สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
ludmilla
- ขาประจำ
- โพสต์: 129
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.พ. 2014, 11:21
- Bike: อ๋ายคนจน จำต้องทนปั่นรถถีบ
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
ถ้าไม่มีวัตต์ทดสอบ คงยากที่จะบอก เพราะที่คำถามคือ ฝึกจริงจังหวังผล นั้นก็คาดหมายได้ว่าคนที่จริงจังน่าจะมีความพร้อมในอุปกรณ์พอสมควร ส่วนอย่างประเภทหวานเย็นที่หลายคนเป็นกันเองส่วนตัวคิดว่าคงต้องสังเกตุตัวเอง ทั้งความถนัดและความชอบ หากท่านโชคดีทั้งความถนัดและความชอบไปทางเดียวกันการพัฒนาให้ก้าวหน้าไม่น่าจะยากจนเกินไป
ขอบคุณครับ.
Sent from my Nexus 5 using Tapatalk
ขอบคุณครับ.
Sent from my Nexus 5 using Tapatalk
Where the wild thing are?
- ballbeing
- ขาประจำ
- โพสต์: 550
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.พ. 2013, 23:29
- Bike: จักรยานตีนถีบ มือจับ สับเกียร์ หนีเมียปั่น
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
แลกเปลี่ยนตามความคิดหาใช่ข้อเท็จจริงนะครับ
ผมเองไม่มีที่วัดวัตต์มีแต่การ์มีน แต่กำลังเล็งๆอยู่
ถ้าเรามีทีมหรือก๊วนที่ขี่กันประจำสักหลัก 10 คันหรือใกล้เคียง และได้ฝึกซ้อมกันแบบจริงจังสักนิด คือมีไปซ้อมกันทุกสภาพเส้นทาง และได้ลงแข่งขันรายการต่างๆบ้าง ก็พอจะทราบตัวเองได้คร่าวๆ เมื่อเราได้ขี่ร่วมกับคนหมู่มาก
อย่าง all rounds นี่เราจะสามารถเกาะกลุ่มหน้าได้ตลอดไม่ว่าทางแบบไหน ลากได้หมกดี เขาไม่หลุดกลุ่มนำ เข้าเส้นพร้อมกลุ่มนำได้
sprinter นี่ลองซ้อมกันในทีมครับ ทีมผมตั้งจุดสปรินทร์กันเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นยังไง พองานแข่งก็ยิงกันเข้าเส้นครับ เราทำได้ดีแค่ไหนก็พอเห็นคร่าวๆ
ส่วนพวก tt นี่หัวลากเลยครับ ในกลุ่มใครลากอึดลากทน ถ้าขี่กันประจำจะรู้มือแน่นอน
เจ้าภูเขานี่ทั้งกายภาพและการฝึกซ้อมมีส่วนมากครับ คนตัวเล็กค่อนข้างได้เปรียบ
จากประสบการณ์แบบบ้านๆ เหมือนจะมีคนขี่ได้แบบ all rounds เยอะ แต่จริงๆ ที่ได้สัมผัส แต่ละคนมันจะมีความสุดในแต่ละด้านต่างกัน น้อยมากที่เก่งจัดในทุกด้าน ซึ่งถ้าเอาคนที่เก่ง all rounds มาซัดกันในแต่ละแบบของสนาม ผมเชื่อว่าคนชนะในแต่ละสเตจอาจไม่ใช่คนๆเดียวกัน นั่นคือนักปั่นเก่งๆแบบ อาร์มสตรอง หรือนิบาลิ อาจมีน้อย
ดังนั้นการหาจุดแข็งของตนให้เจอก็นับว่าสำคัญครับ แต่ในขณะเดียวกันต้องซ้อมมันทุกแบบจริงๆ เพื่อลดข้อด้อยไปในตัว
ยิ่งสิงห์ทางราบชาวกรุง ออกภูธร เขอเขาเจอดอยผมเห็นง่อยกันเยอะ ว่าแล้วเมื่อไหร่ที่วัดวัตต์มันจะถูกสักทีพี่น้องก๊าบบ
ผมเองไม่มีที่วัดวัตต์มีแต่การ์มีน แต่กำลังเล็งๆอยู่
ถ้าเรามีทีมหรือก๊วนที่ขี่กันประจำสักหลัก 10 คันหรือใกล้เคียง และได้ฝึกซ้อมกันแบบจริงจังสักนิด คือมีไปซ้อมกันทุกสภาพเส้นทาง และได้ลงแข่งขันรายการต่างๆบ้าง ก็พอจะทราบตัวเองได้คร่าวๆ เมื่อเราได้ขี่ร่วมกับคนหมู่มาก
อย่าง all rounds นี่เราจะสามารถเกาะกลุ่มหน้าได้ตลอดไม่ว่าทางแบบไหน ลากได้หมกดี เขาไม่หลุดกลุ่มนำ เข้าเส้นพร้อมกลุ่มนำได้
sprinter นี่ลองซ้อมกันในทีมครับ ทีมผมตั้งจุดสปรินทร์กันเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นยังไง พองานแข่งก็ยิงกันเข้าเส้นครับ เราทำได้ดีแค่ไหนก็พอเห็นคร่าวๆ
ส่วนพวก tt นี่หัวลากเลยครับ ในกลุ่มใครลากอึดลากทน ถ้าขี่กันประจำจะรู้มือแน่นอน
เจ้าภูเขานี่ทั้งกายภาพและการฝึกซ้อมมีส่วนมากครับ คนตัวเล็กค่อนข้างได้เปรียบ
จากประสบการณ์แบบบ้านๆ เหมือนจะมีคนขี่ได้แบบ all rounds เยอะ แต่จริงๆ ที่ได้สัมผัส แต่ละคนมันจะมีความสุดในแต่ละด้านต่างกัน น้อยมากที่เก่งจัดในทุกด้าน ซึ่งถ้าเอาคนที่เก่ง all rounds มาซัดกันในแต่ละแบบของสนาม ผมเชื่อว่าคนชนะในแต่ละสเตจอาจไม่ใช่คนๆเดียวกัน นั่นคือนักปั่นเก่งๆแบบ อาร์มสตรอง หรือนิบาลิ อาจมีน้อย
ดังนั้นการหาจุดแข็งของตนให้เจอก็นับว่าสำคัญครับ แต่ในขณะเดียวกันต้องซ้อมมันทุกแบบจริงๆ เพื่อลดข้อด้อยไปในตัว
ยิ่งสิงห์ทางราบชาวกรุง ออกภูธร เขอเขาเจอดอยผมเห็นง่อยกันเยอะ ว่าแล้วเมื่อไหร่ที่วัดวัตต์มันจะถูกสักทีพี่น้องก๊าบบ
- เสืออิฐ คนหลังอาน
- ขาประจำ
- โพสต์: 3633
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 12:02
- Tel: ๐8๖-๕8๑-๑2๔2
- team: ฅน...ครยก
- Bike: Blue Treker (Trek๓๙๐๐) ปี ๐๘ , Red Davil (Trek ๒.๑) ปี ๑๒
- ตำแหน่ง: ไม่เป็นหลักแหล่ง: นครนายก, พะเยา, เชียงราย
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
"นักรบ...ย่อมมีบาดแผล"
เสืออิฐ คนหลังอาน
*********************************************************************
>>> สำนักฝึกวิชาห้อง 100 รอบ ยินดีต้อนรับ <<<
เสืออิฐ คนหลังอาน
*********************************************************************
>>> สำนักฝึกวิชาห้อง 100 รอบ ยินดีต้อนรับ <<<
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
ถ้าเช่นนั้น เราเอา"วิทยาศาสตร์"มาคุยกัน ซี่งปัจจุบัน สิ่งที่ผมจะเอามาให้อ่านกันนี้ ถือว่าเป็น"ข้อเท็จจริง"ที่ยอมรับกันในปัจจุบัน
เมื่อใช้วิทยาศาสตร์ เขาก็ต้องใช้เครื่องมือ ซึ่งก็คือ PowerMeter ครับ เพราะในเมื่อเจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้ว่า"คนที่ฝึกจริงจัง" ผมจึงอนุมาณว่า ต้องจริงจังในลักษณะจริงจังจริงๆ ไม่ใช่แค่"จริงจังในระดับเท่าที่ทำได้"
คราวนี้จะรู้ได้ไงว่าเป็นนักปั่นในระดับไหน เขาก็จะต้องจับนักกีฬาคนนั้นมาทดสอบหา Power profile โดยการทดสอบในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ได้ค่า กำลังเฉลี่ยสูงสุดที่สามารถรีดออกมาได้ภายในเวลา 5 วินาที , 1 นาที , 5 นาที , 60 นาที ( ซึ่งนั่นก็คือ ค่า FTP หรือ functional threshold power ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะได้มาจากการหาค่ากำลังเฉลี่ยสูงสุดที่สามารถรีดออกมาได้หมดภายในเวลา 20 นาที แล้วคูณด้วย 0.95 ซึ่งจะใกล้เคียงกันมากๆกับค่า FTP ) ซึ่งถ้าจะพูดให้สั้นๆ ก็จะใช้คำว่า CP 5sec หรือ Critical Power ที่ 5วินาที , CP 1min , CP 5min นั่นเอง
จากนั้นเขาก็จะเอาค่ากำลังเฉลี่ยสูงสุดภายใน 5 วินาที , 1 นาที , 5 นาที และ FTP มาคิดเป็น กำลัง/น้ำหนัก แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับค่า Power Profile Chart ซึ่งค่าที่ได้นี้ เป็นค่าที่เขาได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักปั่นในระดับต่างๆกันในช่วงอายุวัยหนุ่ม ( พวกสว. ก็จะได้ค่าน้อยลงกว่านี้นะครับ )
จากนั้นก็จะ Mark ตำแหน่งของค่าpowerต่างๆที่ตัวเองมีอยู่ลงไปในchart แล้วดูแนวโน้มดังนี้
A. นักกีฬาจำพวก All-Rouder หรือ เทพเป็ดนั้น จะมีค่า power/kg ในแต่ละแบบใกล้เคียงกัน แต่ตัวที่สูงสักหน่อยก็คือ CP 5min/kg
B .นักกีฬาที่เหมาะสำหรับเป็นพวก Sprinter จะมีค่า CP 5sec /Kg สูงมากเมื่อเทียบกับค่า powerอื่นๆที่ตัวเองมีอยู่
C . นักกีฬาที่เหมาะสำหรับเป็นพวกปั่น TT หรือ พวกแพะภูเขา สามารถกดหนักแช่ได้ยาวๆ พวกนี้จะต้องมีค่า FTP/Kg ที่สูงมาก สูงเด่นกว่าค่าPowerกลุ่มอื่นๆเลยทีเดียว ( ดูแล้วเป็นพวกคนละขั้วกับกลุ่ม Sprinter กันเลยทีเดียว )
D. ส่วนพวกนักกีฬาลู่ พวกแข่งPersuit ทั้งหลาย พวกนี้เน้นกันเลยว่าจะต้องมีค่า CP 1min ที่สูงนำค่ากลุ่มอื่นๆ
ความสามารถเหล่านี้ มาจาก 2 ปัจจัยคือ
1. พรสวรรค์ อันบรรจุอยู่ใน DNA ที่พ่อแม่ให้มาว่า คุณจะมีกล้ามเนื้อชนิดไหน มากน้อยเพียงใด สำหรับทีมปั่นที่ร่ำรวยมาก เขาจะใช้วิธีการทำ Needle Muscle Biopsy หรือ ใช้เข็มเจาะเข้าไปในกล้ามเนื้อ แล้วเอามาดูกันเลยว่า มีกล้ามเนื้อขาว กล้ามเนื้อแดงเป็นสัดส่วนแค่ไหน และมีกล้ามเนื้อที่เป็นพวกกำ้กึ่งมากน้อยเพียงใด ( กลุ่มนี้แหละ ที่จะทำให้พรแสวงเป็นจริง )
2. พรแสวง เป็นพรที่ได้มาจากการฝึกฝน การฝึกฝนสามารถเปลี่ยนลักษณะของกล้ามเนื้อกลุ่มกำ้กึ่งให้มันโอนเอียงเข้าพวกเป็นกลุ่มขาวหรือกลุ่มแดงได้เช่นกัน และยังมีกระบวนการทางสรีรวิทยาอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นผลลัพธ์ของการฝึก
ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การฝึกนั้น ก็ขึ้นกับว่านักกีฬาแต่ละคนมุ่งหวังอะไร บางคนอาจจะอ่อนด้อยที่จะเป็นสปรินเทอร์ แต่เชื่อไหมถึงจะไม่อาจจะฝึกให้เป็นเทพสปรินต์แบบเจ๊มาร์ค แต่ก็ยังสามารถฝึกให้เป็นsprinterที่ดีได้เช่นกัน เพราะหลังจากที่คิดจะเข้าสู่คอร์สการฝึกโหดนั้น เขาก็จะจับเข้ามาทดสอบหาจุดแข็ง จุดอ่อนกัน จากนั้นก็จะฝึกเพื่อเสริมจุดแข็งและแก้จุดด้อยเท่าที่สรีระของแต่ละคนจะสามารถตอบสนองได้
ฝึกกันแบบจริงจังในระดับเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่จริงจังแบบจริงๆ ก็คงจะเป็นการยากนักที่จะบอกว่า คุณควรจะเน้นไปด้านใด เพราะแค่เข้ากลุ่ม ตีรันฟันแทงกัน มันไม่มีทางรู้เลยว่าคุณจะสามารถ"ถูกฝึก"ให้พัฒนาขึ้นมาได้ระดับไหน เช่นบางคนมีแนวโน้มที่สามารถพัฒนาให้เป็นนักกีฬา Time Trial ที่ดีได้ แต่วันๆก็ปั่นอยู่กับกลุ่มขาโหด ที่ไม่มีอะไรทำนอกจากกระชากลากกันตลอดเวลา ปั่นทีไรก็มีแต่ค่า Avg HR สูงๆตลอด แทนที่จะได้ฝึกในช่วงของ Lactate Threshold ซึ่งจะเป็นช่วงที่พัฒนาค่า FTP ได้ แต่ก็ไปฝึกอยู่ในช่วงของ Anaerobic power หรือ Maximum workload ซึ่งอาจจะได้ความสามารถในด้านsprinter มาได้ก็จริง แต่บางทีกล้ามเนื้อที่มีอยู่มันไปทางด้านนี้ไม่ได้ ฝึกยังไงๆก็เป็นเทพสปรินเตอร์ไม่ได้
สุดท้ายกลายเป็น"เดินผิดทาง" ไปซะงั้นแหละ เพราะเป็นเทพสปรินต์ก็ไม่ได้ จะไปเป็นเทพไต่เขาก็ไม่ได้อีก เพราะถึงกล้ามเนื้อเหมาะที่จะเป็นเทพไต่เขาหรือเทพTimeTrial แต่เลือกเดินผิดทาง มันก็ไปได้ไม่ถึงไหน
คราวนี้ เข้าใจคำว่า จริงจังแบบจริงๆกันแล้วนะครับ
เมื่อใช้วิทยาศาสตร์ เขาก็ต้องใช้เครื่องมือ ซึ่งก็คือ PowerMeter ครับ เพราะในเมื่อเจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้ว่า"คนที่ฝึกจริงจัง" ผมจึงอนุมาณว่า ต้องจริงจังในลักษณะจริงจังจริงๆ ไม่ใช่แค่"จริงจังในระดับเท่าที่ทำได้"
คราวนี้จะรู้ได้ไงว่าเป็นนักปั่นในระดับไหน เขาก็จะต้องจับนักกีฬาคนนั้นมาทดสอบหา Power profile โดยการทดสอบในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ได้ค่า กำลังเฉลี่ยสูงสุดที่สามารถรีดออกมาได้ภายในเวลา 5 วินาที , 1 นาที , 5 นาที , 60 นาที ( ซึ่งนั่นก็คือ ค่า FTP หรือ functional threshold power ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะได้มาจากการหาค่ากำลังเฉลี่ยสูงสุดที่สามารถรีดออกมาได้หมดภายในเวลา 20 นาที แล้วคูณด้วย 0.95 ซึ่งจะใกล้เคียงกันมากๆกับค่า FTP ) ซึ่งถ้าจะพูดให้สั้นๆ ก็จะใช้คำว่า CP 5sec หรือ Critical Power ที่ 5วินาที , CP 1min , CP 5min นั่นเอง
จากนั้นเขาก็จะเอาค่ากำลังเฉลี่ยสูงสุดภายใน 5 วินาที , 1 นาที , 5 นาที และ FTP มาคิดเป็น กำลัง/น้ำหนัก แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับค่า Power Profile Chart ซึ่งค่าที่ได้นี้ เป็นค่าที่เขาได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักปั่นในระดับต่างๆกันในช่วงอายุวัยหนุ่ม ( พวกสว. ก็จะได้ค่าน้อยลงกว่านี้นะครับ )
จากนั้นก็จะ Mark ตำแหน่งของค่าpowerต่างๆที่ตัวเองมีอยู่ลงไปในchart แล้วดูแนวโน้มดังนี้
A. นักกีฬาจำพวก All-Rouder หรือ เทพเป็ดนั้น จะมีค่า power/kg ในแต่ละแบบใกล้เคียงกัน แต่ตัวที่สูงสักหน่อยก็คือ CP 5min/kg
B .นักกีฬาที่เหมาะสำหรับเป็นพวก Sprinter จะมีค่า CP 5sec /Kg สูงมากเมื่อเทียบกับค่า powerอื่นๆที่ตัวเองมีอยู่
C . นักกีฬาที่เหมาะสำหรับเป็นพวกปั่น TT หรือ พวกแพะภูเขา สามารถกดหนักแช่ได้ยาวๆ พวกนี้จะต้องมีค่า FTP/Kg ที่สูงมาก สูงเด่นกว่าค่าPowerกลุ่มอื่นๆเลยทีเดียว ( ดูแล้วเป็นพวกคนละขั้วกับกลุ่ม Sprinter กันเลยทีเดียว )
D. ส่วนพวกนักกีฬาลู่ พวกแข่งPersuit ทั้งหลาย พวกนี้เน้นกันเลยว่าจะต้องมีค่า CP 1min ที่สูงนำค่ากลุ่มอื่นๆ
ความสามารถเหล่านี้ มาจาก 2 ปัจจัยคือ
1. พรสวรรค์ อันบรรจุอยู่ใน DNA ที่พ่อแม่ให้มาว่า คุณจะมีกล้ามเนื้อชนิดไหน มากน้อยเพียงใด สำหรับทีมปั่นที่ร่ำรวยมาก เขาจะใช้วิธีการทำ Needle Muscle Biopsy หรือ ใช้เข็มเจาะเข้าไปในกล้ามเนื้อ แล้วเอามาดูกันเลยว่า มีกล้ามเนื้อขาว กล้ามเนื้อแดงเป็นสัดส่วนแค่ไหน และมีกล้ามเนื้อที่เป็นพวกกำ้กึ่งมากน้อยเพียงใด ( กลุ่มนี้แหละ ที่จะทำให้พรแสวงเป็นจริง )
2. พรแสวง เป็นพรที่ได้มาจากการฝึกฝน การฝึกฝนสามารถเปลี่ยนลักษณะของกล้ามเนื้อกลุ่มกำ้กึ่งให้มันโอนเอียงเข้าพวกเป็นกลุ่มขาวหรือกลุ่มแดงได้เช่นกัน และยังมีกระบวนการทางสรีรวิทยาอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นผลลัพธ์ของการฝึก
ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การฝึกนั้น ก็ขึ้นกับว่านักกีฬาแต่ละคนมุ่งหวังอะไร บางคนอาจจะอ่อนด้อยที่จะเป็นสปรินเทอร์ แต่เชื่อไหมถึงจะไม่อาจจะฝึกให้เป็นเทพสปรินต์แบบเจ๊มาร์ค แต่ก็ยังสามารถฝึกให้เป็นsprinterที่ดีได้เช่นกัน เพราะหลังจากที่คิดจะเข้าสู่คอร์สการฝึกโหดนั้น เขาก็จะจับเข้ามาทดสอบหาจุดแข็ง จุดอ่อนกัน จากนั้นก็จะฝึกเพื่อเสริมจุดแข็งและแก้จุดด้อยเท่าที่สรีระของแต่ละคนจะสามารถตอบสนองได้
ฝึกกันแบบจริงจังในระดับเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่จริงจังแบบจริงๆ ก็คงจะเป็นการยากนักที่จะบอกว่า คุณควรจะเน้นไปด้านใด เพราะแค่เข้ากลุ่ม ตีรันฟันแทงกัน มันไม่มีทางรู้เลยว่าคุณจะสามารถ"ถูกฝึก"ให้พัฒนาขึ้นมาได้ระดับไหน เช่นบางคนมีแนวโน้มที่สามารถพัฒนาให้เป็นนักกีฬา Time Trial ที่ดีได้ แต่วันๆก็ปั่นอยู่กับกลุ่มขาโหด ที่ไม่มีอะไรทำนอกจากกระชากลากกันตลอดเวลา ปั่นทีไรก็มีแต่ค่า Avg HR สูงๆตลอด แทนที่จะได้ฝึกในช่วงของ Lactate Threshold ซึ่งจะเป็นช่วงที่พัฒนาค่า FTP ได้ แต่ก็ไปฝึกอยู่ในช่วงของ Anaerobic power หรือ Maximum workload ซึ่งอาจจะได้ความสามารถในด้านsprinter มาได้ก็จริง แต่บางทีกล้ามเนื้อที่มีอยู่มันไปทางด้านนี้ไม่ได้ ฝึกยังไงๆก็เป็นเทพสปรินเตอร์ไม่ได้
สุดท้ายกลายเป็น"เดินผิดทาง" ไปซะงั้นแหละ เพราะเป็นเทพสปรินต์ก็ไม่ได้ จะไปเป็นเทพไต่เขาก็ไม่ได้อีก เพราะถึงกล้ามเนื้อเหมาะที่จะเป็นเทพไต่เขาหรือเทพTimeTrial แต่เลือกเดินผิดทาง มันก็ไปได้ไม่ถึงไหน
คราวนี้ เข้าใจคำว่า จริงจังแบบจริงๆกันแล้วนะครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
คราวนี้ น่าจะหายสงสัยกันแล้วนะครับว่า ทำไมในโปรทัวร์ พวกเทพสปรินเตอร์บางคนนั้น จึงขึ้นเขาแบบงั้นๆ บางครั้งมันงั้นๆจนอยากจะบอกว่า"ห่วยได้โล่" เลย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวก All-rounder บางคนในทัวร์นั้น
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- กิตติ มัสเกตเทีย
- ขาประจำ
- โพสต์: 433
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ม.ค. 2014, 13:25
- Tel: 069090691
- team: ตลิ่งชันชวน ปั่นลานคนเมือง
- Bike: alpha 1
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
ความรู้ล้วนๆครับlucifer เขียน:คราวนี้ น่าจะหายสงสัยกันแล้วนะครับว่า ทำไมในโปรทัวร์ พวกเทพสปรินเตอร์บางคนนั้น จึงขึ้นเขาแบบงั้นๆ บางครั้งมันงั้นๆจนอยากจะบอกว่า"ห่วยได้โล่" เลย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวก All-rounder บางคนในทัวร์นั้น
แรงเหลือช่วยกันลาก พัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ

-
Accipitor
- สมาชิก
- โพสต์: 51
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มี.ค. 2013, 22:03
- team: Bike99
- Bike: Cervelo S3 , TCR Advanced , Propel sl isp , Trek 8500 ,
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
ชัดเจนเลยครับ อ.ลู ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ

-
BackFromHell
- สมาชิก
- โพสต์: 7
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มิ.ย. 2013, 00:21
- team: Temple boy
- Bike Addict
- ขาประจำ
- โพสต์: 2500
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 15:11
- team: หาดใหญ่ลื่นไหล
- Bike: Canyon Ultimate CF SLX, Trek 520,
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
ชอบคำ ป๋าลูจริงๆ เทพเป็ด=All-round
งั้นผมขอเป็นเทพเป็ด ด้วยคนดีกว่า

งั้นผมขอเป็นเทพเป็ด ด้วยคนดีกว่า
- Chiny
- ขาประจำ
- โพสต์: 561
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2012, 12:48
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ ว่าสำหรับคนที่ฝึกจริงจังจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนักปั้นประเภทไหน
Don't Stop Believin' - "Steel still ROCK"
จานไข่ Dr.Egg viewtopic.php?f=60&t=515279
โครงการ มินิ กัดยางหมอบ เวอชั่นบ้านๆ viewtopic.php?f=63&t=488360
Dr.EGG Facebook Fan Page: http://www.facebook.com/pages/DrEGG/418740011510449
จานไข่ Dr.Egg viewtopic.php?f=60&t=515279
โครงการ มินิ กัดยางหมอบ เวอชั่นบ้านๆ viewtopic.php?f=63&t=488360
Dr.EGG Facebook Fan Page: http://www.facebook.com/pages/DrEGG/418740011510449
