......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:idea: :idea: พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า:

“โย ภิกขเว มํ อุปฏฐเหยย โส คิลานํ อุปฏฐเหยย”
"ผู้ใดปราถนาจะอุปปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงรักษาภิกษุป่วยไข้"


การให้การพยาบาลหรือบำบัดโรคภัยไข้เจ็บของพระสงฆ์ เท่ากับการได้อุปัฏฐากพระพุทธองค์เลยทีเดียว ความเชื่อผู้คนส่วนมากแล้วมึความเชื่อและศรัทธาว่า " ถ้าหากผู้ใดที่ได้ถวายอาหารหรือสิ่งของต่อพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญที่เกิดจากการถวายทานนั้น มีอานิสงส์มากจริงๆ ถึงขนาดผู้นั้นตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ได้เป็นสาวก หรือ อัครสาวก หรือ ปราถนาพุทธภูมิ ก็ได้สมดังใจปรารถนาเลย"

ตามพระพุทธดำรัสที่กล่าวมาข้างต้นนั้น การที่เราดูแลช่วยเหลือปรนิบัติต่อพระภิกษุผู้อาพาธ เท่ากับว่าเราได้สร้างกุศลต่อพระพุทธองค์โดยตรงเลยทีเดียว ดังนี้ ผลบุญมหาศาลจักบังเกิดขึ้นแก่เราผู้ได้ปรนนิบัติอุปัฏฐากพระภิกษุสงฆ์ผู้อาพาธ เปรียบเสมือนเราได้ถวายทานต่อพระพุทธเจ้านั่นเอง

ดังนั้น การที่เรามีโอกาสหรือตั้งใจที่จะปรนนิบัติดูแลช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ที่ป่วยไข้ อาพาธ แล้วเราน้อมจิตของเราระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะส่งผลต่อจิตใจอันเป็นกุศลเป็นอย่างมาก และอานิสสงส์ดังกล่าวนั้น ย่อมมีกำลังกุศลมหาศาล หากตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้เราเจริญในธรรมในพระศาสนาของพระพุทธองค์แล้ว กำลังแห่งความตั้งใจนั้นก็ย่อมมีมากมาย และส่งผลให้เราก้าวหน้าในธรรม มีพละและอินทรีย์ เพื่อความหลุดพ้นในโอกาสภายหน้าได้เป็นแน่แท้


อานิสงส์การบำรุงภิกษุสามเณรอาพาธ

๑. ชื่อว่าเสมือนอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ใดต้องการอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นจงไปอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด"
๒. อกุศลกรรมในอดีตชาติ จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ถือเป็นการสเดาะเคราะห์อย่างหนึ่งได้
๓. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ เมื่อได้รับส่วนบุญนี้จะเลิกจองเวรจองกรรม ช่วยให้พ้นเวรพ้นกรรม
๔. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เทวดารักษา สรรพวิญญาณเมตตาปราณี
๕. เหล่าวิญญาณร้ายไม่อาจเบียดเบียนบีฑาได้
๖. จิตใจสงบร่มเย็น ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี มีสง่าราศีผ่องใส สุขภาพเเข็งเเรง กิจการงานเป็นมงคลแก่ ตัว อายุยืนยาว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
๗. คุณธรรมเจริญมั่นคง ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ปัญญาเกิด
๘. ไม่พลัดพรากจากคนรัก ของรัก ก่อนเวลาอันควร
๙. ชื่อว่าได้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ยั่งยืน
๑๐. ถือเป็นการทำสังฆทานอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการถวายการอุปัฏฐากบำรุงแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก
๑๑. จะไม่ไร้ญาติขาดมิตร เวลาแก่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีคนคอยดูเเล ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว
๑๒. มีเดชบารมีมาก มียศวาสนา เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีใครข่มขี่เบียดเบียนได้
๑๓. จะเป็นที่รักแก่คนทั้งปวง ไปที่ใดจะมีผู้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุน ไม่ถูกปล่อยให้ขัดข้องในเรื่องทั้งปวง
๑๔. จะมีสมบัติมาก และสมบัติจะไม่ถูกทำลายโดยราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ
๑๕. จะได้พบพระอริยสงฆ์ ได้พบพระอรหันต์ ได้พบพระดี ได้พบพระเครื่องพระบูชาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เจอพระปลอม ไม่เจอพระเก๊ พระทุศีล
๑๖. จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า และเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายดาย
๑๗. จะได้เจอครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ทรงคุณธรรม
๑๘. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้จะเป็นปัจจัยแก่สวรรค์และนิพพาน
๑๙. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ สามารถอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุเป็นพระมหาสาวก พระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาลได้

ที่วัดพระธาตุจอมกิตติมีพระอาพาธอยู่รูปหนึ่งนามว่า พระอาจารย์ รวม ท่านจะไม่ยอมออกจากกุฏิไปแห่งใดเลย แม้แต่จะเยี่ยมกายออกมาข้างนอกกุฏิก็ไม่เคย และท่านปวารณาตนเองไม่ฉันเนื้อสัตว์มายี่สิบกว่าปีแล้ว(เพื่อรักษาตนเอง) เมื่อพวกเราทราบข้อมูลเช่นนั้น ตอนเช้าพวกเราช่วยกันทำอาหาร มังสวิรัติซึ่งถนัดอยู่แล้วนำไปถวายท่าน เราอยู่พูดคุยสนทนากับท่านนานพอควร ในเช้าวันนั้นมีคนขึ้นมาเที่ยวได้ร่วมทำบุญกับพวกเราด้วย


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D สนทนากับท่านรวมสักพักใหญ่ถวายอาหารและปัจจัยเสร็จรับพรจากท่าน เราก็อำลาท่านและสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมท่านอีก เราเก็บภาพที่เหลือเช่นรูปปั้นปีเกิดเลือกเอาเฉพาะปีขาลซึ่งเป็นปีเกิดของผมกับปีระกาซึ่งเป็นปีเกิดของคุณนาย ส่วนที่เหลือขอเรียนเชิญทุกท่านไปเก็บเอาเองปีใครปีมันดูใครสวยกว่าใคร จากนั้นเราก็ลงมาเก็บสัมภาระ ในขณะที่เตรียมตัวเก็บสัมภาระท่านเจ้าอาวาสเมตตามาเยี่ยมเราถึงจุดที่เรากำลังเก็บของ ก็เลยถือโอกาสถวายปัจจัยเป็นค่าน้ำค่าไฟ ท่านยังใจดีร่วมบริจาคคืนให้กับพวกเราบอกเป็นทุนสมทบร่วมธุดงค์กับพวกเรา ต้องคุยกันนานกว่าท่านจะยอมรับปัจจัยจากพวกเรา ใจดีจริง ๆ ท่านพูดว่าแบบพวกเราที่กำลังประพฤตินี้หายากมากแทบไม่เคยเจอเลย ขออนุโมทนาและเชิญพวกเราให้กลับมาธุดงค์ที่วัดพระธาตุจอมกิตติอีก

เราจากพระธาตุจอมกิตติด้วยความเอิบอิ่มใจ และตั้งใจว่าต้องกลับไปอีก มีสิ่งหนึ่งที่ท่านเจ้าอาวาสให้ข้อสังเกตุท่านเล่าว่า "แผ่นดินทีนี่เราเรียกกันว่า ธรณีกรรแสง" ผมก็กราบเรียนบอกท่านว่าไม่เข้าใจ ท่านหัวเราะและบอกพวกเราว่า ดินที่ร่มหลวงนี้ไม่เคยว่างจากการเพาะปลูกเลย ทั้งปีไม่มีว่า อาตมาเลยตั้งชื่อให้ว่า "แผ่นดินกรรแสง" แค่นี้เอง แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์พูลสุขของชาวบ้านแถบนี้ ท่านเจ้าอาวาสได้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ในทุกปีจะมีขบวนสรงน้ำพระธาตุเป็นของชนเผ่าและหมู่บ้านทุกหมู่บ้านจะแห่ขบวนเดินขึ้นดอยซึ่งมีมากถึง ๑๘ ชนเผ่าปีนี้ก็เช่นกันท่านไม่ลืมที่จะให้พวกเราไปร่วมให้ได้ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Saturn Sky »

สาธุ ๆ ในบุญด้วยค่ะคุณพี่แดง
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

Saturn Sky เขียน:สาธุ ๆ ในบุญด้วยค่ะคุณพี่แดง
รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ คุณน้องแอ๋ว เมื่อวันที่ ๑๖ พ.ค.๕๗ คุณพี่ได้ย้อนกลับไปที่วัดพระธาตุจอมกิตติและได้นำไม้เท้าไปถวายท่านอีกครั้ง เนื่องจากพระท่านจะลุกจะนั่งแสนลำบากเวลาเดินก็โยก ๆ เยก ๆ มิน่าท่านจึงไม่ยอมออกกุฏิ เรานำไม้เท้าไปถวายให้ท่านใช้ท่านดีใจและเปรยขึ้นว่า "คราวนี้คงได้เดินออกไปข้างนอกบ้าง" เอาบุญด้วยกันนะครับ

:idea: :idea: แผน คือการคาดการณ์อนาคต เป็นสิ่งที่กำหนดเป็นแนวในการดำเนินงาน แผนคือแนวทาง ไม่ใช่ผลสำเร็จ ถ้าแผนนั้นคือความสำเร็จ ควรเรียกว่าคู่มือมากกว่า เราเดินทางในครั้งนี้ไม่แผนใด ๆ เลย เมื่อไม่มีแผนก็ไม่ได้มีการเตรียมการ เมื่อไม่ได้เตรียมการความยุ่งวุ่นวายก็ประดังเข้ามาเป็นระลอก ๆ ให้แก้ปัญหา อยากจะฝากทุกท่านครับว่า เราควรมีการเตรียมการ(แผน) ช่วงสั้น ๆ ควรเป็นชนิดคร่าว ๆ แต่ถ้าช่วงยาว ๆ ควรเป็นแบบค่อนข้างละเอียดสักนิดนึง

เมื่อเราจะออกเดินทางอำลาท่านเจ้าอาวาส พระท่านถามว่าออกจากนี้แล้วจะไปไหน เราตอบท่านไม่ได้แต่ก็ตอบไปว่า "ไม่ทราบครับไม่มีเป้าหมาย ปั่นไปถ้าเจออะไรที่ถูกใจก็ไปทางนั้น" ท่านเจ้าอาวาสก็เลยแนะนำว่าให้ไปเยี่ยมชมพระธาตุจอมแจ้งสิ เป็นวัดเก่าแก่ที่ครูบาศรีวิชัยท่านมาช่วยบูรณะ จากพระธาตุจอมแจ้งก็ให้ไปพระธาตุจอมแตง ซึ่งก็จะได้ ๓ จอม พวกเราหูผึ่งทันที ตกลงตามนั้น สรุปว่าออกจากพระธาตุจอมกิตติเราก็จะมุ่งสู่พระธาตจอมแจ้งต่อไป ขอบพระคุณท่านเจ้าอาวาสครับ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
รูปภาพ

:lol: :lol: ผมเองแอบน้อยใจนิด ๆ เนื่องจากได้คุยกันแล้วว่าออกจากพระธาตุจอมกิตติเราจะมุ่งเข้าฝายน้ำล้นแม่แตง เพื่อเยี่ยมชมเนื่องจากนานมากแล้วที่ไม่ได้ไปไม่ทราบว่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อพรรคพวกมาเปลี่ยนแผนมุ่งพระธาตุจอมแจ้งผมก็เลยอดชมฝายแม่แตง เราไปถึงวัดพระธาตุจอมแจ้งยังไม่ทันบ่ายได้เจอกับบรรดานักแสวงบุญจิตอาสา ที่เข้าไปบำเพ็ญประโยชน์รู้สึกศรัทธาและชื่นชม นับว่าเป็นการทำบุญที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเป็นบุญมหาศาล ไม่ต้องใช้งบประมาณมากเรียกว่าเกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการที่ชาวพุทธควรศึกษาไว้จะได้ไม่ต้องกังวลจิตกังวลใจ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D บ่ายนี้นำรถของเจ้าลูกชายมาตรวจเชคที่ศูนย์ Toyota ได้เข้ามาเยี่ยมชมเวปป์ที่ตัวเองเขียน ๆ ได้เห็นข้อบกพร่องหลาย ๆ อย่าง ถ้าจะแก้ไขคงลำบากเพราะมันหลายที่มาก (แต่ไม่สลักสำคัญ) ก็จะขอความเมตตาท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม ถ้าเห็นตรงไหนที่มีข้อผิดพลาด กรุณาทักท้วง-ท้วงติง บ้างอย่าปล่อยให้เลยตามเลยนะครับ เพราะจะเป็นบาปโดยเฉพาะเรื่องของธรรมะแล้วยิ่งต้องระมัดระวัง ในการเขียนเล่าของผมนั้นไม่มี Script เขียนสด ๆ ตามที่จิตมันคิดของมันช่วงนั้นเวลานั้น ไม่มีการตรวจทานใด ๆ เรียกว่าสด ๆ กันเลย มันก็อาจจะมีผิดพลาดบ้าง อย่าปล่อยเลยตามเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจผมครับ ผมยินดีและจะรับฟังพร้อมทั้งจะแก้ไขปรับปรุงทันทีครับ อีกประเด็นความที่เรายังไม่ใช่ผู้บรรลุแล้ว แต่อาจหาญก็เพราะอยากจะ สร้างบุญกุศล ให้กับชีวิตเท่านั้นย่อมอาจจะมีพลาดบ้าง เป็นธรรมดาของปุถุชน เรียกว่า "สี่ตีนยังรู้พลาด....." ขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ครับ

รูปภาพ รูปภาพ

:lol: :lol: ก่อนที่จะเดินเรื่องต่อขอย้อนไปช่วงที่ ผมเข้าไปเที่ยวในวัดป่าแง ถ้าจะผ่านไปโดยที่ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไร ผมคิดว่าไม่ถูกต้องจะเป็นคนอกตัญญูเสียละกระมัง ดังนั้นเมื่อมานั่งที่ศูนย์โตโยต้าได้เข้าไปในลุงกูค้นหาวัดป่าแง เห็นว่ามีประวัติเป็นวัดเก่าแก่มากเช่นกัน ทำให้คิดว่าเราจะผ่านไม่ได้ซะแล้วก็ขอโอกาสเพิ่มเติมเป็นความรู้ให้กับทุกท่าน เผื่อว่าใครมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่ อาจมีบุญจะได้ไปเยี่ยมชมก็เป็นได้

วัด สุรินทราษฎร์ (วัดป่าแง)

ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 188 หมู่ 7 ต. ขี้เหล็ก อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ วัดนี้พระเจ้ากาวิโรรสฯ (เจ้าชีวิตอ้าว) อดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นผู้สร้างในราวปี พ.ศ. 2406 และพร้อมด้วย พระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯ (พ.ศ. 2413 – 2440) เป็นราชบุตรเจ้าราชวงศ์มหาพรหมคำคงฯ เป็นพระโอรสเจ้าหลวงเศรษฐีคำฟั่น (ช.ม.ที่ 3) เป็นราชบุตรเขยพระเจ้ากาวิโรรส ซึ่งมีแม่เจ้าทิพเกสรเป็นพระชายา เป็นพระบิดาของเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระมเหสีในรัชกาลที่ 5 พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ที่ 8 , 9 (พระเจ้าเชียงใหม่ที่ 7)

ซึ่งพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระธิดาพระเจ้าอินทวิชายานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 และทรงเป็นหลานตาของพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 พระ ราชชายาเจ้าดารารัศมีทรางเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ อาณาจักรล้านนา ได้ทรงรวบรวมประวัติศาสตร์ โบราณคดี ฟื้นฟูและส่งเสริม ศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรมล้านนา ให้คงมีเอกลักษณ์ของตัวเองตราบจนทุกวันนี้อีกทั้งทรงมีส่วนสำคัญในการประสาน อาณาจักรล้านนาและอาณาจักรไทย ทางใต้ให้เป็นผืนเดียวกันโดยมั่นคง

ใน สมัยของพระเจ้ากาวิโรรสฯ พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนามากได้อุปถัมภ์บำรุงกิจการพระพุทธศาสนา ไว้มากมายหลายแห่ง เช่น สร้างวิหารวัดนันทาราม ต. หายยา อ. เมือง จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2403 สร้างวิหารวัดศรีสุพรรณ อ. เมือง จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2405 สร้างวัดพระนอนแม่ตาเยือง หรือวัดพระนอนขอนม่วง สร้างวัดป่าแง อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2406 ภายหลังเมื่อพระเจ้ากาวิโรรสฯ ถึงแก่พิราลัยแล้วไม่นาน มีพวกเงี้ยวเมืองหมอกใหม่กับพวกไตลื้อ จำนวนหนึ่งได้คุมพวกเป็นกองโจรมาปล้นครอบครัวชาวเชียงใหม่ที่บ้านสลอง บ้านหนองก๋าย และบ้านป่าแงนี้ พวกโจรได้ฆ่าฟันผู้คนล้มตายและเผาบ้านเรือนราษฎร์เสียงหาย ปล้นเอาทรัพย์สินไปได้จำนวนมาก

ชาว บ้านมักเรียกชื่อวัด ตามหมู่บ้านว่าวัดป่าแง อาศัยสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีต้นไม้ชื่อว่า ไม้มะแง ลักษณะลำต้นมีสีเขียว และมีหนามตามลำต้น มีผลโตเท่าลูกมะนาวมีรสเปรี้ยว ชาวบ้านเลยเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า ไม้มะแง ต่อมาได้มีครูบาสุรินทร์ไม่ทราบฉายา เป็นพระผู้ชักชวนชาวบ้านป่าแงช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ วิหาร ศาลาบาตร บ่อน้ำ กำแพง และอุโบสถ ต่อมาอุโบสถ ได้ถูกกระแสน้ำปิงพัดฟังเสียหาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ชาวบ้านที่มีความเคารพเลื่อมใสในวัตรปฎิบัติครูบาเจ้าสุรินทร์ จึงได้ขนาดนามชื่อวัดใหม่ว่า วัดสุรินทราษฎร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงพระคุณของท่านครูบาสุรินทร์ ตราบจนทุกวันนี้
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพรูปภาพ

:idea: :idea: วัดพระธาตุดอยจอมแจ้ง เลขที่ ๒๓ ถ.โชตนา-ฝาง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กิโลเมตรที่ ๓๐ มีเนื้อที่เขตธรณีสงฆ์ เขตอภัยทานจำนวน ๒๕ ไร่ ตั้งเป็นวัดขึ้นถูกต้องตามกฎหมาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พ.ศ. ๒๔๐๐ และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

วัดพระธาตุดอยจอมแจ้ง ตั้งขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแต่มีเรื่องเล่าว่า พระพุทธองค์พร้อมด้วยสาวกได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ลัดเลาะมาตามลำน้ำแม่ระมิงค์ จนถึงถ้ำหลวงเชียงดาวดำเนินต่อมาจนถึงบริเวณนี้ซึ่งเป็นภูเขาจึงได้ชื่อว่า "ดอยจอมแจ้ง" ในสมัยก่อนพระเจ้าเม็งรายได้อัญเชิญพระธาตุน้ำล้างหน้ามาประดิษฐานไว้ ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาครูบาศรีวิชัย ได้พบพระธาตุไหปลาร้าด้านขวาในเจดีย์ทองคำ ถูกหุ้มห่อด้วยผอบทองคำและเงินอย่างละ ๓ ชั้นพร้อมทั้งสิ่งของมีค่าจำนวนมาก จึงได้สร้างองค์พระธาตุใหม่ครอบไว้สูง ๙ ศอก นอกจากจะเจอพระธาตุไหปลาร้าแล้ว ยังค้นพบพระธาตุพระอุระ(กระดูกอก) และพระพุทธรูปทองคำอายุกว่า ๕๐๐ ปี ตั้งชื่อว่า "พระเจ้าฝนแสนห่า"

เมื่อวันที่ ๑ - ๓๐ ธันวาคม ๒๔๗๐ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้บูรณะองค์พระบรมธาตุ โดยหุ้มองค์เดิมไว้ (ตำนานยังไม่ชัดเจน กำลังค้นคว้าเพิ่มเติม ติดไว้ครับ)


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: วิหารครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดพระธาตุดอยจอมแจ้ง อยู่ด้านหน้า พระบรมธาตุดอยจอมแจ้ง สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ทั้งพระบรมธาตุดอยจอมแจ้งและวิหารสิ้นทุนทรัพย์ไป ๑,๓๓๕ รูปี วิหารหลังนี้ได้บูรณะเป็นครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สิ้นทุนทรัพย์ ๒๕๐,๐๐๐ บาท :o :o

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o วันที่เราขึ้นไปถึงบนพระธาตุได้เจอกับพระที่ประจำอยู่วัดรูปเดียว ท่านกำลังกวาดใบไม้ท่านก็ทักทายเราเป็นอย่างดี พร้อมทั้งเสนอที่ทางเพื่อให้พวกเราได้ปรุงอาหารเมื่อรู้ว่าเราจะมาทานอาหารกันข้างบนนี้ เราได้ไปพบกับเหล่าอาสาสมัครจิตอาสา เห็นว่าที่วัดนี้มีพระน้อยบริเวณวัดซึ่งกว้างและมีป่าไม้ปกคลุม ทำให้สกปรกไม่เจริญตาเจริญใจ จึงจับกลุ่มกันมาทำกิจกรรมเก็บกวาดวัด เป็นการทำบุญซึ่งพวกเราอนุโมทนาสาธุ เห็นว่าเป็นการทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นี่เรียกว่าประโยชน์สูง ประหยัดสุดได้บุญไปเต็ม ๆ กันเลย

เราได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ธรรมะซึ่งกันและกัน เรียกว่าน่าชื่นชมจริง ๆ พอคุยกันไปนานเข้าจึงทราบพวกที่มาเป้นบรรดาลูกเมียตำรวจที่เป็นลูกน้องเก่าทั้งนั้น คราวนี้ละผมคงจะได้สมาชิกเพิ่มเติมอีกหลาย แต่ก็อย่างว่าแหละครับคงน้อยคนที่จะไปอย่างที่พวกเราไปกันได้ ก็คอยดูกันต่อไป ก่อนจะจากกันพวกจิตอาสาก็ได้ขอบันทึกภาพเป็นที่ระลึก สนุกสนานเรียกว่าบันเทิงธรรมกันเต็มที่ มีความสุขมากครับ

หลังจากบรรดาจิคอาสาไปแล้วเราก็จัดการประกอบอาหารมื้อเที่ยง และร่วมรับประทานอาหารกัน และหลังจากที่อิ่มหมีพีมัน เก็บกวาดที่ทางให้สะอาดสะอ้านเหมือนเดิมแล้ว เวลายังเหลืออีกตั้งหลายชั่วโมง ความที่เราจะนอนที่วัดนี้ก็เปลี่ยนไปเพราะจากพระธาตุจอมแจ้งไปพระธาตุจอมแตง เหลืออีกไม่เท่าไร ประกอบกับผมอยากจะไปเที่ยวหาพรรคพวกที่เกษียณอายุมาแล้ว ไม่ไปไหนอยู่แต่ในสวนประมาณว่าจะไปเยี่ยมเยือนซักหน่อย หรืออาจจะพักค้างที่สวนเพื่อนคนนี้ก็ได้ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: ก่อนที่จะเดินทางไปต่อผมอยากให้มาพักฟังสิ่งที่น่าสนใจกันสักเล็กน้อย เป็นความสามารถของน้อง ๆ น่ารักจริง อย่าพลาดครับ

http://www.youtube.com/watch?v=WkTFHR442k8


:( :( หลังจากที่พวกเราประกอบอาหารรับประทาน ซึ่งตามโปรแกรมหรือแผนที่วางไว้ เราจะพักนอนปฏิบัติธรรมกันที่ วัดพระธาตุจอมแจ้ง กันสักคืนหนึ่ง แต่เนื่องจากเวลายังเหลือเฟือ พระอาทิตย์ยังอยู่เยื้องกระหม่อมไปไม่สักกี่มากน้อย ผมจึงได้บอกพรรคพวกว่าน่าไปเยี่ยมบ้านเพื่อนซึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ รับราชการเป็นทหารสังกัดกองการข่าว เกษียณราชการแล้วตอนนี้อยู่สวนฝังตัวอยู่เงียบ ปลีกวิเวก ไม่ออกไปไหนมาไหนเลย มีชีวิตที่เรียบง่ายแต่ยังคงติดต่อเพื่อนฝูงเป็นประจำไม่เคยขาด ถ้าเวลาหมดคือมืดค่ำก่อนเราอาจจะนอนที่บ้านเพื่อนคนนี้ได้เลย แต่ถ้ามีเวลาเหลือ เราก็ไปที่วัดพระธาตุจอมแตง ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของ ๓ จอมที่หลวงพี่แดง แนะนำ ตกลงตามนี้และไม่มีใครขัดข้องพวกเราจึงอำลาพระธาตุจอมแจ้งไปตามที่ได้ปรึกษากัน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: บ้านเพื่อนผมอยู่ห่างจากวัดพระธาตุจอมแตงประมาณ ๑๕ กม.เมื่อเราไปถึงพบท่าน พ.อ.สมศักดิ์ ฯ เพื่อนรุ่นเดียวกันกำลังถางหญ้ารอบแปลงนา เกือบจะลืมเล่าไปว่าไม่น่าเชื่อ พันเอกพิเศษ มาปลูกนาทำนากินข้าวที่ตัวเองปลูก สุดยอดครับชื่นชมจริง ๆ ก็แปลกใจที่แกทำนาปลูกนา ทำสวนปลูกผักกินเองแต่ยังคงอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่ยอมลดเลย ชวนให้ไปปั่นจักรยานก็ไม่ไป(คงไม่ชอบ) ที่สวนบ้านเพื่อนมีผลไม้แทบจะทุกชนิดในวันที่เราไปพวกเราได้ชิม ลิ้นจี่ มะละกอ มะพร้าว มะม่วงสุก ยังไม่พอเพื่อนยังได้จัดบรรดาสมุนไพรใส่เป้ให้อีกเรียกว่าต้องขนออก

เรานั่งสนทนากันเป็นที่สนุกสนานเรียกว่าอิ่มอกอิ่มใจ ดีใจที่เห็นเพื่อนมีความสุขในบั้นปลายชีวิต เป็นชีวิตที่เรียบง่ายสบาย ๆ จริง ๆ เหลือบดูเวลาขณะนั้นประมาณ ๑๕.๓๐ น.พวกเราจึงได้อำลาจากท่านพันเอกพิเศษ สมศักดิ์ ฯ มุ่งหน้าเพื่อไปพักแรมที่วัดพระธาตุจอมแตงต่อไป เมื่อเราเดินทางไปถึงวัดพระธาตุจอมแตงก่อนขึ้นวัดเราได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์คือกลิ่นขี้หมูโชยมา รุนแรงมาก เมื่อขึ้นไปบนวัดก็ยังตามไปรบกวน ผมเองยังคิดในใจไม่น่านอนเลยรู้แบบนี้นอนที่บ้านเพื่อนซะก็หมดเรื่อง

เราจอดรถและตามหาพระไม่เจอสักองค์ แต่สักครู่เห็นมีเณรเดินออกมาจากกุฏิเราจึงเข้าสอบถามถึงเจ้าอาวาส เณรก็พาพวกเราไปกราบนมัสการเจ้าอาวาส เมื่อเจ้าอาวาสทราบพวกเราตามหาก็ออกจากกุฏิมายืนข้างนอก(ไม่ต้องได้กราบกันละ) สอบถามความประสงค์ สังเกตุท่านเจ้าอาวาสเป็นคนชาวเขาเผ่าแม้ว (ม้ง) อายุไม่น่าจะเกิน ๓๕ ลักษณะอาการมี อัตตาพอสมควรเมื่อรู้ว่าพวกเราจะมากางเต้นท์นอน ท่านก็ปรารภในทำนองไม่เชื่อใจเกรงจะเป็นพวกเร่ร่อน งัดแงะตามวัดวาอารามต่าง ๆ ท่าทีที่แสดงออกไม่ค่อยเป็นมิตร(ไม่ต้อนรับ) แต่ก็ไม่แล้งน้ำใจยังมีเมตตาว่าถ้าจะพักนอนก็ให้ไปนอนที่สนามหญ้าข้างล่าง ซึ่งไกลจากห้องน้ำพอสมควร ผมเข้าใจเจตนาและเพื่อไม่ให้ท่านลำบากใจ ผมก็เลยบอกท่านว่าถ้าท่านหนักใจก็ไม่เป็นไรครับ ขอท่านช่วยสงเคราะห์หน่อยว่าตรงไหนอย่างไร

ท่านได้เสนอให้พวกเราไปนอนที่ศาลกรมหลวงชุมพรซึ่งอยู่ใกล้ ๆ และครงข้ามวัดนั่นเอง โดยอ้างว่าที่บริเวณนี้เป็นที่รับแขกโดยเฉพาะห้องน้ำห้องท่ามีพร้อม ตรงนี้อยากจะบอกเป็นวิทยาทานครับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับการที่จะไปอาศัยพระนอน ท่านอาจผิดหวังเพราะฉะนั้นจงพกความผิดหวังไปด้วย เมื่อไปเจอท่านจะได้ทำใจไม่ผิดหวังมาก นี่ก็เป็นที่มาของสาเหตุ สังคมที่มีคนเลวเพียงไม่กี่คน ทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวายได้ สงสารพระท่านครับบางวัดเมตตามากเกินประมาณ ไอ้พวกจัญไรกตัญญูด้วยการลักโขมยของในวัดไปเกลี้ยง

เราอำลาท่านเจ้าอาวาสม้งองค์นั้น ไปยังศาลกรมหลวงชุมพรก็เป็นเช่นท่านแนะนำสถานที่เหมาะมากทีเดียว ถูกใจพวกเราไปถึงเราเก็บภาพก่อนตะวันจะพาแสงหายไป ในขณะเดียวกันก็ตามหาเจ้าหน้าที่ ปรากฏไม่เจอใครเลยทั้งลุงดมลุงป๊อก เดินตามหาต้องคอตกกลับมา ทุกอาคารปิดประตูใส่กุญแจหมดแม้แต่ห้องน้ำห้องส้วม เอาละซีคืนนี้จะทำไงดี :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: ณ จุดที่ศาลกรมหลวงชุมพร ฯ ถือว่าเป็นจุดที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะที่จะกางเต้นท์พักนอนได้ แต่ปัญหาห้องน้ำห้องส้วมเพราะบริเวณนี้เป็นเขตเมืองไม่ใช่เขตป่า เราพากันเดินหาห้องน้ำห้องส้วมจนเจอแต่ล็อคกุญแจหมด ลุงดมใช้วิชาช่างสามารถปลดล็อคได้ น้ำไม่ไหลอีกเราก็เดินสำรวจจนสามารถแก้ไขให้น้ำใช้ได้ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่เราจะไปขออนุญาตุจากใคร นั่นน่ะซี ? เดินตามหารอบ ๆ บริเวณก็ไม่มีใครสักคน เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่คงกลับกันหมด เห็นมีบ้านอยู่ข้าง ๆ ศาลแต่หาคนจะสอบถามได้ไม่เจอสักคน ในขณะคุณผู้ชายทั้งหลายกำลังสาละวนกับเงื่อนไขต่าง ๆ คุณนายได้แอบโทร ฯ หาน้องต้อย ซึ่งบ้านอยู่ใกล้ ๆ กับวัดพระธาตุจอมแตงนี่แหละห่างไปประมาณ ๕ กม.

เมื่อติดต่อได้คุณนายก็มาบอกให้ทราบ ผมจึงตัดสินใจฟันธงไปที่บ้านน้องต้อยดีที่สุด แต่ลุงดม + ลุงป๊อกไม่ยอม ยังไง ๆ ก็กางเต้นท์นอนที่นี่แหละดีที่สุด เพราะไม่ต้องการรบกวนใคร แหละนี่คืออุดมการณ์ หรือความตั้งใจของพวกเราทุกคนที่ถือเป็น กฏเหล็ก แต่ครั้งนี้ผมต้องยกมือไหว้กราบขอร้อง เนื่องจากคุณนายได้ตกลงไว้ตอนนี้เขากำลังรอต้อนรับพวกเรา


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ถามว่า "ทำไมผมต้องแหกกฏ" คงมีคนอยากจะทราบผมก็จะเล่าให้ฟัง สำหรับครอบครัวนี้เราสนิทสนมกันมากเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน ผูกพันกันมานานมากเพราะเมื่อครั้งผมเจอมรสุมที่แทบจะเอาตัวไม่รอด โดนย้ายไปอยู่ภาคใต้น้องต้อยและ พ.ต.ท.ประกอบ ฯ เป็นผู้ที่ดูแลและให้กำลังใจมาตลอด ช่วงนั้นประกอบมียศ ร.ต.อ.มีฐานะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผม ประกอบเป็นคนดีมีศีลธรรม ซื่อสัตย์จริงใจ นายใหญ่สมัยนั้นจึงรักมาก

คำว่านายนี่แหละเป็นตัวแปรของการรับราชการ เมื่อสิ้นบุญของนายที่รักและชอบพอกับประกอบ นายคนใหม่ที่ขึ้นมาไม่แฮปปี้ด้วย ประกอบ ฯ ซึ่งได้ย้ายไปอยู่อีสาณบ้านเกิดถูกเด้งมาเชียงใหม่ ช่วงนั้นผมได้ย้ายขึ้นมาอยู่ที่ จ.ตากแล้ว (กก.ตชด.๓๔) ต้อยร้องห่มร้องไห้ โทร ฯ มาหาผมให้ผมหาทางช่วยด้วย ผมตอบกลับไปว่า "ต้อย ฟังให้ดีนะ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ ! จัดของเท่าที่จัดได้ แล้วรีบพากันขึ้นมาเชียงใหม่ด่วน นี่เป็นคำสั่งของพี่ นะ" ต้อย งง "อะไรนะพี่" "ไม่ต้องถามอะไรรีบ ๆ ขึ้นมา"

น้องต้อยเป็นคนมีฝีมือในการทำอาหาร เมื่อมาอยู่เชียงใหม่ก็มาเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ และค่อยขยับขยายใหญ่ขึ้น ๆ จนขณะนี้มีอยู่ ๓ ร้านใช้ชื่อร้านว่า "อีสาณรสแซป" เปิดขายที่โรงพยาบาลสวนดอก ห้าง Big C และห้าง Robinson ต้องเกณฑ์น้อง ๆ จากอีสาณมาช่วย ตอนนี้เรียกว่าเป็นเศรษฐีคนใหม่แล้ว ครอบครัวนี้มีลูกสาว ๒ ลูกชาย ๑ เรียนจบหมดแล้ว เป็นแพทย์หญิงเงินเดือน ๆ ละแสนกว่า อยู่ รพ.เอกชนเชียงใหม่ เป็นวิศวกรหญิงอยู่ TOT กทม.ผู้ชายทำงานอยู่สายการบินน่าจะการบินไทย

ครั้งนี้ทั้งน้อง กอบ และน้อง ต้อย ถือว่าได้แสดงกตัญญูกับผมและคุณนาย ทั้ง ๒ ปราบปลื้มใจมีความสุข อยากจะบอกทุกคนว่า ชั่ว ๗ ที ดี ๗ หน มันเป็นความแน่นอนที่ไม่แน่นอน พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์จึงสอนไว้และให้ท่องจำว่า "มันเปลี่ยนแปลงได้ มันไม่แน่นอน" ชีวิตถ้ามีศีลธรรมประจำใจอย่ากลัวอะไรทั้งสิ้น ถ้าคิดถูก ทำถูก ฯ อะไร ๆ ก็ทำร้ายเราไม่ได้ อย่าหวั่นไหว และ "สัตว์โลกเป็นตาม กรรม" จงสร้างแต่ กรรมดี เข้าไว้ ณ วันนี้.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: พระพุทธองค์เคยตรัสว่า ในโลกนี้มีบุคคลหาได้ยาก ๒ ประเภท คือ

๑ บุพการี บุคคลที่เคยทำคุณูปการต่อผู้อื่นมาก่อน
๒ กตัญญูกตเวที บุคคลที่รู้คุณท่าน และทำตอบแทน

ที่กล่าวว่า คนสองประเภทนี้เป็นบุคคลหาได้ยากก็เพราะ บางคนทำคุณูปการต่อคนอื่น แต่ไม่ได้กระทำด้วยเมตตาจิตอันบริสุทธิ์ ทว่ากระทำด้วยเจตจำนงซ่อนเร้นบางอย่าง มีการหวังผลประโยชน์ตอบแทนเป็นต้น ส่วนบุคคลที่รู้คุณท่านนั้น ก็มีอยู่เป็นอันมาก แต่ที่จะหาคนซึ่งรู้คุณและหาโอกาสตอบแทนท่านนั้น มิใช่จะหาได้ง่าย บุคคลซึ่งเป็นทั้งบุพการีและกตัญญูกตเวทีไปด้วยนั้น จึงหาได้ยาก ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระองค์ทรงเป็นธรรมิกราชาธิราช ที่ทรงถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งสองประการ ด้วยเหตุดังนั้น พระองค์จึงทรงสามารถครองราชย์ ครองใจ ครองไทยได้อย่างยาวนาน ก็เพราะทรงครองธรรมที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ในพระราชหฤทัยเสมอมา เราคนไทยควรจะได้เรียนรู้พระราชจริยวัตรในพระองค์ท่านอย่างถ่องถ้วนทั่วถึง เพื่อเก็บรับซึมซับแรงบันดาลใจนำเอาคุณธรรมยิ่งใหญ่จากพระองค์ท่าน มาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตน ให้มีชีวิตที่ร่มเย็นและเป็นสุข

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ



รูปภาพ

:) :D ความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตามแล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย

สิ่งที่ควรกตัญญู

สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญูแบ่งได้เป็น 5 ประการ ได้แก่

1.กตัญญูต่อบุคคล คือ ใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงไร จะต้องกตัญญูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วยความซาบซึ้งพยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ได้ โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ พระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ทรงทศพิธราชธรรม จะต้องตามระลึกนึกถึงพระคุณของท่านให้จงหนัก ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเป็นพุทธมามกะสมชื่อ

2.กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ที่มีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้งาน จะต้องใช้ด้วยความกรุณาปรานี ไม่เฆี่ยนตีมันจนเหลือเกิน

3.กตัญญูต่อสิ่งของ คือ ของสิ่งใดก็ตามที่มีคุณต่อเรา เช่นหนังสือ ธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ป่าไม้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ

4.กตัญญูต่อบุญ คือ รู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก ก็เนื่องมาจากผลของบุญ จะไปสวรรค์หรือกระทั่งไปพระนิพพานได้ก็ด้วยบุญ กล่าวได้ว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยบุญ ทั้งบุญเก่าที่ได้สะสมมาดีแล้ว และบุญใหม่ที่เพียรสร้างขึ้นประกอบกัน จึงมีความรู้คุณของบุญ มีความอ่อนน้อมในตัว ไม่ดูถูกบุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้จิตใจชุ่มชื่น และไม่ประมาทในการสร้างบุญใหม่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

5.กตัญญูต่อตนเอง คือ รู้ว่าร่างกายของเรานี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เราจะได้อาศัยใช้ในการทำความดี ใช้ในการสร้างบุญกุศลนานาประการเพื่อความสุข ความเจริญก้าวหน้า แก่ตนเองต่อไป จึงทะนุถนอมดูแลร่างกายรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ทำลายด้วยการกินเหล้าเสพสิ่งเสพย์ติด (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ออกจากบ้าน พ.ต.ท.ประกอบ ฯ เรายังไม่ทราบกันเลยว่าจะไปทิศทางใดกัน (นี่คืออุปสรรคของการไม่มีแผน) จึงพากันปั่นออกมาทางตลาดเหมืองผ่า เรามาหยุดคุยปรึกษากันจะเอาอย่างไรดี ลุงป๊อก เป็นศิษย์เก่าของ ม.แม่โจ้ เสนอว่าเราน่าจะทดลองไปนอนที่สวน ๑๐๐๐ ไร่ของ ม.แม่โจ้ เพราะนี่นั่นวิวสวยงามบรรยากาศร่มรื่น อ๊อกซิเจนเยอะ(แกว่าของแกนะ) ส่วนลุงดมเหมือนอยากจะกลับแล้วล่ะ คุณนายอย่างไรก็ได้ ส่วนผมเองนั้นยังไม่อยากกลับ ในที่สุดตกลงกันว่าเราจะลองปั่นไปเยี่ยมชมก่อนหากเหมาะสมดีดังว่า เราก็ค่อยนอนกัน เมื่อตกลงเรียบร้อยเราก็ปั่นเลาะตัดผ่านมุ่งหน้าไปยัง ม.แม่โจ้ ผ่านวัดหัวดงซึ่งมีการจำลองพระธาตุเจดีย์อินทร์แขวนของพม่า มาไว้ในวัดเพื่อให้ชาวบ้านได้ชม ก็ดีไปอีกแบบ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: อย่าลืมตามพวกเราไปนะครับ...เราจะได้นอนในที่ ๑๐๐๐ ไร่ของ ม.แม่โจ้กันหรือไม่อย่างไร :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:lol: :lol: จากการที่เราตัดสินใจเพื่อจะไปสวน ๑๐๐๐ ไร่ของ ม.แม่โจ้ เราต้องข้ามฝั่งจากเส้นทางใหญ่ (ถนนสาย เชียงใหม่ - อ.ฝาง) ไปเส้นทางถนนสาย เชียงใหม่ - อ.พร้าว คือเส้นทางที่เราเริ่มต้นเดินทางนั่นเอง เป็นวงกลม เราได้ไปเห็นวัดที่พระท่านจำลองเจดีย์พระธาตุอินทร์แขวนของพม่ามาไว้ให้ชาวบ้านผู้ไม่มีโอกาศแลวาสนาเดินทางไปพม่า เพื่อบูชาเจดีย์พระธาตุอินทร์แขวน การจำลองเรียกได้ว่าเหมือนมาก ๆ ขออนุโมทนา สาธุ กับพระท่านด้วย

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เราออกจากวัดหัวดงก็มุ่งหน้าข้ามลำน้ำปิงเพื่อไปยัง ม.แม่โจ้ ได้เห็นการดูดทรายขุดลอกลำน้ำปิง จิตที่มีหน้าที่คิดก็ทำหน้าที่ของมัน ทรัพยากรเหล่านี้เป็นของส่วนรวมการที่ได้รับสัมปทานขุดลอกหรือขุดทราย ไม่ทราบว่าเงินเข้าหลวงจะสักกี่มากน้อย เราจะเห็นการแก่งแย่งช่วงชิงการเข้าไปเป็นผู้บริหาร อบต.ดุเดือดเข้มข้นกันเหลือเกิน ทั้ง ๆ เงินค่าตอบแทนไม่ได้มากมายเท่าไร อะไรคือแรงบรรดาลใจให้คนอยากเข้าไปบริหาร น่าคิดนะ :lol: :lol:

ปั่นผ่านข้ามล้ำน้ำแม่ปิงทะลุออกมาทางค่ายสมเด็จพระศรีนคริทรา (ค่าย ตชด.) ก็ค่ายเก่าที่ผมทำงานอยู่ ตรงไป ม.แม่โจ้ ตัดผ่านกลาง ม.แม่โจ้ เข้าไปด้านหลังทะลุขึ้นไปจนถึงสวน ๑๐๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นสวนทดลองปลูกมะม่วงพันธ์ต่าง ๆ ตลอดจนพืชการเกษตรซึ่งเป็นจุดที่นักศึกษาไว้ใช้ศึกษาหาความรู้เป็นภาคสนาม สวนอยู่สูงมองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ เรียกว่าตื่นตาตื่นใจพอสมควร เคยมาหลาย ๆ ครั้งแต่เป็นแบบปั่น ไป - กลับ แต่ครั้งนี้จะขอมานอนค้างกินบรรยากาศสักคืน

เมื่อเราขึ้นไปถึงตรงดิ่งไปยังอาคารที่หมายตาไว้หลาย ๆ ครั้งว่าอยากมานอน ติดต่อยามรักษาการณ์เพื่อขออนุญาตุกางเต้นท์ แต่ปรากฏว่ายามไม่อนุญาตุ และบอกให้ทราบว่า ณ สถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่และไม่เคยปรากฏว่าให้ใครมาพักกางเต้นท์ (เอาละซิเจอปัญหาอีกแล้ว) ลุงป๊อกแกเป็นศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นอธิการบดี บังเอิญว่าอธิการบดีคนนั้นก็เกษียณไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจลองดู ลุงป๊อกได้ โทร ฯ หาอธิการเพื่อนกัน ก็ได้รับคำแนะนำให้ติดต่อกับใคร ๆ จนในที่สุดก็ได้รับอนุมัติ ให้กางเต้นท์นอนได้ เมื่อผู้มีอำนาจได้อนุญาตุ ก็บอกกับยามรักษาการณ์ ยามก็บอกว่าเท่านี้ผมก็พอใจ เชิญตามสบาย

คืนนั้นเราได้สวดมนต์ นั่งชมเมืองเชียงใหม่ยามค่ำคืนอย่างมีความสุขสมดังตั้งใจ ขอบคุณท่านอธิการบดี ม.แม่โจ้ที่กรุณากับพวกเราครับ :) :D


http://www.youtube.com/watch?v=iXlW5FTI ... rgG8LGTvIA (น่าสนใจครับดูแล้วสอนลูกหลานต่อครับ)

http://www.youtube.com/watch?v=cYGNqLS3 ... rgG8LGTvIA (เตรียมตัวกันได้อีกไม่นานพลังงานหมดโลก)
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ช่วงเย็นเราก็ทำอาหารรับประทานกันตามปรกติ ที่อาคาร ทราบชื่อภายหลังว่าอาคาร ดนุวัต ฯ ช่วงที่เรากำลังจะกางเต้นท์ก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นปั่นออกกำลังกาย เข้ามาสนทนาและชื่นชอบการเดินทางของพวกเรา ได้มาขอความรู้เกี่ยวกับจักรยานและการเดินทางไกล ผมเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งแขวนพระหลวงปู่ผาง จิตที่คิดได้ของผมก็หวนไปถึงอดึตเมื่อครั้งยังอยู่ในสนามรบ ด้วยบารมีของหลวงปู่ทำให้ผมรอดตายอย่างหวุดหวิด เป็นบุญเหลือเกินจึงบันทึกไว้ กลับมาจะเล่าให้เป็นวิทยาทาน แต่ก่อนจะเล่าเรามาชมเหรียญกันครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: "ผาง ครองยุติ" เป็นชื่อและสกุลเดิมของ "หลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต" เกิดวันอังคารที่ ๕ สิงหาคม ๒๔๔๕ ณ บ้านกุดกะเสียน ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๔๖๕) ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ตามประเพณีลูกผู้ชายชาวไทย และทดแทนพระคุณบิดามารดา สังกัดคณะมหานิกาย ณ วัดเขื่องกลาง บ้านเขื่องใน ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีพระครูดวน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ศึกษาพระธรรมวินัย มีความรู้พอสมควร เมื่อบวชได้ ๑ พรรษา จึงได้ลาสิกขาจากสมณเพศ ครั้นอายุได้ ๒๓ ปี ได้แต่งงานมีครอบครัวกับน.ส.จันดี สายเสมา คนบ้านแดงหม้อ ต.แดงหม้อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี อยู่ด้วยกันมา ๒๑ ปี ไม่มีบุตร มีแต่บุตรบุญธรรม

เมื่ออายุได้ ๔๓ ปี จึงได้ชวนกันกับภรรยาออกบวช ภรรยาได้บวชเป็นแม่ชี ท่านได้มอบสมบัติทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดให้แก่นางหนูพาน ผู้เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ส่วนตัวท่านได้เข้าอุปสมบทอีกครั้ง เป็นครั้งที่ ๒ ในคณะมหานิกายเช่นเดิม ที่วัดคูขาด บ้านศรีสุข ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีพระครูศรีสุตตาภรณ์ (ตื๋อ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ไม่ปรากฏ

หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดคูขาด บ้านศรีสุข อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี แต่ท่านได้เข้าศึกษาอบรมพระกรรมฐาน อยู่ในสำนักวัดป่าวารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (เจ้าคุณพระญาณวิศิษฎ์) และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล และได้ทำการญัตติกรรมในคณะธรรมยุติ เมื่ออายุได้ ๔๗ ปี ณ วัดบ้านโนนหรือวัดทุ่ง โดยมีพระครูพินิจศีลคุณ (พระมหาอ่อน เจ้าคณะอำเภอเขื่องใน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาทราย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาจันทร์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันพุธที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๑ ซึ่งเป็นการอุปสมบทเป็นครั้งที่ ๓ ของท่าน

หลวงพ่อผางได้ปฏิบัติฝึกอบรมกรรมฐานอยู่ในสำนักท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พอสมควรแล้วก็ได้ออกธุดงค์ ปฏิบัติกรรมฐานไปวิเวกโดยลำพัง และได้เข้าอบรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านนามน จ.สกลนคร ได้พอสมควร ก็ท่องเที่ยววิเวกไปแต่ผู้เดียวในป่าเขา จ.เพชรบูรณ์ เป็นถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาหลายปี

ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๙๒ ได้มาพักจำพรรษาที่วัดป่าบัลลังก์ศิลาทิพย์ บ้านแทน ต.บ้านแท่น อ.ชนบท จ.ขอนแก่น จำพรรษาได้ ๑ พรรษา พอออกพรรษาแล้วท่านจึงได้เดินธุดงค์ไปทางอ.มัญจาคีรี ชาวบ้านโสกใหญ่ บ้านดอนแก่นเฒ่า บ้านโสกน้ำขุ่น ได้พร้อมใจกันมานิมนต์หลวงปู่ ไปพักภาวนาที่เชิงเขาภูผาแดง อ.มัญจาคีรี ชาวบ้านเรียกสถานที่นั้นว่า "ดูน" เนื่องจากมีน้ำไหลออกมาจากภูเขาตลอดปี ชาวบ้านแถวนั้นถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีพระรูปใดเข้าไปอยู่ได้ และที่ตรงนี้เองที่ตรงกับที่ท่านเห็นในสมาธินิมิตทุกประการ ท่านจึงได้ชวนชาวบ้านสร้างเป็นวัด ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกว่า "วัดดูน" ตั้งแต่นั้นมา หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "วัดอุดมคงคาคีรีเขตต์" แปลว่า วัดที่อุดมไปด้วยน้ำและมีภูเขาเป็นเขต

ตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ท่านจึงได้จำพรรษาอยู่ที่วัดดูนเรื่อยมา และก็ได้เดินธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ได้ผจญกับเหตุการณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี จึงกล่าวว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติและพระสุปฏิปันโนอย่างแท้จริงได้องค์หนึ่ง และเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๕ หลวงปู่ได้ละสังขารในตอนบ่ายนั้น เวลา ๑๖.๕๔ น. ด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ ๘๐ ปี (๓๔ พรรษา) นับเป็นการจากไปของพระสุปฏิปันโน ผู้มีคุณธรรมอันเลิศรูปหนึ่ง ที่ไม่ปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ หรือติดในโลกธรรมแต่ประการใด ดังคำที่ท่านพูดไว้ว่า "มีชื่อไม่อยากให้ปรากฏ มียศไม่อยากให้ลือชา มีวิชาไม่ให้เรียนยาก"


:lol: :lol: เมื่อปี ๒๕๒๑ ปลายปีคือเดือน ธันวาคมผมไปประจำอยู่ที่ฐานบ้านปางค่า อ.เทิง ได้รับทราบจากฐานทหารที่เนิน ๘๒๔ ได้จับ ผกค.ได้และจะทำการสอบสวนจึงได้เชิญผมในฐานะ ผู้บังคับหมวดไปร่วม ก็ได้นำกำลังไปด้วย ๑๒ คนเป็นกำลังจากหน่วยกระทิงแดง ส่วนผมไปกัน ๒ คนกับรอง ผบ.มว.ของผม ไปยังไม่ทันถึงครับเราก็ถูกโจมตีจากฝ่าย ผกค.และเราถูกล้อมจนต้องร้องขอการยิงสนับสนุนจากเครื่องบิน กว่าจะตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ใช้เวลา ๓ ชั่วโมงกว่า ปรากฏฝ่ายเราปลอดภัย วันนั้นผมมีหลวงปู่ผางแขวนติดคอไปองค์เดียว และของ รอง ผบ.ผมก็มีหลวงปู่แหวนไปองค์เดียวเช่นกัน

อีกครั้งหนึ่งผมได้ย้ายไปประจำที่ฐาน ภูแดง อ.เชียงของ ขณะที่พากันลงไปอาบน้ำในลำห้วย น้ำไหลแรงเป็นแอ่งใหญ่พวกเราพากันว่ายเล่นสนุกสนาน ก็มีทหารจีนฮ่อซึ่งมารับจ้างคุ้มกันการสร้างทาง ผมเห็นว่าคงหมดสนุกล่ะจึงคิดจะว่ายไปอยู่อีกฝั่งตรงกันข้าม แต่ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดมายึดขาไว้ไม่ให้ก้าวว่ายออกไปคงยืนนิ่ง ๆ ยังแปลกใจจนทุกวันนี้ ปรากฏว่ามีทหารจีนฮ่ออีกคนโผไปยังจุด ๆ ที่ผมเล็งว่าจะว่ายหนีไปอยู่ ณ จุดนั้น พลันที่ทหารจีนฮ่อไปถึงจุด ๆ นั้น ก็เกิดระเบิดขึ้น เราพากันหลบหมอบกับพื้นด้วยสัญชาติญาณการฝึกมาแบบอัติโนมัติ ผลทหารจีนขาขาดแกไปเหยียบกับระเบิดที่ ผกค.วางดักไว้ ต้องหามส่งโรงพยาบาล

ผมกำหลวงปู่ผางที่ห้อยคอยกสาธุ ที่ผมไม่ก้าวขาไปเหมือนมีอะไรมายุดดึงขาไว้ น่าจะเป็นอภินิหารของและเมตตาของหลวงปู่แน่นอน ที่ดลใจไม่ให้ผมโผไปจุดที่ตั้งใจ ถ้าไปคงไม่มีวันนี้ที่มานั่งเล่าประสบการณ์ให้หลาย ๆ คนได้ฟังกัน เสียดายเหรียญหลวงปู่หายไปแล้วเพราะมีอยู่วันหนึ่ง ที่ลำห้วยเดียวกันนี่แหละผมก็ลงไปอาบน้ำตามปรกติ แต่ได้ถอดสร้อยห้อยไว้ที่ต้นไม้ พาเสร็จธุระก็เดินขึ้นฐานลืมหลวงปู่ กลับลงไปปรากฏหายทั้งสร้อยทั้งหลวงปู่ เอวังแต่บัดนั้นครับ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ช่วงเช้าผมคงตื่นมาเดินจงกรมตามนิสัยของผม อากาศยามเช้าสดชื่นมาก ๆ เสน่ห์ของสวนพันไร่คงทำให้พวกเราต้องหวนกลับไปอีกแน่นอน เมื่อได้เวลาผมก็ต้มน้ำเตรียม กาแฟ ขนม นมเนยตามที่จัดหามา เราจัดการอาหารเช้ากันแบบง่าย ๆ ช่วงเช้า ๆ ปรากฏว่ามีนักปั่นมากมายหลายทีมปั่นขึ้นมาออกกำลังกัน มีหลายกลุ่มที่เข้ามาทักทายให้ความสนใจ พวกเราดีใจครับที่ได้เผยแพร่การเดินทางไกลด้วยจักรยาน และดีใจที่พบว่าหลาย ๆ คนเริ่มมีแนวคิดที่จะออกเดินทางแบบที่พวกเราทำกัน เราก็ได้ให้ความรู้แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ พร้อมชักชวนให้ร่วมกันรณรงค์คนในหมู่บ้านให้หันมาใช้จักรยานเป็นวิถีชีวิตเหมือนเดิม

เราจัดการเก็บปัดกวาดสถานที่ให้สะอาดก่อนออกเดินทาง ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ยังไม่ได้ปรึกษาหารือกัน แต่ลุงดมคงอยากจะกลับบ้านซะแล้ว :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :) ความสุขของมนุษย์ที่แท้ : พระไพศาล วิสาโล

คนเรา ถ้าสามารถเรียกร้องอะไรได้จากชีวิต เพียงแค่ขอให้กินง่าย ถ่ายคล่อง นอนสบาย เท่านี้ชีวิตก็เป็นสุขแล้ว

พูดอย่างนี้ หลายคนคงต่อว่าในใจว่า..."อะไรกัน ขอเพียงเท่านี้เองเหรอ..." ถ้าขออะไรได้ ใครต่อใครคงขอให้ร่ำรวย เจริญด้วยยศศักดิ์ อำนาจและชื่อเสียง ได้เป็นดาราที่เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากแฟนๆไม่หยุดหย่อน หรือไม่ก็เป็นรัฐมนตรีมีระดับที่สูงทั้งไอคิวและไอเดีย อย่างน้อยๆก็ขอให้มีแฟนสวย เจ้าบ่าวหล่อ อะไรทำนองนั้น(และที่ลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาดก็คือขอให้ค่าเงินบาทและราคาหุ้นพุ่งกระฉูด)

การกินง่าย ถ่ายคล่อง นอนสบายดูเหมือนจะเป็นสิ่งพื้น ๆ ประเภทหญ้าปากคอก ไม่มีค่าไม่มีราคา จะใช้หากินหรือเอาไปอวดใครก็ไม่ได้ ตั้งแต่เล็กจนโตก็กินง่ายถ่ายคล่องอยู่แล้ว จะไปน่าสนใจอะไร

แต่ของที่เป็นหญ้าปากคอกนี่แหละ สำคัญนักแล ลองกลั้นลมหายใจสักนาทีดู ก็จะรู้ว่าอากาศนั้นมีความหมายเพียงใดต่อชีวิต ถึงจะเป็นเซียนหุ้นฝีมือล้ำเลิศเพียงใด ในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างทุกวันนี้ ย่อมประจักษ์แก่ใจว่า ถ้าคืนไหนสามารถหลับได้เต็มตา ก็นับว่าโชคดีทีเดียว

แม้ในยามเงินตราไหลสะพัด ก็ใช่ว่าการนอนหลับสนิทจะเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ คนเป็นอันมาก ทำงานตักตวงเงินจนเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่พบว่าสิ่งหนึ่งที่สูญเสียไปคือ ความสามารถที่จะนอนหลับสนิท ตอนเป็นเด็ก การหลับนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่พอโตขึ้น ของง่ายก็กลับเป็นเรื่องยากไป

การนอน การกิน การถ่าย ไม่มีราคาค่างวดอะไรก็จริง แต่ก็เพราะไม่มีราคาค่างวดนี่แหละ ถึงได้เป็นปัญหาสำหรับคนยุคนี้นักธุรกิจถึงจะมีเงินร้อยล้านพันล้าน ก็ไม่สามารถเอาเงินซื้อสภาวะกินง่ายถ่ายคล่อง นอนสบายได้ ทุกวันนี้ปัญหาพื้นๆแบบนี้ ไม่ได้เป็นเฉพาะกับเจ้าของเบนซ์คันหรูเท่านั้น แม้กระทั่งเจ้าอีแตีกอีต๋อยก็เจอ"โรคสมัยใหม่"แบบนี้มากขึ้นทุกที

น่าแปลกไหมที่มนุษย์แม้จะส่งคนไปโลกพระจันทร์ แปลงเพศ เปลี่ยนยีนได้ แต่กลับไม่สามารถเอาชนะโรคนอนไม่หลับได้เลย...ยานอนหลับที่วางขายกันเกลื่อนนั้น แก้ปัญหาได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว และที่จริงก็เพียงแต่ทำให้หลับ (ที่จริงต้องเรียกว่า "หมดสติ") แต่หาทำให้สบายไม่ ตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกงัวเงีย สมองตื้อ ยังไม่ต้องพูดถึงผลข้างเคียงที่ติดตามมา แม้กระนั้น ยานอนหลับก็ยังติดอันดับขายดีทั่วประเทศ(และทั่วโลก)

ที่จริงไม่ใช่แต่ยานอนหลับเท่านั้น ยาถ่ายก็ขายดีเช่นเดียวกัน คนสมัยนี้มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายทั้งนั้น แต่ครั้นจะพึ่งยาถ่ายทุกวี่ทุกวัน สุขภาพก็มีแต่จะแย่ลง สมัยนี้ใครที่ไม่มีปัญหาการถ่าย นับได้ว่ามีโชคอันประเสริฐ เพราะไม่เพียงแต่จะปลอดจากโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร แผลลำไส้ใหญ่เท่านั้น หากยังมีหวังแคล้วคลาดจากโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งลำไส้อีกด้วย

เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่าการหลับง่ายถ่ายคล่องนั้นซื้อหาไม่ได้และไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ จะเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้อย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หมั่นออกกำลังกาย และกินอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ เช่นข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ก็ช่วยได้มาก

แต่การกินง่ายนี่สิ ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก ใช่ว่ามีลิ้นแล้วจะกินอะไรเป็นอร่อยไปหมดก็หาไม่ การกินของง่าย ๆ พื้น ๆ แล้วยังรู้สึกอร่อยนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับจิตใจค่อนข้างมาก ลำพังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางกายอย่างที่ยกตัวอย่างข้างต้นนั้นเห็นจะไม่พอ แม้จะเปลี่ยนมากินผักมาก ๆ ก็ยังอยากปรุงแต่งให้อร่อย มีสีสันรูปลักษณ์น่ากิน แล้วก็ต้องเปลี่ยนเมนูบ่อย ๆ ด้วย เพราะขืนกินสูตรเดียวกันทุกวี่ทุกวันก็แย่เหมือนกัน

ทั้ง ๆ ที่การกินง่ายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่น่าสังเกตว่า เวลาไปถามรัฐมนตรีหรือนักธุรกิจพันล้านมักจะได้คำตอบตรงกันว่า ชอบกินราดหน้าบ้าง ก๋วยเตี๋ยวเป็ดบ้าง ดูใคร ๆ ก็ชอบแสดงตัวว่าชอบกินอะไรง่าย ๆ แต่เวลาประชุมพรรค หรือเลี้ยงฉลองกัน เป็นไฉนจึงชอบจัดตามโรงแรมดัง และสั่งอาหารหรูเริ่ดทุกครั้งไปก็ไม่รู้

การกินง่าย ๆ ให้อร่อยนั้นไม่ได้อยู่ที่ลิ้นมากเท่ากับที่ใจ ถ้าใจไปให้คุณค่ากับอาหารราคาแพงคิดว่าอาหารอร่อยต้องกินตามโรงแรม หรือกินเพราะต้องการแสดงความโก้เก๋อวดบารมีเสียแล้ว กินผีดผัก แกงจืดจะไปมีรสชาติอะไร แม้แต่กล้วยแขกก็ไม่คู่ควรกับลิ้นของตัวเท่ากับเค้กช็อกโกแลต

จะรู้จักรสชาติอาหารพื้น ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อถอดหัวโขน เปลื้องเหรียญตรา และปีนลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่จะดีกว่านี้ ถ้าหากปรับใจให้ตระหนักว่า ความอร่อยของอาหารนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามันกระตุ้นลิ้นได้มากเพียงใด อาหารที่มีรสจัดจ้าน ไม่ว่าหวาน เปรี้ยว เผ็ด ชนิดออกนอกหน้าโจ่งแจ้ง ไม่ใช่อาหารอร่อยเสมอไปรสชาติเรียบ ๆ ก็เป็นเสน่ห์ของอาหารอย่างหนึ่งเหมือนกัน แถมยังเป็นเสน่ห์ที่มีคุณค่ากว่ารสจัดจ้าน เพราะไม่เพียงแต่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น หากยังมีผลกล่อมเกลาจิตใจให้สงบด้วย ความสงบนี่แหละช่วยให้บังเกิดความสุขความรื่นรมย์ในขณะกินอาหาร โดยไม่ต้องมีเสียงเพลงจากนักร้องมาช่วยกล่อมเลยอย่าลืมว่า ความสุขไม่ได้เกิดจากการเร้าจิตกระตุ้นใจเท่านั้น ความสงบก็เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขด้วยเช่นกัน ทั้งยังเป็นสุขที่ประณีตและประเสริฐกว่าเสียด้วย

คงเห็นแล้วว่า การรู้จักกินง่าย ๆ จะว่าเป็นเรื่องหญ้าปากคอกก็ได้ (เด็กที่ไหน ๆ กินกล้วยแขกก็รู้สึกอร่อย ตราบใดที่ยังไม่ถูกอิทธิพลโฆษณาแฮมเบอร์เกอร์ครอบงำ) จะว่าไม่ใช่หญ้าปากคอกก็ได้ เพราะต้องอาศัยคุณภาพจิตระดับหนึ่งด้วย ว่าไปแล้ว แม้แต่การนอนง่ายถ่ายคล่องก็เกี่ยวข้องกับจิตใจเช่นกัน ถ้าหงุดหงิดคิดมาก ท้องก็ผูกเป็นเรื่องธรรมดา หากเจ็บช้ำน้ำใจ อึดอัดขัดเคืองใคร ก็พลอยทำให้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน ถึงหลับได้ก็ฝันฟุ้งจนเหนื่อย ตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกว่านอนไม่พอ ง่วงเหงาหาวนอนทั้งวัน

ถ้าอยากนอนง่ายถ่ายคล่องจริง ๆ ก็ต้องรู้จักปล่อยวางให้เป็นด้วย นั่นหมายความว่าต้องฝึกใจให้คิดเป็นเรื่อง ๆ คิดเป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่คิดแบบ "เรี่ยราด" คนที่ปล่อยใจคิดไปเรื่อย ๆ สุดแท้แต่อารมณ์ความรู้สึกจะพาไป ง่ายที่จะเป็นคนครุ่นคิดติดยึดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เก็บเอาเรื่องเล็กน้อยในสำนักงานมาเป็นอารมณ์ติดค้าง แม้กระทั่งเวลากลับมาบ้าน บางเรื่องแม้จะดูเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าหมกมุ่นครุ่นคิดกับมัน ไม่รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง มันก็จะเข้ามาครอบงำเรา กลายเป็นใหญ่เหนือเรา คราวนี้ถึงอยากจะวาง มันก็ไม่ยอมให้เราวาง มีแต่จะบังคับให้จิตของเรา ครุ่นคิดปรุงแต่งไปตามที่มันกำหนดทั้งวี่ทั้งวัน กระทั่งเวลานอนก็นอนไม่ได้ เพราะสลัดมันไปไม่สำเร็จ ปลิงที่ว่าเหนียวหนึบ ยังสู้ความครุ่นคิดกังวลใจไม่ได้

ลองฝึกใจให้คิดเป็นเรื่อง ๆ ถึงเวลากินใจก็อยู่กับการกิน ถึงเวลาล้างจานใจก็อยู่กับการล้างจาน ถึงเวลาคุยใจก็อยู่กับการคุย ไม่พึงปล่อยใจไปกับเรื่องอื่นคนสมัยนี้มักเข้าใจไปว่าการคิดไปด้วยกินไปด้วยเป็นการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งเวลาหายากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนเก่ง ล้ำหน้าคนอื่น หารู้ไม่ว่านั่นคือการบั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างร้ายแรง นอกจากจะทำให้จิตไม่มีสมาธิกับงานใด ๆ แม้แต่งานเดียวแล้วยังทำให้ขาดสติคิดเรี่ยราดหรือฟุ้งซ่านได้ง่าย กลายเป็นคนเจ้ากังวล จมกับความเครียด ใครที่กินอาหารด้วยจิตแบบนี้ ก็เตรียมยารักษาโรคกระเพาะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือยาแก้ท้องผูกไว้ได้เลย มิหนำซ้ำ ถึงจะกินอาหารฮ่องเต้วิเศษปานใด ก็ไม่มีวันรู้สึกอร่อยไปได้ ตรงกันข้ามกับคนที่มีจิตใจผ่องใส โปร่งโล่ง กินอะไรก็อร่อยทั้งนั้น แม้จะเป็นข้าวแกงธรรมดา

การกินง่าย ถ่ายคล่อง หลับสบายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ พื้น ๆ อย่างที่เข้าใจถ้าอยากจะมั่งมีศรีสุขก็อย่าลืมตั้งจิตคิดถึงเรื่องนี้ด้วย อย่าสนใจเพียงแค่ทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น ส่วนคนที่มุ่งดับทุกข์ดับกิเลส ก็อย่าเพิ่งดูแคลนการกินง่ายถ่ายคล่องว่าเป็นเรื่องโลกย์ ๆ เพราะแท้ที่จริงแล้ว นี่เป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากการฝึกฝนจิตใจหรือการปฏิบัติธรรมเลยทีเดียว ถึงที่สุดแล้ว การกินง่ายถ่ายคล่อง หลับสบายนั้นเป็นเครื่องบ่งชี้สภาวธรรมที่สำคัญประการหนึ่งทีเดียว จางจื๊อ ปราชญ์จีนโบราณได้พูดถึงผู้บรรลุธรรมขั้นสูงว่า ...

มนุษย์ที่แท้ในสมัยโบราณนั้น...

นอนโดยไม่ฝัน
ตื่นโดยไม่วิตก
กินอาหารง่าย ๆ
หายใจลึก ๆ


คนที่ถึงจุดสุดยอดในทางธรรมไม่ใช่คนที่เหาะเหินเดินอากาศหรือหายตัวได้ หากแต่(เป็นคนที่)มีชีวิตอยู่อย่างสามัญ เป็นความสามัญที่ไม่ธรรมดาเลย

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้เงินทองจะร่อยหรอ ข้าวของจะแพง แต่ถ้าหากยังกินง่าย ถ่ายคล่อง หลับสบาย ก็ควรพึงพอใจได้แล้ว

เพราะฉะนั้นวันนี้ เห็นจะไม่มีอะไรเหมาะสมเท่ากับคำอวยพรว่า... ขอให้ทุกท่าน กินง่าย ถ่ายคล่อง หลับสบายทุกวันวาร เทอญ.



:lol: :lol: พวกเรามีความสุขกับการที่ได้กางเต้นท์นอน สวดมนต์ ภาวนา หาความสุขเป็นการชาร์ทแบตเตอรี่ชีวิต ที่สวน ๑๐๐๐ ไร่ของ ม.แม่โจ้ ก่อนที่จะได้กางเต้นท์พักผ่อนก็มีนักปั่นหน้าใหม่เข้ามาทักทายและหาความรู้ในแนวทางของ จักรยานเดินทางไกล ล้วนเป็นเด็กหนุ่ม ๆ ทั้งนั้ รุ่งเช้าก็มีนักปั่นอีกหลายชุดออกกำลังตอนเช้าไก้เห็นพวกเราก็สนใจเข้ามาทักทาย และสนทนาพร้อมทั้งให้ความสนใจแนวทางการปั่นแบบพวกเรา พวกเราก็ช่วยกันอธิบายโดยเฉพาะลุงดม ประชาสัมพันธ์ของทีมงานต้องทำหน้าที่อธิบายให้กับหลาย ๆ ชุดฟัง ทั้งหมดทั้งมวลเรียกว่าเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ เป็นความสุขที่อิ่มเอิบใจครับ บังเอิญว่าผมได้อ่านหนังสือของท่านพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล องค์นี้ท่านเคยเป็นพระอาจารย์พิเศษสมัยที่ผมกำลังศึกษาพุทธศาสตร์มหาบัณฑิต จึงได้คัดบางตอนที่เกี่ยวกับความสุขมาเป็นของกำนัลกับทุก ๆ ท่าน ครับ

กว่าเราจะออกจากสวนพันไร่ได้ก็เรียกว่าสายแล้วละครับ เราพากันออกทางด้านหลัง ม.แม่โจ้มุ่งไปทาง อ.ดอยสะเก็ด ไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ใด คงนัดหมายกันแค่ อ.ดอยสะเก็ดแล้วค่อยว่ากันบังเอิญเหลือเกินเราผ่านไปทางพระธาตุตีนนก ซึ่งเห็นอยู่บนยอดดอยรำไร ๆ ไม่เห็นเลยสักครั้งพวกเราจึงแวะขึ้นไปกราบนมัสการ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ทางขึ้นพระธาตุเรียกว่าโหดพอได้ครับ ชันมากแต่ไม่ยาวเรียกว่าเป่าปากกันทีเดียว มือใหม่อย่าหวังจะปั่นม้วนเดียวโดยไม่จูง ยิ่งมีสัมภารกติดตัวยิ่งไปกันใหญ่ แต่พวกเราอาศัยประสบการณ์ผ่านกันทุกคนเรียกเสียงหัวเราะ และความปีติให้กับตัวเองได้ เมื่อขึ้นไปถึงตัวพระธาตุหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งวิวทิวทัศน์ ๓๖๐ องศาจาดยอดดอยประทับใจมาก ๆ เราได้พบกับพระจำนวน ๓ รูปท่านมีเมตตาใจดีกับพวกเรามากครับ จัดหาน้ำเย็นมาต้อนรับ ท่านชื่นชมและชื่นใจที่ทราบว่าแนวทางการเดินทางของเราเป็นแบบ "ทัวร์บุญ" ท่านยังเมตตาเชื้อเชิญพวกเราให้จำศีลภาวนาซะสัก ๒ - ๓ คืน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o เราไปถึงเป็นเวลาที่พระกำลังเพลพอดี ท่านยังเมตตาแบ่งแตงโมให้กับพวกเรา และอาหารบิณฑบาตรท่านก็อนุญาตุให้พวกเรานำไปทานได้ งานนี้จึงทำให้ลุงป๊อก ลุงดมเอ็นจอยมาก ๆ ส่วนผมกับคุณนายเนื่องจากเป็นพวกไม่ทานเนื้อสัตว์ จ๊อยไปตามระเบียบก็ไม่เป็นไร แม้เราไม่อิ่มท้องเราก็อิ่มใจที่ได้รับความเมตตา กรุณาจากพระท่าน หลังจากที่ทานอาหารเสร็จพระท่านก็พาเดินรอบวัดเล่าประวัติต่าง ๆ ให้ฟัง ลุงป๊อกเป็นสุขอย่างยิ่งถึงกับเอ่ยปากคืนนี้เรานอนกันที่นี่นะ !!! :o :o
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ลุงป๊อกชอบใจบริเวณวัดพระธาตุตีนนกมากถึงกับเอ่ยชวนให้นอนที่นี่อีกคืนหนึ่ง วิวทิวทัศน์ที่มองจากวัดลงไปข้างล่างเราเห็น อ.ดอยสะเก็ดชัดเจน ลุงดมเมื่อมองเห็นดอยสะเก็ดพลันแกก็จินตนาการมุ่งตรงไป อ.สารภี อาการคิดถึงบ้านเกิดขึ้นในใจตะหงิด ๆ แกก็เปรยขึ้นเช่นกันว่า "เอาไว้โอกาสหน้าเราตั้งโปรแกรมมาโดยตรงเลยจะดีกว่าไหม ?" นี่คือสัญญาณของความไม่พร้อม ผลเสียของการไม่แผนการเดินทางแล้วมาปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด ต้องระมัดระวังหมายความว่า หากมีอะไรที่ไปกระทบจิตใจต้องพึงละเว้นคิดถึง "ใจเขาใจเราไว้" เมื่อมีอาการไม่อยากนั่นแสดงว่าหากจะฝืนใจความสุขจะไม่เกิด เราจึงชั่งใจระหว่างอยู่กับไป ตกลงใจพร้อมกันเดินทางต่อดีกว่า เราจึงวางแผนเข้าไปยังเขื่อนแม่กวง ดอยสะเก็ดกันเลย

ครั้งแรกที่พระท่านชวนเหมือน ๆ กับว่าลุงป๊อกได้ตอบโอเค แต่พอสมาชิกเกิดขัดข้องเป็นหน้าที่ลุงป๊อกต้องไปขอคืนคำ และสัญญาว่าโอกาสหน้าพวกเราจะมาพักที่นี่แน่นอน เมื่อบอกกล่าวเรียบร้อยพวกเราก็ออกเดินทางมุ่งไปยังเขื่อนแม่กวงต่อไป :lol: :lol:


:idea: :idea: เขื่อน : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เขื่อน เขื่อน (อังกฤษ: dam) เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สำหรับกั้นทางน้ำ เพื่อใช้ในการเก็บกักน้ำและป้องกันอุทกภัยรวมถึงผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนบนของเขื่อนจะประกอบไปด้วยส่วนที่เรียกว่าทางน้ำล้น สำหรับให้น้ำที่สูงกว่าระดับที่ต้องการไหลผ่านมาที่ฝั่งปลายน้ำ มากกว่าครึ่งหนึ่งของแม่น้ำสายหลักทั่วโลกจะมีเขื่อนกั้นไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง

ชนิดของเขื่อน ชนิดของเขื่อน จะจำแนกตามชนิดของวัสดุก่อสร้าง เช่น เขื่อนหิน เขื่อนดิน เขื่อนคอนกรีต เขื่อนคอนกรีตบดอัด หรือเขื่อนไม้

ประโยชน์ของเขื่อน ประโยชน์ของเขื่อนที่สำคัญ คือ เพื่อกักเก็บน้ำ โดยเก็บน้ำจากช่วงฤดูน้ำหลากและปล่อยน้ำใช้ในการเกษตรกรรม อุปโภคบริโภคในช่วงขาดแคลนน้ำ เขื่อนยังคงใช้สำหรับป้องกันน้ำท่วมฉับพลันในฤดูที่น้ำไหลหลากอีกทางหนึ่ง โดยเขื่อนจะทำหน้าที่ชะลอความเร็วของน้ำ ให้น้ำไหลผ่านได้เฉพาะตามปริมาณที่เหมาะสม ในปัจจุบันเขื่อนมีหน้าที่หลักอีกด้านคือการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยพลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งในประเทศไทยมาจากการปั่นไฟจากเขื่อน นอกจากนี้เขื่อนบางแห่งใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ เช่น การล่องเรือ หรือ การตกปลา

อย่างไรก็ตามเขื่อนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การปิดกั้นทางน้ำทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ไม่สามารถว่ายไปตามกระแสน้ำเพื่อวางไข่ได้ในช่วงฤดูขยายพันธุ์ เขื่อนยังคงปิดกั้นทางน้ำทำให้การเดินทางทางเรือไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านได้ ปัญหาของการสร้างเขื่อนที่มียังรวมถึงพื้นที่บ้านเรือนและป่าไม้ที่อยู่บริเวณเหนือเขื่อน จะถูกท่วมจมอยู่ใต้น้ำไม่สามารถใช้งานได้

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นเขื่อนดินถมบดอัดแน่น สูง 68 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร สร้างปิดกั้นลำน้ำแม่กวง นอกจากนั้นยังได้ก่อสร้างเขื่อนดินปิดช่องเขาขาดด้านฝั่งขวาสูง 42 เมตร สันเขื่อนยาว 640 เมตร และ เขื่อนดินปิดช่องเขาขาดด้านฝั่งซ้ายอีกแห่งหนึ่งสูง 54 เมตร สันเขื่อนยาว 655 เมตร สามารถเก็บกักน้ำในอ่างด้านเหนือเขื่อนได้ประมาณ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 186 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูก 13 ตำบล ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และลำพูนประมาณ 175,000 ไร่

ประวัติความเป็นมา

เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชน ทำให้การใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการแม่กวงมีความต้องการใช้น้ำเป็นปริมาณสูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำแม่กวง กรมชลประทานจึงว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการนี้ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2543 แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ซึ่งสรุปแนวทางการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมคือ การจัดการน้ำร่วมกันในลุ่มน้ำแม่แตง-แม่งัด-แม่กวง ประกอบด้วย

• การพัฒนาแนวส่งน้ำแม่งัด-แม่กวง

• การพัฒนาแนวส่งน้ำแม่แตง-เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

• การพัฒนาโครงการสูบน้ำแม่แฝก-แม่แตง

ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี (ปี 2551-2558) งบประมาณทั้งโครงการ 11,341.19 ล้านบาท

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D ออกจากเขื่อนแม่กวงธาราเราก็มุ่งหน้าเข้า อ.ดอยสะเก็ด เลาะลำคลองส่งน้ำทะลุออกถนนใหญ่สาย เชียงใหม่ - เชียงราย ก่อนที่จะออกถนนใหญ่เราผ่านสำนักภิกษุณี ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติธรรมแห่งที่ ๒ ของสำนักนิโรธาราม แต่ก่อนผมและคุณนายได้เป็นคณะกรรมการร่วมกันก่อสร้างสำนักนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ขณะนี้หมดวาระแล้ว และได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารต่อไป สำหรับสำนักนี้มีประวัติน่าศึกษาครับ

:idea: :idea: ภิกษุณีนันทญาณี สตรีผู้สร้าง..."อารามแห่งความดับทุกข์”

สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘


โดยมี คณะคุณวรรณา กาญจนภิญโญวงศ์ ถวายที่ดินกว่า ๖ ไร่ อ.นาทนิตย์ และ คุณสามารถ สุทธางคกูล ถวายเพิ่มอีกกว่า ๒ ไร่ ส่วนอีกฝั่งถนนหนึ่ง มีเนื้อที่กว่า ๑๐ ไร่ มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกันถวาย ดังนั้น รวมที่ดิน ๒ ฝั่งถนนทั้งหมด ๑๙ ไร่ ทั้งนี้ได้รับความเมตตาจาก พระภาวนาวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อทองใบ ปภสฺสโร) วัดอภิญญาเทสิตธรรม (วัดนาหลวง) อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ตั้งชื่อให้ว่า “สำนักปฏิบัติธรรมนิโธาราม” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “อารามแห่งความดับทุกข์” โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งสำนักฯ ๒ ประการ คือ ๑.เพื่ออนุเคราะห์แก่สตรีที่ตั้งใจมาดำเนินชีวิตบนวิถีแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ตามรอยพระพุทธเจ้า โดยมี ท่านแม่ชี นันทญาณี เป็นผู้อบรมสั่งสอนตามพระพุทธพจน์ และ ๒. เพื่อรองรับผู้ปฏิบัติธรรมจากหน่วยงานราชการ เอกชน และผู้สนใจใฝ่ธรรมทั่วไป ที่ได้ติดต่อขอเข้ารับการอบรมธรรมะทั้งในรูปแบบค่ายอบรม และเข้ามาปฏิบัติธรรมเป็นการส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีญาติโยมจำนวนมากได้เข้ามาปรารภกับ ท่านภิกษุณีนันทญาณี (อดีต แม่ชีรุ้งเดือน สุวรรณ) ถึงสภาพปัญหาของสังคมว่า ในปัจจุบันมีคนที่มีความทุกข์ทางใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้น และก็ได้ขอร้องให้ท่านแม่ชีรุ้งเดือน พร้อมด้วยคณะแม่ชี ๕ รูป ผู้ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเวลาสิบกว่าปี ให้ช่วยนำพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาช่วยแนะนำพร้อมทั้งเผยแผ่พร่ำสอนให้ชาวบ้าน ได้มีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ให้เกิดประโยชน์และความสุขแก่ทั้งครอบครัวตนเองและบุคคลอื่น

ต่อมา พ.ศ. ๒๕๔๖ ศ.เกียรติคุณ ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บริจาคที่ดินบริเวณทางเข้าเขื่อนแม่กวง อ.ดอยสะเก็ด จำนวน ๑๖ ไร่ แก่มูลนิธินิโรธาราม เพื่อใช้ประโยชน์เป็นพุทธสถาน จึงได้มีการก่อตั้ง สำนักปฏิบัติธรรมสุทธจิตต์ (นิโรธาราม สาขา ๒) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติธรรม ประกอบกิจกรรมการกุศลต่างๆ ให้เกิดความสงบและสติปัญญาทางจิตใจ รวมถึง เพื่อรองรับการขยายตัวของนักบวชสตรีนิโรธาราม

ปัจจุบัน สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และสำนักปฏิบัติธรรมสุทธจิตต์ (นิโรธาราม ๒) อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ อยู่ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธินิโรธาราม โดยมีท่านภิกษุณีนันทญาณี เป็นประธานมูลนิธิ และเป็นผู้อบรมสั่งสอนปกครองนักบวชทั้ง ๒ สำนัก

สำหรับประวัติความเป็นมาของ ท่านภิกษุณีนันทญาณี มีนามเดิมว่า รุ้งเดือน สุวรรณ กำเนิดที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๕๘ ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นรุ่นที่ ๑ และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบัน ท่านดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธินิโรธาราม และเป็นหัวหน้าสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ท่านเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนธรรมะและเผยแผ่ธรรมะ โดยนำพระพุทธพจน์จากพระไตรปิฎกมาอธิบายทำให้เข้าใจง่าย และบอกสอนแก่บรรดาศิษย์ทั้งในและนอกสำนักจากทั่วสารทิศ นับเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี


รูปภาพ สำนักสุทธจิตต์ ดอยสะเก็ดครับ

:) :D คำสอนบางส่วนของท่านพระอาจารย์นันทญาณี : การคบคน ...เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน.

ยํ เว เสวติ ตา ทิโส คบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้นแล (เว แปลว่าโว้ย ค่ะ 55)

คือเรื่องการคบคนมัน เกี่ยวพันกันกับการรับรู้นะคะ หมายถึงเรื่องผัสสะในปฏิจจสมุปปบาท ค่ะ เวลาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม หมายถึงว่า การที่อายตนะ ไปกระทบ กับ สิ่งที่เป็นสิ่งฉลาด หรือกุศล ก็จะปรุงแต่งสิ่งฉลาดเพราะเจตสิกเกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิต และขันธ์ 5 เกิดปั๊บดับพร้อมหมด คือนามรูปน่ะค่ะ เกิดปั๊บดับปุ๊บ แล้วพอปรุงสิ่งฉลาด สิ่งไม่ฉลาด(อกุศล)ก็เกิดไม่ได้ เวลาเข้าใกล้คนพาล (หรือคนที่ไม่เห็นแจ้งแปดเรื่อง ตามพุทธพจน์ นะคะ คือ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ทางดำเนินชีวิตให้ถึงความดับทุกข์ ไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท) ก็จะทำให้เกิดการปรุงอกุศล อายตนะนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามการรับรู้นะคะ ถ้าหากว่าเอามันไปใกล้กะอะไรก็จะเป็นเช่นนั้น แต่จะว่าไปแล้วปุถุชนทั้งหลาย น่าจะพิจารณาเป็นคนพาลไปหมดค่ะ เพราะว่าผู้ที่จะรู้แจ้งครบแปดเรื่องได้ก็มีแต่พระอรหันต์ เลย จากประสบการณ์ จึงอาจจะแนะนำให้ใช้หลักว่าใครเป็นบัณฑิตกว่า คือมีปัญญาสั่งสมพุทธพจน์ได้มามากกว่า เข้าหาผู้มีปัญญากว่าจะทำให้ชีวิตมีสุข ให้ไปดูในคุณสมบัติของกัลยาณมิตรนะคะ ว่าเป็นยังไง ก็เข้าใกล้คนนั้นหละค่ะ ชีวิตชาวบ้านนั้นคับแคบ เป็นทางมาแห่งฝุ่นธุลีกิเลสจริงๆ ยังไงก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนพาล ซึ่งอาจจะหมายถึงคนที่สั่งสมปัญญามาน้อยกว่าตน จึงควรเสพคบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า บัณฑิตต้องรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จัก ตน รู้จัก ประมาณ รู้จักกาล รู้จักบุคคล รู้จักชุมชน

เมื่อคบบัณฑิตย่อมเกิดศรัทธา เมื่อเกิดศรัทธาย่อมได้ฟังธรรม เมื่อได้ฟังธรรม เพราะเสียงจากกัลยาณมิตร เรียกว่าปรโฆสะ เป็นเสียงที่ดีงาม ที่จะให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้ เป็นเสียงที่ถูกต้อง เกิดจากแหล่งที่ดี คือคนดี คนมีปัญญา คนมีคุณธรรม เสียงเหล่านี้คือเสียงที่จะชักนำไปในทางที่ดี สภาวะที่เกิดการเสพคบเสวนากับสัตบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นในลัษณะที่สัตบุรุษมาทำหน้าที่ให้หรือตัวเองเข้าหาสัตบุรุษเอง เรียกว่า กัลยาณมิตตา แปลว่ากัลยาณมิตร กัลยาณมิตร คือคนที่ไม่ใช่แค่ กัลยาณมิตรนี้หละ คือผู้ที่ไม่ใช่แค่เป็นคนที่มีมิตรจิตมิตรใจกัน อย่างนั้นเรียกว่า เป็นมิตร สหาย อย่างเป็นมิตรกับสัตว์ทั้งหลาย เป็นสหายกับเศรษฐี หรือเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แต่กัลยาณมิตรหมายถึงผู้ที่จะสามรถชี้นำ ชักชวน ชักจูง บอกทาง เป็นตัวอย่างในมรรคาแห่งการฝึกฝนอบรมอย่างถูกต้อง สามารถแนะนำสั่งสอนเป็นที่ปรึกษาได้แม้จะอ่อนวัยกว่าก็ตาม

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ให้ความสำคัญกับการคบคนเป็นอันมาก กล่าวคือ ท่านให้ความสำคัญกับกัลยาณมิตรมาก ว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิต ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำเป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอริยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุฉนนั้น ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร พึงหวังสิ่งนี้ได้ คือ จักเจริญ จักทำให้มาก ซึ่งอริยอัษฎางคิกมรรค" พระพุทธเจ้าคือ กัลยาณมิตร ของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย ท่านตรัสว่า " อาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร เหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดาย่อมพ้นจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดาย่อมพ้นจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดาย่อมพ้นจาก โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส" นอกจากนี้ ท่านยังตรัสอีกว่า ผู้มีกลยาณมิตร จะทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7 อันเป็นองค์ธรรมเพื่อวิมุตติ กระทำให้ถึงซึ่งพระนิพพาน ผู้ที่มีกัลยาณมิตร กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดแล้วย่อมเสื่อมไป ยังไว้ซึ่งความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ท่านว่า "เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ ...ที่เป็นไปเพื่อความดำรงตั้งมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความมีกัลยาณมิตรเลย"เมื่อมีกัลยาณมิตรแล้ว ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมบำเพ็ญกุศลให้เกิดขึ้น ท่านว่า

ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตรหวังได้4สิ่งนี้คือ

1. จะเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร ฯลฯ (สิ่งนี้ทำให้ชีวิตเป็นปรกติค่ะ)

2. จักเป็นผู้ มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ได้ร่วมสนทนาอย่างสะดวกสบาย ตามความปรารถนาต่างๆที่ขัดเกลาอุปนิสัย ชำระจิตใจให้ปลอดโปร่ง คือ เรื่องความมักน้อย นลฯ เรื่องการบำเพ็ญเพียร เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติ เรื่องวิมุตติญาณทัศนะ

3. จะเป็นผู้ตั้งหน้าทำความเพียร เพื่อกำจัดอกุศลธรรมและเพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมให้เพียบพร้อม จะเป็นผู้แข็งขัน บากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรม

4. จะเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เป็นอริยะ หยังรู้ถึงความเกิดความดับ ชำแรกกิเลส นำไปสู่ความสูญสิ้นแห่งทุกข์ สํ.ม.19/129/36 ฯลฯ ใน พุทธธรรม โดยท่านพุทธทาสภิกขุ หวังว่าพอจะให้ความกระจ่างได้บ้างค่ะ ทั้งหมดนี้มาจากพุทธพจน์ เชื่อถือได้ ถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติมลองโทรไปที่นิโรธารามก็ได้ค่ะ

เพราะฉะนั้น เราก็ควรเอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี คบคนดี ถึงจะได้มีโอกาสได้ยินเสียงที่ดี คือธรรมะที่ก่อให้เกิดการชักนำไปในทางที่ดีโดยการเอาธรรมนั้นมาใส่ใจโดยแยบคาย


รูปภาพล่าสุดที่พระอาจารย์ได้ไปแสดงธรรมที่สวนดอกเมื่อวันที่ ๑ ส.ค.ที่ผ่านมา

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


:lol: :lol: ที่สำนักสุทธจิตต์นี่พวกเราไม่ได้แวะเข้าไปเยี่ยมเยียน เพราะแต่งชุดปั่นเป็นชุดที่ไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปในสถานที่ปฏิบัติธรรมครับ แต่เราก็แวะที่ทางเข้าสำนักชะเง้อมองเข้าไปแต่ไม่เห็นใคร เราผ่านเลยไปทะลุออกถนนใหญ่สายเชียงใหม่ - เชียงราย เลี้ยวขวาเข้า อ.ดอยสะเก็ด แวะพักเติมน้ำดับกระหายที่ร้านเจ้าเก่าเพื่อนลุงดม เดินทางต่อผ่านบ้านเพื่อนครูเดียวกันกับคุณนายแวะไปทักทาย

อาชีพครูเป็นอาชีพที่เป็นบุญเพราะเป็นอาชีพผู้ให้อย่างแท้จริง ครูสมัยก่อนเราเรียก "ปูชนียบุคคล" แต่ครูสมัยนี้ไม่น่าจะใช่ซะแล้ว "เป็นครูพาณิชย์ครับ" ก็ไม่ว่ากัน โลกมันเดินทางไปสู่ความเสื่อม แต่ครูที่เราแวะเยี่ยมเยียนนี้เป็นแบบอย่างที่ดีมาก ๆ เป็นคนไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เที่ยว เป็นเด็กหนุ่มด้วย เลิกโรงเรียนรีบกลับบ้านกลับมาทำสวน น่าชื่นชมครับที่บ้านมีผลไม้ให้ได้ทานสด ๆ หลายอย่างเช่น มะพร้าว มะม่วง ลำใย ฯ วันนั้นเราได้มะพร้าวน้ำหอมดับกระหาย ตามด้วยได้กล้ามะนาวคนละต้นแบกกลับบ้าน :lol: :lol:


รูปภาพ

:lol: :lol: ออกจากบ้านอาจารย์เพื่อนครูคุณนายเราก็ปั่นกลับบ้าน ก่อนอื่นเราปั่นไปส่งลุงป๊อกที่วงแหวนรอบ ๒ ตรงแยกสหกรณ์ครู แยกกับลุงป๊อกที่ตรงนี้ลุงป๊อกเลี้ยวขวากลับบ้านเรา ๓ คนเลี้ยวซ้ายกลับบ้าน ทริปนี้จบลงด้วยดี แม้จะมีขลุกขลักนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะเราไม่มีแผนไม่มีการเตรียมการ อยากไปก็ไปแล้วไปตกลงกันตามความเหมาะสม ถามว่าดีไหม ก็ดีแต่คงสู้การมีการเตรียมการและมีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ได้ แล้วค่อยมาว่ากันนะครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:lol: :lol: สามคืนกับอีกสี่วัน ที่ไม่มีแผนไม่มีการเตรียมการ นัดกันได้ก็ออกเลย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้าเดินทางหลายวันบอกได้คำเดียวว่า ไม่ดีแน่ ๆ เลย ทุกอย่างต้องมีการเตรียมการครับ แผนนั้นต้องมีทั้ง แผนหลักและแผนรอง โดยข้อเท็จจริงแล้วการออกเดินทางแต่ละครั้งเชื่อได้ว่าทุกคนมีการเตีรยมการอยู่แล้วในแต่ละคน ส่วนคนที่จะเป็นผู้นำนั้นยิ่งต้องเตรียมการมากกว่าเพื่อน การที่ไปแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ใคร ๆ ในเวลากระชั้นชิดและเขาไม่พร้อมอย่าไปทำครับ ครั้งนี้เราแต่งตั้งให้ลุงป๊อกเป็นหัวหน้าทีม ก็ได้หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งครับ เพราะหัวหน้าทีมก็ต้องหันมาเอา เอาลูกทีมเป็นหลัก กว่าจะเดินทางกันได้ก็ถกเถียงกันเป็นวรรคเป็นเวร โชคดีที่พวกเราต่างรู้ใจกัน กันและกันดีอยู่แล้ว ปัญหาจึงไม่มี กรณีที่ยังไม่คุ้นกันนี่ต้องระวังครับ

เวลา ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ นัดกันให้เรียบร้อยถ้าไม่นัด อาจเกิดการติด ๆ ขัด ๆ เช่นของลุงดม ช่วงที่อยู่พระบาทตีนนก ลุงป๊อกอยากจะนอนอีกคืน ลุงดมเริ่มอึดอัด ผมกับคุณนายต้องแก้ไขสถานการณ์ โดยให้คุณนายเข้าข้างลุงดมส่วนผมเอาไงเอากันได้หมด กลายเป็น ๒/๑ ก็ต้องกลับอย่างนี้เป็นต้น

สถานที่ ๆ จะไป ตรงนี้ก็สำคัญมาก ๆ แต่ถ้าทุกคนไม่ให้ความสำคัญ(ที่ไหนก็ได้) ก็แล้วไปบางคนนะครับ เขาจะพักกันตรงนี้แต่เจ้าตัวไม่ชอบเกิดอาการอย่างนี้ก็มีนะครับ

ปัจจัย ตัวนี้สำคัญครับท่านต้องมีติดตัวไปด้วยครับ อย่างน้อย ๆ ก็ไว้ซื้อนั่นโน่นนี่ เรื่องนี้คงไม่ต้องอรรถาธิบายกันนะครับ

อุปกรณ์อะหลั่ยต่าง ๆ อย่าไปหวังพึ่งแต่ของเพื่อนอย่าลืมว่าต้องฝึกติดตัวไว้ตลอดเวลาจะได้ใช้หรือไม่ ไม่เกี่ยวให้เป็นนิสสัยครับ เวลาเดินทางไกลหลาย ๆ วันโดยเฉพาะต่างประเทศแนะนำว่าพยายามเปลี่ยนใหม่หมดจะดีมาก ๆ ครับเช่น ยาง เบรค เป็นต้น

เครื่องครัว พวกเราเป็นแบบช่วยเหลือตัวเอง (ไม่ใช่ทัวร์ไฮโซ)ทุกคนจะมีเครื่องครัวติดกันไปทุกคน แต่กรณีเดินทางหลาย ๆ วัน ท่านอาจจะตกลงกันว่าใครจะพกพาอะไรไม่พกพาอะไรก้ได้ แต่ในส่วนของพวกเราเราจะต้องให้ทุกคนติดเครื่องครัวของใครของมันเป็น รปจ.(ระเบียบประจำ) ให้เคยชินครับ

การเตรียมการแบบคร่าว ๆ เท่าที่คิดได้ก็ขออนุญาตุนำเสนอเป็นแนวทางพอสังเชป นะครับ โอกาสหน้าจะพยายามรวบรวมมาให้ได้ศึกษากันต่อไปครับ :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:lol: :lol: :idea: :idea: ผลวิจัยร้อยละ95!ปชช.ไม่ปลื้มการทำงานตร.

วิทยานิพนธ์ 'มจร' ระบุร้อยละ 95 ประชาชนร้องเรียนไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แนะนำหลักพระพุทธศาสนามาบูรณาการพัฒนาจริยธรรมตำรวจ


เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พิจารณาคัดเลือกวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก เรื่อง "วิธีการพัฒนาจริยธรรมของข้าราชการตำรวจเชิงพุทธบูรณาการ" โดย นางตวงเพชร สมศรี นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ให้เป็นวิทยานิพนธ์ระดับดี ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ และภาคสนาม ศึกษาเฉพาะเขตกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ใช้ระยะเวลาในการทำวิจัย 1 ปี

นางตวงเพชร จากการศึกษาวิจัยพบว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของตำรวจยังพบปัญหา คือ ปัญหาด้านเนื้อหาของจริยธรรมตำรวจ ปัญหาการยอมรับที่จะนำจริยธรรมไปปฏิบัติ ปัญหาการนำจริยธรรมมาบังคับใช้ จึงทำให้เกิดปัญหาการร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งข้อมูลจากฝ่ายอำนวยการ 7 กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 พบว่า เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด แบ่งเป็นสายงาน คือ 1.งานสอบสวน ไม่ได้รับความเป็นธรรม คดีไม่คืบหน้า 2.งานจราจร ไม่พอใจการจับกุม ตั้งด่านไม่มีนายตำรวจคุม 3.งานสายตรวจ ระงับเหตุล่าช้า ไม่ค่อยตรวจตามชุมชน 4.งานสืบสวน กลั่นแกล้ง ยัดข้อหา แม้ร้อยละ 95 ของเรื่องร้องเรียนจะไม่มีมูล แต่การร้องเรียนส่วนใหญ่มาจากการไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ

นางตวงเพชร กล่าวต่อไปว่า จากงานวิจัยยังสรุปปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในปัจจุบันขึ้น อยู่กับปัจจัย 4 ประการ คือ 1.ภาวะความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของตำรวจ 2.สภาพการทำงานที่เสี่ยงอันตราย 3.งานบังคับใช้กฎหมายที่ต้องปฏิบัติภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง 4.งานตำรวจเป็นงานที่ต้องใช้ดุลพินิจค่อนข้างมากสำหรับการปฏิบัติงานของตำรวจชั้นผู้น้อย นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่พบในการปฏิบัติหน้าที่อีก อาทิ ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวก, ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง, ปัญหาค่าตอบแทน เงินเดือนน้อย แต่ความต้องการทางวัตถุมีสูง ตลอดจนปัญหาการจับผู้ต้องหาผิดตัว ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน ยากที่จะแก้ไข และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน

นางตวงเพชร กล่าวด้วยว่า ส่วนวิธีการพัฒนาจริยธรรมของตำรวจ จากผลการวิจัยเสนอว่า 1.สนับสนุนและส่งเสริมให้บุคคลหรือหน่วยงานภายนอกมีส่วนในการควบคุมตรวจสอบ จริยธรรมของข้าราชการเพิ่มขึ้น 2.สนับสนุนให้ดำเนินคดี และลงโทษข้าราชการตำรวจที่ประพฤติมิชอบอย่างเคร่งครัด 3.ไม่สนับสนุนค่านิยมของข้าราชการไทยที่มีอยู่แล้วในสังคมที่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศ 4.ผู้บังคับบัญชาควรประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี 5.สนับสนุนให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ 6.ส่งเสริมการบริหารงานราชการตามแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 7.สนับสนุนให้ผู้บังคับบัญชา ผู้บริหาร นำหลักธรรมมาปรับใช้ 8.สนับสนุนให้หน่วยงานทั้งหลาย รวมทั้งประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุม ตรวจสอบการปฏิบัติราชการด้านจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญในการพัฒนาจริยธรรมของตำรวจควรนำหลักพุทธบูรณาการมาปรับใช้ โดยถือเป็นหลักต้องห้ามในการสำรวมจิตใจ เพื่อกำจัดกิเลส

ทั้งนี้วิทยานิพนธ์ดังกล่าวจะจัดแสดงในงานสัมมนาผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปีการศึกษา 2556 ในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ2557 ณ อาคารหอประชุม มวก.48 พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ มจร ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับวิทยานิพนธ์ระดับดีระดับปริญญาเอกอีก 4 เล่ม ระดับปริญญาโท 1 เล่ม และระดับชมเชย 4 เล่ม


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ความจริงแล้วผมกำลังจะพาท่าน จักรยานธุดงค์ ไปยังวัดจอมธรรม บังเอิญเหลือเกินผมไปสดุดข่าวที่เป็นผลงานการทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับตำรวจเข้า ผมก็ตามติดอ่าน อ่านจบมานั่งวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็ไม่เถียงอะไรหรอกครับ แต่เป็น งง กับเปอร์เซ็นต์ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ โดยทรรศนะของผมแล้วมันควรจะ ๙๙.๘๙ % ครับที่ไม่ปลื้มกับการทำงานของตำรวจ อีกประเด็นแนวทางการแก้ปัญหาเชื่อผมเถอะะครับที่ว่า ๆ มานั้นมันแก้ได้แค่นิดหน่อย ความจริงแล้วไม่สามารถแก้ได้เลยครับ

แต่ก่อนแต่ไรมาตำรวจคือขวัญใจของประชาชน ใครเห็นใครได้ยินมักจะกลัวเกรงกัน และตำรวจสมัยนั้นก็เป็นที่พึ่งจริง ๆ ของประชาชน เพราะตำรวจเหล่านั้นเขามีคุณธรรม จริยธรรม และที่สำคัญเขารู้หน้าที่ มีวินัย เสียสละความสุขของตนเพื่อส่วนรวมจริง ๆ การฝึกก่อนจะมาเป็นตำรวจก็เข้มข้นมาก ๆ ครูฝึกก็ล้วนแต่เป็นครูที่เรียกว่า "ปูชนียบุคคล" อย่างแท้จริง ปัจจุบันนี้มันไม่เหลืออะไรแล้วครับ สาเหตุหลักก็เรื่องของการอุปถัมป์ค้ำจุนกันนี่แหละ

ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นนะครับ : เราเลี้ยงสุนัขไว้หลายตัวในบ้าน ผมถามจริง ๆ สุนัขหน้าที่คืออะไรครับ แต่ก่อนโบราณนานนมมาแล้วเขาเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้าน ใช่ไหมครับ กาลเวลาล่วงมา ๆ สุนัขมันเกินหน้าที่จากเฝ้าบ้าน กลายมาเป็นสุนัขสวยงาม พันธ์โน่นนั่นนี่ เยอะแยะไปหมด เมื่อสุนัขเยอะแยะเจ้านายก็มีสิทธิเลือกพันธ์ที่เฝ้าบ้านเก่ง ก็จะอยู่ข้างล่าง พันธ์ที่น่ารักน่าชมเชยกระจุ๋มกระจิ๋ม เช่น ชิวาวา เป็นต้น เอาไว้โชว์ก็จะอยู่บนเรือน นอนเน้าเคล้าเคลียกับเจ้านาย วันดีคืนดีสุนัขเฝ้าบ้านอยากเล่นกับนายบ้างแอบขึ้นไปบนบ้าน ถูกเจ้านายตะเพิดลงมา ดีนะครับมันเป็นสุนัขถ้าเป็นคนมันจะน้อยอกหมองใจขนาดไหน

แนวทางการรับราชการใครที่สามารถทำตัวเหมือนสุนัขพันธ์ชิวาวา ก็จะเจริญรวดเร็วเป็นใหญ่เป็นโต เชื่อไหมครับจากตัวเล็ก ๆ ต้องวิ่งเต้นเลียแข้งเลียขาประจบประแจง เอาอกเอาใจนายเรียกว่าเวลาที่จะศึกษางานให้ถ่องแท้ไม่เหลือครับ ให้พวกน้อง ๆ นายดาบ นายหอกทั้งนั้นชงให้ ตัวเองก็แค่กลั่นกรองส่วนใหญ่แล้วก็จะเชื่อมือกัน เพียงแค่บอกความประสงค์ ลูกน้องทั้งหลายก็ทำให้แล้ว แต่ก่อนการเจริญเติบโตเขามากันเป็น Step เรียกว่าเป็นขั้นเป็นตอน ยุคหลังกระโดดข้ามหัวกันไป ๆ มา ๆ เรียกว่าวิ่งกินตำแหน่งสะเปะสะปะ สุนัขใต้ถุนหรือจะสู้สุนัขบนเรือน ครับกินอิ่มนอนอุ่น ได้รับความรักโอบอุ้มจากเจ้านาย ทำอะไรไม่เคยผิด

คนไม่เหมือนสุนัขนี่ครับ พ่อ แม่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้เลยว่า "สิ่งใดที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชิน นานเข้าจะกลายเป็น นิสัย นิสัยทำเข้าบ่อย ๆ จนเคยชิน จะกลายเป็น สันดาน สันดานทำเข้าบ่อย ๆ จนเคยชินจะเป็น สันดอน เมื่อเป็นสันดอนมันขุดขูดยากมาก" นายที่เติบโตและเป็นใหญ่เพราะคลานเข่าเคล้าเคลียแข้งขา สันดอนแห่งความคิดหมดแล้วครับ ต้องใช้ลูกน้องหรือทีมงานชงให้ ตนเองไม่ได้เคยคิดเรื่องงานมาก่อนเลย ยากที่จะแก้ไขอะไรได้ ปัญหายิ่งโตไป ๆ ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้น ๆ เราจะเห็นนะครับสังคมไทยการประจบสอพลอ เลียแข้งเลียขามีให้เห็นจะ จะ แล้วก็มากขึ้นทุกวี่วัน

แนวทางแก้ไขทำอย่างไรจึงจะให้ตำรวจทั้ง กรม เข้าใจตรงกันว่า

"เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
กรุณาปราณีต่อประชาชน
อดทนต่อความเจ็บใจ
ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
ไม่มักมากในลาภผล
มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อปวงชน
ดำรงอยู่ในความยุติธรรม
กระทำการด้วยปัญญา
รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต "


ทุกระดับกรม กอง ต้องยึดแบบมาตรฐานที่กล่าวมาข้างต้นอย่างเคร่งครัด คนที่จะเข้ามาอยู่ในแวดวงและมีศักดิ์พร้อมสิทธิ์ที่จะแต่งเครื่องแบบอันทรงเกียรติ์ได้ ต้องเข้าหรือผ่านการฝึกจากโรงเรียนตำรวจซะก่อน ไม่ว่าพลตำรวจ นายสิบ นายร้อย ต้องเคี่ยวซะก่อนที่จุดนี้ แต่เท่าที่ผ่าน ๆ มา โรงเรียนคือทางผ่านของยศถาบรรดาศักดิ์ หรือบางครั้งคือสุสานของคนมีความผิด คนดีมีฝีมือเขาจะมากินตำแหน่งแล้วก็จากไปในเวลาอันรวดเร็ว

สรุปกระบวนการศึกษาของประเทศไทยล่มสลายไปทั้งระบบ ไม่ว่าจุดไหน ๆ คงจะได้เวลาแล้วที่เราต้องหันมาให้การศึกษาของประเทศไม่ว่าระดับไหน ๆ เป็นจุดใหญ่ใจความ ส่วนแนวทางอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ แก้กันไป คงต้องใช้เวลาอีกเป็นชั่วอายุคน ถ้าเราให้นำหนักไปที่สถาบันการศึกษา อย่างจริงจังแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มองเห็นครับ :o :o


:lol: :lol: ผิดพลาดขอได้รับการอภัย เป็นเพียงความเห็นของสุนัขเฝ้าบ้าน ที่ขี้เรื้อนอีกต่างหาก (หมดหน้าที่รอวันตายเท่านั้น) :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”