

"จำปาลาว" เป็นเหมือนบ้านหลังแรกที่ในลาว ที่ผมมีโอกาสได้พักทั้งขาไปและขากลับ จากวังเวียง - หลวงพระบางแล้วรู้สึกสบายใจ ปลอดภัยเหมือนอยู่บ้านตัวเอง
มนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งของลาวในความรู้สึกผม คงเป็นภาพเด็กๆปั่นจักรยานไปโรงเรียน เห็นทีไรนึกถึงตอนตัวเองเป็นเด็กๆ ไม่ได้ปั่นจักรยานไปโรงเรียนเหมือนในรูปหรอกนะครับ นั่งรถสวนไปโรงเรียนเช้า - เย็นทุกวัน เกือบ 50 km (รถรับส่งนักเรียนไปโรงเรียน สาเหตุที่เรียกรถสวนเพราะ รับส่งเด็กนักเรียนที่บ้านอยู่ไกล เด็กที่บ้านอยู่ในสวนยางพาราตามที่ต่างๆ ไปส่งในเมือง)
ปล.ภาพเด็กปั่นจักรยานไปโรงเรียน ไม่ใช่ผมถ่ายนะครับ เป็นภาพจากพี่ชั้ยพี่ที่ดูแลจำปาลาวถ่ายจาก ipod แล้วมอบให้ผมตอนออกไปปั่นจักรยานเที่ยวด้วยกันตอนเช้าครับ : )





หลังฟ้าผ่า พายุเข้าฝนตกช่วงเย็นที่วังเวียงตลอด 3 วัน วันที่ 4 ผมตัดสินใจออกเดินทางปั่นจักรยานจากวังเวียงเข้าเมืองเวียงจันทร์
เส้นทางวันแรกจากวังเวียงไปโพนโฮง (ถึงที่พัก) 86 กิโลเมตร สำหรับการปั่นลงเขานับเป็นเรื่องที่สนุกมาก มีถนนลูกรังบ้างบางช่วง ก่อนจะขึ้นเนินและเข้าสู่ทางเรียบอีกครั้ง ระหว่างปั่นลงเขาก่อนเข้าเมืองหินเฮิบ ผมบังเอิญเจอนักปั่นชาวสิงคโปร์(ปั่นลุยเดี่ยวมาเหมือนกัน)ตรงสะพานข้ามแม่น้ำหินเฮิบ (ชื่อเมืองอะไรสักอย่างข้างทางมีร้านขายปลาเยอะๆ ถามชาวบ้านตรงนั้นก็เรียกหินเฮิบเหมือนกัน) ต่างคนต่างโบกมือหากันแต่ไกล ความรู้สึกวินาทีนั้นเหมือนเจอเพื่อนสนิทที่คุ้นเคย สนิทกันมานาน..
เราจอดจักรยานทักทายกันบนสะพานยืนคุยกันเหมือนเพื่อนที่รู้จักกันจริงๆ เหมือนเพื่อนสนิทที่เคยนอนหมอนเดียวกัน ห่มผ้าผืนเดียวกันก็ไม่ปาน (เว่อร์ไปนิดนึงครับ แต่ก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ) Alan ปั่นจักรยานจากสิงค์โปร์ผ่านมาเลเซีย ไทย ตอนนี้กำลังจะไปหลวงพระบางและจุดสิ้นสุดของแพลนอยู่ที่ต้าลี้ประเทศจีนครับ (ตอนนั้นในใจคือโครตเจ๋งเลยหว่ะ!! เดี๋ยวเอาบ้างๆ ขอให้ไปถึงไซ่ง่อนเวียดนามก่อนเถ๊อะ จะได้มีเรื่องเล่าสูสีกัน 555)
เราสองคนมีอะไรคล้ายๆกัน คุยกันแล้วถูกคอสนุกมากครับ เราพลัดกันถ่ายรูปทั้งรูปคู่และรูปอีกคน
คุยเรื่องตลกเกี่ยวกับกล้วยน้ำหว้าที่เราพกติดตัวไปด้วยเหมือนกัน ที่ต่างคนต่างพกเพราะมันช่วยเพิ่มพลังงานได้มากจริงๆ เสียดายถ้ามีขายกล้วยหอมคงดีกว่านี้ ^^"
แถมต่างคนต่างถามถึงของใช้ที่พลัดกันถามถึงยี่ห้อ จนอดขำกร๊ากก ไม่ได้ถึงความเหมือนของกันและกัน (จะบังเอิญใช้ของยี่ห้อเดียวกันเยอะไปมั้ย!! นึกว่ามีจิตสัมผัสต่างคนต่างรุ้ว่าอีกคนอยากใช้ยี่ห้ออะไรแล้วซื้อตามเสียอย่างนั้น 555) และที่ยิ่งขำคือระหว่างยืนคุยกันรถบรรทุกวิ่งผ่านสวนทางยิ่งทำให้สะพานสั่นตึ๊กๆ ยิ่งทำให้เราหัวเราะกร๊ากก ถึงความตกใจของกันและกัน 555
ก่อนแยกกันเดินทางต่อ ผมสังเกตเห็นเค้าคล้องหูฟังที่คอ เลยถามเขาว่าตอนปั่นจักรยาน ยูฟังเพลงอะไร.. ??
เขาตอบกลับมาว่า ไอฟังหลักคำสอนศาสนาเชนก่อนยื่นมาให้ผมฟัง เล่นเอาผมอึ้งไปเลย!!
เขาบอกว่าเขาอิสระสำหรับการนับถือศาสนา เขาสนใจคำสอนของทุกศาสนา ชอบฟังแล้วเอามาปรับใช้ให้ชีวิตมีความสุขมากกว่า!!
เยี่ยมยอดกระเทียมดองนักเดินทางมั้ยละครับ พิมพ์ไปก็คิดถึง Alan ไปครับไม่รู้ว่า ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเดาไม่ผิดคงกลับไปสิงคโปร์แล้ว?


ปั่นต่อมาได้สักพักก็ผ่านสะพานหินเฮิบ มุมสวยบรรยากาศดีเลยแวะถ่ายรูปสักหน่อยครับ ปั่นมาอีกสักพักใหญ่ๆ..
เผลอแปบเดียวมาถึงเมืองโพนโฮงแล้ว เลยปั่นขึ้นไปวัดที่เห็นตั้งแต่ตอนขาไปแล้วว่าขากลับจะมาขอพระท่านค้างคืนที่นี่ พอเข้าไปถึงวัดเป็นอันต้องผิดหวังเพราะกางเต๊นท์นอนไม่ได้ พระที่วัดแนะนำให้ไปพักวัดเล็กๆข้างหน้าอยู่ข้างทางออกจากเมืองไป 3-4 กิโลเมตรเห็นจะได้
หลังไปถึงวัดติดต่อ จั๊ว (สามเณร) ที่อยู่ในวัดเพียงองค์เดียวให้ติดต่อนายบ้านมาตรวจพาสปอตเพื่อขอกางเต๊นท์ค้างขึ้นเสร็จแล้ว ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพร้อมลูกน้องก็มาตรวจพาสปอตและอณุญาตให้ค้างคืนนอนได้..
..และที่นี่เป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมจะจดจำไปตลอดชีวิต!!!
ผมไม่ขอเล่าบนโลกออนไลน์นะครับ มีโอกาสได้พบกันคงได้เล่าให้ฟังครับ!!!
หลังตื่นเช้ามากินข้าวก้นบาตรจั๊ว นั่งคุยกับคุณยายหลายคนที่มาทำบุญตักบาตรตอนเช้าเสร็จแล้ว คุณยายแต่ละคนก็จัดแจงข้าวเหนียวพร้อม ผักลวก (ไม่รู้ผักอะไร หลายผัก) น้ำพริกปลาร้าให้กับไข่ต้มอีก 1 ฟองใส่ถุงรวมกันให้ ขอบคุณคุณยายทุกคนมากๆนะครับ
ระยะทางจากโพนโฮงเข้าเวียงจันทร์จากที่ผมพัก 66 กิโลเมตรกว่าๆครับ ปั่นไปเหนื่อยก็พัก ไม่ได้เร่งรีบอะไร
แต่ต้องไปให้ถึงกงสุลไทยตอนบ่ายโมงครึ่งเพื่อติดต่อสอบถามเรื่องพาสปอต !
หลายคนเข้ามาอ่านอาจจะ งง ว่าทำไมต้องไปกงสุลติดต่อเรื่องพาสปอต!
ขอท้าวความสักนิด ช่วงที่ผมปั่นกลับมาวังเวียงนั้นเป็นช่วงที่ไทยพึ่งประกาศสถานการณ์เคอร์ฟิวส์ไป เลยมีข้อบังคับห้ามคนไทยเข้า - ออกประเทศ
ผมมาปั่นจักรยานที่ประเทศลาว มีแพลนว่า พอครบ 30 วันแล้วจะจ็อบพาสปอตออกที่มุกดาหาร แล้วจ็อบเข้าสะหวันนะเขตที่ลาวใหม่ เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ
จากนั้นก็ปั่นเข้าเมือง ดานัง เวียดนามต่อเพื่อปั่นลงเวียดนามใต้ไปให้ถึงไซ่ง่อน (โอจิมินต์) ในอีก 1 เดือนแล้วบินกลับมาไทย
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายขึ้นคือผมไม่ได้ทำวีซ่าครับ แต่ใช้สิทธิเข้าออกประเทศในอาเซียน 30 วัน คือใช้ได้ทั้งใน ลาวและเวียดนาม จึงมีผลทำให้เมื่อครบ 30 วันแล้วถ้าผมจ็อบกลับมาไทยแล้วจ็อบกลับลาวไม่ได้
แพลนนี้จะล่มไม่ได้เข้าเวียดนาม แถมต้องกลับไทยตั้งแต่ 20 กว่าวันแรก
และ อีกกรณีคือ ผมจ็อบกลับไทยไม่ได้เลย ก็เป็นต่างดาวอยู่ลาวไปก่อน 555 เลยต้องมาติดต่อกงสุลไทยเพื่อขอคำตอบเรื่องการจ็อบเข้าจ็อบออกครับ
แต่.. ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือปั่นไปให้ถึงด่านลาวป่าวแล้วจ็อบเข้าเวียดนามให้ทัน ภายใน 7 วันกับระยะทาง 646 กิโลเมตร
เช็คสภาพอากาศ : ตั้งแต่มะรืนจนถึงวันจันทร์หน้า (7 วันนับจากวันพรุ่งนี้)
ฝนฟ้าคะนอง 42 - 47 % ของพื้นที่ (เวียงจันทร์ - สะหวันนะเขต )
2 วันแรก ลมทางทิศตะวันออกพัดเข้าฝั่ง 4 km/h
5 วันที่เหลือ ลมพัดทางทิศใต้ขึ้นเหนือ 4 km/h
(ลมพัดสวนทางปั่นทุกวันเลย ==) ซึ่งผมบอกกับตัวเองว่า ไม่ทันแน่ๆ T_T
แถมยังต้องรอคอนเฟริมเรื่องพาสปอตจากกงสุลไทย ในเวียงจันทร์ที่กำลังจะปั่นไปถามให้ทันตอนบ่ายนี้อีก และที่สำคัญวันนี้วันศุกร์!!!
ถ้าผมไปแล้วไม่ได้คำตอบหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ทำให้ผมต้องรออีก 2 วันจนถึงวันจันทร์เพื่อรอคำตอบเกี่ยวกับเรื่องพาสปอต!!
งั้นหมายความว่า โอกาสได้ไปน้อยยิ่งน้อยกว่าเดิม และได้ข้ามกลับฝั่งที่หนองคายแน่ๆ ทริปล่มชัวร์ๆ T_T
ที่สำคัญกว่านั้นคือตอนนั้นที่เวียดนาม มีประท้วงเรื่องน้ำมันกับประเทศจีน มีการประท้วงและบุกเข้าทำลายโรงงานของคนจีนในเวียดนาม
และตอนนั้นโรงงานคนไทยก็โดนทำลายไปด้วยบางส่วนเพราะมีคนจีนทำงานข้างใน คนเวียดนามเลยคิดว่าเป็นโรงงานคนจีนจึงเข้าไปทำลาย
ผมจึงติดต่อไปหาพี่ที่รู้จักที่เวียดนามทั้ง ไซ่ง่อน ดานัง ฮานอย ทุกคนบอกว่าปลอดภัยดีครับ เข้ามาเที่ยวได้ไม่มีอะไรหรอก เค้าไม่ทำอะไรนักท่องเที่ยว
ด้วยความหวั่นๆจึงติดต่อไปสถานฑูต ได้คำตอบกลับมาว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าเดินทางเข้าเวียดนามในช่วงนี้ เพราะตอนนี้ที่สถานฑูตและกงสุลไทยในเวียดนามเองกำลังติดต่อให้คนไทย
เดินทางกลับไทย และกำลังเตรียมย้ายคนไทยที่ทำงานในสถานฑูตและกงสุลไทยในเวียดนามกลับไทย
ยิ่งฟังยิ่งเฟลล จะบ้าตายย! ต่อให้วันพรุ่งนี้ผมยกจักรยานขึ้นรถบัสไปลงที่ด่านลาวป่าวเลยก็ใช่ว่า
คุณพ่อคุณแม่จะวางใจให้ผมปั่นจักรยานเข้าเวียดนามแน่ๆ และที่สำคัญที่สุดไม่ได้ปั่นจักรยานตามแพลนที่วางเอาไว้ T__T
****ผมได้พิมพ์อธิบายเรื่องนี้ไว้ในโพสก่อนหน้าแล้วเกี่ยวกับการเดินทางเข้าออกประเทศลาว และ เวียดนาม

บ่ายโมงครึ่งหลังจอดแวะกินข้าวเหนียวกับลวกผักที่คลุกเคล้ากับน้ำพริกปลาร้าข้างทางจากคุณยายหลายคนที่ใส่ถุงให้เมื่อตอนเช้า
ผมก็ปั่นจักรยานมาถึงกงสุลไทยประจำกรุงเวียงจันทร์ เพื่อติดต่อสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางเข้าออกนอกประเทศ หลังจากสอบถามจนได้เรื่องได้ราวปรากฎว่ากลับไปจ็อบหนังสือเดินทางที่ไทยได้แต่อาจจะกลับเข้ามาเที่ยวลาวต่อไม่ได้
ตอนนั้นผมเลยตัดสินใจเป็นไงเป็นกันหว่ะ! ปั่นต่อไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้ จากนั้นค่อยว่ากันถ้าทันก็เข้าด่านลาวป่าว เวียดนาม ถ้าไม่ทันก็จ็อบกลับไทย และถ้าโชดดีจ็อบกลับลาวได้ แล้วค่อยว่ากันใหม่ ดูสถานการณ์ประท้วงในเวียดนามอีกที ...
หลังจากออกจากกงสุล ผมปั่นจักรยานไปหาตู้ ATM ใกล้ๆ ประตูชัย แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเอาซะเลย !!!
บัตร ATM ผมเกิดกดเงินไม่ได้มาเสียดื้อๆ จนต้องไปถามเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่บอกว่าๆ ไม่ทราบสาเหตุ
ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่ 60,000 กีบ (240บาท) คงไม่มีที่พึ่งไหนพอจะช่วยได้เท่าวัด เลยปั่นไปขอพึ่งใบบุญพระพุทธศาสนาที่วัดโพนชัย
เจ้าอาวาสท่านก็เมตตาช่วยเหลือให้ที่กางเต็นท์นอนอีกครั้ง..
กราบขอบพระคุณในความเมตตาของเจ้าอาวาสอีกครั้งนะครับ : )
------------
"ชีวิตไม่เคยแน่นอน การเดินทางก็ไม่เคยแน่นอนเช่นกัน
เมื่อหมดทางเลือก จงเลือกทางที่เลือกได้ นั้นคือการอยู่และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น "
ตอนนี้ตาผมเริ่มล้าแล้วครับ ดูท่าคืนนี้คงเล่าไม่จบ พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อนะครับ สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์
Guidevovage








