แดดร้อนใช้ได้ 36 องศา ความเร็วลม 7 km/h พัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นทางเหนือ
(พัดสวนทางเต็มๆ ลมเอ๋ยลม จะเจอกันบ่อยไปแล้วนะ ฟงแฟนก้ไม่ใช่ จะเจอกันบ่อยแล้วนะ!! เอ้ย! ลืมไปยังไม่มีแฟน 555)
ระยะทางประมาน 85 km จากหลวงพระบาง - บ้านนาเมือง (เป้าหมายเราคือปั่นกลับไปวังเวียงนะครับ แต่ใช้เส้นทางใหม่ลัดลงกาสี)
เส้นทางออกจากหลวงพระบางขึ้นเขาสบายๆ มีถนนลูกรังบ้างบ้างช่วง และแล้วก็ยางแตก!! 555
แวะข้างทางเปลี่ยนยางข้างปั๊มกันไปแล้วก็ปั่นต่อ..
38 km แรกเล่นเอาเหงื่อท่วมตัว น้ำหมดไป 3 ลิตร สงสัยพักขาที่หลวงพระบางนานไปหน่อย
ปั่นไปอืดไป กว่าจะไปถึงทางแยกไปเมืองไซยบุรี ปาไป 11 โมงกว่าๆ (จะครึ่งวันละยังไปไม่ถึงไหน 555)
แวะซื้อน้ำ นั่งกินกล้วย ใส่หูฟังฟังเพลงชิลๆ เห็นรถบัสลาววิ่งมาจอดส่งผู้โดยสารฝั่งตรงข้ามพอดี
มุมสวย ลงตัว ถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อยแล้วกัน : )

จากคำบอกเล่าของพี่ป้อยเจ้าของเกสเฮ้าส์จำปาลาวบังกะโล ที่วังเวียง
เส้นทางตั้งแต่ทางแยกตรงนี้จะขึ้นเขาตลอดจนไปถึงทางสามแยกไปไชยบุรี (ตรงไปเป็นเมืองนาน - เมืองไชยบุรี)
แยกซ้ายเป็นทางไปบ้านนาเมือง (ทางใหม่ลัดลงกาสี ไปวังเวียง)
และบ้านนาเมืองคือหมู่บ้านสุดท้ายยังมีร้านขายของให้เราตุนเสบียง
นั่นหมายความว่าวันนี้ผมต้องปั่นไปค้างคืนที่บ้านนาเมือง 1 คืน
ก่อนที่พรุ่งนี้จะปั่นเดินทางต่อไปเมืองวังเวียง
หลังนั่งชิลพักเอาแรงจนหายเหนื่อย แดดเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนผิวถนน
สีดำๆที่เข้มขึ้นของยางมะตรอยที่ระเหยจากอากาศร้อน
ตอนแรกคิดว่าคงเป็นเพราะทำถนนใหม่สีถนนของผิวยางมะตรอยเลยทำให้เห็นเป็นแบบนี้
พอเริ่มปั่นไปสักพัก เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่แน่ๆ
นี่มันยางมะตรอยระเหยนี่หว่า!!!
ปั่นขึ้นเขาว่าเหนื่อยแล้ว เจอความเหนียวยางมะตอยเข้าไปอีก
ไม่ต้องพูดถึงความเหนื่อย 555
หลังแวะจอด
แวะจอด
และแวะจอด
เพราะอากาศร้อนมาก
(แอพในมือถือต้องพยากรณ์อากาศผิดแน่ๆ ถ้าไม่ได้ดูข้อมูลจากแอพในมือถือที่บอกว่า36 องศานี่
ผมคิดว่าอากาศร้อนเลย 40 องศาแน่ๆ!! เหงื่อไหลเป็นน้ำฝนเลยครับ ไม่ได้โม้ เหงื่อจริงๆไม่ใช่ฝน 555)
น้ำดื่มอีก 3 ลิตรที่ซื้อมาเพิ่มแทบไม่พอความกระหายกับพลังงานที่สูญเสียไป
หนำซ้ำยังมีลมฤดูมรสุมฝนพัดกระแทกฝั่งซ้ายและสวนทางที่ปั่นเกือบตลอดระยะทาง

วิวข้างทางตอนยางแตกวันนี้ครับ 555
เส้นทางปั่นทางนี้น่าปั่นนะครับ ขึ้นเขา + เนิน สลับทางราบผ่านป่า ทุ่งนาข้าวสวนยางเริ่มมีให้เห็นบ้างปะปราย
ปั่นต่อสักพักแดดเริ่มร้อนกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ ฝืนปั่นต่อเนื่องมีหวังเป็นฮีทสโตรก (โรคลมแดด)ตายกลางทางแน่ๆ
ข้อมูล อาการและวิธีป้องกันโรคฮีทสโตรก (โรคลมแดด) นะครับ
https://www.facebook.com/OpanService/ph ... 63/?type=1
Cr. fanpage FB : ปั่นservice
บ่าย 2 โมงกว่าๆ เลยแวะพักระหว่างทางซื้อสปอนเซอร์เติมพลังงาน โชคดีเจ้าของร้านขายของชำข้างทาง
เชื้อเชิญให้นอนตากพัดลมในบ้านก่อนปั่นจักรยานต่อ ผมไม่อาจปฏิเสธด้วยสภาพร่างกายและความสนิทใจอย่างบอกไม่ถูก
จึงกล่าวขอบคุณก่อนเข้าไปนอนงีบตากพัดลมไปพักใหญ่ หลังตื่นขึ้นมายังได้รับเสบียงน้ำดื่มพร้อมขนมสำหรับเดินทางต่อ
จึงขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก มีโอกาสคงได้กลับไปเยี่ยมอ้ายสมนุกและเอื้อยจันทีตามคำเชิญชวนอีกครั้ง ^^


ช่วงนี้เด็กๆเริ่มเลิกเรียนกันแล้วครับ ถามอ้ายสมนุก ได้ความว่า เด็กๆปั่นจักรยานกลับจากโรงเรียนตรงทางแยกขึ้นมาไชยบุรี
ตรงที่ผมแวะพักตอนเที่ยงนั้นแหละครับ ผมฟังแล้วก็อึ้งครับ หมายความว่าปั่นไปกลับ เกือบ 30 km ต่อวัน
ขอชื่นชมเด็กๆเหล่านี้ครับ ทั้งอดทน ทั้งแข็งแรง ปั่นจักรยานไปเรียนหนังสือ เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง
ปั่นออกมาสักพัก.. ความรู้สึกตอนนั้นชวนให้คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆมากๆ ช่วงนั้นผมเรียนอยู่อนุบาล 3 จนถึง ป 1
ครอบครัวผมเป็นคนจน ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่เป็นลูกจ้างตัดยางในสวนยางพาราที่ อ.เบตง จ.ยะลา
(ใต้สุดแดนสยาม ผมเกิดที่นั่นหลังจากแต่งงานไม่กี่ปี คุณพ่อคุณแม่ย้ายจากบ้านแม่ไปรับจ้างกรีดยางและมีผมเกิดมาที่นั่น)
หลังจากกรีดยางเสร็จตอนเช้า ทุกเช้าคุณแม่จะเอาถุงพลาสติกห่อรองเท้านักเรียนให้ทั้งสองข้างจะได้ไม่เปียกน้ำค้าง
ระหว่างทางที่คุณพ่อขับมอเตอร์ไซค์วิบาคมีผมกอดเอวพ่วงท้าย ขับออกจากสวนยางลุยน้ำค้างข้างทางสวนยางพารา ผ่านป่า
บางวันลุยฝน ออกมาส่งผม 5-6 km ส่งผมขึ้นรถประจำทางไปเรียนในเมืองระยะทาง 20 km กว่าๆไปกลับทุกวัน
ความรู้สึกชวนให้คิดถึงพระในบ้านมากๆ ไม่มีท่านก็ไม่มีเรา
ชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเลยติดนิสัยโหยหาความลำบาก
ว่าไปนั่น จริงๆก็ใช่แหละครับ 555
ปั่นไปสักพักเสียงเด็กๆเจี้ยวจ๊าวๆ เริ่มส่งเสียงให้ได้ยินข้างหน้า
เด็กๆที่ปั่นจักรยานผ่านไปก่อนหน้าช่วงที่ผมงีบหลับนั้นเองครับ ช่วงนี้เลยอัดวีดีโอไว้ส่วนมาก
(ส่วนมากผมอัดวีดีโอเอาไว้สั้นๆครับ ไม่รู้ลงใน Thaimtb ยังไง กำลังหาช่วงเวลาทะยอยลงใน FB ครับ)


มีเด็ก 3 คนครับปั่นตาม ท้าแข่งกับผม ปั่นแข่งกันไปพักใหญ่ เหนื่อยได้ที่เลยจอดข้างทาง
ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยกันครับ ถามว่าชื่ออะไร คนหน้าสุดบอกชื่อ "โรนัลโด้" ถามคนข้างหลังชื่ออะไรกันบ้าง ก็บอกชื่อ "โรนัลโด้"
ก่อนเด็ก 3 คนจะหัวเราะพร้อมกัน 555
ถามไปก็ปวดหัวเลยบอกเด็กๆ พี่ไปแล้วนะ มีโอกาสคงได้เจอกันใหม่ :')


หลังปั่นลุยยางมะตรอยระเหยมาสักพักก็ถึงทางแยกไปบ้านนาเมือง ทางซ้ายมือของรูปนะครับ
จอดแวะยืดเส้นยืดสายสักหน่อย ดูนาฬิกาเอ้า!! 5 โมงเย็นซะแล้ว!!
เลยรีบปั่นผ่านเนินอีกหลายลูก ปั่นไปปั่นมาถึงบ้านนาเมืองเลยถามชาวบ้านว่าถ้าไปข้างหน้ามีบ้านคนอยู่ไหม ?
ชาวบ้านบอกว่าถ้าจะปั่นไปอีกมีบ้านหลังสุดท้ายอยู่ตรงทางขึ้นเขา
เลยรีบปั่นต่อขึ้นเขามาเรื่อยๆ เริ่มไม่เห็นบ้านคน กำลังจะปั่นผ่านบ้านหลังนึงตรงทางโค้งก่อนขึ้นเขา
ในใจเริ่มคิดหลังนี้หรือเปล่า ไม่เห็นบ้านสักหลังนานละ
เลยปั่นย้อนเข้าไปแวะจอดถามบ้านคุณลุงหลังสุดท้ายแล้วหรือเปล่า?
แกตอบว่ายัง มีอีกหลัง ปั่นขึ้นเขาไปอีกนิดเดียว ถ้าไม่ไหวก็ปั่นกลับลงมาค้างบ้านลุงก็ได้
ฟ้าเริ่มมืดลง แสงอาทิตย์คล้อยต่ำลับหลังเขาไปแล้ว อาการเหนื่อย ล้า โครตหิวเริ่มออกอาการ!!!
ปั่นซอยขาซอยแล้วซอยอีก! ซอยยิกๆๆ นึกว่าแลตตาซอย 5 บาท 555
(ขออภัยที่เล่นมุกฝืดนะครับ ^^")
เข้าเขามาได้ 200 กว่าเมตร ไม่เห็นมีบ้านคนเลย ไหนลุงบอกนิดเดียวไงหว้าาา!
เอาหว่ะ! ไหนๆก็ปั่นแล้วก็ไปให้สุด เสียงท้องร้องจ๊อกๆ เริ่มส่งเสียง
ฮึบบ!!! หลังเอาความหิวเป็นแรงบันดาลใจ ปลอบตัวเองว่า บ้านหลังสุดท้ายนี่แหละมีของกินอร่อยชัวร์!!!
(จริงๆตอนนั้นคืออีกไกลแค่ไหนก็ไม่รู้ ได้แต่ปลอบใจตัวเองคิดถึงของกิน ขอแกงไก่ ไข่เจียว ถ้าไม่ได้เอาน้ำพริกปลากระป๋อง ผักลวกก็ได้เอ้า
ข้าวเหนียวร้อนๆอีกสักปั้นเถอะ !! ดูๆผมคิดเข้าสิ จะไปกางเต๊นท์นอนบ้านเค้าแล้วยังหวังกินข้าวฟรีบ้านเค้าอีก 555)
หลังซอยฝ่าความมืดขึ้นมาอีกไม่ถึง 10 นาที ก็มองเห็นไฟข้างทางจากบ้านหลังหนึ่งอยู่บนเนินทางซ้ายมือ
ตอนนั้นคือ รอดแล้วโว๊ยยย!!! ก่อนจะรีบลงจักรยานเข็นขึ้นเขาครับ 555
เข็นขึ้นเกือบ 100 เมตรแล้วก็เข็นไปหน้าบ้านหลังสุดท้าย
(แอบคิดในใจถึงคุณลุงบ้านข้างล่างที่ปั่นแวะเข้าไปถาม ขอโทษด้วยนะครับคุณลุงผมคงต้องพักที่นี่แทนแล้วหล่ะ อิอิ)
ก่อนจะขอเจ้าขอเจ้าของบ้านกางเต๊นท์นอน ซึ่งพี่เจ้าของบ้านยินดีมาก ออกมาช่วยกางเต๊นท์
มื้อค่ำวันนั้น ผมโชคดีได้กินแกงไก่ตามที่ฝันไว้พร้อมน้ำพริกปลากระป๋องกับไข่เจียว
ฝีมือแฟนเจ้าของบ้านกับคุณแม่ใจดีที่นอกจากตักกับข้าวให้แล้วให้อีก บอกให้ผมกินเยอะๆ
(ขอบคุณมากๆนะครับ แกคงเห็นใจเด็กกะโปโลผอมแห้งแรงน้อยปั่นจักรยานแบบผม)
ระหว่างนั่งกินมื้อค่ำพี่เจ้าของบ้านก็เล่าถึงนักปั่นชาวญี่ปุ่นกับนักปั่นฝรั่ง (เจ้าของบ้านพูดอังกฤษไม่ได้รู้แต่เค้าเป้นฝรั่ง)
ทั้งสองคนปั่นมาคนเดียวเหมือนกันแบบผมนี่แหละครับ แต่สุดท้ายหมดแรงตายตรงนี้เหมือนกัน 555
นักปั่นญี่ปุ่นปั่นมาถึงมืดๆแบบผมนี่แหละครับก่อนไปเคาะประตูบ้าน
ส่วนฝรั่งอีกคนผู้ชายแก่แล้วปั่นผ่านมา ปั่นขึ้นเขาไปได้สักพักเข็นจักรยานกลับลงมาจักรยานยางแตกเลยขอค้างด้วย
ค้างเสร็จคืนหนึ่งแกติดใจกับข้าวเลยขออยู่ต่ออีกคืน
(ในใจตอนแรกที่ฟังมีเพื่อนแล้วโว๊ยย!! ไม่ได้หมดแรงตรงนี้คนเดียว 555 แอบคิดต่อกับข้าวอร่อยจริงๆ อยู่ต่อพรุ่งนี้อีกวันได้มั้ยเนี่ย ><" สุดท้ายผมก็ค้างแค่คืนเดียวครับ)
กินมื้อเย็นเสร็จ เจ้าของบ้านก็นั่งคุยด้วย ส่วนแฟนแกหลังล้างถ้วยชามเสร็จก็ไปเลี้ยงลูกต่อ
ส่วนคุณแม่พี่เจ้าของบ้านก็ช่วยเผามันที่ผมซื้อมา เก็บไว้เป็นเสบียงสำหรับเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้ : )
หลังนั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ พี่เจ้าของบ้านบอกว่าที่นี่หนาวนะ เอาผ้าห่มมั้ย ผมบอกว่า ขอบคุณครับ ผมมีถุงนอนอยู่ไม่เป็นไร
แกเลยบอกต่อ ถ้าหนาวทนไม่ไหวจะเคาะประตูบ้านมานอนข้างในบ้านก็ได้นะ..
อากาศคืนนั้นหนาวจับใจ.. แต่ผมกับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
สงสัยเป็นเพราะได้กินแกงไก่ร้อนๆ สมใจอยาก อิอิ
(มันเกี่ยวกันตรงไหน จริงๆคืนนั้นเอาเสื้อผ้าออกจากระเป๋ายัดใส่ถุงนอนตอนนอนไม่ใช่เร๊อะ!! ><")



















