริยมรรคนะ ความสงบนิ่งในสมาธินี้ จะมีความสุขที่ละเอียดปราณีต จิตเบา กายเบา มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว (เอกัคคตารมณ์ ) แต่ในจิตนั้นจะมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจเข้าแผ่วเบา ที่ละเอียดก็รู้ ลมหายใจออกละเอียดแผ่วเบาก็รู้ ลมหายใจออกสั้นก็รู้ ลมหายใจเข้าสั้นก็รู้ มีความเฉลียวฉลาดอยู่ในตัว อย่างนี้เราเรียกว่า สมาธิในอริยมรรค ใช้ปัญญาพิจารณาธรรม หาความจริง เพื่อขจัดกิเลสให้หมดไป ใครเข้าถึงแล้วจะ ลด ละ เลิก สิ่งชั่วร้ายหรืออบายมุขต่าง ๆ ได้ในที่สุด เพราะมีตัวรู้เข้าไปกำกับอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้า - ออก

ส่วน มิจฉาสมาธิ คือ สมาธิในฌาน เมื่อจิตสงบนิ่งในฌานจะมีอารมณ์ ( เอกัคคตารมณ์ ) จะสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว จะมีความสุขที่ละเอียดประณีต ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ไม่รู้ตัว เหมือนกับลมหายใจไม่มี จิตจะนิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น จะนั่งสมาธิอยู่ในลักษณะนั้นทั้งคืนก็ได้ สมาธิประเภทนี้ ทำให้การปฏิบัติธรรมไมก้าวหน้า เพราะไม่มีความรู้ตัว จะว่าหลับอยู่ในฌานก็ไม่ใช่ สมาธิในฌานนี้ไม่ก่อให้เกิดปัญญา โอกาสการเข้าสู่มรรค ผล ไม่มีเลย

พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์มักจะสอนเสมอ ๆ ว่า ความจำที่มั่นคงทำให้เกิด สติ สติเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิและสมาธิก็เป็นเหตุใกล้ให้เกิด ปัญญา จะเกิดปัญญาได้ ท่านต้อง "โยนิโสมนสิการ" คือการน้อมนำเข้ามาสู่ใจโดยแยบคาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อไม่มีการโยนิโส ฯ ก็อย่าหวังเพราะจะเข้าไปใน ฌาน แต่เพียงอย่างเดียวครับ


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o ผมเกริ่นไว้แล้วนะครับว่า หลังจากที่เช้าวันนั้นพวกเราตื่นขึ้นมาก็รีบคว้ากล้องออกไปเก็บภาพ พร้อมซึมซับความสุขกับบรรยากาศที่สุดแสนจะสดสวยและยากที่จะบรรยาย ให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน นอกเสียจากท่านจะขึ้นไปสัมผัสกันเองครับ เมื่ออิ่มหนำสำราญกับความสุขสดชื่นจนจุใจพวกเราก็กลับมาประกอบอาหารมื้อเช้าแลร่วมกันรับประทานอาหารเช้า

ช่วงเวลาทำงานประมาณ ๐๘.๐๐ น.บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายก็พากันมารวมตัวที่เสาธง ทำพิธีเคารพธงชาติด้วยการร้องเพลงชาติ และสวดมนต์เช้าก่อนเข้าทำงาน ผมตะลึงครับไปมาหลาย ๆ ที่หลาย ๆ แห่งไม่เคยพบเจอ ยังนึกนะครับว่าบ้านนี้เมืองนี้คงมีแต่ ตชด.เท่านั้นกระมังที่ทุกเช้าต้องมารวมพลเคารพธงชาติสวดมนต์ แล้วท่องคำปฏิญาน เอ้า...รับทราบกันซะนะครับ ที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เขาก็มีการเคารพธงชาติและสวดมนต์เหมือนกัน มิน่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ เกือบทุกคนจิตใจดีงาม เป็นมิตรและให้ความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเป็นอย่างดีทุก ๆ คนด้วย ยืนยันครับ รู้งี้แล้วเชิญครับ พากันปั่นไปเยี่ยมชมนะครับ
:lol: :lol:

ต่อจากนี้ผมจะพาท่านขึ้นไปชมยัง ย.๑ - ย.๓ ตามไปนะครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: หลังจากที่เราได้ชมกระบวนการเริ่มงานวันใหม่ของเจ้าหน้าที่อุทยาน เริ่มด้วยการมารวมพลเคารพธงชาติ สวดมนต์ไหว้พระครั้งแรกเราคิดว่าน่าจะมีผู้บังคับบัญชามากล่าวปรากฏว่าไม่เห็น คงติดภารกิจแต่เมื่อคืนปล่อยให้เจ้าหน้าที่ว่ากันไปตามลำพัง ? เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แยกย้ายกันทำหน้าที่พวกเราทั้ง ๔ ก็ได้เวลาออกเดินทางขึ้นไปเยี่ยมชม ย.ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละ ย. จะมีสถานที่อาคารบ้านพักให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปพัก เราสอบถามเจ้าหน้าที่ในฤดูหนาวห้องพักจะไม่ว่างเลย เจ้าหน้าที่แนะนำให้เรานำจักรยานปั่นขึ้นไปจนถึง ย.๑ จากนั้นจะต้องเดินเท้าขึ้นไปเพราะไม่มีทางให้ปั่นแล้วทุกคนต้องเดินขึ้นไป จนถึง ย.๔

เราปั่นกันไปโดยทิ้งสัมภาระฝากไว้ที่ ๆ เราพัก (ร้านค้า) ทางลาดชันแคบต้องระมัดระวังกันพอสมควร ประมาณ ๒ - ๓ กม.เราก็เจออุโมงค์ขุนตาลจำลองให้ลอดผ่าน ๓ คนเขาเข้าไปสำรวจ(ลอด) แต่ผมไปดักอยู่ที่ปลายอุโมงค์อีกด้านเพื่อเก็บภาพคุณนาย ดูคุณนายแกมีความสุขสนุกสนานมากเลยล่ะ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o เราปั่นต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นบ้านพักแบบบังกาโลเรียงรายไปตามไหล่เขาดูบรรยากาศแล้วน่ามาพักเป็นอาทิตย์ ๆ มันสงบเย็นสบายอย่างแท้จริง อากาศก็แสนจะสดชื่นเรียกว่าเราสูดโอโซนกันเต็มอิ่ม บ้านพักทุกหลังได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่เข้ามาทำสะอาด ในห้องพักจะมี ๒ เตียงบ้างเตียงเดี่ยวบ้าง ก็แล้วแต่ใครจะชอบ ๕๕ ก่อนจะถึงบ้านพักของการรถไฟ ทราบว่าเป็นที่พักของคนที่เขามาบุกเบิก (อย่าพลาดนะครับ) เราก็มาเจอจุดชมวิวของบ้านพักชุดแรก มองทิวทัศน์ได้ไกลลิบ เขาทำเทอเรสยื่นออกไปให้ได้นั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน(โอกาสค่อยมาใหม่) ก็เป็นธรรมดาของพวกเราที่อดไม่ได้จะต้องเก็บภาพเป็นที่ระลึก ลุงป๊อกคนอารมณ์ดีบอกให้ผมกับคุณนายถ่ายภาพคู่บ้าง ลุงแกเป็นตากล้องให้คุณนายแกเลยโพสท่าให้อิจฉาเล่น ๆ แถมกระเซ้าว่าครั้งต่อไปลุงป๊อก ลุงดม ต้องไปฝึกคุณนายที่บ้านให้มาปั่นด้วยกัน จะได้ไม่น้อยหน้ากัน ทั้งลุงดม ลุงป๊อกพูดเป็นเสียงเดียวกันเลย "ไม่มีแม้แต่จะฝัน"

จักรยานมันก็ธรรมดา ๆ ใคร ๆ ที่เกิดมาสิ่งอัศจรรย์อันดับแรกเลยก็คือการได้ปั่นจักรยานเป็น และพ่อ แม่ พอลูกโตเดินได้ไม่พลาดที่จะซื้อหาจักรยานแบบมีล้อกันล้มให้ได้พาลูกนั่ง แล้วตัวเองเข็นท้ายลูกก็จะทำท่าปั่น พอโตขึ้นลูก ๆ ก็จะปั่นจักรยานได้ สรุปว่าร้อยละ ๗๐ - ๘๐ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ปั่นจักรยานเป็นกันหมด แต่พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่สมัยก่อนตอนคมนาคมยังไม่สดวก จักรยานคือยานพาหนะของเรา ปัจจุบันแมงกะไซด์ รถยนต์ ต่างเข้ามาแทนที่จักรยาน ความสดวก สบาย รวดเร็ว ทำให้จักรยานเลือนหายไปจากความทรงจำ จักรยานหมดความหมาย ทุกวันนี้คนที่ปั่นจักรยานคือบรรดานักแข่งทั้งหลายแค่นั้น จักรยานเลยถูกมองไปเป็นเรื่องของการกีฬาไป ทำอย่างไรเราจะให้จักรยานเข้าไปเป็นวิถีชีวิตของคนเหมือนในอดีต เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน ลดเศรษฐกิจชาติ ลดพลังงานเชื้อเพลิงของโลก เพิ่มสุขภาพของคนในประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ที่ปั่นจักรยาน ทำอย่างไรจึงจะได้ให้จักรยานแพร่หลายในกับคนในประเทศ สรุปปั่นจักรยานได้ แต่จะให้ใช้จักรยานคง ยาก :roll: :roll:

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D ผมหายหน้าไปเสียหลายวัน นะครับก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพียงแต่พาคุณนายและทีม รักรถรักธรรม เชียงใหม่ ไปตระเวนหาความจริงแถบเพื่อนบ้านของเราก่อนที่ AEC.จะเปิดเป็นทางการในปีหน้า เราเน้นที่เขมร เพราะเป็นเวลาแรมปีมาแล้วที่ทราบข่าวว่า การปั่นในเขมรนั้นอันตราย ต้องมีคนนำทางหรือคนพาไป บวกกับภาพที่ติดตาตรึงใจของการล้างเผ่าพันธ์สมัยเขมรแดง นอกจากนี้ยังมีบรรดานักจัดทัวร์ทั้งหลายที่มากระจายข่าว ถึงความอลังการงานสร้างเช่น นครวัด นครธม เป็นต้นแต่ไม่วายที่จะต่อท้ายกับคำว่าถ้าท่านไปเพียงลำพัง ไม่ผ่านทางทัวร์ขอให้ระมัดระวัง เขมรไม่เป็นมิตรกับไทย ยิ่ง ๒ - ๓ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาชายแดนด้านเขาพระวิหาร ยิ่งทำให้ภาพเขมรเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ ผมและคุณนายยอมเสียเงินไปกับทัวร์มาครั้งหนึ่งแล้วแต่ไม่จุใจ เพราะอยากเห็นอะไรที่ลึก ๆ กว่านั้น

Lulla Asian Part 1 จึงได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อพิสูจน์ความจริงดังกล่าว ในที่สุดก็ตาลปัตรไม่ได้เป็นอย่างที่ คิด และ ได้ยินมา เขมรกลายเป็นชาติที่ผมและคุณนายประทับใจมาก ๆ ในความจริงใจ ใสซื่อ โอบอ้อมอารี มีน้ำใจ และเป็นเมืองพุทธอย่างแท้จริง เราไปได้ทุกหนแห่ง ค่ำไหนนอนนั่น ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่มีแววของภยันตรายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย อยากจะสรุปว่า เผลอ ๆ นะ คนไทย ลาว พม่า คงได้อายกันละครับ ติดตามรายละเอียดสรุปทริปได้ที่ กระทู้ "พาคุณนาย...ทัวร์ริ่ง" หรือ
viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม.... ก็ได้ครับ เอาหนังตัวอย่างไปก่อนละกันครับ และขอบคุณที่จะติดตามให้กำลังใจกันนะครับ :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เราปั่นผ่านบ้านพักตากอากาศของอุทยานนับเป็นสิบ ๆ หลัง ซึ่งในช่วงฤดูหนาวกับร้อน บ้านพักเหล่านี้จะเต็มตลอดฤดู ประกันความผิดหวังใครที่ต้องการไปพักผ่อนอย่าลืม โทร ฯ สั่งจองล่วงหน้าก็แล้วกัน ส่วนใครที่มีเต้นท์และหรือจะเช่าเต้นท์ก็ได้ไม่มีปัญหา ขึ้นไปจนสุดเขตบ้านพัก เราต้องจอดรถไว้ที่ตรงด่านต่อจากนี้ไปจนถึง ย.๔ จะต้องเดินกัน เราพากันเดินไปได้แค่ ย.๒ ตรงที่บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จำเป็นต้องกลับเพราะเวลาไม่อำนวยแล้ว แสนเสียดายจัง คงอยากให้ไปอีกครั้งละกระมัง

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:( :( เห็นบ้านพักท่านหม่อมคึกฤทธิ์ ผมหลับตาย้อนอดีตเมื่อปี ๒๕๑๑ ผมเป็นนักเรียนชั้น ม.ศ.๕ เราได้พากันเดินขึ้นไปพบกับท่าน ท่านได้เมตตาพาพวกเราไปนั่งยังบ้านพักและนำน้ำส้ม น้ำหวาน มาเลี้ยงพวกเรา ท่านชี้มายังที่ผมและบอกเพื่อน ๆ ว่า ไอ้นี่ระวังนะตัวดีละ อนาคตเป็นใหญ่เป็นโตได้ ผมจำคำนี้ติดหูมาโดยตลอด แต่วาสนาไม่ถึงเอาแต่เกกมะเหรกเกเร ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก วิบากกรรมเลยมาทำหน้าที่คอยขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองจนทุกวันนี้ ระมัดระวังกรรมกันนะครับเพราะ "ไม่มีใครจะใหญ่เกินกรรม" วันนี้ผมได้ถามว่าทำไมทางการไม่บูรณะสถานที่สำคัญ ๆ แบบนี้ให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชม ชื่นใจ ได้รับคำตอบว่า ที่บริเวณนี้มีโฉนดที่ดินเป็นของท่านและลูกหลานยังใช้อยู่อาศัยทำมาหากิน เข้าไปดำเนินการโดยพละการไม่ได้ จึงทรุดโทรมดังที่เห็น เสียดายมาก ๆ ครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D ที่ทางเข้าไปยังบ้านของท่านมีลิ้นจี่ให้ผลแดงเต็มต้น ผมยกมือท่วมหัวเอ่ยปากขออนุญาตุเก็บกิน อร่อยมากครับหวานฉ่ำ เรานั่งกินกันจนอิ่มและอำลากลับมายัง ย.๑ เพื่อเดินทางต่อไปยังวัดจอมธรรมอันเป็นเป้าหมายหลักต่อไป. :) :)

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D เราพากันเก็บกินลิ้นจี่ ณ ที่สวนของท่านหม่อมคึกฤทธิ์ กินไปพลางผมก็อดคิดถึงท่านไม่ได้ วันที่ผมเจอกับท่านสมัยเป็นเด็ก เพื่อน ๆ ผมเขาพากันกลัวส่วนผมเฉย ๆ ไม่ได้กลัวเกรงอะไร คงมองท่านเหมือนผู้ใหญ่ใจดีอย่างนั้น ตอนที่ท่านยกเครื่องดื่มมาให้พวกเรา ผมยังจดจำกิริยาของท่านได้ท่านมีเมตตากับพวกเรามาก ๆ ท่านยิ้มอารมณ์ดีและพูดสอนพวกเราเฉกเช่นเดียวกับครู

สัญญา (ภาษาสันสกฤต: สํชญา) แปลว่า จำความได้, ความหมายรู้ได้ คือระบบความจำที่สามารถจำคน สัตว์ สิ่งของและเหตูการณ์ต่างๆ ได้ เช่น จำสิ่งที่เห็น จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำชื่อคน จำหนังสือ จำเรื่องในอดีตได้ว่าเป็นสีเขียว ไพเราะ หอม หวานเป็นต้น เรียกภาวะที่มีความจำคลาดเคลื่อน จำผิดๆ ถูกๆ หรือมีสติฟั่นเฟือนเหมือนคนบ้าว่า สัญญาวิปลาส

ทางพุทธศาสนา สัญญา คือขันธ์หนึ่งใน 5 ขันธ์ และเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง มี 2 ประเภทคือสัญญา 6 และสัญญา 10 ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสัญญานั้นย้อนกลับไปได้ไม่สิ้นสุด เช่นเราลองนึกถึงตัวเราในอดีตที่กำลังเศร้ากับการกระทำที่ผิดพลาดของตนในอดีต ในสัญญาของตัวเราในอดีตก็มีเหตุการณ์ที่ตัวเราในอดีตขณะนั้นมีภาพตัวเราที่เป็นอดีตของอดีตตัวเราทำความผิดพลาดซ้อนอีกดังนั้นสัญญาจะมีลักษณะซ้อนทับกับไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด แต่ที่เราจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ เพราะอำนาจสติมีกำลังน้อย อีกทั้งที่เราจำชาติก่อนไม่ได้เพราะ กฎแห่งวัฏฏะ คือ เรามีอวิชชา เป็นกิเลสวัฏฏะ ทำให้เกิดมโนกรรมคือมิจฉาทิฏฐิ ทำให้เกิดวิบากกรรมคือจำชาติที่แล้วไม่ได้ เนื่องจากขณะจิตที่ดับจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ (ไม่รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์คือดับกิเลสและทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์คือมรรคมีองค์ 8)

สัญญา 6 หมายถึง ความทรงจำมี 6 คือ

1.จักขุสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางตา (ภาพ)
2.โสตสัญญา (เสียง) สิ่งที่ทรงจำทางหู
3.ฆานะสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางจมูก (กลิ่น)
4.ชิวหาสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางลิ้น (รสชาติ)
5.กายสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางกาย (ประสาทสัมผัส)
6.มนสัญญา สิ่งที่ทรงจำทางใจ (มโนสิ่งทรงจำทางใจมี 3 คือ 1.จำเวทนา 2.จำสัญญา 3.จำสังขาร 3 คือ 1.กายสังขาร (การบังคับร่างกาย) 2.วจีสังขาร (ความคิดตรึก ตรอง) 3.จิตตะสังขาร (อารมณ์ที่จรเข้ามาในใจ)

สัญญา 10

อนิจจสัญญา พิจารณาว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้เป็นอนิจจัง

อนัตตสัญญาพิจารณาว่า จักษุเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา กลิ่นเป็นอนัตตา ลิ้นเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ในอายตนะทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ๖ ประการเหล่านี้ เป็นอนัตตา

อสุภสัญญาพิจารณากายนี้นั่นแล เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนี้

อาทีนวสัญญาพิจารณาว่า กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น อาพาธต่างๆ จึงเกิดขึ้นในกายนี้ คือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคที่ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด หูด โรคละอองบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาต อาพาธอันเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธอันเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธอันเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ พิจารณาเห็นโดยความเป็นโทษในกายนี้

ปหานสัญญาไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งกามวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งพยาบาทวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งวิหิงสาวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันชั่วช้า ที่เกิดขึ้นแล้ว (พิจารณาเห็นว่าวิตกทั้งสองคือกามวิตก และพยาบาทวิตกคือการจองเวรเป็นเหตุให้จิตยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดและอวิหิงสาเป็นเหตุให้รับวิบากกรรมในขณะเวียนว่ายตายเกิด)

วิราคสัญญาพิจารณาว่าธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง (อุปธิ = ที่ตั้งแห่งทุกข์ ) ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอกกิเลส ธรรมชาติเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ (ซึ่งก็คือสภาวะของพระนิพพานที่สัมผัสได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่นั่นเอง )

นิโรธสัญญาพิจารณาว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที่ดับโดยไม่เหลือ ธรรมชาติเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ (วิราคะ และนิโรธ ล้วนเป็นชื่อหนึ่งของพระนิพพาน โดยวิราคะเน้นที่ความสำรอกกิเลส คือการไม่ปรุงแต่งในสิ่งภายนอกราบเรียบเสมอกัน ส่วนนิโรธเน้นที่ความดับไม่เหลือของกิเลส คือการไม่ยึดติดในสิ่งภายในว่าไม่ใช่ตัวกูของกู)

สัพพโลเกอนภิรตสัญญา การกำหนดหมายในความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ละอุบายและอุปาทานในโลก อันเป็นเหตุตั้งมั่น ถือมั่น และเป็นอนุสัยแห่งจิตย่อมงดเว้น ไม่ถือมั่น (การเห็นสิ่งที่ไม่งดงาม แต่สำคัญว่างดงามเพราะจิตเข้าไปปรุงแต่ง)

สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาการกำหนดหมายในความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง ความอึดอัด ระอา เกลียดชังแต่สังขารทั้งปวง (การเห็นสิ่งทั้งปวงมีแต่แตกกระจายไป)

อานาปานสติ การนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอเป็นผู้มีสติหายใจออก เป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น

: เครดิต จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


:) :D เมื่ออิ่มหมีพีมันกับลิ้นจี่แล้ว เราก็พากันเดินกลับแทนที่จะไปให้ถึง ย.๔ เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว เป้าของเราคือ วัดจอมธรรม โอกาสหน้าค่อยกลับมาพิชิต ย.๔ กันอีกครั้งขาเดินกลับมาก็เหมือนเดิมคือโอ้เอ้วิหารราย แวะพักตามห้างที่เขาทำไว้ให้พักผ่อน เพื่อชมวิวทิวทัศน์เหมือนขามานั่นแหละ ถึงจุดที่เราจอดรถไว้ก็ปั่นกลับมายังที่พักและเตรียมสัมภาระก่อนจะอำลาจากอุทยานแห่งชาติขุนตาน มุ่งไปยังวัดจอมธรรมต่อ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: ในขณะที่เดินทางมุ่งสู่วัดจอมธรรม เราต้องผ่านสรรพสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่เจริญตาเจริญใจ เรียกว่าต้องเอาสติมาเป็นโล่ห์ป้องกันความคิดกันเป็นจ้าละหวั่น จิตคนโดยเฉพาะ กิเลส มันไม่เบานะจะบอกให้ ผมไปเห็นรถจิ๊ปเข้า ถึงกับต้องจอดรถหยุดชม ในใจครุ่นคิดอยากได้ไว้ครอบครอง คิดถึงความหลังที่เคยใช้มันมาและเคยพามันไปถูกยิงจนพวงมาลัยหักก็เคย เมื่อสติคืนกลับเราจึงครางเบา ๆ ว่า "เอา...อีกแล้ว" ต้องสลัดทิ้งไปก่อนจะปั่นตามหลังเขาไปกว่าจะทัน เรียกว่าลิ้นห้อยเลยครับ

:idea: :idea: สัญญา (ความจำได้หมายรู้)มีสองประเภท

1.กิเลสสัญญา สัญญาที่เจือด้วยกิเลสเพราะมีความไม่รู้จึงเป็นสัญญาเจือกิเลส เรียกว่าเจือด้วยอวิชชาก็ได้

2.กุศลสัญญา สัญญาที่ก่อให้เกิดวิชชา เช่นจำได้หมายรู้เรื่องไตรลักษณ์ จนเห็นสภาพไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไร้ตัวไม่มีตน แล้วจำได้หมายรู้ในสภาพนั้นเมื่อไปเกี่ยวข้องสิ่งใด สัญญาตัวนี้จะออกมาช่วยให้รู้ในไตรลักษณ์ของสัมผัสนั้นๆ เรียกว่ามีสัญญาที่เจือด้วยวิชชาก็ได้

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดีๆ เรารู้ว่าไตรลักษณ์มีอะไร แต่เมื่อสัมผัสสิ่งใด เราไม่มีการพิจารณาว่าสิ่งที่สัมผัสไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไร้ตัวตน อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสามอย่าง แสดงว่ากุศลสัญญายังไม่มี กิเลสสัญญาเขาก็จะทำหน้าที่แทน คือมีการเห็นเป็นตัวตนในสัมผัสนั้นๆเหมือนคนทั่วๆไป

ดังนั้นรู้ไตรลักษณ์อย่างเดียวไม่พอ ต้องเอามาใช้เวลาสัมผัสสิ่งใดๆด้วย จะช่วยให้เกิดกุศลสัญญา จะให้กุศลสัญญามีมากต้องสร้างกุศลสัญญาในทุกๆสัมผัสให้บ่อยๆ บ่อยจนเกิดความเคยชิน เมื่อเคยชินสัมผัสสิ่งใดกุศลสัญญาเขาจะทำหน้าที่แทนกิเลสสัญญา กลายเป็นสัญญาที่เจือด้วยวิชชาแทนสัญญาที่เจือด้วยอวิชชา เราก็จะไม่มีกิเลสในการสัมผัสสิ่งใดๆ เราก็จะไม่เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นๆ เพราะเรารู้ความตามจริงในสิ่งนั้นๆ เรารู้ความจริงในสิ่งนั้นๆก็เพราะเรามีกุศลสัญญาเป็นตัวช่วย

กิเลสสัญญาเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเป็นสัญญายืนพื้นอยู่ในปุถุชน

กุศลสัญญาเป็นสัญญาที่ต้องหมั่นสร้าง ธรรมะติดดินที่เขียนทั้งหมดปีกว่าๆมานี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นการแนะนำให้สร้างกุศลสัญญาทั้งสิ้น เราสร้างกุศลสัญญาได้หลายวิธีหลายอุบาย เพียงแต่ต้องย้ำทำบ่อยๆ ทำอย่างจริงจังในทุกๆผัสสะ การทำบ่อยๆจะไปช่วยกระเทาะกิเลสสัญญาให้หมดไป จนเหลือแต่กุศลสัญญา หรือเหลือแต่สัญญาที่เจือด้วยวิชชา

กิเลสสัญญา เป็นสิ่งที่มนุษย์มีอยู่และสร้างเพิ่มขึ้นตั้งแต่เด็กจนตาย กุศลสัญญาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้จักหรือพยายามสร้างขึ้นเลย แม้บางคนศึกษาธรรมะ แต่ก็มิได้สร้างกุศลสัญญา กุศลสัญญาต้องสร้างจากการเห็นสภาพจริงๆของไตรลักษณ์ แล้วนำมาใช้เมื่อกระทบผัสสะ รู้แต่ไม่ได้มาใช้ก็เป็นการสร้างกิเลสสัญญาในทุกๆผัสสะ สร้างโดยไม่รู้ตัว จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกิเลสสัญญาพาไปเกิด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเพราะสัญญานี่แหละทำให้มีสิ่งต่างๆมากมาย สัญญาตัวนี้ พระองค์หมายถึงกิเลสสัญญา ถ้าเป็นกุศลสัญญามันจะเป็นตรงกันข้ามคือกุศลสัญญาเป็นตัวทำลายความมีความเป็นของสิ่งต่างๆ เป็นตัวทำลายภพทำลายชาตินั่นเอง

เจริญธรรม
สมสุโขภิกขุ



รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ตามเขาทันก็ตอนที่เขาแวะพักเพื่อประกอบอาหารมื้อเที่ยงครับ เราประกอบอาหารที่วัดใช้ศาลาข้างวัดเป็นที่ทำ พระท่านก็มีเมตตาอุตส่าห์มาบอกน้ำอยู่ตรงนั้น ก๊อกนี้ไม่ดี ก๊อกนั้นใช้ได้ และท่านยังเมตตาจะหา มา มา มาให้ต้องกราบเรียนท่านเราเตรียมกันมาหมดแล้ว ขอบพระคุณมาก ๆ ท่านก็ยังมองจนแน่ใจว่าเรามี บังเอิญเมนูเที่ยงนั้นเป็นต้ม มามา จริง ๆ ด้วย คุณนายแกแวะหาซื้อมาหลายห่อเรียกว่าพอกินกันทีเดียว พระท่านเลยสบายใจและเดินจากไปปล่อยให้พวกเราสนุกสนานกับการทำอาหารกันตามลำพัง

เมื่อเราเสร็จภารกิจอันแสนจะวุ่นวายตามสไตล์ฆราวาส เราก็ออกเดินทางปั่นเข้าสู่จุดหมาย ซึ่งเหลืออีกไม่กี่กิโล ใกล้จะถึงแล้วฝนก็กระหน่ำลงมาชนิดลืมตาไม่ได้ แต่โชคดีเราเข้าสู่อาคารวัดเรียบร้อย กว่าฝนจะหยุดให้เราได้กางเต้นท์พักผ่อนก็นานพอควร :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

http://www.youtube.com/watch?v=lAABS58TEvo


:) :D ในที่สุดพวกเราก็บรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนา นั่นคือเราดั้นด้นมาจนถึง วัดจอมธรรม ที่วัดนี้มีอะไรดีจึงทำให้เราคิดแต่จะมา เราก็มาชมกันครับ :lol: :lol:

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :roll: ในขณะที่เราปั่นกันจนมาถึงบริเวณวัดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา และเทกระหน่ำอย่างรุนแรง พวกเรามองเห็นพระองค์ใหญ่อยู่บนเนินเขา นั่นคือเป้าหมายที่เราอยากจะไปกางเต้นท์สวดมนต์ นั่งภาวนา และหลับนอน แต่เมื่อเราถึงหน้าวัดฝนก็เริ่มโปรยดังว่ามา เราถึงบริเวณกุฏิพระและแยกย้ายกันไปชมรอบ ๆ บริเวณวัดท่ามกลางสายฝนที่โปรยแผ่ว ๆ จวบจนกระทั่งฝนเทกระหน่ำพวกเราก็มารวมตัวกันที่กุฏิพระ เมื่อพระท่านเห็นเรามาติดฝน ท่านก็เปรยขึ้นว่า "เอ้า...ไปไม่ได้ก็นอนที่นี่ก็ได้" ทำเอาพวกเรา งง ยังไม่ได้เสวนาอะไรกันเลยท่านช่างจะเมตตา กรุณาเสียนี่กระไร ไม่เหมือนบางวัดไม่ให้นอนซะงั้น

เราได้สนทนาและเล่าเรื่องราวของพวกเราให้ท่านฟัง เมื่อท่านทราบเจตนาท่านยิ่งต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี รีบให้พระเณรจัดน้ำ จัดสถานที่เพื่อให้พวกเราได้พัก ในขณะที่ฝนเทลงมาแบบไม่หยุดแน่ ๆ และเวลาก็เริ่มมืดค่ำแล้ว พวกเราจึงจัดการปลดสัมภาระ ในขณะที่จะปลดสัมภาระและเริ่มจะวางจุดกางเต้นท์ที่ใต้ถุนกุฏิที่พระท่านอนุญาตุ พลันฝนก็ ก็หยุดแบบ กึก เออ...แปลก อยากตกก็เทลงอยากหยุดก็ หยุดแบบไม่ให้สัญญาณ พวกเรามองตากันทุกคนรีบเก็บสัมภาระและกราบลาพระ แจ้งท่านเราจะไปกางเต้นท์ข้างบนพระใหญ่

ท่านก็ใจดีแนะนำและบอกว่า พระอาจารย์เจ้าอาวาสก็พักอยู่ข้างบนนั้น ไม่รอช้าพวกเรารีบจัดการบรรทุกสัมภาระเข้าที่และรีบบึ่งขึ้นไปข้างบนทันที ลุงดมแกไวกว่าใครรีบไปก่อน เรา ๓ คนตามหลัง ปรากฏว่าลุงดมหลงไปที่ใดไม่ทราบคะเนว่าแกคงดิ่งไปที่พระใหญ่เลย แต่เรา ๓ คนดิ่งขึ้นไปกุฏิเจ้าอาวาส (ไปแบบเดาซุ่ม) เราได้ไปเจอท่านเจ้าอาวาสและได้สนทนาจนมืด ท่านจึงให้พระและเด็กวัดพาเราไปจุดที่จะกางเต้นท์ เมื่อเราไปถึงปรากฏว่าลุงดมแกกางเต้นท์ของแกเรียบร้อย แกยังบอกว่ากลัวฝนตกเข้าที่ร่มได้ก็ตัดสินใจเลย อย่างไรเสียพรุ่งนี้เช้าเราก็ต้องเจอกัน ไปไม่ถึงพระใหญ่ แล้วที่พระพามาแทนที่จะเป็นพระใหญ่แต่ท่านพามาที่อาคารที่ลุงดมกางเต้นท์ พระบอกว่าที่พระใหญ่ยังสร้างไม่เสร็จไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย ให้พักที่จุดนี้แหละ เพราะเป็นที่พักของญาติโยมทุก ๆ คน

เราทั้ง ๔ ก็ งง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็แปลกดี การสนทนากับท่านเจ้าอาวาส เสียดายไม่มีช่องให้ได้เก็บภาพท่านเลย มัวแต่นั่งคุยกัน เจ้าอาวาสเป็นพระหนุ่มและเป็นคนในหมู่บ้านบวชมานานแล้ว และได้ธุดงค์ไปหลาย ๆ ที่จวบจนบรรลุถึงจุด ๆ หนึ่ง ท่านเล่าว่าเหมือนจะมี พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ สั่งให้ท่านกลับมาบูรณะสถานที่นี้ และการก่อสร้างต่าง ๆ พึ่งจะเริ่มได้เพียง ๓ ปี ซึ่งก็น่าทึ่งมาก ๓ ปีท่านสร้างวัดได้ขนาดนี้นี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว แต่ซึ่งหนึ่งที่เราเห็นคือ ศรัทธาที่ท่านมีต่อองค์หลวงปู่ครูบาศรีวิชัย ท่านได้ตั้งจิตจะหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ครูบาศรีวิชัยแจกให้วัดต่าง ๆ ท่านเล่าว่าแจกมาแล้วหลายพันองค์ (ผมเริ่มสนใจแล้วครับ) :lol: :lol:



http://www.youtube.com/watch?v=pi0EDovK8Sw
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:roll: :roll: วันนี้ผมออกบ้านช่วงสาย ๆ กับคุณนายไปหาซื้ออุปกรณ์สำหรับเดินทาง (อยากจะเปลี่ยน Look) ได้ข่าว Out Door Karana เขามีการลดแลกแจกแถม ไปจริง ๆ สิ่งเราต้องการไม่มีเลยครับ เต้นท์แบบนอนคู่สำหรับจักรยานไม่มี แผ่นรองนอนไม่มี หมอนไม่มี คงได้มาแต่ถุงขนาด ๓๐ ลิตรในราคา ๗๘๐ บาทแถมรองเท้าคู่หนึ่ง ชุดเครื่องครัวเราต้องการเพิ่มอย่างละชิ้นเช่น หม้อหุงข้าวใบใหญ่ปรากฏไม่แยกขายคงขายเป็นชุด คนขายแสนดีมากระซิบ "คุณลุงครับรออีกอาทิตย์ จะมีการลดมากกว่านี้ครับ" เอ้างั้นก็ไม่ซื้อซิก็เลยให้เบอร์โทร ฯ ลดเมื่อใดให้โทร ฯ หาละกัน

หลังจากที่ออกจากห้างก็ไปเยี่ยมแม่และทานข้าวกับแม่ กับถึงบ้านซะเกือบ ๒ ทุ่ม ช่วงที่ขับรถกลับบ้านเห็นที่ป้อมตำรวจเขามีการแสดงดนตรีมีหางเครื่องเต้นเต็มเวที งง ไม่เคยเห็นเป็นงานอะไร (รถติดเป็นแถว) พอเข้าใกล้...เอ้า....งานวันตำรวจ วันนี้วันที่ ๑๓ ตุลา.....๕๕๕๕๕....ผมลืมจริง ๆ ครับ กลับถึงบ้านเพื่อรำลึกและแสดงว่าผมเองยังมีจิตผูกพันกับตำรวจแม้จะเป็นอดีตไปแล้ว แต่สัญญาจำได้หมายรู้ ยังคงฝังแน่นและจิตวิญญาณยังคงเหมือน ๆ จะเป็นตำรวจอยู่ ขออนุญาตนำประวัติหน่วยของตัวเองมาเล่าให้ฟังนะ



http://www.youtube.com/watch?v=yyJlr9ErgUM


:) :) ตำรวจตระเวนชายแดน รูปภาพ สถาปนา พ.ศ. 2494

ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) (Border Patrol Police) เป็น ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นกำลังเสริม แทนการใช้กำลังทหาร ในรักษาความสงบตามแนวตะเข็บชายแดน อันเนื่องจากสนธิสัญญากรุงเจนีวาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสกำหนดห้ามไม่ให้มีกำลังทหารในระยะ 25 กิโลเมตรจากแนวชายแดน จุดประสงค์หลักในการจัดตั้ง ตชด.ในช่วงแรกคือป้องกันกองกำลังคอมมิวนิสต์ที่เข้ามารุกรานในประเทศ โดยให้ ตชด. เป็นหน่วยที่มีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ 1.สามารถปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างตำรวจ 2.สามารถรบได้อย่างทหาร และ 3.สามารถบริการประชาชนแทนกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆได้อย่างข้าราชการพลเรือนทั่วไป

ประวัติ

ช่วงที่ 1

หลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 ประเทศอาณานิคมที่เคยเป็นเมืองขึ้นมาเป็นเวลานานหลายประเทศ ก็ได้รับเอกราชคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบก็ได้รับเอกราชใหม่ทุกประเทศได้แก่ พม่า ลาว เขมร เวียดนาม และมาเลเซีย แม้ประเทศเหล่านี้จะได้รับเอกราชสมบูรณ์ แล้วก็ตาม แต่ความสงบสุขของบ้านเมืองในแถบนี้ยังห่างไกลจากความเป็นจริง ทั้งนี้เกิดจากความยุ่งยากทางการเมืองภายในจาก การชิงอำนาจของนักการเมืองที่มีความคิดเห็นยุ่งยากทางการเมืองภายใน จากการชิงอำนาจของนักการเมืองที่มีความคิดเห็นในนโยบายการปกครองแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยุ่งยากอันเกิดจากการเมืองภายนอกที่ประเทศคอมมิวนิสต์ และบริวารพยายามแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่ภูมิภาคของโลกส่วนนี้ให้อยู่ในอุ้งมือให้จึงได้ ทั้งได้พยายามดำเนินการทั้งมวลที่จะให้ประชาชนของประเทศเหล่านั้นจับอาวุธเข้าต่อสู้รัฐบาลของตนและประชาชนที่เป็นชาติเดียวกันเองหนักมือยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นชนวนแห่งความยุ่งยาก และก่อให้เกิดเหตุร้ายในส่วนนี้ของโลกตราบเท่าทุกวันนี้

ช่วงที่ 2

ประเทศไทยได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2484 และ สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488 ซึ่งได้รับความบอบซ้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เศรษฐกิจและการทหารก็นับว่าอยู่ในระยะที่จะต้องปรับปรุงทั้งสิ้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 ปรากฏว่าสถานการณ์รอบๆ ประเทศไทยและในภาคพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เริ่มตั้งเค้าแห่งความไม่สงบขึ้นเพราะการใช้สงครามบ่อนทำลายของฝ่ายคอมมิวนิสต์มีสิ่งบอกเหตุว่าภยันตรายอาจจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยสู้รบระหว่างฝ่ายเวียตมินต์หรือฝ่ายเวียดนามคอมมิวนิสต์กับฝรั่งเศสมีการแทรกซึมของฝ่ายเวียตมินห์เข้าสู่ประเทศลาวและประเทศเขมร ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ถูกคุกคามได้ตลอดเวลา ทางด้านภาคเหนือของประเทศไทยได้มีการสู้รบกับระหว่างกองทัพของประเทศพม่ากับกองทหารจีนชาติ(ก๊กมินตั๋ง) ที่ถูกคอมมิวนิสต์ตีถอยร่นลงมาทางใต้ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2492 และได้เข้าอยู่ในพื้นที่ของบ้านตูมและบ้านญวนในเขตแดนพม่าตรงข้ามกับอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่น ๆ ตรงข้ามกับจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน นอกจากนั้นกองทัพพม่ายังต่อสู้กับกะเหรี่ยงและไทยใหญ่ ที่เรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเอง ซึ่งอยู่ติดกับทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของไทยอีกด้วยทางด้านภาคใต้โจรจีนคอมมิวนิสต์ได้ใช้พื้นที่บริเวณชายแดนไทย - มาเลเซีย เป็นฐานทำการต่อสู้กับรัฐบาลของอังกฤษและรัฐบาลมาเลเซีย ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะที่จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพราะภัยที่ยังมองไม่เห็นกำลังคุกคามประเทศรอบด้านในขณะที่เหตุการณ์ภายนอกประเทศมีแนวโน้มซึ่งแสดงการคุกคามต่อประเทศไทยขณะเดียวกันเหตุการณ์ภายในประเทศก็เกิดขึ้นอีกโดยปฏิกิริยาของชาวญวนอพยพในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่น จังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุบลราชธานี

ช่วงที่ 3

รัฐบาลและกรมตำรวจ ได้ร่วมกันพิจารณาภาวะการทางการเมืองดังกล่าวข้างต้น และพิจารณาหาหนทางในการป้องกันที่จะมิให้เกิดความเสียหายต่อความสงบสุขและความมั่นคงปลอดภัยของชาติและได้พิจารณาว่าหากจะใช้ตำรวจภูธรซึ่งงานในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมก็ล้นมืออยู่แล้วเพราะในขณะที่ศีลธรรมและขวัญของประชาชนเสื่อมและตกต่ำอย่างมากในระยะสงครามและ ยิ่งต่ำลงเมื่อสงครามเลิกแล้วส่วนการพิจารณาที่จะใช้กำลังทางทหารป้องกันและต่อสู้กับการคุกคามของคอมมิวนิสต์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ในขณะนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนต่อสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศอย่างไรหรือไม่ เพราะประเทศรอบบ้านเราต่างก็มีประวัติศาสตร์ที่เคยสู้รบแย่งชิงอำนาจกันมาก โดยตลอดและการใช้กำลังทหารในขณะนั้นจะได้ผลคุ้มค่าทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเป็นการประหยัดหรือไม่เพราะเป็นการใช้ภารกิจด้านเดียวเพราะไม่สามารถเข้าทำการปราบอาชญากรรมหรือให้การบริการแก่ประชาชนได้เหมือนข้าราชการตำรวจและพลเรือน ปัญหาก็คือจะใช้หน่วยงานอะไรจึงจะใช้ทำงานได้ผล รัฐบาลและกรมตำรวจจึงได้พิจารณาตกลงใจว่าจะต้องจัดตั้งหน่วยงานขึ้น และต้องเป็นหน่วยงานที่มีลักษณะเป็นทั้ง ทหาร ตำรวจ และพลเรือน เมื่อไม่รบก็ต้องปราบปรามอาชญากรรม และในขณะเดียวกันก็ต้องบริการประชาชนได้หน่วยงานนั้นนอกจากจะเป็นผลต่อความมั่นคงปลอดภัย และรักษาความสงบตามชายแดน แล้วยังควรที่จะสามารถดำเนินการตามนโยบายของทุกกระทรวง ทบวง กรม อีกด้วย หรืออาจกล่าวโดยสรุป ก็คือว่าหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นนั้นจะต้องมีคุณลักษณะ 3 ประการ

ช่วงที่ 4

แนวความคิดของรัฐบาลและกรมตำรวจในการจัดตั้ง ตชด. ก็เพื่อเสริมกำลังตำรวจภูธรในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนและป้องกันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ประหยัดการใช้กำลังทางทหารในยามปกติรักษาสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านฝึกกำลังตำรวจเพื่อทำหน้าที่คล้ายทหาร และกำลังแบบทหารฝึกกำลังให้กับประเทศใกล้เคียง ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งตำรวจตระเวนชายแดนเป็นการเตรียมกำลังตำรวจให้พร้อม เพื่อจะปฏิบัติการต่อต้านการรบนอกแบบโดยเฉพาะการรบแบบกองโจรเป็นการเตรียมกำลังตำรวจ ให้พร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพอื่น ๆ ได้ทันที ถ้าสงครามเกิดขึ้นทำการคุ้มครองพื้นที่ของประเทศที่เป็นป่าเขาทั่วไปที่การคมนาคมทุกชนิดเข้าไปไม่ถึงด้วยการเดินเท้า หรือโดยการส่งลงทางอากาศทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายที่ใช้รอยต่อของจังหวัดและของประเทศเป็นที่ซุกซ่อนกับการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงของหนีภาษี และยาเสพติดเมื่อไม่มีเหตุการณ์ สามารถพัฒนาสร้างสรรค์ให้เกิดการกินดีอยู่ดีแก่ประชาชน

การที่จะมอบหมายให้หน่วยทหารที่มีอยู่ในขณะนั้น ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณแนวชายแดนก็ขัดต่อสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ระบุห้ามมิให้นำกำลังทหารไปวางไว้ ในระยะ 25 กิโลเมตร จากแนวแบ่งเขตชายแดน ไทย - ลาว และกัมพูชา และหากจะพิจารณาใช้กำลังตำรวจภูธรเข้าปฏิบัติภารกิจดังกล่าวตำรวจภูธรก็มีภารกิจหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจนไม่มีกำลังเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณแนวชายแดนได้ ในที่สุด รัฐบาลก็ได้พิจารณาจัดตั้งหน่วยกำลัง "ตำรวจตระเวนชายแดน" ขึ้นในปี พ.ศ. 2494 โดยกำหนดให้หน่วยจะต้องมีคุณลักษณะ 3 ประการ ดังนี้

1.สามารถทำการรบได้อย่างทหาร
2.สามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างตำรวจ
3.สามารถดำเนินการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนได้เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

ธงชัยประจำหน่วย

รูปภาพ ธงชัยประจำกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกับหน่วยตำรวจอื่นรวม 6 หน่วย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2495

ตำรวจตระเวนชายแดนได้รับพระราชทานธงชัยประจำหน่วยตำรวจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับหน่วยอื่นของตำรวจอีก 5 หน่วย เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพลประจำกองตำรวจด้วยพระองค์เอง ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ผืนธงมีลักษณะเช่นเดียวกับธงชาติ ภายในยอดธงบรรจุเส้นพระเจ้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรจุพระพุทธรูปองค์เล็กเรียกว่า "พระยอดธง" เอาไว้ ธงชัยจึงถือเป็นตัวแทนของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเหล่าข้าราชการตำรวจทั้งหลาย และปวงชนชาวไทยให้ความเคารพ

ธงชัยประจำกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนนี้ มีลักษณะและการได้มาเช่นเดียวกันกับธงชัยเฉลิมพลของทหารทุกประการ โดยสำนักราชเลขาธิการได้บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับ "ธงชัยเฉลิมพลประจำกองตำรวจ" นี้ไว้ ตามหลักฐานต่างๆปรากฏชื่อธงดังกล่าว ได้แก่ "ธงชัยเฉลิมพลประจำกองตำรวจ" "ธงชัยประจำกอง" "ธงชัย" "ธงประจำกอง" ซึ่งล้วนก็คือธงเดียวกัน ( ข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)


:lol: :lol: ภาพแห่งความหลังที่ผ่านพ้นไป เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันหวลกลับ เหลือแต่เพียงความทรงจำและความภาคภูมิใจ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ



http://www.youtube.com/watch?v=dx_ILaxA ... EpR-_Xw9Oc


:( :( ภาพพจน์ของตำรวจ ในสายตาของ ปชช.ทุกวันนี้ติดลบ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่า เรายังมีตำรวจที่ดีอีกเยอะครับ จะประณามจะด่าว่าขอให้ปักไปที่ ตัวตนตำรวจคนนั้น โดยตรงเลย อย่าติเรือทั้งโกรน ทำให้ตำรวจดี ๆ น้อยใจหรือเสียกำลังใจ ตลอดชีวิตที่พวกเราทำงานเราไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ก้มหน้าก้มตาทำงาน เชื่อไหมครับ ๖ เดือนหรือ ๑ ปี ที่อยู่บนฐานปฏิบัติการไม่เคยเห็นแสง สี เสียง ล้มหายตาจากไปก็หลาย ๆ คน เป็น บ้า โรคประสาทนับ ๑๐ ได้อะไรไม่ได้อะไรไม่เคยบ่น

วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปสิ้น คนดีศรีแผ่นดิน หายากขึ้นทุกวัน ตำรวจรุ่นหลัง ๆ ทำงานไม่เป็น เห็นแก่ได้ ขาดวินัย ไร้คุณธรรม จริยธรรม แต่ผมยังเชื่อมีไม่มากครับ พระสยามเทวาธิราชท่านยังเลี้ยงตำรวจดี ๆ ให้ดูแลบ้านเมืองอีกเยอะครับอย่าห่วง ทุกสังคมมันมีทั้งดี เลว คละเคล้ากันไป ผมไม่พูดนะว่าหน่วยไหนเลวบ้าง เลวยิ่งกว่าตำรวจก็หลาย ๆ หน่วย (จับตาดูเถอะครับถ้าไม่เชื่อ)

วันตำรวจปีนี้ ขออวยพรให้ตำรวจทุกคน (น้อง ๆ ) จงเป็นตำรวจที่ดีเป็นที่พึ่งของประชาชน มีระเบียบ วินัย อดทน อดกลั้น ไม่ประมาท ดำรงตนในความยุติธรรม และขอให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้น และฝากบอกประชาชนว่า (กราบขออภัย ผมเป็น ตชด.อาจจะมองด้านเดียว)

"ตำรวจเลว ๆ มักจะทำมาหากินกับคนเลว ๆ ดังนั้นถ้าเรา ดี ซะอย่างอย่าไปกลัวครับ ตำรวจ ให้ตำรวจรักษากฏหมาย เรา ปชช.ต้องรักษากฏหมายด้วย อย่าทำผิดกฏหมายเพื่อเปิดช่องว่างให้ตำรวจ ทำความไม่ดีให้กับเรา แค่นี้ครับเราจะมีความสุข ตำรวจทำอะไรเราไม่ได้ เชื่อผมครับ" :lol: :lol:




http://www.youtube.com/watch?v=vAb2Yh7ttXE



:lol: :lol: ตชด.พอ ๆ กับนกขมิ้น ครับ :) :)

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


http://www.youtube.com/watch?v=L8Knoy9l ... 116303CBCE
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: หลักการ ทาง พุทธศาสนา กล่าวถึง ความ เกี่ยว เนื่องกัน ของ เหตุ และผล เมื่อมี เหตุย่อม มีผล และ เมื่อ เหตุดับผล ก็ดับคือ เมื่อสิ่งนี้ มีสิ่งนี้ ย่อมมี เพราะ ความเกิด ขึ้น แห่ง สิ่งนี้ สิ่งนี้ จึง เกิดขึ้น เมื่อ สิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ย่อม ไม่มี เพราะ ความดับไป แห่ง สิ่งนี้ สิ่งนี้จึง ดับไป

อิทัปปัจจยตา ถือเป็น หัวใจ ของ ปฏิจจสมุปบาท เป็น กฎเหนือ กฎ ทั้งปวง เป็น พุทธธรรม อันติมะ หรือ สัจธรรม ความจริงแท้ ที่สุด ของ พุทธศาสนา และ เชื่อมโยง คำสอน ทั้งปวง ของ พระพุทธเจ้า ว่า ล้วนเป็น ไป ตาม หลักธรรม หรือ กฎของ อิทัปปัจจยตา ทั้งสิ้น

หลัก อิทัปปัจจยตา ซึมซ่าน อยู่ใน เหตุ ปัจจัย แห่ง การ ก่อเกิด การดำรง อยู่ การมี ปฏิสัมพันธ์ และ เสื่อมสลาย ของ สรรพสิ่ง ในจักรวาล (หลวงปู่พุทธทาส)


:lol: :lol: ที่ผมทิ้งท้ายคำว่า "ผมเริ่มสนใจแล้วครับ" มันเป็นควมรู้สึกนึกคิดที่ผมรำลึกได้ว่า ทำไมผมจึงมีความอยากที่จะเดินทางมาที่วัดจอมธรรม เมื่อผมมาเห็นรูปเหมือนที่ถูกหล่อขึ้นไว้มากมายภายในวัด ความคิดทั้งหลายก็ดับไป (เข้าใจตนเองแล้ว) เพราะความผูกพันที่ผมมีกับท่านครูบาศรีวิชัย อยากจะเล่าว่าผมรอดตายเพราะมีท่านได้มาช่วย เมื่อครั้งที่ปะทะกับ ผกค.ครั้งหนึ่งและอีกครั้งหนึ่ง ไปดื่มเหล้าแลัวแขวนพระครูบาศรีวิชัย ผมขับรถตกถนนแต่ไม่พลิกคว่ำไปติดคากิ่งไม้หาคนช่วยก็ไม่ได้ ยกพระครูบาที่แขวนอธิษฐานจิต ถ้าสามารถนำรถขึ้นได้จะเลิกดื่มเหล้า เชื่อไหมครับผมสามารถนำรถขึ้นด้วยตัวเองดดยไม่มีใครมาช่วย คิด คิด นะแปลกมาก ๆ มันขึ้นได้อย่างไร อัศจรรย์มาก

เมื่อผมปั่นจักรยานมาทางสันกำแพงและผ่านเส้นทางไปทาง บ.แม่กำปอง เมื่อใดจะเห็นป้าย "วัดจอมธรรม" จิตจะคิดอยากไป ๆ ๆ ๆ ทุกครั้ง แล้วครั้งนี้ได้มาถึงและเห็นรูปหล่อครูบาเข้า จึงรู้อัติโนมัติว่าคงต้องมีสักวันผมต้องกลับมานำท่านไปไว้ที่ไหนสักแห่ง เพื่อแสดงความกตัญญูให้ท่านได้เผยแพร่ธรรมะ ติดตามกันครับผมต้องสานฝันนี้แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะสามารถเป็นดังฝันหรือไม่ แต่ขณะนี้สถานที่มีแล้วต้องกลับมาหาท่านเจ้าอาวาสอีกครั้งแน่นอน :) :D


:lol: :lol: ช่วงที่ฝนซาเม็ดเราก็รีบลาพระที่นั่งคุยกับพวกเราที่ศาลา เพื่อขึ้นไปหาที่กางเต้นท์ตรงพระใหญ่แทนที่จะนอนตรงที่ท่านเตรียมให้ เมื่อออกจากวัดลุงดมแกไวกว่าใครนำหน้าไปลิ่ว ๆ เรา ๓ คน (คุณนาย+ลุงป๊อกและผม) ตามหลังไปเรา ๓ คนเลี้ยวซ้ายไปยังกุฏิเจ้าอาวาส ไปนั่งคุยกับเจ้าอาวาส แต่ลุงดมหายไปไหนไม่ทราบ เมื่อจบการสนทนากับเจ้าอาวาส (นานพอควร) ท่านได้ให้พระลูกวัดและลูกศิษย์พาเราไปหาที่กางเต้นท์ ปรากฏว่าท่านพาที่ศาลาโรงธรรมเป็นที่ ๆ เดียวกับลุงดมแกเข้าไปกางเต้นท์ก่อนพวกเรา แกยังเล่าว่าครั้งแรกจะให้ถึงองค์พระใหญ่แต่สังเกตุเห็น่าคงหาที่นอนไม่ได้ เห็นศาลาก็เลยเอาตรงนี้ ส่วนพวกเราที่หายไปแกบอกว่า พรุ่งนี้เช้าก็คงเจอกัน ประกอบกับช่วงนั้นฝนก็เทลงมาด้วย

นับว่าเป็นบุญของพวกเราที่ไม่ต้องนอนแยกกัน จะได้สวดมนต์ภาวนาร่วมกัน ให้สมกับที่ถึงเป้าหมายที่ตั้งกันไว้
:lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:roll: :roll: เมื่อพระและลูกศิษย์มาส่งเราจนเจอกับลุงดมแล้ว คุณนายก็ประกอบอาหารเติมพลังเป็นข้าวต้มเบา ๆ เราชำระร่างกายให้สดชื่น ร่วมรับประทาน ร่วมกัน สนทนา ไม่ลืมที่จะจิบน้ำชา จนได้เวลาเราก็ได้สวดมนต์ และทำสมาธิภาวนา คืนนั้นผมนั่งภาวนานานมาก ๆ ผมพิจารณาข้อธรรมก็ประทับใจกับเรื่องของ เหตุ - ผล เพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ย่อมไม่มี ย้อนรำลึกไปถึงเมื่อครั้งปั่นไปแม่ฮ่องสอน ไปนอนที่วัดแม่ลาหลวงนั่งสมาธิภาวนาผมก็ไปได้หลักของปฏิจสมุปบาท ที่นั่นที่ว่าได้คือ ปรกติแล้วธรรมะถ้าเราท่องจำ (ไม่รู้นะ) ผมเป็นคนสมองจำนี้แย่จริง ๆ ผมท่องปฏิจสมุปบาทไม่เคยได้เลยผมมักจะถูกพระอาจารย์บ่น(ด่า) ทุกครั้งถ้าเรียนเรื่องปฏิจสมุปบาท แต่คืนนั้นผมรำลึกข้อธรรมในขณะทำสมาธิ ปฏิสมุปบาทไหลสู้ใจท่องปฏิจสมุปบาทได้คล่องแคล่วจนทุกวันนี้ :lol: :lol:

รุ่งเช้าผมตืนตี ๓ ตามปรกติเดินจงกรม เป็นสุขที่สุด วัดจอมธรรม ให้อะไร ๆ กับผมแบบไม่มีวันลืมแน่นอน เดินจงกรมนานมากจนทุกคนตื่น เราก็ทำภารกิจของคน ได้แก่แปรงฟัน ล้างหน้า ทำอาหาร รับประทานอาหาร เมื่อเสร็จกิจเราก็จัดเก็บสัมภาระขึ้นรถ กะจะไปลาเจ้าอาวาสที่กุฏิ แต่ผิดหวังท่านไปทำงานของท่านแล้ว เราตามลงไปที่วัดข้างล่างก็ได้รับทราบว่า ท่านไปดูการก่อสร้างอีกที่ พระให้พวกเราตามไปแต่เราคงไม่ละ เพราะอยากจะไปต่อเอาไว้โอกาสหน้าค่อยกลับมาอีก เราจึงฝากปัจจัยการทำบุญไว้กับพระลูกวัดและขอฝาก กราบลาท่านเจ้าอางาส โอกาสหน้าเราจะตรงมาปฏิบัติธรรมที่นี่อีก :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: ปฏิจสมุปบาท ปะติดจะ สะหฺมุบบาด/ (สันสกฤต:ปรตีตยสมุตปาทะ)
เป็น หลักธรรม ข้อหนึ่ง ใน พุทธศาสนา อธิบายถึง การ เกิดขึ้น พร้อม แห่ง ธรรมทั้งหลาย เพราะ อาศัยกัน, การ ที่สิ่ง ทั้งหลาย อาศัยกัน จึงเกิดมีขึ้น การที่ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะ อาศัยปัจจัย ต่อเนื่อง กันมา มีองค์ หรือ หัวข้อ 12 ดังนี้ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

เพราะ อวิชชา เป็น ปัจจัย สังขาร จึงมี
เพราะ สังขาร เป็น ปัจจัย วิญญาณ จึงมี
เพราะ วิญญาณ เป็น ปัจจัย นามรูป จึงมี
เพราะ นามรูป เป็น ปัจจัย สฬายตนะ จึงมี
เพราะ สฬายตนะ เป็น ปัจจัย ผัสสะ จึงมี
เพราะ ผัสสะ เป็น ปัจจัย เวทนา จึงมี
เพราะ เวทนา เป็น ปัจจัย ตัณหา จึงมี
เพราะ ตัณหา เป็น ปัจจัย อุปทาน จึงมี
เพราะ อุปทาน เป็น ปัจจัย ภพ จึงมี
เพราะ ภพ เป็น ปัจจัย ชาติ จึงมี
เพราะ ชาติ เป็น ปัจจัย ชรามรณะ จึงมี ความโศก ความ คร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และ
ความคับ แค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้น แห่ง กองทุกข์ ทั้งปวง นี้ จึงมี
:) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
roychob
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1019
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ค. 2009, 11:35
team: กลุ่มรวมมิตร
Bike: Touring

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย roychob »

ติดตามครับ
“ความจริงใจพบเจอได้ แต่เรียกหาไม่ได้
สหายคบหาได้ แต่เหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้ ”
•••ร้อยโฉบ•••
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

roychob เขียน:ติดตามครับ
:) :D ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ เช้าวันนี้แต่ ๐๖๐๐ น.คณะของรักรถรักธรรมรวมตัวกันที่ บ.สารภีเพื่อเดินทางแสวงบุญในทริป ตุลามหาโหด คงห่างหายไปหลายวันครับ เรียกว่ารักกันจริงต้องคอยติดตาม เหมือนที่ท่านกล่าวข้างต้น ถือเป็นกำลังใจที่ดีมาก ๆ ครับ

:idea: :idea: “ความอดทนรอคอย” ไม่เพียงเกิดมาพร้อมกับบุคคลเท่านั้น แต่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ได้ คำสอนทางพุทธศาสนาเรียกความอดทนว่า “ขันติ” การฝึกความอดทนเป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ขันติบารมี” เป็นสิ่งดีงามหรือเป็นสิ่งมงคลที่ควรเสริมสร้างให้มีขึ้นในตัวบุคคล และถ้าบุคคลใดที่มีความอดทนรอคอยได้มากถือเป็นบุคคลที่มีความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient) มาก และเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำ และผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอีกด้วย (เครดิตจาก : รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์)

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ปฏิจสมุปบาท ปะติดจะ สะหฺมุบบาด/ (สันสกฤต:ปรตีตยสมุตปาทะ)
เป็น หลักธรรม ข้อหนึ่ง ใน พุทธศาสนา อธิบายถึง การ เกิดขึ้น พร้อม แห่ง ธรรมทั้งหลาย เพราะ อาศัยกัน, การ ที่สิ่ง ทั้งหลาย อาศัยกัน จึงเกิดมีขึ้น การที่ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะ อาศัยปัจจัย ต่อเนื่อง กันมา มีองค์ หรือ หัวข้อ 12 ดังนี้ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

เพราะ อวิชชา เป็น ปัจจัย สังขาร จึงมี
เพราะ สังขาร เป็น ปัจจัย วิญญาณ จึงมี
เพราะ วิญญาณ เป็น ปัจจัย นามรูป จึงมี
เพราะ นามรูป เป็น ปัจจัย สฬายตนะ จึงมี
เพราะ สฬายตนะ เป็น ปัจจัย ผัสสะ จึงมี
เพราะ ผัสสะ เป็น ปัจจัย เวทนา จึงมี
เพราะ เวทนา เป็น ปัจจัย ตัณหา จึงมี
เพราะ ตัณหา เป็น ปัจจัย อุปทาน จึงมี
เพราะ อุปทาน เป็น ปัจจัย ภพ จึงมี
เพราะ ภพ เป็น ปัจจัย ชาติ จึงมี
เพราะ ชาติ เป็น ปัจจัย ชรามรณะ จึงมี ความโศก ความ คร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และ
ความคับ แค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้น แห่ง กองทุกข์ ทั้งปวง นี้ จึงมี

สวัสดีค่ะคุณพี่แดง ปฏิจสมุปบาท ลงกี่ครั้งอ่านกี่ครั้งก็มิเคยรู้สึกเบื่อนะคะ บางที
เมื่อต้องนั่งเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเอามานั่ง ท่อง ๆ พูด ๆ ยังพูดไม่เคยได้เคยจบซักทีเลยค่ะ
:D :D
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”